กฎหมาย By ทนายอาร์ม

กฎหมาย By ทนายอาร์ม เผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายให้แก่ประชาชน

06/08/2026
17/07/2026
09/07/2026

ฎีกาที่ 1954/2567 คดีเช่าซื้อ #ผู้เช่าซื้อผิดนัดเพียง1งวด #จากนั้นผู้เช่าซื้อมีหนังสือและนำรถไปคืน #ผู้ให้เช่าซื้อรับไว้ #โดยในสัญญากำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายฯ [น่าสนใจ] [มีข้อสังเกตเทียบ ฎ.2899/2567] 🌟🌟🌟🌟

🔥 ปัญหามีว่า :

〽️ สัญญาเช่าซื้อ #ให้สิทธิแก่ผู้เช่าซื้อมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียก็ได้โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือ ให้เจ้าของทราบล่วงหน้าฯ และผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถในสภาพเรียบร้อยและชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลานั้นทันที และ #ผู้ให้เช่าซื้อสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาฯอีกสถานหนึ่ง (ถ้ามี)
**ปรากฏว่า ผู้เช่าซื้อผิดนัดตามเช่าซื้อแล้ว 1 งวด จากนั้นในเดือนถัดไป ผู้เช่าซื้อจึง #ทำหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและนำรถไปคืนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อรับรถคืน พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งสิทธิให้ผู้เช่าฯ ซื้อรถคืน แต่ผู้เช่าซื้อไม่ใช้สิทธิดังกล่าว **ผู้ให้เช่าซื้อจึงนำรถออกขายทอดตลาด แต่ขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ดังนี้ :

🔶 **ผู้ให้เช่าซื้อจะมีสิทธิเรียกค่าขาดราคา ได้หรือไม่ ? อย่างไร ?


1. 📑 สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 ระบุว่า : " #ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเสียก็ได้โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือให้เจ้าของทราบ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถในสภาพที่ซ่อมแซมเรียบร้อยใช้การได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับวันที่รับมอบรถไปจากเจ้าของ พร้อมทั้งอุปกรณ์และอะไหล่ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ณ สำนักงานเจ้าของ และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันทีภายใต้ความเสี่ยงภัยและค่าใช้จ่ายของผู้เช่าซื้อเอง และ #เจ้าของสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (ข้อ 14) #อีกสถานหนึ่ง (ถ้ามี)"

2. 🔑🔑 #เป็นการกำหนดให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยข้อสัญญาได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว

3. 💥หลังจากจำเลย #ผิดนัดตามเช่าซื้อแล้ว1งวด

4. **จำเลย 📄 #ทำหนังสือแสดงเจตนาขอคืนรถซึ่งมีสาระสำคัญว่า : “จำเลยมีความประสงค์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และขอส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพที่ระบุไว้ในใบรับมอบรถคืนและตรวจสภาพรถซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือแสดงเจตนานี้ และให้โจทก์นำออกขายโดยวิธีการประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสม... การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานี้...ไม่กระทบสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและ/หรือมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ เมื่อโจทก์นำรถออกประมูลขายทอดตลาด... หากปรากฏว่าได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา... จำเลยยินยอมรับผิดชำระค่าเสียหายส่วนที่ขาด... รวมถึง ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นเพียงเท่าที่โจทก็ได้ใช้จ่ายไปจริง.... ”

5. 〽️ #แสดงว่าจำเลยเข้าใจสถานะของตนยอมรับผิดตามสัญญา

6. **เมื่อจำเลย #ไม่มีเงินชำระค่าเช่าซื้อ #บอกเลิกสัญญาขอส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน #และยอมรับผิดในลักษณะเดียวกับที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ

👉 เช่นนี้ การที่พนักงานโจทก์ #รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ #จึงเป็นการที่ โจทก์ยอมผ่อนผันเงื่อนไขที่จำเลยต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาบางส่วนให้แก่จำเลย และเป็นการที่โจทก์ยอมผ่อนผันให้แก่จำเลยผู้เช่าซื้อไม่ว่าเรื่องใด เกี่ยวกับข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาเพื่อบรรเทาความเสียหายแก่จำเลย #และบังคับไปตามสัญญาเช่าซื้อที่มีอยู่เดิมไว้ล่วงหน้าแล้ว

7. 🌟🌟 #พฤติการณ์ของโจทก์ #เมื่อจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ไม่มีเงินชำระค่าเช่าซื้อ #บอกเลิกสัญญาส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและยอมรับผิดตามสัญญา
🔑🔑 #ล้วนแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยึดถือสัญญาเช่าซื้อและประกาศดังกล่าวตลอดมา ✔️

8. ** #จึงเป็นกรณีที่จำเลยบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ13 ✔️

9. เมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยให้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน **แต่จำเลยไม่ใช้สิทธิดังกล่าว **หลังจากนั้นโจทก์จึงนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายทอดตลาด แต่ขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ

10. เช่นนี้ จำเลยจึง #ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา แก่โจทก์ ✔️

[ 🩵 ข้อสังเกต : ข้อเท็จจริงไม่ใช่กรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อรีบ “ไปยึดรถคืน” ก่อนครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามฯ แล้วผู้เช่าคืนรถให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่อิดเอื้อน แล้วผู้ให้เช่าซื้อรับรถไว้ อันจะถือว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายฯ และไม่ต้องรับผิดค่าขาดราคาฯ แต่อย่างใด ]


🤍 ข้อสังเกต : ให้เทียบความแตกต่าง ข้อเท็จจริงตามฎีกาที่ 2899/2567 [กรณีที่ไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคา]
ตามสัญญาเช่าซื้อ กำหนดให้สิทธิแก่ธนาคารผู้ให้เช่าซื้อมีบอกเลิกสัญญาว่า “กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติด ๆ กัน และธนาคารได้บอกกล่าวเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระพร้อมด้วยเบี้ยปรับ ค่าใช้จ่ายที่ธนาคารเรียกเก็บได้ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อภายในเวลาอย่างน้อย 30 วัน นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือ และผู้เช่าซื้อละเลยไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น ธนาคารมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้”
แต่ผู้เช่าซื้อ (จำเลยที่ 1 ) ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว แล้วเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้
การที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อต่อไปและนำออกขายทอดตลาด พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถือเป็นการตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์รับมอบรถยนต์คืน ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาในกรณีอื่น มิใช่การเลิกสัญญาที่มีผลจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาเช่าซื้อ ทั้งไม่ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาไม่ว่ากรณีใด ๆ อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากค่าเช่าซื้อโดยอาศัยข้อสัญญาเช่าซื้อซึ่งระงับไปแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคท้าย
การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทำหนังสือแสดงเจตนายอมรับผิดชดใช้มูลหนี้ส่วนที่ขาดตามสัญญาแก่โจทก์ เป็นการจัดทำเอกสารขึ้นโดยผู้เช่าซื้อฝ่ายเดียวยอมรับผิด เมื่อฝ่ายโจทก์มิได้ตกลงและลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารนั้นด้วย จึงไม่ใช่เป็นการโต้แย้งหรือสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหาย ไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดค่าขาดราคาตามเอกสารดังกล่าว./

02/07/2026

⚖ รวมแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 1 - 14 (เล่มเขียว)

1. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 1 (พ.ศ. 2544 - 2552)
🌐คลิก https://dg.th/ey5w2bgslk

2. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 2 (พ.ศ. 2552 - 2553)
🌐คลิก https://dg.th/mg4jut6zvc

3. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 3 (พ.ศ. 2553 - 2554)
🌐คลิก https://dg.th/a9gksj1wh2

4. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 4 (พ.ศ. 2554 - 2555)
🌐คลิก https://dg.th/xim5uytzqf

5. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 5 ภาค 1 ภาคทั่วไป (พ.ศ. 2555 - 2558)
🌐คลิก https://dg.th/ltwgm97ezs

6. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 5 ภาค 2 เฉพาะเรื่อง (พ.ศ. 2555 - 2558)
🌐คลิก https://dg.th/m173riezlc

7. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 6 (พ.ศ. 2558 - 2559)
🌐คลิก https://dg.th/z5pyt7r3fo

8. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 7 (พ.ศ. 2559 - 2560)
🌐คลิก https://dg.th/c0wp4tvsy8

9. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 8 (พ.ศ. 2560 - 2561)
🌐คลิก https://dg.th/pf8jqn20ua

10. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 9 (พ.ศ. 2561 - 2562)
🌐คลิก https://dg.th/jz0qrp4xk2

11. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 10 (พ.ศ. 2562 - 2563)
🌐คลิก https://dg.th/ogdyriun15

12. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 11 (พ.ศ. 2563 - 2564)
🌐คลิก https://dg.th/dypnzmwb89

13. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 12 (พ.ศ. 2564 - 2566)
🌐คลิก https://dg.th/4etdhjb89w

14. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2567)
🌐คลิก https://dg.th/02tvlwhu5c

15. แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เล่มที่ 14 (พ.ศ. 2567 - 2568)
🌐คลิก https://dg.th/i9vlt2q5b3

เป็นกรณีที่น่าศึกษา
02/07/2026

เป็นกรณีที่น่าศึกษา

ยิงโจรที่บุกเข้าบ้านกลางดึก… แต่ศาลฎีกาพิพากษาว่า "ผิด"! เปิดคดีจริง ฎีกา 3983/2567 บทเรียนราคาแพงของคำว่า "ป้องกันเกินกว่าเหตุ"

เมื่อก่อนเราเคยคุยกันเรื่อง "โจรงัดบ้านกลางดึก แล้วเจ้าของบ้านกลายเป็นผู้ต้องหา" หลายคนคอมเมนต์ว่า "เป็นไปได้ไง บ้านตัวเองแท้ ๆ"

วันนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาจริง ที่ยืนยันว่ามันเกิดขึ้นได้จริง และจบด้วยการที่เจ้าของบ้าน "ติดคุก + ต้องจ่ายค่าสินไหม" ทั้งที่คนที่บุกเข้ามาคือโจร



📌 เกิดอะไรขึ้นในคดีนี้

กลางดึก ไฟดับทั้งหมู่บ้าน มีคนร้ายย่องเข้ามาในบริเวณบ้าน

จำเลยตื่นมาได้ยินเสียงผิดปกติหน้าห้องนอน มองผ่านม่านเห็นเงาคนเดินเข้ามา จึงคว้าปืนที่วางไว้ใต้หมอน ยิงผ่านกระจกไป 1 นัด

ปรากฏว่ากระสุนถูกหน้าอกคนร้ายในระยะใกล้ จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

สิ่งที่คนร้ายขโมย คือ เสื้อผ้าที่ตากไว้ (เสื้อ กระโปรง ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัว) รวมมูลค่าราว 1,040 บาท และในจังหวะที่ถูกยิง คนร้ายกำลังก่อเหตุลักทรัพย์ ไม่ได้ถืออาวุธจ่อทำร้ายใคร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ภัยที่เกิดขึ้นเป็นภัยต่อ "ทรัพย์" ไม่ใช่ภัยต่อ "ชีวิต" การยิงจนเสียชีวิตจึง "เกินสมควรแก่เหตุ" เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่าเหตุ (มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69) — ยังมีความผิด



✅ 7 บทเรียนสำคัญจากคดีนี้

1️⃣ "โจรขึ้นบ้าน" ไม่ได้แปลว่า "ทำถึงชีวิตได้เสมอ"

กฎหมายให้สิทธิป้องกัน แต่ต้องดูว่าภัยที่มา คุกคาม "ชีวิต/ร่างกาย" หรือแค่ "ทรัพย์สิน"

