07/08/2026
กรรมสิทธิ์รวม
#ฎีกาใหม่ | ฎ.97/2569 ช่วยกันทำมาหากิน แต่โฉนดมีชื่อคนเดียว เลิกกันแล้วได้อะไรไหม?
ที่ดินสองแปลงที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของอยู่คนเดียว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างฟังว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลย แต่ศาลฎีกากลับเห็นตรงกันข้าม
เรื่องเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2526 โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากัน มีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่เพิ่งมาจดทะเบียนสมรสกันจริง ๆ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 แล้วจดทะเบียนหย่าในวันที่ 2 สิงหาคม 2544
ตลอดช่วงที่อยู่กินกัน ทั้งสองทำมาหากินด้วยกันมาตลอด ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดิน ในปี 2538 และ 2539 จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ต่อมาได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงมาจากมูลหนี้ก้อนนั้น โดยมีชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว
หลังเลิกรากัน โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อตนเป็นเจ้าของ #กรรมสิทธิ์รวม ในที่ดินหลายแปลง ศาลชั้นต้นให้มา 10 แปลง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน แต่ที่ดินสองแปลงนี้ ศาลล่างทั้งสองมองว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลย โจทก์จึงฎีกาต่อ
เหตุผลของศาลล่างฟังดูมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย ที่ดินได้มาปี 2538 และ 2539 ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จึงไม่ใช่ #สินสมรส แถมสัญญากู้และสัญญาจำนองก็ปรากฏชื่อจำเลยคนเดียว
⚖️ แต่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และตอบเป็นสองชั้น
1️⃣ ชั้นแรก ประเด็นของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่คำว่าสินสมรส แม้โจทก์จะเขียนในฎีกาว่าที่ดินสองแปลงเป็นสินสมรส แต่เมื่ออ่านฎีกาทั้งฉบับแล้ว เหตุที่โจทก์ยกขึ้นอ้างคือได้ที่ดินมาจากธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำร่วมกับจำเลย ซึ่งเป็นเหตุเดียวกับที่บรรยายฟ้องและนำสืบพยานมาตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาจึงถือว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์รวม
2️⃣ ชั้นที่สองคือหัวใจของคดี การจะอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ ต้องได้ความว่าระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา ทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนร่วมใน #ทำมาหาได้ร่วมกัน คดีนี้ทั้งคู่ปล่อยกู้ ซื้อที่ดิน รับจำนอง และเป็นนายหน้าขายที่ดินมาด้วยกันตั้งแต่ปี 2526 ส่วนจำเลยเองก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าใช้เงินของตัวเองทำสัญญาทั้งสองฉบับ ที่ดินสองแปลงจึงเป็นผลจากธุรกิจที่ทำร่วมกัน
คำพิพากษาตอนหนึ่งระบุว่า "แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย"
และอีกตอนหนึ่งวางหลักไว้ชัดว่า "แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง ก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด"
📌 ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาคือ 1,357,150 บาท
💡 ทรัพย์ที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสไม่ใช่สินสมรส แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นของฝ่ายที่มีชื่ออยู่คนเดียว ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่าง #อยู่กินฉันสามีภริยา ก็เป็นกรรมสิทธิ์รวมคนละกึ่งหนึ่ง และการไปจดทะเบียนสมรสทีหลังก็ไม่ย้อนไปทำให้ทรัพย์ก้อนเดิมกลายเป็นสินสมรส
คดีนี้ศาลฎีกายังตรวจพบว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกามาอีก 100 บาท ทั้งที่คดีต้องเสียเฉพาะค่าขึ้นศาล 27,143 บาท เท่านั้น จึงสั่งคืนเงินส่วนนี้ให้โจทก์ไปด้วย
อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มพร้อมฎีกาที่เกี่ยวข้อง 👉 https://lawlink-deka.legardy.com/browse/deka-97-2569
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง หากมีปัญหากฎหมาย ปรึกษาทนาย LawLink ได้ตลอด 24 ชม.
#ฎีกาใหม่ #ฎีกาน่ารู้ #กรรมสิทธิ์รวม #ทำมาหาได้ร่วมกัน #สินสมรส #สินส่วนตัว #อยู่กินฉันสามีภริยา #แบ่งทรัพย์สิน #กฎหมายครอบครัว #ปรึกษาทนายความ #ทนายความ