นักกฎหมายตัวน้อย-Little Law

นักกฎหมายตัวน้อย-Little Law รับให้คำปรึกษาข้อกฎหมายต่างๆ คดีทางปกครอง คดีปปช และอื่นๆ

11/08/2026

อ่านสอบค้ำฯจำนองขาแพ่งต้องหาฟังอาจารย์สอนเลย

7 สิงหาคม  “วันรพี”ถือเป็นได้ว่าเป็นวันนักกฎหมายไทย
07/08/2026

7 สิงหาคม “วันรพี”

ถือเป็นได้ว่าเป็นวันนักกฎหมายไทย

👉ด่วน‼️กฎหมายล้มละลายแก้ไขห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการเฉพาะบุคคลที่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุ...
03/08/2026

👉ด่วน‼️กฎหมายล้มละลายแก้ไขห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการเฉพาะบุคคลที่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย🚦✌️

ความผิดฐานปลอมเอกสาร ตาม ป.อาญา มาตรา 264
27/07/2026

ความผิดฐานปลอมเอกสาร ตาม ป.อาญา มาตรา 264

...ข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้ อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู...
21/07/2026

...ข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้ อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนผูกพันคู่สัญญาหรือไม่ ?...

ฟ้องชู้เรียก 300 ล้านบาท ชนะมาแล้ว 2 ศาล แต่สุดท้ายศาลฎีกากลับยกฟ้อง เพราะอะไร?คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567เธอรู้มานานแ...
20/07/2026

