29/06/2026
ีกาใหม่ปี68 🧠
ฎ. 7497/2568
・ ประเด็นที่ 1 (ป.อ.) โพสต์ใส่ความโดยไม่ได้ระบุชื่อ จะสามารถเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้หรือไม่
・ประเด็นที่ 2 (ป.อ.) ข้อความของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่
・ประเด็นที่ 3 (ป.อ.) การกระทำของจำเลย เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่
・ประเด็นที่ 4 (ป.วิ.อ.) ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนขึ้นมา หากฟังว่าจำเลยทำละเมิด ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายได้หรือไม่
#ข้อเท็จจริงโดยย่อ
1) จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน
2) จำเลยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ
3) ข้อความที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรง แต่มีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่ อาการป่วยโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่
4) นาย พ. (บุคคลภายนอก) ทราบข้อความ เข้าใจว่าหมายถึงผู้ร้องจึงได้นำข้อความไปให้ผู้ร้องดู
5 ) ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “...เคยเป้นก*หรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอค*ยยังฉลาดแต่มึ*เป่นคนแท้ๆๆต*แหลเก่งนึอีด*ก...”
6) พนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
7) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด + ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหม → จำเลยอุทธรณ์ → ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง + ยกคำร้อง
8 ) ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ผู้ร้อง
9) ผู้ร้องไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
10) ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน
#ประเด็นที่ 1 (ป.อ.) โพสต์ใส่ความโดยไม่ได้ระบุชื่อ จะสามารถเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้หรือไม่
#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
1) แม้ข้อความตามฟ้องที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนว่า → ก่อนหน้านี้ จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน
2) เมื่อในขณะเกิดเหตุเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนเข้าไปอ่านข้อความดังกล่าวทั้งหมดซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่
→ อาการป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง
→ ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่
3) บุคคลดังกล่าวย่อมต้องทราบว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้ร้องเช่นเดียวกับที่เมื่อนาย พ. ได้ทราบข้อความตามฟ้องข้อ (ก) แล้ว ก็เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้องจึงได้นำข้อความไปให้ผู้ร้องดู
✍️ #ข้อสังเกต การใส่ความ “ #ผู้อื่น” โดยหลักต้องระบุตัวบุคคลได้แน่นอน รู้ได้แน่ว่าเป็นใคร แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโพสต์จะไม่ได้ระบุชื่อตรง ๆ หากมีคอมเมนต์ระบุชื่อหรือสามารถระบุได้ว่าเป็นใคร ย่อมมีความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ดู ฎ.5276/2562, ฎ. 3877/2565***, 5918/2557, 1513/2551, 433/2565
#ประเด็นที่ 2 (ป.อ.) ข้อความของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่
#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
1) สำหรับข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “...เคยเป้นก**หรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอค**ยยังฉลาดแต่มึ*เป่นคนแท้ๆๆต*แหลเก่งนึอีด*ก…” เป็นการใส่ความว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณี (ฎ. 2371/2522) #เป็นคำหมิ่นประมาท ที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้
#ประเด็นที่ 3 (ป.อ.) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่
#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
1) ( #วรรคนี้ดี) การที่จำเลยโพสต์ข้อความตามฟ้องในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็น #สาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้ร้องแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา
#ข้อสังเกต หากตั้งค่าเป็น “ #เฉพาะเพื่อน” หรือ #ในกลุ่มไลน์ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า “เป็นเพียงการแจ้งหรือไข่ขาวไปยังเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นเพื่อนของจำเลยใน Facebook หรือเฉพาะกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในกลุ่มไลน์เท่านั้น ยังไม่ถึงกับมีเจตนากระจายข่าวไปสู่สาธารณะชนหรือประชาชนทั่วไป จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ยังคงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 อยู่ (ฎ. 3877/2565, 1612/2564, 5276/2562)”
#ประเด็นที่ 4 (ป.วิ.อ.) ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนขึ้นมา หากฟังว่าจำเลยทำละเมิด ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
1) เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ผู้ร้อง
2) แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
🤍