⚖️ ข้อสังเกตจากทนาย:
จุดตัดสินไม่ได้อยู่ที่ "ใครเข้ามาในบ้าน" แต่อยู่ที่ "ณ วินาทีนั้น เขากำลังจะทำร้ายชีวิตคุณหรือไม่"

2️⃣ ภยันตรายต่อทรัพย์ ไม่เท่ากับ ภยันตรายต่อชีวิต

ในคดีนี้ คนร้ายแค่ขโมยของ ไม่ได้แสดงท่าทีจะทำร้ายชีวิตเจ้าของบ้าน ศาลจึงมองว่าการตอบโต้ถึงขั้นเสียชีวิตนั้นเกินกว่าเหตุ

⚖️ ข้อสังเกตจากทนาย:
ทรัพย์สินเอาคืนหรือเรียกค่าเสียหายได้ แต่ชีวิตเอาคืนไม่ได้ กฎหมายจึงชั่งน้ำหนักสองสิ่งนี้ต่างกันมาก

3️⃣ "สัดส่วน" คือหัวใจ — ของ 1,040 บาท กับชีวิตคน

ศาลชี้ชัดว่าทรัพย์ที่ถูกลักมีมูลค่ารวมเพียงราว 1,040 บาท เทียบกับการที่คนต้องเสียชีวิต ความรุนแรงจึงไม่ได้สัดส่วนกัน

⚖️ ข้อสังเกตจากทนาย:
"พอสมควรแก่เหตุ" แปลว่าแรงที่ใช้ต้องพอ ๆ กับภัยที่เผชิญ ไม่ใช่เกินไปจนกลายเป็นการเอาชีวิต

4️⃣ แม้ "ยิงนัดเดียว" ก็เป็นเกินกว่าเหตุได้

หลายคนเข้าใจว่ายิงครั้งเดียว = ป้องกันตัวแน่นอน แต่คดีนี้ศาลบอกชัดว่า แม้ยิงนัดเดียวก็เกินกว่าเหตุ เพราะภัยที่มาไม่ใช่ภัยต่อชีวิต

⚖️ ข้อสังเกตจากทนาย:
สิ่งที่ศาลดูคือ "ระดับของภัย" เทียบกับ "ระดับการตอบโต้" ไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่ลงมือ

5️⃣ ป้องกันเกินกว่าเหตุ = ยังผิด แต่ศาลลดโทษได้

เพราะเกิดในสภาพตกใจกลางดึก ศาลจึงใช้มาตรา 69 ลดโทษให้ สุดท้ายเหลือจำคุกราว 2 ปีเศษ (รวมทุกข้อหา 2 ปี 5 เดือน 10 วัน)

⚖️ ข้อสังเกตจากทนาย:
มาตรา 69 ช่วย "ลดหรือไม่ลงโทษ" ได้ก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าพ้นผิด ผลคือยังมีประวัติและยังต้องรับโทษ

6️⃣ ไม่จบแค่คดีอาญา — ยังต้องจ่ายค่าสินไหมทางแพ่ง

เมื่อการกระทำเป็นความผิด ก็ถือเป็นการละเมิด ศาลให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้ตาย 120,000 บาท (จากที่ฝ่ายผู้ตายเรียก 1,600,000 บาท)

⚖️ ข้อสังเกตจากทนาย:
คดีอาญากับแพ่งมาคู่กัน ถึงโทษอาญาจะลด แต่ความรับผิดที่ต้องชดใช้เป็นตัวเงินยังตามมาอีกส่วนหนึ่ง

7️⃣ โบนัสที่คนมักลืม — ปืน "ไม่มีใบอนุญาต" ผิดอีกกระทง

จำเลยอ้างว่าแค่รับฝากปืนจากพ่อ แต่ศาลเห็นว่าเก็บไว้ใต้หมอนพร้อมใช้งาน ถือเป็นการครอบครองปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ผิดเพิ่มอีกข้อหา

⚖️ ข้อสังเกตจากทนาย:
"ปืนของคนอื่น/รับฝากไว้" ก็ผิดฐานครอบครองปืนเถื่อนได้ ถ้าไม่มีใบอนุญาตของตัวเอง จุดนี้คนพลาดกันเยอะ



🔀 เส้นแบ่งอยู่ที่ "ภัยที่มา คุกคามอะไร"

▪️ ถ้าภัยคุกคาม "แค่ทรัพย์สิน"

เช่น คนร้ายขโมยของแล้วกำลังจะหนี ไม่ได้จ่อทำร้ายใคร การตอบโต้ถึงขั้นเอาชีวิตมักถูกมองว่าเกินกว่าเหตุ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือ ส่องไฟ ตะโกนเตือน เรียกคนช่วย และแจ้งตำรวจ

▪️ ถ้าภัยคุกคาม "ชีวิตหรือร่างกาย"

เช่น คนร้ายถืออาวุธจ่อจะทำร้ายคุณหรือคนในบ้านในระยะประชิด การป้องกันที่รุนแรงขึ้นเพื่อ "หยุดภัยต่อชีวิต" จะมีน้ำหนักเข้าข่ายมาตรา 68 มากกว่า

หัวใจคือ ป้องกันเพื่อ "หยุดภัยต่อชีวิต" ต่างจากการตอบโต้เพื่อ "ปกป้องทรัพย์" หรือระบายความโกรธ



💡 ความจริงที่คนมักไม่รู้

"บ้านฉัน ฉันทำอะไรก็ได้" ไม่จริงในทางกฎหมาย
โจรผิดก่อนจริง แต่ถ้าคุณตอบโต้เกินกว่าเหตุ คุณก็ผิดได้เหมือนกัน
ยิง/ตีนัดเดียวก็ติดคุกได้ และยังต้องจ่ายค่าสินไหมตามมา
นี่คือคำพิพากษาจริง ไม่ใช่แค่การเตือนลอย ๆ

ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่รู้ว่า "ป้องกันตัวได้" แต่ต้องรู้ว่าแค่ไหนคือ "พอสมควรแก่เหตุ" และภัยแบบไหนที่กฎหมายยอมให้ตอบโต้รุนแรงได้



ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเจอเรื่องแบบนี้ หรือถูกตั้งข้อหาจากการป้องกันตัว การให้ทนายช่วยดูข้อเท็จจริงและหลักฐานตั้งแต่ต้น อาจช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าปล่อยให้เรื่องเดินไปเอง

ทักมาคุยเพื่อประเมินแนวทางเบื้องต้นได้ครับ



ℹ️ ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3983/2567 กรณีจริงอื่น ๆ อาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และเอกสารที่มี ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงโดยตรงครับ



💬 คำถามชวนคิด: ถ้าตื่นมากลางดึกเจอคนบุกเข้าบ้าน แต่ยังไม่รู้ว่าเขาถืออาวุธหรือไม่ คุณคิดว่าควรทำยังไงให้ทั้ง "ปลอดภัย" และ "ไม่ผิดกฎหมาย" ครับ? 👇

#กฎหมาย #ทนายความ #ปรึกษากฎหมาย #ป้องกันตัว #โจรขึ้นบ้าน #ป้องกันเกินกว่าเหตุ #คดีอาญา #ฎีกา #กฎหมายน่ารู้ #คนไทยต้องรู้ #รู้ก่อนเสียเปรียบ

📌 ติดต่อ ไทยธนา ลอว์เฟิร์ม
✉️ อีเมล: [email protected]
📞 โทร: 063-210-6492
💚 LINE: https://page.line.me/thaitanalawfirm

29/06/2026

ีกาใหม่ปี68 🧠

ฎ. 7497/2568

・ ประเด็นที่ 1 (ป.อ.) โพสต์ใส่ความโดยไม่ได้ระบุชื่อ จะสามารถเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้หรือไม่

・ประเด็นที่ 2 (ป.อ.) ข้อความของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่

・ประเด็นที่ 3 (ป.อ.) การกระทำของจำเลย เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่