ฟ้องชู้เรียก 300 ล้านบาท ชนะมาแล้ว 2 ศาล แต่สุดท้ายศาลฎีกากลับยกฟ้อง เพราะอะไร?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567
เธอรู้มานานแล้วว่า สามีมีผู้หญิงหลายคน
หนึ่งในนั้นคือหญิงที่ต่อมากลายเป็นจำเลยในคดีนี้
แต่แทนที่จะรีบฟ้องเรียกค่าทดแทน เธอกลับเลือกอีกทาง
เธอกับสามีทำ สัญญาแยกกันอยู่ถึง 2 ฉบับโดยตกลงกันว่า แม้จะไม่ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ยังไม่หย่าขาดจากกัน และสามียังคงมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภรรยาต่อไป
ตามสัญญาฉบับแรก ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 นาย ล. ตกลงจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์ เดือนละ 100,000 บาทนอกเหนือจากค่าครองชีพ และยังตกลงจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นให้อีก เดือนละ 500,000 บาทพร้อมระบุว่า หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีการหย่ากัน ก็จะยังคงอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ต่อไป
ต่อมามีการทำสัญญาฉบับที่สอง ลงวันที่ 14 กันยายน 2560โดยตกลงให้นาย ล. จ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์ เดือนละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 600,000 บาทต่อเดือนพร้อมให้โจทก์ใช้ American Express Centurion (Black Card)โดย ไม่จำกัดวงเงินรวมทั้งรับผิดชอบค่าเช่าที่พัก ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด
ทุกอย่างดำเนินไปเช่นนี้อยู่หลายปี
จนกระทั่งวันหนึ่ง นาย ล. หยุดจ่ายค่าเลี้ยงดูทั้งหมด ยกเลิกบัตรเครดิตทุกใบ และยุติการสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีที่กลายเป็นข่าวใหญ่
โจทก์เดินหน้าฟ้อง 2 คดี
หลังจากถูกระงับการอุปการะ โจทก์ตัดสินใจดำเนินคดีพร้อมกัน 2 เรื่อง
คดีแรกฟ้องนาย ล. ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เรียก ค่าอุปการะเลี้ยงดู จำนวน 78,600,000 บาท
โจทก์อ้างว่า ตามสัญญาแยกกันอยู่ นาย ล. มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูในฐานะสามี และเมื่อหยุดจ่ายเงินกับยกเลิกบัตรเครดิต จึงต้องชดใช้ค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง คิดเป็นเงิน 75,000,000 บาท รวมกับ ค่าเช่าบ้านค้างชำระ 3,600,000 บาท รวมเป็น 78,600,000 บาท และยังขอให้ศาลสั่งให้นาย ล. จ่ายค่าเลี้ยงดูต่อไป เดือนละ 3,000,000 บาทนับจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต
ส่วน คดีที่สอง ซึ่งเป็นคดีนี้
โจทก์ฟ้อง นาง พ.โดยอ้างว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนาย ล. สามีของตน จึงเรียก ค่าทดแทนจำนวน 300,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง และขอให้ศาลมีคำสั่ง ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับนาย ล. อีกต่อไป
ฝ่ายโจทก์ยืนยันว่า
จำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนาย ล. และแสดงตนโดยเปิดเผย จึงต้องรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งให้สิทธิสามีหรือภริยาเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสในลักษณะชู้สาว
ส่วนจำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยต้องรับผิด จึงพิพากษาให้ชำระ ค่าทดแทน 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เห็นว่าค่าทดแทนสูงเกินสมควร จึงลดลงเหลือ 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยยังไม่ยอมรับคำพิพากษา จึงฎีกาต่อศาลฎีกา
เมื่อคดีมาถึงศาลฎีกา หลายคนอาจคิดว่าศาลจะวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นชู้หรือไม่
แต่ศาลฎีกากลับเริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า
"โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่"
ศาลพิจารณาทั้งคำฟ้องในคดีนี้ และคำฟ้องอีกคดีที่โจทก์ฟ้องนาย ล.
จากพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลพบว่า
โจทก์ทราบมาตั้งแต่ปี 2559แล้วว่า นาย ล. มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน รวมทั้งจำเลย
แต่ตลอดระยะเวลาหลายปี โจทก์ ไม่เคยใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยเลย
ตรงกันข้าม โจทก์กลับเลือกทำสัญญาแยกกันอยู่ และยอมรับการอุปการะจากนาย ล. ทั้งเงินค่าเลี้ยงดู การใช้บัตรเครดิตแบบไม่จำกัดวงเงิน และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
กระทั่งนาย ล. หยุดจ่ายเงินและยกเลิกบัตรเครดิตโจทก์จึงเริ่มฟ้องทั้งสามี และฟ้องจำเลยเรียกเงินถึง 300 ล้านบาท
ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ทั้งหมดทำให้เชื่อได้ว่า
สาเหตุสำคัญที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง ไม่ใช่เพราะต้องการใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่มีความสัมพันธ์กับสามีตามกฎหมาย
แต่เป็นเพราะ ไม่พอใจที่นาย ล. หยุดจ่ายค่าเลี้ยงดู และยกเลิกการใช้บัตรเครดิต
ศาลจึงเห็นว่า การฟ้องคดีครั้งนี้ มิได้มีเจตนาใช้สิทธิตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง อย่างแท้จริง
ข้อกฎหมายที่ศาลนำมาใช้
ศาลอ้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5ซึ่งบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต"
เมื่อศาลเห็นว่าการฟ้องครั้งนี้เกิดจากแรงจูงใจเรื่องผลประโยชน์ทางการเงิน มากกว่าการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรส
จึงถือว่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ผลคือ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ทั้งที่จำเลยไม่ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นสู้ ศาลฎีกายกขึ้นเองได้หรือ?
คำตอบ คือ ได้
เพราะเรื่อง อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ศาลฎีกาจึงสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้
โดยอาศัย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)ซึ่งให้อำนาจศาลยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง
มาตรา 246 มาตรา 252 ประกอบ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง
ศาลฎีกา พิพากษากลับ
"ยกฟ้องโจทก์"
และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
บทเรียนจากคดีนี้
คดีนี้ไม่ได้วางหลักว่า ภรรยาจะฟ้องชู้ไม่ได้
แต่ศาลฎีกาวางหลักสำคัญไว้ว่า
แม้กฎหมายจะให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่มีความสัมพันธ์กับสามีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แต่การใช้สิทธินั้นต้องเป็นไปโดยสุจริตตามมาตรา 5 หากศาลเห็นว่าการฟ้องมีวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่เพื่อคุ้มครองสิทธิที่กฎหมายรับรอง ผู้ฟ้องย่อมไม่มีอำนาจฟ้องได้
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของคดีนี้จึงไม่ใช่ตัวเลข 300 ล้านบาทแต่คือหลักกฎหมายที่ว่า "การมีสิทธิ" ไม่ได้หมายความว่าจะใช้สิทธินั้นได้โดยไม่มีขอบเขต เพราะทุกการใช้สิทธิต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต" "เครดิต...fb.Ultraman Prasopsuk"

🟠เรียนรู้จากความล้มเหลว❌ เพื่อเข้าใจปัญหา✅👉พัฒนาตัวเองให้สำเร็จ🫶🏻...ตามเป้าหมายของตน🫵🏼
18/07/2026

🟠เรียนรู้จากความล้มเหลว❌ เพื่อเข้าใจปัญหา✅
👉พัฒนาตัวเองให้สำเร็จ🫶🏻...ตามเป้าหมายของตน🫵🏼

