นักกฎหมายสาย intorvert

เส้นทาง

นักกฎหมายสาย intorvert “เพจให้ความรู้กฎหมาย เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนชอบคิดเงียบ ๆ แต่ต้องการเข้าใจกฎหมายลึกซึ้งในแบบ introvert”

20/08/2026

ทางสำนักพิมพ์ Jurisprudecne Group ได้ตระหนักถึงเรื่องลิขสิทธิ์เป็นอย่างยิ่งและมิได้นิ่งนอนใจต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์จูริสในทุกรูปแบบ

หากท่านพบการละเมิดลิขสิทธิ์ สามารถส่งข้อมูลหลักฐานได้ที่
✉️อีเมลล์ [email protected] หรือ
📩ทางInboxเพจ FB จูริสพิสดาร by Jurisprudence Group

19/08/2026

🌟คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2569
การกักกันไม่ใช่โทษอาญา แต่เป็นเพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัย
ตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก กรณีจึงไม่อาจนำกำหนดเวลากักกันมาคำนวณเป็นกำหนดโทษจำคุก
หรือรวมกับโทษจำคุก เพื่อใช้สิทธิในการฎีกาได้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ยกโทษกักกันจึงต้องห้ามฎีกา
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง

—————
📍ติดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ #สรรหาฎีกาเด็ด by ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ได้ทุกวันพุธ ผ่านช่องทางดังนี้
-เว็บไซต์ศาลฎีกา https://www.supremecourt.or.th
-page สื่อศาล
-สืบค้นฉบับย่อยาวเพิ่มเติมได้ที่ http://deka.supremecourt.or.th/
ในวันที่เผยแพร่ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

‼️หมายเหตุ : วิธีสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับย่อยาว
1.กรอกเฉพาะเลขคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น 1056/2569 ในช่อง ค้นหาจากหมายเลขคำพิพากษา แล้วคลิกค้นหา
2.เมื่อเจอคำพิพากษาที่ต้องการแล้ว ให้คลิกที่ “ดูฉบับย่อ” จะปรากฏข้อมูลทั้งย่อสั้นและย่อยาว

#สรรหาฎีกาเด็ด
#รวดเร็ว #แม่นยำ #เป็นประโยชน์
#แหล่งรวบรวมความรู้ทางกฎหมายเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

18/08/2026

E-Book การสอบสวนคดีพิเศษ ...ดูเพิ่มเติม

18/08/2026

สำนักงานศาลยุติธรรมสรุปสาระสำคัญที่ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ เกี่ยวกับประเด็นเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 36,700 ล้านบาท

▪️เงินจำนวน 36,700 ล้านบาท ที่ปรากฏในงบการเงินไม่ใช่เงินรายรับที่สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำไปใช้ในการบริหารราชการได้ แต่เป็นเงินที่มีที่มาซึ่งมีภาระผูกพันตามกฎหมายที่ต้องรอนำส่งคลัง หรือคืนให้แก่คู่ความ หรือจ่ายตามภารกิจเฉพาะ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

▪️ส่วนที่ 1 : เงินฝากสถาบันการเงินและเงินฝากระยะสั้น (27,000 ล้านบาท) เป็นเงินที่มีภาระผูกพันและรอนำส่งหรือรอจ่าย ได้แก่
- เงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าปรับ 907 ล้านบาท (รอนำส่งคลังช่วงสิ้นปีงบประมาณของศาล 280 กว่าแห่งทั่วประเทศ)
- เงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน 51 ล้านบาทเศษ (รอนำส่งคลัง)
- เงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาทเศษ (ส่วนที่มีมูลค่าสูงสุด) เป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ เช่น เงินประกันตัว เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ ซึ่งศาลมีภาระต้องคืนให้โจทก์หรือจำเลยเมื่อคดีเสร็จสิ้น
- เงินฝากสำหรับส่งคำคู่ความ 437 ล้านบาท (เงินที่คู่ความวางไว้เพื่อส่งเอกสารทั่วประเทศ เป็นเงินรับฝากรอจ่าย)
- เงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาทเศษ (รอจ่ายให้ฝ่ายที่ชนะคดีหรืออนุญาโตตุลาการ)
- เงินค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ 11 ล้านบาทเศษ (รอจ่าย)

▪️ส่วนที่ 2 : เงินที่นำไปฝากคลังไว้ เป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้เพื่อใช้จ่ายตามภารกิจเฉพาะ ได้แก่
- เงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท (ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง มีภาระผูกพันต้องจ่ายคืนหลักประกันเมื่อผู้รับจ้างปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน)
- เงินค่าธรรมเนียมศาล 9,000 กว่าล้านบาท
- เงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท
- เงินฝากเพื่อบูรณทรัพย์สิน 93,000 บาทเศษ
- เงินฝากค่าธรรมเนียมสอบการแข่งขัน 489,000 บาท

▪️ในส่วนประเด็นที่ตัวเลขในงบการเงินปี 2568 สูงกว่าปี 2567 นั้นเกิดจากปริมาณคดีที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเงินฝากหรือเงินกลางที่คู่ความนำมาวางทรัพย์และวางหลักประกันต่อศาลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

