13/11/2025
.. #สัญญาค่าจ้างว่าความ. #ค่าทนายความ.โมฆะกรรม
.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5162/2563
.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โมฆะกรรม มาตรา 150 พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 และประกาศข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2529 ที่คณะกรรมการมรรยาททนายความออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ออกใช้บังคับมิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้ารับเป็นทนายความโดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ สัญญาจ้างว่าความ ข้อ 2 ที่ระบุว่า
"ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างในการว่าความแต่ละคดีในชั้นศาล เมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่ผู้รับจ้างโดยคิดในอัตรา 30% (ร้อยละสามสิบ) ของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้" จึงไม่ขัดต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลาที่ทำสัญญา ทั้งจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกส่วนกลางค้างชำระกับเจ้าของร่วมซึ่งเป็นชาวต่างชาติ โดยเรียกค่าทนายความเป็นสัดส่วนจำนวนที่แน่นอนเอาจากทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีใด้ ซึ่งไม่เกินกว่าทุนทรัพย์ที่ได้รับตาม โจทก์ไม่สามารถกำหนดค่าเสียหายในการฟ้องเรียกได้ตามอำเภอใจ ประกอบกับปัจจุบันมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. หมวด 4 ว่าด้วยคำพิพากษาและการบังคับคดี มาตรา 222/37 บัญญัติให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายใจทก์ในอัตราร้อยละจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างว่าความคดีนี้ สัญญาว่าจ้างจึงไม่ขัดต่อ
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลย ดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ
.มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าสัญญาว่าจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.3 เป็นโมฆะ
หรือไม่ เห็นว่า เดิมพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2477 มาตรา 12 (2) ระบุห้ามไม่ให้ทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึ่งได้แก่ลูกความ แต่ต่อมามีการตราพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2508 ขึ้นใช้บังคับโดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2477 ซึ่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2508 นี้ มีได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความว่าต่างแก้ต่างโดยวิธีสัญญาแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึ่งได้จากลูกความ แต่บัญญัติไว้ในมาตรา 17 วรรคหนึ่งว่า ทนายความต้องปฏิบัติตนให้ต้องตามมรรยาททนายความตามที่เนติบัณฑิตยสภากำหนด การกำหนดมรรยาททนายความให้เนติบัณฑิตยสภาตราเป็นข้อบังคับและประกาศในราชกิจจานุเบกษา วรรคสอง บัญญัติว่าทนายความผู้ใดฝ่าฝืนข้อบังคับที่เนติบัณฑิตยสภาตราขึ้นตามวรรคก่อนทนายความผู้นั้นประพฤติผิดมรรยาททนายความและ มาตรา 41 บัญญัติว่าในระหว่างที่เนติบัณฑิตยสภายังมิได้ตราข้อบังคับขึ้นตามมาตรา 17 ให้ถือว่าความในมาตรา 12 (1) 2) (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2477 และข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภาว่าด้วยมรยาททนายความ...เป็นเสมือนข้อบังคับที่เนติบัณฑิตยสภาได้ตราขึ้นตามมาตรา 17 และต่อมามีพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 และประกาศข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2528 เมื่อวันที่ 18 กุมพาพันธ์ 2529 ที่คณะกรรมการสภาทนายความออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวออกใช้บังคับซึ่งมิได้บัญญัติห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความโดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ ฉะนั้นสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.3 ข้อ 2 ที่ระบุว่า "ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างในการว่าความแต่ละคดีในชั้นศาล เมื่อคดีถึงที่สุด ให้แก่ผู้รับจ้างโดยคิดในอัตรา 30% (ร้อยละสามสิบ) ของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้" จึงไม่ขัดต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลาที่ทำสัญญา ทั้งคดีนี้จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก็ให้ฟ้องร้องคดีเรียกค่าส่วนกลางค้างชำระกับเจ้าของร่วมซึ่งเป็นชาวต่างชาติ โดยเรียกค่าทนายความเป็นสัดส่วนจำนวนที่แน่นอนเอาจากทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ ซึ่งไม่เกินกว่าทุนทรัพย์ที่ได้รับตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ไม่สามารถกำหนดค่าเสียหายในการฟ้องเรียกร้องได้ตามอำเภอใจ ประกอบกับปัจจุบันมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หมวด 4 ในเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่มโดยในส่วนที่ 4 ว่าด้วยคำพิพากษาและการบังคับคดี มาตรา 222/37 บัญญัติให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราร้อยละจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความคดีนี้สัญญาว่าจ้าง เอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.3 จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 ข้อสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น./