・ประเด็นที่ 4 (ป.วิ.อ.) ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนขึ้นมา หากฟังว่าจำเลยทำละเมิด ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายได้หรือไม่

#ข้อเท็จจริงโดยย่อ

1) จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน

2) จำเลยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ

3) ข้อความที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรง แต่มีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่ อาการป่วยโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่

4) นาย พ. (บุคคลภายนอก) ทราบข้อความ เข้าใจว่าหมายถึงผู้ร้องจึงได้นำข้อความไปให้ผู้ร้องดู

5 ) ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “...เคยเป้นก*หรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอค*ยยังฉลาดแต่มึ*เป่นคนแท้ๆๆต*แหลเก่งนึอีด*ก...”

6) พนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

7) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด + ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหม → จำเลยอุทธรณ์ → ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง + ยกคำร้อง

8 ) ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ผู้ร้อง

9) ผู้ร้องไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

10) ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน

#ประเด็นที่ 1 (ป.อ.) โพสต์ใส่ความโดยไม่ได้ระบุชื่อ จะสามารถเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้หรือไม่

#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1) แม้ข้อความตามฟ้องที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนว่า → ก่อนหน้านี้ จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน

2) เมื่อในขณะเกิดเหตุเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนเข้าไปอ่านข้อความดังกล่าวทั้งหมดซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่

→ อาการป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง
→ ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่

3) บุคคลดังกล่าวย่อมต้องทราบว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้ร้องเช่นเดียวกับที่เมื่อนาย พ. ได้ทราบข้อความตามฟ้องข้อ (ก) แล้ว ก็เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้องจึงได้นำข้อความไปให้ผู้ร้องดู

✍️ #ข้อสังเกต การใส่ความ “ #ผู้อื่น” โดยหลักต้องระบุตัวบุคคลได้แน่นอน รู้ได้แน่ว่าเป็นใคร แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโพสต์จะไม่ได้ระบุชื่อตรง ๆ หากมีคอมเมนต์ระบุชื่อหรือสามารถระบุได้ว่าเป็นใคร ย่อมมีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ดู ฎ.5276/2562, ฎ. 3877/2565***, 5918/2557, 1513/2551, 433/2565

#ประเด็นที่ 2 (ป.อ.) ข้อความของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่

#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1) สำหรับข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “...เคยเป้นก**หรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอค**ยยังฉลาดแต่มึ*เป่นคนแท้ๆๆต*แหลเก่งนึอีด*ก…” เป็นการใส่ความว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณี (ฎ. 2371/2522) #เป็นคำหมิ่นประมาท ที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้

#ประเด็นที่ 3 (ป.อ.) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่

#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1) ( #วรรคนี้ดี) การที่จำเลยโพสต์ข้อความตามฟ้องในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็น #สาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้ร้องแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา

#ข้อสังเกต หากตั้งค่าเป็น “ #เฉพาะเพื่อน” หรือ #ในกลุ่มไลน์ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า “เป็นเพียงการแจ้งหรือไข่ขาวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นเพื่อนของจำเลยใน Facebook หรือเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์เท่านั้น ยังไม่ถึงกับมีเจตนากระจายข่าวไปสู่สาธารณะชนหรือประชาชนทั่วไป จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ยังคงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 อยู่ (ฎ. 3877/2565, 1612/2564, 5276/2562)”

#ประเด็นที่ 4 (ป.วิ.อ.) ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนขึ้นมา หากฟังว่าจำเลยทำละเมิด ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

1) เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ผู้ร้อง

2) แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

🤍

ที่อยู่

สำนักงานกฎหมายและทนายความ ทิพย์วันชัย ถนนชนเกษม ซอยชนเกษม 46
Surat Thani
84000

เบอร์โทรศัพท์

+66957509119

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กฎหมาย By ทนายอาร์มผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง กฎหมาย By ทนายอาร์ม:

แชร์

ประเภท