▪️ภายหลังผู้แทนของสำนักงานศาลยุติธรรมชี้แจงแล้ว กรรมธิการ ที่สอบถามมีความเข้าใจและไม่ติดใจประเด็นดังกล่าวอีก

▪️ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมรับข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการฯ และจะนำไปปรับปรุงวิธีการอธิบายหรือการให้ข้อมูลในรายงานงบการเงินให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าศาลยุติธรรมมีเงินรายรับจำนวนมากที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้เอง

#ศาล #งบประมาณ #ชี้แจง #คลัง #การเงิน #เศรษฐกิจ

16/08/2026

ประเด็นน่าสนใจออกสอบ 🧠

(ประมวลกฎหมายอาญา - ลหุโทษ)

“การตบบ้องหูจะเป็นความผิดหรือหม้าย (ไม่)”

ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่เมื่อมีการกระทำการบางอย่างเกิดขึ้น เราก็ต้องมาดูข้อกฎหมายครับว่าการกระทำที่เรียกว่า “การตบบ้องหู” นี้ จะมีแง่มุมทางกฎหมายอย่างไรบ้าง

เริ่มต้น เรามาไล่เรียงกันตั้งแต่ ป.อ. มาตรา 59 วรรคหนึ่ง ที่มีหลักว่า บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้ #กระทำโดยเจตนา เว้นแต่ ... ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ #ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

ซึ่งตามมาตรา 104 ก็ได้บัญญัติว่า การกระทำ #ความผิดลหุโทษ ตามประมวลกฎหมายนี้ #แม้กระทำโดยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ตามบทบัญญัติความผิดนั้นจะ #มีความบัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอื่น

ดังนั้น โดยหลักแล้ว #ความผิดลหุโทษ แม้กระทำโดยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิดได้ครับ แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีที่เนื้อความของมาตรานั้น ๆ บัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ตามมาตรา 104 ตอนท้าย

ซึ่งความผิดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 เป็นกรณีที่ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าวครับ เพราะการใช้กำลังทำร้ายย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าต้องมีเจตนา (ฎ.1119/2517)

ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า ในความผิดฐานนี้ ผู้กระทำ #ต้องมีเจตนาใช้กำลังทำร้ายด้วย จึงจะเป็นความผิด

พอเราทำความเข้าใจได้แบบนี้แล้ว ทีนี้ เรามาวิเคราะห์กันครับว่า เมื่อมีการทำร้ายเกิดขึ้น จะเป็นความผิดตามมาตรามใด

ในเบื้องต้นจะ #ต้องพิจารณาก่อนว่า ผู้กระทำมี #เจตนาทำร้าย (ตามมาตรา 295) หรือมีเพียง #เจตนาใช้กำลังทำร้าย (ตามมาตรา 391)

ซึ่งเราจะต้องพิจารณาจาก 1. การกระทำของผู้กระทำ และ 2. บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับประกอบกัน (ฎ.703/2506) ครับ

เอาหลักการเบื้องต้นไปก่อนว่า ถ้าการกระทำไม่รุนแรงมาก + บาดแผลแค่ถลอกหรือไม่มีบาดแผล เช่นนี้ เป็นความผิดลหุโทษ ตามมาตรา 391 เท่านั้น

แต่ถ้าการทำร้ายเป็นการกระทำที่รุนแรง มีบาดแผล หรือถึงขนาดเลือดออก เช่นนี้ ให้คิดถึงมาตรา 295 ไว้เลยครับ มีตัวอย่างท้ายโพสต์ ลองอ่านดูกันได้นะครับ

กลับมาที่ความแตกต่างของสองความผิดนี้กันก่อน ในเรื่องนี้ มีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้ครับ

1. กรณีผู้กระทำมีเจตนาทำร้าย ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 295

→ หากการกระทำความผิด #ไม่สำเร็จ ผู้กระทำจะ #ต้องรับโทษฐานพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 80 หรือมาตรา 81 แล้วแต่กรณีครับ

→ กรณีมีเหตุฉกรรจ์ ตามมาตรา 296 ประกอบมาตรา 289 เช่น การทำร้ายตำรวจในขณะปฏิบัติการตามหน้าที่ ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 296 ประกอบมาตรา 289 (2)

→ แต่หากผู้ถูกกระทำได้รับ #อันตรายสาหัส ผู้กระทำย่อมมีความผิดตามมาตรา 297 (ทำร้ายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส)

→ หากผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ผู้กระทำย่อมมีความผิดตามมาตรา 290 (ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย)

2. กรณีผู้กระทำมีเจตนาเพียงใช้กำลังทำร้ายเท่านั้น #เป็นความผิดตามมาตรา 391 (เป็นความผิดลหุโทษ)

→ หากการกระทำความผิดไม่สำเร็จ ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษเลยตามมาตรา 105 ขอให้เทียบกรณีแรกนะครับ (พยายามกระทำความผิด)

