ทนายฟ้องประกัน 0619399935

ทนายฟ้องประกัน 0619399935 ทนายฟ้องประกัน

การไปดูที่เกิดเหตุ สำคัญอย่างไรในคดีรถชนโดย ATHIP LAW FIRMการลงพื้นที่ดูสถานที่เกิดเหตุในคดีรถชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพร...
12/05/2026

การไปดูที่เกิดเหตุ สำคัญอย่างไรในคดีรถชน

โดย ATHIP LAW FIRM

การลงพื้นที่ดูสถานที่เกิดเหตุในคดีรถชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหา "ความจริงเชิงประจักษ์" ที่บางครั้งพยานเอกสารหรือภาพถ่ายไม่สามารถให้คำตอบได้ครบถ้วน โดยสามารถสรุปความสำคัญได้ดังนี้ครับ

1. การตรวจสอบสภาพทางกายภาพและทัศนวิสัย

#จุดบอดและสิ่งกีดขวาง
ช่วยให้เห็นว่าในขณะเกิดเหตุ มีสิ่งใดบังสายตาคนขับหรือไม่ เช่น ต้นไม้ ป้ายโฆษณา หรือส่วนโค้งของถนน ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจในเสี้ยววินาที

#สภาพผิวจราจร
พื้นถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ มีทราย หรือคราบน้ำมันหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถเสียหลักหรือระยะเบรกเพิ่มขึ้น

2. การพิสูจน์ร่องรอยหลักฐาน (Trace Evidence)

#รอยเบรก (Skid Marks)
รอยเบรกบนถนนจริงช่วยในการคำนวณ "ความเร็ว" ของรถก่อนเกิดเหตุได้อย่างแม่นยำตามหลักฟิสิกส์

#จุดชน (Point of Impact)
การดูเศษกระจก รอยขูดบนพื้นถนน หรือคราบน้ำมัน ช่วยระบุตำแหน่งที่รถกระทบกันครั้งแรก ซึ่งจะบอกได้ว่าใครล้ำเลนหรือตัดหน้าใคร

3. การตรวจสอบระบบควบคุมจราจร

#สัญญาณไฟและป้ายจราจร
ตรวจสอบว่าป้ายจราจรในที่เกิดเหตุมีความชัดเจนหรือไม่ สัญญาณไฟจราจรทำงานปกติหรือมีจังหวะปล่อยรถที่คาดเคลื่อน ซึ่งอาจเป็นข้อต่อสู้เรื่องความประมาทร่วมหรือความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ

4. การจำลองเหตุการณ์ (Reconstruction)

การไปยืนในตำแหน่งที่คู่กรณีหรือพยานอ้างว่าเห็นเหตุการณ์ จะช่วยพิสูจน์ได้ว่า "คำให้การนั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่" เช่น พยานอ้างว่าเห็นเหตุการณ์ในระยะ 100 เมตร แต่ในสถานที่จริงมีทางโค้งบังอยู่ คำให้การนั้นก็จะขาดความน่าเชื่อถือ

5. การใช้ประกอบข้อกฎหมายและคำฟ้อง

#ความใกล้ชิดต่อเหตุการณ์
การเห็นสถานที่จริงช่วยให้ทนายความหรือผู้เกี่ยวข้องเห็นภาพรวม เพื่อนำไปร่างคำฟ้องหรือคำให้การได้ละเอียดและสมจริงมากขึ้น

#การตั้งประเด็นสืบพยาน
ช่วยให้สามารถตั้งคำถามค้านพยานฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้รายละเอียดเฉพาะเจาะจงของพื้นที่มาหักล้างข้อเท็จจริง

ดังนั้น การดูที่เกิดเหตุคือการเปลี่ยน "คำบอกเล่า" ให้กลายเป็น "ข้อเท็จจริง" ที่มีน้ำหนักที่สุดในชั้นศาล เพราะสถานที่เกิดเหตุไม่เคยโกหก หากเราอ่านร่องรอยที่ทิ้งไว้ได้อย่างถูกต้องครับ

Athip Schumjinda - Executive Legal Counsel

🚗💥🚛 "ซวยซ้ำซ้อน! แท็กซี่คว่ำ สิบล้อชนซ้ำ" ใครต้องจ่าย?บทเรียนกฎหมายฉบับเข้าใจง่าย สไตล์ ATHIP LAW FIRMเคยได้ยินคำว่า "คว...
28/12/2025

🚗💥🚛 "ซวยซ้ำซ้อน! แท็กซี่คว่ำ สิบล้อชนซ้ำ" ใครต้องจ่าย?

บทเรียนกฎหมายฉบับเข้าใจง่าย สไตล์ ATHIP LAW FIRM

เคยได้ยินคำว่า "ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก" ไหมครับ? เรื่องราวที่เราจะมาเล่าให้ฟังวันนี้ มันยิ่งกว่านั้นอีก! เป็นเคสตัวอย่างที่รวมเอา กฎหมายละเมิด ลูกหนี้ร่วม และประกันภัย มามัดรวมกันไว้อย่างดุเดือด

ลองจินตนาการดูนะครับ... คุณนั่งแท็กซี่อยู่ดีๆ รถคว่ำบาดเจ็บนิดหน่อย แต่อีก 10 นาทีต่อมา ดันมีรถบรรทุกมาชนซ้ำตูมใหญ่จนเจ็บหนัก! ทีนี้จะฟ้องใคร? ใครต้องจ่าย? แล้วถ้ามีการ "ถอนฟ้อง" บางคน คนที่เหลือจะรอดตัวไหม?

วันนี้ ATHIP LAW FIRM จะมาไขข้อข้องใจจากเคสจริงให้ฟังกันแบบชัดๆ ครับ!