**คลิปจับชู้...โพสต์ได้ แต่อาจ "ติดคุก" โดยไม่รู้ตัว!**กำลังสะใจที่ได้ประจานคนผิด...แต่รู้หรือไม่ว่า **คนที่โพสต์คลิป อา...
08/07/2026

**คลิปจับชู้...โพสต์ได้ แต่อาจ "ติดคุก" โดยไม่รู้ตัว!**

กำลังสะใจที่ได้ประจานคนผิด...แต่รู้หรือไม่ว่า **คนที่โพสต์คลิป อาจกลายเป็นผู้ต้องหาซะเอง**

กรณีที่กำลังเป็นกระแสร้อน "เมียหลวงถ่ายคลิปสามีนอนกับเมียน้อย" หลายคนแชร์ต่อด้วยความสะใจ แต่ในมุมกฎหมาย เรื่องนี้มีประเด็นที่ต้องระวังอย่างมาก

⚖️ **1. การเผยแพร่ภาพหรือคลิปที่มีลักษณะล่อแหลมหรือสื่ออนาจาร**
หากคลิปดังกล่าวปรากฏภาพเปลือย การร่วมเพศ หรืออวัยวะเพศอย่างชัดเจน การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือเผยแพร่ผ่านโซเชียล อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หากเป็นข้อมูลลามกที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

⚖️ **2. PDPA ไม่ได้มีไว้คุ้มครองแค่ข้อมูลบัตรประชาชน**
ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ถือเป็น **ข้อมูลส่วนบุคคล** การนำไปเผยแพร่โดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับ อาจเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล และผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้

⚖️ **3. อาจมีความผิดฐานอื่นร่วมด้วย**
หากการโพสต์มีเจตนาประจาน ทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง หรือทำให้เกิดความอับอาย อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท หรือความผิดอื่นตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

📌 **หลายคนเข้าใจผิดว่า**

> "ฉันเป็นคนถ่ายเอง ฉันมีสิทธิ์โพสต์"

ความจริงคือ **การเป็นเจ้าของคลิป ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิ์เผยแพร่ได้ทุกกรณี** เพราะกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในภาพหรือคลิปด้วย

💡 **บทเรียนสำคัญ**
เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ สิ่งที่ควรทำคือเก็บพยานหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่นำไปเผยแพร่บนโซเชียล เพราะจาก "ผู้เสียหาย" อาจกลายเป็น "ผู้ถูกร้องทุกข์" ได้ในภายหลัง

📚 กฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย แม้บุคคลนั้นจะเป็นฝ่ายกระทำผิดในเรื่องหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของเขาจะหมดไป

👉 **ความรู้กฎหมายวันนี้ อาจช่วยให้คุณไม่ต้องขึ้นศาลในวันหน้า**

💬 คุณคิดว่า "การโพสต์คลิปจับชู้" ควรถือเป็นสิทธิของผู้เสียหาย หรือควรมีข้อจำกัดเพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล? แสดงความคิดเห็นกันได้อย่างสุภาพ

📌 กดติดตามเพจเพื่ออัปเดตประเด็นกฎหมายที่กำลังเป็นกระแส พร้อมอธิบายให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

การพิจารณาว่าบุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาหารือไม่ต้องดูว่าการกระทำของบุคคลนั้นครบ "องค์ประกอบ" ตามกฎหมายกำหนดหารือไม่
28/06/2026

การพิจารณาว่าบุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาหารือไม่
ต้องดูว่าการกระทำของบุคคลนั้นครบ "องค์ประกอบ" ตามกฎหมายกำหนดหารือไม่

🚥คำพิพากษาฎีกาน่าสนใจจากห้องเรียน📑👇📜 การโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ จะขัด มาตรา 656 วรรคสอง และเป็นโมฆะตาม มาตรา 656 ว...
17/06/2026

🚥คำพิพากษาฎีกาน่าสนใจจากห้องเรียน📑👇

📜 การโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ จะขัด มาตรา 656 วรรคสอง และเป็นโมฆะตาม มาตรา 656 วรรคสาม หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าเป็นเพียงการนำทรัพย์สินอื่นมาชำระหนี้แทนเงินกู้โดยตรงหรือไม่ หากเป็น สัญญาประนีประนอมยอมความ ที่มีข้อตกลงหลายประการ มีการขยายเวลาชำระหนี้และให้ประโยชน์แก่ลูกหนี้หลายทาง ย่อมไม่ใช่กรณีต้องห้ามตามมาตราดังกล่าว ลูกหนี้จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาและโอนที่ดินให้เจ้าหนี้ แต่หากเป็นการรับโอนที่ดินชำระหนี้แทนเงินกู้ ต้องพิจารณา ราคาท้องตลาดในขณะโอนชำระหนี้ ว่าทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบหรือไม่ มิใช่พิจารณาราคาประเมินหรือราคาขายต่อเป็นสำคัญ