→ ความผิดตามมาตรา 391 นี้ ไม่มีเหตุฉกรรจ์ เพราะความผิดตามมาตรา 296 ประกอบมาตรา 289 ต้องมาจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 เท่านั้น

#ข้อสังเกต ผมเห็นว่า ในกรณีที่มีการกระทำความผิดต่อเจ้าพนักงาน แม้การใช้กำลังทำร้ายจะไม่เป็นความผิดตามมาตรา 296 ประกอบมาตรา 289 (2) แต่เป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 138 ได้ด้วยครับ

→ หากผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 297 เพราะตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 มาก่อน

อย่างไรก็ตามการกระทำดังกล่าวอาจเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 300 ได้ (ความเห็นของท่านอาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์)

→ หากผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 290 (สังเกตว่า แม้ไม่มีเจตนาทำร้ายตามมาตรา 295 ก็ตาม)

ในประเด็น “การตบบ้องหู” มีแนวคำพิพากษาฎีกาที่สามารถนำมาเทียบเคียงได้ ดังนี้ครับ

กลุ่มฎีกา #ใช้เท้าเตะและใช้มือตบ

ฎ. 703/2506

1) การทำร้ายแค่ไหนจะถือว่าเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม มาตรา 295 แห่ง ป.อ.หรือไม่นั้น จำ #ต้องพิจารณาถึงการกระทำของจำเลยและบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับประกอบกัน
2) จำเลยเพียงแต่ #ใช้เท้าเตะและใช้มือตบผู้เสียหาย มิได้ใช้อาวุธทำร้ายผู้เสียหายได้รับบาดแผลเพียง #ฟกช้ำเท่านั้นและรักษาเพียง 5 วันก็หาย ยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 295 คงเป็นผิดตามมาตรา 391 เท่านั้น

ฎ. 440/2530

1) จำเลยเพียงแต่ #ใช้มือตบตีและใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกขว้าง ผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่าไม้ไผ่ดังกล่าวมีขนาดใหญ่เล็กเพียงใด บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับก็เป็นเพียง #รอยถลอกไม่มีโลหิตไหล อีกแห่งหนึ่งเพียงแต่บวมเมื่อกดตรงที่บวมจึงเจ็บและจะรักษาหายได้ในเวลาประมาณ 5 วัน ซึ่งเป็นเพียงการคาดคะเนของแพทย์ความจริงอาจจะหายเป็นปกติภายในเวลาไม่ถึงกำหนดที่กะประมาณไว้ก็ได้
2) จำเลยคงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 391 เท่านั้น

ฎ. 2770/2544

1) ผู้เสียหายตะโกนด่าถึงมารดาจำเลยว่ามารดาจำเลยเป็นโสเภณีและถึงแก่กรรมด้วยโรคเอดส์ เป็นการกล่าวหาว่ามารดาจำเลยสำส่อนทางเพศ ถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลย #ตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง

2) ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ จำเลยมีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 391 ประกอบด้วยมาตรา 72

กลุ่มฎีกา #ใช้เล็บข่วน

ฎ. 1867/2527

1) การทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายนั้น จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ความรุนแรงแห่งการกระทำของจำเลยประกอบกับบาดแผลที่ผู้ถูกทำร้ายได้รับ จำเลยซึ่งเป็นหญิง #ใช้เล็บข่วน ดั้งจมูกผู้เสียหายเป็นรอยเล็บข่วนยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มีโลหิตไหล
2) ยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายแก่กาย

#ข้อสังเกตเพิ่มเติม ในแง่ชั้นสอบสวน ความผิดตามมาตรา 391 เป็นความผิดลหุโทษ จึงเป็น #คดีความผิดที่เปรียบเทียบได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 (2), (3) และมาตรา 38 หากเปรียบเทียบโดยชอบ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามมาตรา 39 (3)

แต่อย่าสับสนกับการยอมความนะครับ แม้จะเป็นความผิดลหุโทษก็จริง แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้ยอมความกันได้ในความผิดฐานนี้ อย่าตกม้าตายในประเด็นนี้เด็ดนะครับ 😉🧠📖

🤍

16/08/2026

ประมวลกฎหมายอาญา ฉบับMindMap
มาตราสำคัญมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๗๘

ตอนแรกตั้งใจทำให้เสร็จจะลงทีเดียว

มีหลังไมค์มาสอบถามว่าขายภาพMindMapไหม หลายท่าน

เลยนำมาลงแจกให้อ่านไป พลางก่อน

#ไม่มีจำหน่ายครับแจกฟรีทำเสร็จแจกแน่นอนไม่มีกั๊ก

#ต้องใช้เวลาในการแยกองค์ประกอบมาตรายากหน่อยครับเอไอถึงจะทำออกมาได้ละเอียด

เคยโยนไปทั้งมาตราแล้วเละมาก

https://drive.google.com/file/d/1OSS2Gk8gTYoRXnRMOMfcCW7nX5E2-sDS/view?usp=sharing

16/08/2026
16/08/2026

ที่อยู่

Wiang Pa Pao

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ นักกฎหมายสาย intorvert โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่