🎬 ฉากที่ 1 อุบัติเหตุซ้อนอุบัติเหตุ

เรื่องมีอยู่ว่า "นายจันทร์" นั่งแท็กซี่ของ "นายดิน"

นายดิน (แท็กซี่) ขับซิ่งจนรถคว่ำ! นายจันทร์หัวแตกนิดหน่อย สลบไป

10 นาทีต่อมา... "นายน้ำ" (ลูกจ้างของ "นายลม") ขับรถบรรทุกมาด้วยความเร็วสูง เบรกไม่ทัน พุ่งชนซ้ำรถที่คว่ำอยู่!

ผลลัพธ์คราวนี้หนักเลยครับ นายจันทร์กระดูกสันหลังหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็กดาม ค่ารักษาพยาบาลเฉพาะส่วนหลังนี้ปาไป 500,000 บาท

นายจันทร์ตัดสินใจฟ้องดะ! ฟ้องทั้ง นายดิน (แท็กซี่), นายน้ำ (คนขับบรรทุก), นายลม (นายจ้างบรรทุก), และ บริษัท ร่ำรวยประกันภัย (ประกันของรถบรรทุก)

🎬 ฉากที่ 2 ดราม่าการ "ถอนฟ้อง"

ระหว่างคดี บริษัทประกันภัยรีบเจรจา จ่ายค่าเสียหายให้นายจันทร์ไป 400,000 บาท (ตามวงเงินกรมธรรม์) นายจันทร์พอใจในส่วนนี้ เลยใจดี "ถอนฟ้อง" นายดิน (แท็กซี่) และบริษัทประกันภัย

จุดพีคอยู่ตรงนี้ครับ! พอเห็นนายจันทร์ถอนฟ้องปุ๊บ นายน้ำ (คนขับบรรทุก) กับ นายลม (นายจ้าง) ก็ยิ้มหวาน รีบยื่นคำให้การต่อศาลทันทีว่า

"เฮ้ย! นายจันทร์ถอนฟ้องพวกนั้น ก็เท่ากับ 'ปลดหนี้' ให้ลูกหนี้ร่วมแล้วนี่นา งั้นพวกผม (นายน้ำ-นายลม) ก็ต้องหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยสิครับท่าน!"

⚖️ ไขปมกฎหมาย ฟังขึ้นหรือไม่? ใครต้องจ่ายเท่าไหร่?

มาดูคำวินิจฉัยแบบย่อยง่ายๆ จากทีมทนายกันครับ ว่าศาลท่านว่ายังไงกับข้ออ้างสุดหัวหมอนี้

❌ 1. ถอนฟ้อง = ยกหนี้ให้? (ผิด!)

หลายคนเข้าใจผิดว่าการถอนฟ้องคือการบอกเลิกหนี้ แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ ครับ

การที่นายจันทร์ถอนฟ้องนายดินและประกันภัย ไม่ได้แปลว่าเจตนาจะ "ปลดหนี้" (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340)

มันเป็นแค่การยุติคดีในศาล ไม่ใช่การยกหนี้ให้ ดังนั้น หนี้ยังอยู่! ข้ออ้างที่ว่าถอนฟ้องแล้วหนี้ระงับ ลูกหนี้คนอื่นเลยรอดด้วย จึง "ฟังไม่ขึ้น" ครับ

🤝 2. แท็กซี่กับรถบรรทุก เป็น "ลูกหนี้ร่วม" กันไหม?

นายน้ำกับนายลมพยายามจะบอกว่า ตัวเองเป็นลูกหนี้ร่วมกับนายดิน (แท็กซี่) พอเพื่อนรอด ตัวเองต้องรอดด้วย แต่ความจริงคือ

ความเสียหายมันแยกกันได้ นายดินทำนายจันทร์หัวแตก (เจ็บเบา) แต่นายน้ำมาชนซ้ำทำให้นายจันทร์หลังหัก (เจ็บหนัก)

ต่างคนต่างทำ เหตุเกิดคนละที คนละเวลา

สรุป กรณีนี้ ไม่ใช่ลูกหนี้ร่วมกันในผลแห่งละเมิด นายดินรับผิดแค่หัวแตก นายน้ำรับผิดเรื่องหลังหัก การถอนฟ้องนายดิน จึงไม่ทำให้นายน้ำและนายลมหลุดพ้นความรับผิดเรื่องค่าผ่าตัดหลังครับ

ส่วนนายจ้าง (นายลม) ต้องรับผิดร่วมกับลูกจ้าง (นายน้ำ) ตามกฎหมายอยู่แล้ว หนีไม่พ้นครับ

💰 3. ประกันจ่ายไปแล้ว 4 แสน เหลือต้องจ่ายเท่าไหร่?

อันนี้เป็นข่าวดีของฝั่งรถบรรทุกบ้าง

บริษัทประกันภัย, นายน้ำ, และนายลม ถือเป็น ลูกหนี้ร่วมกัน ในก้อนหนี้ค่ารักษาพยาบาลนี้

เมื่อประกันจ่ายไปแล้ว 400,000 บาท ถือว่าหนี้ส่วนนั้น "ระงับไป" (เพื่อนจ่าย แทนเราได้)

ผลลัพธ์ นายน้ำและนายลม ได้รับประโยชน์จากการจ่ายของประกันด้วยครับ ไม่ต้องจ่ายซ้ำซ้อน

จากยอด 500,000 บาท ลบที่ประกันจ่าย 400,000 บาท -> นายน้ำและนายลม ต้องควักกระเป๋าจ่ายร่วมกันอีกแค่ 100,000 บาท เท่านั้น

📝 บทสรุปจาก ATHIP LAW FIRM

คดีนี้สอนให้รู้ว่า

1.ถอนฟ้อง ไม่เท่ากับ ปลดหนี้ อย่าเพิ่งดีใจเก้อว่าจะรอดคดี

2.ใครทำคนนั้นจ่าย ถ้าความเสียหายแยกกันชัดเจน (เช่น หัวแตก กับ หลังหัก) จะไปอ้างว่าเป็นลูกหนี้ร่วมกับคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอดคดีไม่ได้

3.ประกันจ่าย เราสบายด้วย ในฐานะลูกหนี้ร่วม ถ้ามีใครคนหนึ่ง (เช่น ประกัน) จ่ายหนี้ไปแล้ว ยอดหนี้ของคนอื่นก็จะลดลงตามไปด้วยครับ

อุบัติเหตุเป็นเรื่องไม่คาดฝัน แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว "ความรู้กฎหมายที่ถูกต้อง" คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ!

หากคุณมีปัญหาข้อกฎหมาย ซับซ้อนซ่อนเงื่อน หรือต้องการที่ปรึกษาทางธุรกิจ นึกถึง ATHIP LAW FIRM – เราทำให้เรื่องยาก เป็นเรื่องเข้าใจง่าย

🚗 รถชน! ประกันหัวหมอ? 3 เทคนิค “พลิกคดี” ให้ชนะใสๆ สไตล์ ATHIP LAW FIRMสวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนเพจ ATHIP LAW FIRM ทุกท่าน! ...
27/12/2025

🚗 รถชน! ประกันหัวหมอ?

3 เทคนิค “พลิกคดี” ให้ชนะใสๆ สไตล์ ATHIP LAW FIRM

สวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนเพจ ATHIP LAW FIRM ทุกท่าน!
วันนี้เรามาคุยกันเรื่องใกล้ตัวอย่าง “อุบัติเหตุรถยนต์” กันบ้าง เคยไหมครับ? รถชนตูม! เราเป็นฝ่ายถูกแท้ๆ แต่พอถึงเวลาขึ้นศาล คู่กรณีหรือประกันภัยกลับงัดลูกไม้มาสู้สารพัด

วันนี้ผมหยิบยกคดีตัวอย่างสุดคลาสสิกมาเล่าให้ฟัง (อ้างอิงจากคดีจริงนะจะบอกให้!) รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมและข้อกฎหมายที่ทำให้คุณ “ไม่ตกม้าตาย” ในศาลแน่นอน!

🥊 ยกที่ 1 ลืมใส่ชื่อในบัญชีพยาน... จบเห่จริงหรือ?

สมมติว่าคุณฟ้องเรียกค่าซ่อมรถ 4 แสนบาท คุณแนบ “สำเนาใบเสร็จค่าซ่อม” ไปท้ายคำฟ้องแล้วนะ แต่ดันลืม! ลืมระบุอ้างใบเสร็จใบนี้ใน “บัญชีระบุพยาน” (เอกสารสำคัญที่ต้องยื่นศาลบอกว่าจะเอาอะไรมาสืบบ้าง)

คู่ต่อสู้ยิ้มหวานเลยครับ กะว่าคุณสืบพยานไม่ได้แน่ๆ แต่เดี๋ยวก่อน! กฎหมายไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น

✅ คำตอบจากทนายอธิป

รอดครับ! ศาลท่านมองว่า การที่คุณแนบสำเนาเอกสารไว้ท้ายคำฟ้องตั้งแต่แรก ถือว่าคุณแสดงเจตนาชัดเจนแล้วว่าจะใช้เอกสารนี้เป็นหลักฐาน และถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง

ดังนั้น แม้จะลืมใส่ในบัญชีระบุพยาน คุณก็ยังเอาต้นฉบับใบเสร็จไปยันหน้าคู่กรณีในศาลได้ครับ! (แต่ทางที่ดี อย่าลืมใส่บัญชีพยานไว้ก่อน ปลอดภัยสุดนะครับ)

🥊 ยกที่ 2 เปลี่ยนตัวนักแสดงแทน... ระวัง “เกม” นะครับ!

เรื่องมีอยู่ว่า คุณมอบอำนาจให้ “นายแสง” ไปดำเนินคดีแทน และในหนังสือมอบอำนาจเขียนว่า “ให้นายแสงตั้งตัวแทนช่วง (คนอื่น) มาทำแทนได้”

ทีนี้ตอนยื่นบัญชีพยาน คุณระบุว่า “ผู้รับมอบอำนาจ” จะมาเป็นพยาน แต่พอวันจริง ดันส่ง “ผู้รับมอบอำนาจช่วง” (ลูกน้องนายแสง) มาขึ้นศาลแทน... คิดว่าศาลจะยอมไหม?

❌ คำตอบจากทนายอธิป

ไม่รอดครับ! ศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ (ฎีกาที่ 4046/2546) ว่าสถานะของ “ผู้รับมอบอำนาจ” กับ “ผู้รับมอบอำนาจช่วง” นั้น ต่างกัน การระบุพยานต้องชัดเจน คุณระบุ A แต่เอา B มาสืบ ศาลไม่ให้สืบนะครับ ถือว่าขัดต่อกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (มาตรา 87(2) และ 88)

💡 ทริค จะเอาใครมาพูด ระบุชื่อหรือสถานะให้เป๊ะ อย่าสับขาหลอกศาล ไม่งั้นอาจแพ้คดีเพราะไม่มีพยานปากเอกนะครับ!

🥊 ยกที่ 3 ประกันซ่อนกรมธรรม์... กะจะจ่ายแค่ครึ่งเดียว?

มาถึงไคลแม็กซ์! คุณเรียกค่าเสียหาย 4 แสน แต่ประกันบอกว่า “กรมธรรม์คุ้มครองแค่ 2 แสนนะจ๊ะ” พอคุณขอให้ศาลสั่งให้ประกันส่ง “ต้นฉบับกรมธรรม์” มาดูหน่อยซิว่าจริงไหม ประกันกลับทำเนียน ไม่ยอมส่ง! (กะว่าพอไม่เห็นเอกสาร ศาลก็คงเชื่อคำพูดลอยๆ)

✅ คำตอบจากทนายอธิป

งานนี้ประกัน “งานเข้า” เต็มๆ ครับ! กฎหมายมีไม้ตายอยู่ (ป.วิ.พ. มาตรา 123) บอกว่า ถ้าคู่ความฝ่ายไหนไม่ยอมส่งเอกสารตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่อีกฝ่ายอ้าง!

แปลว่า... เมื่อคุณอ้างว่ากรมธรรม์คุ้มครองเต็ม 4 แสน แล้วประกันไม่กล้าส่งเอกสารมายัน ศาลก็จะเชื่อคุณทันทีว่าต้องจ่าย 4 แสน! (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 2813/2545) เรียกว่า ขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ

🎯 บทสรุปส่งท้าย

การขึ้นศาลไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกผิด แต่เป็นเรื่องของ “ความแม่นยำ” ในกระบวนการด้วยครับ

เอกสารท้ายฟ้อง สำคัญมาก ช่วยชีวิตได้ยามฉุกเฉิน

ระบุพยาน ต้องเป๊ะ อย่ามั่วตัวแสดง

ถ้าคู่กรณีซ่อนหลักฐาน อย่ากลัว! กฎหมายมีวิธีจัดการคนหัวหมอเสมอ

ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาคดีความ ไม่ว่าจะเป็นรถชน ผิดสัญญา หรือเรื่องมรดก อย่าเสี่ยงเดาทางกฎหมายเอง ปรึกษา ATHIP LAW FIRM ให้เราช่วยดูแลผลประโยชน์ของคุณอย่างมืออาชีพดีกว่าครับ!

📍 มีปัญหาข้อกฎหมาย ทักหาเราได้ทันที!
ทนายอธิป ชุมจินดา - Atty.Athip Schumjinda
Athip Law Firm ทนายฟ้องประกัน 0619399935

🚛 รถชนสะพาน! ประกันเซ็นชื่อผิด? ของแพงเวอร์? รอดไม่รอด?โดย ATHIP LAW FIRMเคยสงสัยไหมครับว่า เวลาขนส่งสินค้าแล้วเกิดอุบัต...
26/12/2025

🚛 รถชนสะพาน! ประกันเซ็นชื่อผิด? ของแพงเวอร์? รอดไม่รอด?
โดย ATHIP LAW FIRM

เคยสงสัยไหมครับว่า เวลาขนส่งสินค้าแล้วเกิดอุบัติเหตุ "ตูม!" ขึ้นมา ความวุ่นวายมันจะขนาดไหน?

ยิ่งถ้าเป็นเคสที่มีตัวละครเยอะยิ่งกว่าซีรีส์เกาหลี ทั้งเจ้าของของ, บริษัทขนส่ง (ที่มีการจ้างช่วงต่อกันเป็นทอดๆ), และบริษัทประกันภัย

วันนี้ ATHIP LAW FIRM ขอหยิบยกเคสจริงสุดมันส์มาเล่าให้ฟังครับ

🎬 จุดเริ่มต้นของเรื่องราว

เรื่องมีอยู่ว่า บริษัท สุราสากล จำกัด จ้างให้ขนส่ง "เครื่องจักร" 3 เครื่อง (ราคาเครื่องละ 2 ล้านบาท!) จากสมุทรปราการไปอุบลฯ

แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีการ "จ้างช่วง" กันนัวเนีย

นายสมชาย รับงานคนแรก

ไปจ้าง นายสมศักดิ์ ต่อ

นายสมศักดิ์ ไปจ้าง นายสมเกียรติ (เจ้าของรถ) อีกที

สุดท้ายคนขับคือ นายสมทรง (ลูกจ้างของนายสมศักดิ์)

💥 จุดพีค ระหว่างทางที่อุบลฯ นายสมทรงขับรถลอดใต้สะพานด้วยความประมาท "ครูด!" เครื่องจักรพังไป 2 เครื่อง

โชคดีที่ บริษัท สุราสากล ทำประกันภัยไว้กับ บริษัท น้ำประกันภัย จำกัด ซึ่งบริษัทประกันก็ใจป้ำ จ่ายค่าเสียหายให้ลูกค้าไปแล้ว 800,000 บาท

เรื่องน่าจะจบแบบ Happy Ending ใช่ไหมครับ? แต่เปล่าเลย! พอประกันจ่ายเงินเสร็จ ก็เลยมาไล่เบี้ย (ฟ้องเอาเงินคืน) จากแก๊งขนส่ง (นายสมชาย, สมศักดิ์, สมเกียรติ) รวม 800,000 บาท

🛡️ แก๊งขนส่งขอสู้! (ข้ออ้างสุดหัวหมอ)

งานนี้แก๊งขนส่งไม่ยอมจ่ายง่ายๆ งัดข้อกฎหมายมาสู้ 3 ข้อ ที่ฟังดูแล้ว "เออ... หรือว่าจะรอด?" มาดูกันครับ

1️⃣"กรมธรรม์ปลอมเปล่าพี่?" กรรมการบริษัทประกันเซ็นชื่อในกรมธรรม์แค่คนเดียว (จริงๆ ต้องสองคน) แถมตราประทับก็ผิด แบบนี้สัญญาประกันภัยเป็นโมฆะสิ! คุณไม่มีสิทธิมาฟ้องพวกผม

2️⃣"เคลียร์จบที่โรงพักแล้ว" ก็วันเกิดเหตุคุยกับตำรวจ ลงบันทึกประจำวันยอมรับผิดกันไปแล้ว ถือว่าจบสิ

3️⃣"ของแพงไม่บอก ไม่จ่ายนะจ๊ะ": เครื่องจักรราคาเป็นล้าน ถือเป็น "ของมีค่า" ตามกฎหมาย (ม.620) คนส่งไม่บอกราคา เราไม่ต้องรับผิด หรือรับผิดก็แค่ 50,000 บาทพอ

⚖️ คำตัดสิน ใครรอด ใครร่วง?

ศาลท่านฟังความแล้ว ก็เคาะโต๊ะดังปัง!
พร้อมเฉลยข้อสอบดังนี้ครับ

1. กรมธรรม์เซ็นไม่ครบ อ้างได้ไหม?

❌ คำตอบ ไม่ได้! ถึงแม้ตอนเซ็นกรมธรรม์จะเซ็นไม่ครบตามระเบียบบริษัท แต่เมื่อเกิดเหตุแล้ว บริษัทประกันยอมจ่ายเงินค่าเสียหาย ให้ลูกค้าไปแล้ว เท่ากับว่าบริษัทได้ให้สัตยาบัน (ยอมรับ) การกระทำนั้นแล้ว

เมื่อประกันจ่ายเงินให้ผู้เสียหายแล้ว ย่อมมีสิทธิ "รับช่วงสิทธิ" (สวมวิญญาณเจ้าหนี้) มาไล่บี้เอากับคนทำผิดได้ตามกฎหมาย (ม.880) จะมาอ้างว่ากรมธรรม์ไม่สมบูรณ์เพื่อเบี้ยวหนี้ไม่ได้นะจ๊ะ

2. บันทึกประจำวัน = จบเรื่อง?

❌ คำตอบ ไม่จบ! การที่ไปลงบันทึกประจำวันว่า "ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด" แต่ ไม่ได้ระบุยอดเงินที่ชัดเจน ศาลมองว่ามันยังคลุมเครือ ไม่ถือเป็น "สัญญาประนีประนอมยอมความ" (ที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้กัน)

หนี้ยังอยู่ครบ! บริษัทประกันยังฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เหมือนเดิม

3. เครื่องจักรแพงๆ = ของมีค่า (ตาม ม.620)?

❌ คำตอบ ไม่ใช่! ข้อนี้พีคมาก กฎหมายบอกว่าผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดใน "ของมีค่า" (เช่น เงินทอง, ธนบัตร, อัญมณี) ถ้าผู้ส่งไม่บอกราคา แต่... "เครื่องจักร" แม้จะราคาแพงเป็นล้าน ก็คือ "สินค้าธรรมดาที่มีราคาสูง" เท่านั้น ไม่ใช่ "ของมีค่า" ตามนิยามของกฎหมาย

จะมาเนียนจ่ายแค่ 50,000 บาทไม่ได้ ต้องจ่ายเต็มตามความเสียหายจริง!

🏁 บทสรุปสุดท้าย

งานนี้ นายสมชาย นายสมศักดิ์ และนายสมเกียรติ (ผู้ขนส่งทุกทอด) ต้องกอดคอกัน "ร่วมกันรับผิด" ชดใช้เงิน 800,000 บาท คืนให้บริษัทประกันภัยครับ เพราะกฎหมายบอกว่ากรณีขนส่งหลายทอด ถ้าของพัง ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ (ม.618)

💡 ข้อคิดจาก ATHIP LAW FIRM

เป็นผู้ขนส่งต้องระวัง ของแพงแค่ไหน ถ้าไม่ใช่ เพชร ทอง เงินตรา อย่าไปอ้าง ม.620 ให้เสียเวลา

คู่กรณีหัวหมอ อย่าคิดว่าจุดผิดพลาดเล็กๆ ในเอกสารบริษัทคนอื่น จะทำให้เราพ้นผิดจากการกระทำละเมิดของเราได้

เคลียร์ที่โรงพัก ถ้าจะยอมความ ต้องระบุยอดเงินและเงื่อนไขให้ชัดเจน ไม่งั้นเหมือนไม่ได้เคลียร์!

มีปัญหาข้อกฎหมาย ขนส่ง ประกันภัย หรือสัญญาที่ไม่เป็นธรรม? ปรึกษาเราได้ที่ ATHIP LAW FIRM เราพร้อมดูแลคุณให้รอดพ้นจากความยุ่งเหยิงทางกฎหมายครับ!

ทนายอธิป ชุมจินดา - Atty.Athip Schumjinda

วันนี้ เรียกร้องสินไหมให้ลูกความได้1,000,000.-บาท
24/09/2025

วันนี้ เรียกร้องสินไหมให้ลูกความได้

1,000,000.-บาท

เจ้าพนักงานดำเนินการตรวจเลือดจำเลย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จะรับฟังรายงานการตรวจวิเคราะห์ผลตรวจเลือดเป็น พยานหลัก...
26/03/2025

เจ้าพนักงานดำเนินการตรวจเลือดจำเลย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จะรับฟังรายงานการตรวจวิเคราะห์ผลตรวจเลือดเป็น พยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้หรือไม่

จำเลยขับรถในขณะเมาสุราและชนผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พนักงาน สอบสวนนำตัวจำเลยส่งโรงพยาบาลและให้แพทย์ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด แพทย์ เวรมีคำสั่งให้เจาะเลือดของจำเลยได้ จากนั้นพยาบาลเข้าไปสอบถามจำเลยก่อนเจาะเลือด ขณะเจาะเลือด จำเลยมีสติสามารถบอกชื่อได้ พยาบาลจึงใช้สายยางรัดที่แขนข้างขวาของ จำเลย และใช้เบตาดีนเช็ดบริเวณจุดที่จะเจาะเลือด จากนั้นนำตัวอย่างเลือดไปตรวจวิเคราะห์ พบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยฐาน ขับรถขณะเมาสุราฯ และกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (มีอัตราโทษจำคุก อย่างสูงเกินสามปี)

ในชั้นศาล จำเลยให้การต่อสู้ว่า เจ้าพนักงานดำเนินการตรวจเลือดจำเลย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงรับฟังรายงานการตรวจวิเคราะห์ผลตรวจเลือดเป็น พยานหลักฐานลงโทษจำเลยไม่ได้
ข้อต่อสู้ของจำเลยรับฟังได้หรือไม่

ดูฎีกาในมาตรา ๑๓๑/๑

ฎีกาที่ ๑๕๑๔/๒๕๖๕

มาตรา ๑๓๑/๑ วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่า การให้ความยินยอมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร เท่านั้น ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยให้ความยินยอมในการเจาะเลือดแล้ว รายงานการตรวจ วิเคราะห์จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้

(ประเด็นปัญหา รายงานการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของจำเลยรับฟังเป็นพยาน หลักฐานพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่) การตรวจพิสูจน์ที่ต้องตรวจเก็บตัวอย่างเลือด จากร่างกายของผู้ต้องหาในความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ซึ่งต้องได้รับ ความยินยอมจากผู้ต้องหานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๓๑/๑ วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่า การให้ความยินยอมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น การให้ความยินยอม จึงอาจทำโดยวิธีอื่นได้การที่ร้อยตำรวจเอก ส. ร้องขอให้เจาะเลือดของจำเลยจนแพทย์เวรมี คำสั่งให้เจาะเลือดของจำเลยแล้ว ณ. เข้าไปสอบถามจำเลยก่อนเจาะเลือด ซึ่งมาตรฐานในการ ตรวจเลือดของคนไข้จะต้องสอบถามและได้รับความยินยอมจากคนไข้ก่อนทุกครั้ง เมื่อ ณ. สามารถสอบถามและเจาะเลือดของจำเลยได้ พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่าจำเลยให้ความ ยินยอมในการเจาะเลือดแล้ว รายงานการตรวจวิเคราะห์จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้

ท่านสหรัฐ กิติ ศุภการ อธิบายว่า

ฎีกานี้จำเลยขับรถในขณะเมาสุราและชนผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยส่งโรงพยาบาล และให้แพทย์ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด แพทย์เวรมีคำสั่งให้เจาะเลือดของจำเลยได้ จากนั้นพยาบาลเข้าไปสอบถามจำเลยก่อนเจาะเลือด ขณะเจาะเลือด จำเลยมีสติสามารถ บอกชื่อได้ พยาบาลจึงใช้สายยางรัดที่แขนข้างขวาของจำเลย และใช้เบตาดีนเช็ดบริเวณ จุดที่จะเจาะเลือด จากนั้นนำตัวอย่างเลือดไปตรวจวิเคราะห์พบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า ที่กฎหมายกำหนด จำเลยถูกดำเนินคดีข้อหาขับรถในขณะเมาสุราฯ ในชั้นศาลจำเลยให้การ ต่อสู้ว่า เจ้าพนักงานดำเนินการตรวจเลือดจำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยจึงรับฟัง รายงานการตรวจวิเคราะห์ผลตรวจเลือดเป็นพยานหลักฐานมาลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลฎีกา วินิจฉัยดังเหตุผลข้างต้น

Athip Schumjinda - อธิป ชุมจินดา

26 ก.พ.2568สภาพของรถยนต์ที่ถูกชนหนักกับถูกชนเบาแตกต่างกันอย่างไร ทนายความที่ทำคดีรถชน ควรต้องมีความรู้เรื่องนี้หรือไม่สภ...
26/02/2025

26 ก.พ.2568

สภาพของรถยนต์ที่ถูกชนหนักกับถูกชนเบาแตกต่างกันอย่างไร ทนายความที่ทำคดีรถชน ควรต้องมีความรู้เรื่องนี้หรือไม่

สภาพของรถยนต์ที่ถูกชนหนักกับถูกชนเบามีความแตกต่างกันในหลายด้าน ดังนี้

1. ระดับความเสียหายของโครงสร้างรถ
• ถูกชนเบา: มักเกิดความเสียหายเฉพาะภายนอก เช่น รอยขีดข่วน รอยบุบ หรือกันชนแตกเล็กน้อย โดยโครงสร้างหลักของรถยังไม่เสียหาย
• ถูกชนหนัก: มีผลต่อโครงสร้างหลักของรถ เช่น โครงตัวถังบิดเบี้ยว เสา A-B-C เสียหาย แชสซีส์คด หรือรถอาจพลิกคว่ำ

2. ระบบกลไกและเครื่องยนต์
• ถูกชนเบา: ระบบเครื่องยนต์และช่วงล่างยังทำงานได้ปกติ หรือได้รับผลกระทบเล็กน้อย เช่น หม้อน้ำรั่ว ท่อไอเสียหลุด
• ถูกชนหนัก: เครื่องยนต์อาจเสียหายหนัก หม้อน้ำแตก เพลาขาด ระบบเกียร์หรือช่วงล่างเสียหายรุนแรง

3. ระบบความปลอดภัยของรถ
• ถูกชนเบา: ถุงลมนิรภัยมักไม่ทำงาน เพราะแรงกระแทกไม่สูงพอที่จะทำให้เซ็นเซอร์ตรวจจับ
• ถูกชนหนัก: ถุงลมนิรภัยมักทำงาน เบาะอาจฉีกขาด กระจกหน้าแตก อาจมีการกระเด็นของชิ้นส่วนภายใน

4. ความสามารถในการซ่อมคืนสภาพ
• ถูกชนเบา: ซ่อมง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ อาจเปลี่ยนกันชน ไฟหน้า หรือทำสีใหม่
• ถูกชนหนัก: ซ่อมยาก ค่าใช้จ่ายสูง อาจต้องเปลี่ยนโครงสร้างหลัก หรือในบางกรณีอาจถูกตีเป็น ซากรถ และไม่สามารถนำมาขับได้อีก

5. ผลกระทบต่อมูลค่ารถ
• ถูกชนเบา: มูลค่ารถอาจลดลงเล็กน้อย แต่ยังสามารถขายต่อได้ในราคาดี
• ถูกชนหนัก: มูลค่ารถลดลงมาก อาจขายได้แค่เป็นเศษเหล็ก หรือราคาตกลงอย่างมากในตลาดรถมือสอง

หากต้องการประเมินว่ารถถูกชนหนักหรือเบา ควรตรวจสอบสภาพโครงสร้างเป็นหลัก หรือให้ช่างผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบเพื่อความแน่ใจ

ทนายความที่ทำคดีรถชนต้องรู้เรื่องสภาพความเสียหายของรถยนต์อย่างแน่นอน
เพราะมีผลต่อการพิจารณาคดี ทั้งในแง่ของความผิด
ความรับผิด และค่าสินไหมทดแทนที่คู่กรณีหรือบริษัทประกันภัยต้องจ่าย

เหตุผลที่ทนายความต้องรู้เรื่องนี้
1. ใช้เป็นหลักฐานในคดี
• สภาพรถหลังชนเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก
• ร่องรอยความเสียหายช่วยระบุว่าเกิดจากการชนจริงหรือไม่ หรือเป็นความเสียหายเก่ามาก่อน

2. มีผลต่อการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
• หากเป็น ชนเบา ค่าสินไหมทดแทนจะไม่สูงมาก อาจครอบคลุมแค่ค่าซ่อมรถ
• หากเป็น ชนหนัก อาจต้องเรียกค่าเสียหายเพิ่ม เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าบาดเจ็บทุกขทรมาน

3. เกี่ยวข้องกับการตีความข้อกฎหมาย
• กรณีชนเบา อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เท่านั้น
• กรณีชนหนัก อาจเข้าข่ายคดีอาญา เช่น ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา

4. เจรจาต่อรองกับบริษัทประกันภัย
• ทนายต้องเข้าใจการประเมินความเสียหายของบริษัทประกันภัย เพื่อช่วยลูกความให้ได้ค่าสินไหมที่เป็นธรรม
• กรณีที่บริษัทประกันตีราคาค่าซ่อมต่ำเกินไป ทนายสามารถใช้ความรู้เรื่องสภาพความเสียหายมาโต้แย้ง

5. ใช้ในการว่าความในชั้นศาล
• หากคดีขึ้นสู่ศาล ทนายต้องนำเสนอพยานหลักฐานเกี่ยวกับสภาพรถ เช่น ใบประเมินราคาค่าซ่อม รายงานการตรวจสภาพรถ ภาพถ่ายความเสียหาย
• หากเป็นคดีอาญา สภาพความเสียหายของรถช่วยพิสูจน์ว่าแรงชนรุนแรงแค่ไหน ซึ่งอาจมีผลต่อโทษของจำเลย

สรุป

ทนายความที่ทำคดีรถชนต้องเข้าใจเรื่องสภาพความเสียหายของรถ เพราะมีผลต่อ การพิสูจน์ความผิด การเรียกร้องค่าเสียหาย การต่อรองกับประกัน และการว่าความในศาล หากขาดความรู้ในเรื่องนี้ อาจทำให้ลูกความเสียเปรียบในคดีได้

Athip Schumjinda - อธิป ชุมจินดา

ไม่ได้แจ้งว่าเคยตรวจสุขภาพ เสียชีวิต บริษัทประกันไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 922/2566 (เล่ม 5 หน้า 103) การ...
22/02/2025

ไม่ได้แจ้งว่าเคยตรวจสุขภาพ เสียชีวิต บริษัทประกันไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 922/2566 (เล่ม 5 หน้า 103)

การที่ ย. รู้ถึงข้อเท็จจริงที่ตนเคยได้รับการตรวจสุขภาพและแพทย์ให้ข้อสังเกตว่าตนเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาก่อนแล้ว แต่ไม่เปิดเผยข้อความจริงนั้น ซึ่งหาก ย. เปิดเผยย่อมจูงใจให้จำเลยเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาไม่ว่า ย. จะได้รับการรักษาต่อไปตามคำแนะนำของแพทย์หรือไม่ จะเข้าพบแพทย์ด้วยสิทธิประโยชน์ทางใด หรือจะได้รับการจ่ายยาเพื่อรักษา โรคหรือไม่ รวมทั้งแท้จริงแล้ว ย.จะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่

เพราะเป็นเรื่องข้อมูลที่จำเลยได้รับขณะทำสัญญาประกันภัยไม่ถูกต้องและเป็นข้อสำคัญที่จำเลยจะปฏิเสธไม่รับประกันภัย หรือหากจะรับประกันภัยก็ต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปว่า ควรเสี่ยงรับประกันภัย ย.หรือไม่

ทั้งข้อวินิจฉัยของแพทย์ก็เป็นการตั้งข้อสังเกตโดยแพทย์แล้วว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ไม่ว่า ย. จะถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุใด การที่ ย. ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความดังกล่าว สัญญาประกันชีวิตตามฟ้องย่อมตกเป็นโมฆียะ

เมื่อจำเลยบอกล้างภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้วให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

ความเห็นของทนายอธิป

“ฎีกานี้เป็นไปตามหลักกฏหมายมาตรา 865 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เชื่อผมไหมครับว่า ในความเป็นจริง ผู้ตายรายนี้อาจจะหลงเชื่อตัวแทนขายที่ไม่ยึดอยู่ในจรรยาบรรณของนักขายก็ได้

เท่าที่ผมเจอมาในทางคดี ตัวแทนขายมักจะบอกว่าทำประกันได้หมดไม่ต้องตรวจสุขภาพ ไม่ต้องระบุโรคหรือประวัติการรักษา เซ็นชื่ออย่างเดียว ที่เหลือเดี๋ยวตัวแทนกรอกให้

พอเกิดเคลมถึงแก่ความตาย ก็จะบอกว่าผู้ตายไม่แถลงข้อความจริง พอเอาไปฟ้องก็ยกฟ้องตามฎีกานี้

แต่ชีวิตจริง คนตายก็ลุกขึ้นมาโต้แย้งไม่ได้ว่าตัวแทนให้เซ็นชื่ออย่างเดียว ที่เหลือเค้าไปกรอกให้หมด

ในทางพิจารณาก็บอกว่า คนตายอ่านออกเขียนได้ทำความเข้าใจดีแล้วจึงลงชื่อ

พอเกิดเคลมบริษัทก็ออกหนังสือฉบับหนึ่งแสดงความเสียใจพร้อมคืนเบี้ยประกันภัยส่วนที่เหลือให้

แต่ก่อนหน้านั้นทราบมั้ยครับเกิดอะไรขึ้นตอนทำประกัน คือตัวแทนที่ไม่มีจรรยาบรรณ ทำยอดได้ ทำยอดสูง ถึงเกณฑ์ของบริษัท ได้รางวัลได้เที่ยวต่างประเทศหลายประเทศทุกปีได้ออกสื่อของบริษัทมากมาย

พอเคลมมีปัญหา ก็จะปัดว่าไม่รู้ ให้คนตายอ่านดูแล้วเค้าลงชื่อเองหมด การปฏิเสธเป็นเรื่องของบริษัทไม่เกี่ยวกับตัวแทน และอีกร้อยแปดพันประการ ที่จะบอกว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้ง ๆ ที่ไปเฝ้าเพื่อขายประกันชนิด ยิ่งกว่า รปภ เฝ้าหน้าบ้าน เพื่อให้ผู้ตายตกลงซื้อประกัน

หลักกฏหมายและคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ศาลวินิจฉัยถูกต้อง และเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วนะครับ แต่วิธีการก่อนที่คดีจะไปถึงศาล มันซับซ้อนแยบยล มากมาย ชนิดที่ว่าซื้อเถอะเคลมได้หมดก็ยังมีอยู่ให้เห็นในสังคมของเราครับ”

Athip Schumjinda - อธิป ชุมจินดา

เหตุเกิดจากสัตว์ เจ้าของต้องรับผิดหรือไม่เพียงใดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ขับขี่...
06/01/2025

เหตุเกิดจากสัตว์ เจ้าของต้องรับผิดหรือไม่เพียงใด

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ขับขี่จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไปบนทางเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ

เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของสุนัขจึงเป็นผู้ดูแลและควบคุมมิให้สัตว์กีดขวางการจราจร การที่สุนัขของจำเลยทั้งสองวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ในระยะกระชั้นชิด ย่อมเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ล้ม

เมื่อไม่ปรากฏว่าการนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงและไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างไร ดังนั้น เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการควบคุมดูแลสุนัข

เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสาเหตุดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดชอบต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 วรรคหนึ่ง (ฎีกาที่ 6088/59)

การควบคุมสัตว์เลี้ยงกับความรับผิดทางกฎหมาย:

กรณีศึกษาและข้อคิดจากฎีกา 6088/59

ในชีวิตประจำวัน หลายคนที่มีสัตว์เลี้ยงอาจไม่ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมสัตว์เลี้ยงของตน ซึ่งกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6088/59 ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยเนื้อหาในคำพิพากษานี้ระบุว่าเจ้าของสุนัขทั้งสองคนต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขาดความระมัดระวังในการควบคุมดูแลสัตว์เลี้ยงของตน

ข้อเท็จจริงในคดี

จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของสุนัข แต่ไม่ได้ควบคุมสุนัขให้อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ส่งผลให้สุนัขวิ่งตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ในระยะกระชั้นชิด ส่งผลให้โจทก์เสียหลักล้มและได้รับความเสียหาย แม้จำเลยจะไม่ได้เป็นผู้ขับขี่หรืออยู่ในที่เกิดเหตุโดยตรง แต่การที่ไม่ได้ดูแลสัตว์เลี้ยงตามสมควรถือเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่อ

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไปบนทางเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 ยังระบุว่าเจ้าของหรือผู้ดูแลสัตว์ต้องรับผิดในความเสียหายที่สัตว์ก่อขึ้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

บทวิเคราะห์ของทนายความ อธิป ขุมจินดา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่เพียงแค่การให้อาหารหรือดูแลสุขภาพของสัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นด้วย หากผู้เลี้ยงละเลยหรือขาดความระมัดระวัง เช่น การปล่อยให้สุนัขวิ่งเพ่นพ่านบนถนนโดยไม่มีการควบคุม ผลที่ตามมาคือ เจ้าของสัตว์ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียหายทางทรัพย์สินหรือค่ารักษาพยาบาลของผู้ได้รับผลกระทบ

ยกตัวอย่างเพิ่มเติม

1. กรณีสัตว์เลี้ยงหลุดจากบ้าน
หากเจ้าของไม่ได้ล็อกประตูหรือรั้วบ้านให้มิดชิดจนสัตว์เลี้ยงหลุดออกไปก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น สุนัขวิ่งตัดหน้ารถยนต์จนเกิดอุบัติเหตุชนกันหลายคัน เจ้าของจะต้องรับผิดชอบทั้งค่าเสียหายของรถยนต์และค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ

2. การพาสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ
หากเจ้าของพาสุนัขไปเดินเล่นในสวนสาธารณะแล้วไม่ได้ใส่สายจูง เมื่อสุนัขตื่นตกใจและกระโจนใส่ผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ เจ้าของต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์นั้น

3. กรณีสัตว์เลี้ยงกัดบุคคลอื่น
หากแมวหรือสุนัขกัดผู้อื่นขณะมาเยี่ยมบ้าน และผู้เลี้ยงไม่ได้แจ้งเตือนหรือควบคุมสัตว์ให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เจ้าของจะต้องชดใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

ข้อแนะนำจากทนายความ สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง
• ใส่สายจูงหรือควบคุมสัตว์เลี้ยงในที่สาธารณะเสมอ
• ตรวจสอบความปลอดภัยของรั้วหรือพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงอยู่
• หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ให้แสดงความรับผิดชอบและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทันที
• ทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน

การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องที่สร้างความสุข แต่เจ้าของควรตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้น เจ้าของต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้.

Athip Schumjinda - อธิป ชุมจินดา 061-939-9935

#ทนายความคดีละเมิด #ทนายความคดีประกันภัย #ทนายความคดีรถชน #ทนายความคดีปกครอง

มาตรวจสำนวน คัดถ่ายเอกสาร เตรียมการสืบพยานครับAthip Schumjinda - อธิป ชุมจินดา
03/01/2025

มาตรวจสำนวน คัดถ่ายเอกสาร เตรียมการสืบพยานครับ

Athip Schumjinda - อธิป ชุมจินดา

ที่อยู่

กิ่งแก้ว
Samut Prakan
10540

เบอร์โทรศัพท์

+66619399935

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายฟ้องประกัน 0619399935ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายฟ้องประกัน 0619399935:

แชร์

ประเภท