🏛️ *คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2565 (น่าสนใจ) หากดูย่อคำพิพากษาที่พิมพ์จำหน่ายจะอ่านไม่ค่อยเข้าใจ จึงต้องอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มและเขียนใหม่ โดยข้อเท็จจริงมีว่า ประมาณ 3 ปีก่อนเกิดข้อพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ ทั้งสองฝ่ายมีหนี้กันนับร้อยล้านบาท สัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อตกลง 10 ข้อ ขณะนั้นจำเลยผิดนัดชำระหนี้แล้ว แต่โจทก์ยอมขยายเวลาชำระหนี้ให้อีก 3 ปี ยอมให้จำเลยประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน และยอมให้จำเลยโอนที่ดินที่ติดจำนองให้แก่ผู้ซื้อโดยปลอดจำนอง จำเลยจึงได้รับประโยชน์อย่างมาก ในสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยโอนที่ดินแปลงหนึ่งชำระหนี้แก่โจทก์ด้วย ต่อมาเมื่อถึงกำหนดโอนที่ดิน จำเลยกลับอ้างว่าทำไม่ได้ เพราะเป็นการนำที่ดินมาตีชำระหนี้ จึงต้องคิดราคาท้องตลาดในขณะนั้น ไม่ใช่ราคาเมื่อ 3 ปีก่อน

🧑‍⚖️ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงอื่นอีกหลายข้อ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยเพียงแต่นำทรัพย์สินอื่นชำระหนี้กู้ยืมแก่โจทก์ ไม่อยู่ในบังคับของ มาตรา 656 วรรคสอง และ มาตรา 656 วรรคสาม ดังนั้นจำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญา คือโอนที่ดินให้โจทก์ คดีนี้เมื่อปีที่แล้ว อาจารย์จะนำมาออกข้อสอบ แต่เห็นว่าอาจมีปัญหาและเป็นคำพิพากษาที่แปลกมาก จึงให้นำสาระสำคัญที่เป็นข้อกฎหมายเป็นหลัก

🧾 ต. ทำสัญญากู้เงินจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบเงินให้แล้ว ตอนถอดเทปฎีกานี้อาจารย์ใช้อันนี้เลย ไม่ใช้อันที่เผยแพร่ เพราะไปอ่านอันนั้นแล้วจะสับสน ต่อมา ต. จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนขายต่อให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในราคา 300,000 บาท การจดทะเบียนโอนนี้ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นหลังจากกู้กี่วันหรือกี่ปี และพอโอนแล้วขายต่อก็ไม่ทราบว่าห่างกันกี่วันหรือเป็นวันเดียวกัน การจดทะเบียนขายต่อในราคา 300,000 บาท แม้จะต่ำกว่าราคาประเมินไป 39,560 บาท แต่เป็นราคาที่ใกล้เคียงกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าราคาท้องตลาดสูงหรือต่ำกว่าราคาประเมินเพียงใด จึงเชื่อว่าราคาที่ซื้อขายเป็นราคาใกล้เคียงกับราคาท้องตลาด มิได้ทำให้ ต. หรือทายาทของ ต. เสียเปรียบ การรับโอนที่ดินเป็นการยอมรับชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืม จึงไม่ขัดต่อ มาตรา 656 วรรคสอง ไม่เป็นโมฆะตาม วรรคสาม หนี้เงินกู้ระงับ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ต. ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินตามสัญญาให้และสัญญาซื้อขายตามฟ้อง

🔎 ข้อสังเกตคือ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้ราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาประเมิน 39,560 บาท ก็ยังเป็นราคาใกล้เคียงกัน ทั้งที่ราคาประเมินควรเป็น 339,560 บาท และส่วนต่างมีประมาณสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้โอนตามราคาประเมิน แต่ให้พิจารณา ราคาท้องตลาดในขณะโอนชำระหนี้ นอกจากนี้ ราคาที่ต้องนำมาพิจารณาคือราคาในวันที่ใช้หนี้ ไม่ใช่วันที่โอนขายต่อ หากเป็นวันเดียวกันย่อมไม่มีปัญหา แต่หากเป็นคนละวันจะมีปัญหา จึงเป็นเหตุให้คดีนี้ยังไม่สนิทใจและนำมาออกข้อสอบไม่ได้ เว้นแต่จะดัดแปลงข้อเท็จจริงให้สมเหตุสมผล

ที่อยู่

ในเมือง
Ubon Ratchathani
34000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ นักกฎหมายตัวน้อย-Little Lawผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท