26/08/2026
ธุรกิจจากความเป็นเพื่อน แต่เมื่อเงินมันคม ทำยังไงให้ไม่มีปัญหา
เคสนี้ไม่ใช่เคสแรก และเคสสุดท้าย
นั่งฟังเรื่องการถือหุ้นสองคน แล้วเอาอีกคนนึงเข้ามาเป็นตัวแปร
โดยไอ้ตัวแปรเป็นคนของฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
และพอตีกันไอ้ตัวแปรก้ไปเข้าข้างคนของตัวเอง
ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจบอกได้คำเดียว "ทำไมไม่มาหาผมก่อน"
การถือหุ้นเป็นเรื่องง่ายในตอนเริ่ม แต่โคตรยากเมื่อเกิดปัญหา
ปัญหาการหักเหลี่ยมกันไม่ใช่เรื่องของ"ความซื่อสัตย์"
แต่เป็นเรื่องของ "โอกาส"
หลักฐานในหลายครั้งก็แสดงให้เห็นว่าคนซื่อสัตย์ก้โกงได้ถ้ามี"โอกาส"
ดังนั้นระบบที่โกงยากจึงจำเป็น
การถือหุ้นก็เช่นกัน หากไม่อยากให้ฝ่ายใดถือหุ้นเกิน 50%
และต้องหาคนมาถือร่วมด้วย ไม่ควร"หนึ่งคน" แต่ควรเป็น "สองคน" คือให้คนที่ฝ่ายตัวเองไว้ใจ
มาถือคนละ 1%ไปเลย จะได้มีสมดูล ไม่เกิดปัญหา
หรือในกรณีที่ไม่มีจริงๆ คุณสามารถให้บริการ "นักกฎหมาย" ในการถือหุ้น
โดยที่ให้เซ็นเอกสาร "ไม่ออกเสียง" "ไม่รับผลประโยชน์"
และสุดท้ายคือ "โอนลอย" ไว้ได้
สิ่งเหล่านี้เป็นการปิดปัญหาที่จะตามมาในอนาคต
แน่นอนว่าหลายคนเลือกที่จะ "ไม่ทำ" เพราะเสียดายเงินในอนาคต
แต่ก็นั้นละ รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้"
ผมถึงบอกว่าเคสนี้จะไม่ใช้เคสสุดท้าย เพราะความไว้ใจพาไปถึงการ "ไม่ใส่ใจ"
ธุรกิจควรจะละเอียด และชัดเจนแต่ต้นว่ายังไง
แต่นอนว่าเพื่อนกันทำงานกัน มีโกงเล็กๆน้อยๆบ้าง พอรับกันได้
แต่ถ้าใหญ่ๆ ก็ต้องพร้อมแตกกัน
หากใครถ้ามบริษัมผม ผมผู้บริหารถือ40 หัวหน้าฝ่ายคดีถือ60
เพราะงานหลักภาระอยู่ที่ฝ่ายคดี
ถ้ามันโกงผมฉลองแน่ เพราะจะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ ให้มันทำงานหนักต่อไป
อะใครจะทำธุรกิจกับเพื่อนมาปรึกษาได้ นะ