ทนายความไทภู

ทนายความไทภู บริการด้านกฎหมาย ให้ความรู้ด้านการศึกษา พร้อมรับปรึกษาคดีความและปัญหาข้อกฎหมาย ต่างๆ

05/03/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3499/2563
• เจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เนื่องจากจำเลยเป็นผู้นำชี้ให้ยึดโดยเมทแอมเฟตามีน 538 เม็ด จำเลยฝังดินไว้นอกรั้วบ้าน ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 8,000 เม็ด จำเลยฝังดินไว้ในสวนพริก ห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งสองจำนวนถูกฝังดินซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจและนำไปชี้ตำแหน่งที่ซุกซ่อน ย่อมเป็นการยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนมาเป็นของกลางในคดีนี้ได้ การให้ข้อมูลของจำเลยเป็นผลให้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่แพร่ระบาดไปสู่สังคมในวงกว้าง ถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

Send a message to learn more

05/03/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2563
• จำเลยทั้งสองถูกฟ้องว่า เปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิด แหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริง คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ซึ่งมีลักษณะกระทำความผิดเป็นเครือข่าย มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการมอบหมายหน้าที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งพยายามปิดบังเส้นทางการเงินเพื่อมิให้เจ้าพนักงานเข้าถึงตัวผู้กระทำความผิด ตามรูปคดีจึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยานดังเช่นคดีอาญาทั่วไป ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์มีพยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีสาระสำคัญตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ ทั้งเมื่อพิจารณาพยานเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนมากผิดปกติเกือบ 30 ล้านบาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพสุจริตใดจึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมากเช่นนี้ อีกทั้งมีลักษณะเป็นการนำเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วส่อให้เห็นพิรุธ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังโอนและรับโอนเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นอีกหลายบัญชีโดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของ ซ. พบว่าเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หลังจากถูกอายัดบัญชีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2522 พบว่าในการทำธุรกรรมทางบัญชีมีเงินหมุนเวียนมากถึง 400 ล้านบาทเศษ โดย ซ. ทำธุรกรรมทางบัญชีด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าชี้แจงถึงที่มาของเงินในบัญชีตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ ผิดวิสัยของสุจริตชนเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของ ซ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค่ายาเสพติดให้โทษของเครือข่าย ฐ. กับพวก เช่นกัน ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่ารับจ้างเปิดบัญชีให้กับ ธ. เครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กรณียังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังถูกฟ้องข้อหาสมคบกันฟอกเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายสำนวน ตามคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อมาท้ายฟ้องด้วย ซึ่งบางคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว อันเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการสมคบกันฟอกเงิน สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในการกระทำความผิดคดีนี้ของจำเลยทั้งสองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) เพราะการกระทำความผิดในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นหลายขั้นตอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ร่วมกระทำความผิดบางคนอาจไม่รู้จักกัน ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริงตามฟ้อง

Send a message to learn more

05/03/2026

• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565
• แม้ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ ป.ยาเสพติดแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิม ยังมีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ ป.ยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิม มาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด เช่น แอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ก็ตาม เมื่อปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัว กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม ไปเสียทีเดียว ดังนั้น ถ้าผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ แต่ถ้ายาเสพติดให้โทษมีปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ผู้กระทำความผิดไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมไม่อาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ คงปรับบทความผิดได้เพียงตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 ส่วนการปรับบทความผิดนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ให้ผู้ล่อซื้อ และจำเลยทั้งสองเคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ต้องหารายอื่นมาก่อนหน้าแล้ว พฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายแก่ผู้เสพหลายคนโดยสภาพ ถือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณมากกว่าแก่จำเลยทั้งสองที่มีเมทแอมเฟตามีนปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

Send a message to learn more

05/03/2026

• . คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2567
• แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยและ ก. ได้ให้ถ้อยคำต่อผู้จับกุมยอมรับว่ายาเสพติดเป็นของตัวเองจริง โดยซื้อมาจาก ค. เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ ถ้อยคำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำความผิด หากแต่เป็นถ้อยคำอื่นซึ่งจำเลยและ ก. ได้ให้ถ้อยคำอื่นนั้นต่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมภายหลังที่เจ้าพนักงานได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยและผู้ถูกจับตามกฎหมายแล้ว ทั้งโจทก์มีภาพถ่ายประกอบสำนวนที่ได้ให้จำเลยและ ก. ชี้ของกลางที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยและ ก. จึงเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 นั้น ถ้อยคำอื่นตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อพิจารณาข้อความตามบันทึกจับกุมที่ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลย โดยมีรายละเอียดด้วยว่าซื้อมาจากบุคคลอื่นเพื่อนำมาจำหน่ายต่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลยนั่นเอง จึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ส่วนคำรับสารภาพชั้นจับกุมของ ก. แม้จะไม่ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีของจำเลย แต่ก็ถือเป็นพยานบอกเล่าและซัดทอด ซึ่งมีเงื่อนไขให้รับฟังและมีน้ำหนักน้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 และ 227/1

Send a message to learn more

รหัส ว.
16/01/2026

รหัส ว.

 #เช่าซื้อ
16/01/2026

#เช่าซื้อ

16/01/2026

แนวทางการต่อสู้คดีฉ้อโกง สำหรับทนายความใหม่
องค์ประกอบที่โจทก์ต้องพิสูจน์ (และคือจุดที่เราต้องโจมตี)
โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย ว่า
1. มีเจตนาทุจริต (คือตั้งใจจะโกงตั้งแต่แรก)
2. หลอกลวง ด้วยการ แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดความจริงที่ควรบอก
3. การหลอกลวงนั้นทำให้ เขาหลงเชื่อ
4. และเพราะหลงเชื่อ เขาจึง ส่งมอบทรัพย์สิน ให้คุณ
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป คดีฉ้อโกงก็ยืนไม่อยู่ครับ แนวทางการต่อสู้คือการ "ตัดโซ่" ข้อใดข้อหนึ่งในนี้ให้ขาด!
Strategy 1: พลิกเกม! ชี้ว่านี่คือ "คดีแพ่ง" ไม่ใช่ "คดีอาญา"
นี่คือแนวทางคลาสสิกและทรงพลังที่สุดครับ คือการสู้ว่า "นี่มันเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่การฉ้อโกง!"
แก่นของแนวทางนี้: เราต้องพิสูจน์ว่า ณ ขณะที่เราทำสัญญา หรือรับเงิน/ทรัพย์สินมา เรา "ไม่มีเจตนาทุจริต" หรือ "ไม่ได้ตั้งใจจะโกง" มาตั้งแต่แรก
อธิบายให้เคลียร์: การฉ้อโกง (อาญา) = ตั้งใจหลอกเอาเงินเขาแต่แรก และไม่คิดจะคืน/ทำตามสัญญาเลย
การผิดสัญญา (แพ่ง) = ตอนแรกตั้งใจจะทำตามสัญญา (เช่น จะคืนเงิน, จะส่งของให้) แต่ต่อมามัน "ติดบั๊ก" เกิดปัญหาทางธุรกิจ หมุนเงินไม่ทัน หรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้ทำตามสัญญาไม่ได้
แนวทางการพิสูจน์ว่า "ไม่ได้ตั้งใจโกงแต่แรก":
ถ้าเป็นหนี้: เราเคยมีประวัติชำระหนี้ดีมาตลอดหรือไม่? (เช่น เคยจ่ายดอกเบี้ย, เคยผ่อนบ้างแล้ว)
ถ้าเป็นธุรกิจ/ลงทุน: เราได้นำเงินที่ได้ไปใช้ในธุรกิจนั้นจริงๆ (ถึงแม้ธุรกิจจะเจ๊งในภายหลัง) ไม่ได้เอาไป "เปย์" ใช้ส่วนตัวจนหมด
การติดต่อ: เราไม่ได้หนีหายไปเลย ยังมีการพูดคุย พยายามเจรจาขอผ่อนผัน (แม้จะตกลงกันไม่ได้ก็ตาม)
ฎีกาประกอบ (ตัวอย่าง):
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1557/2561 (ประชุมใหญ่)
สรุป: จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยตกลงให้ดอกเบี้ย และได้จ่ายดอกเบี้ยให้โจทก์มาโดยตลอดเป็นเวลา 1 ปีเต็ม แม้ภายหลังจำเลยจะไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลง การกระทำของจำเลย ยังไม่พอฟังว่ามีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์มาตั้งแต่ต้น แต่เป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง
Strategy 2: สู้ว่า "ไม่ได้จกตา" (ไม่ได้หลอกลวง)
แนวทางนี้คือการโจมตีองค์ประกอบที่ 2 (การหลอกลวง) โดยตรง เราจะสู้ว่าสิ่งที่เราพูดไป "ไม่ถือว่าเป็นการหลอกลวงที่เป็นเท็จ" ในทางกฎหมาย
แก่นของแนวทางนี้: สิ่งที่กฎหมายใช้ลงโทษฐานฉ้อโกง คือการ "โกหกเรื่องข้อเท็จจริง" (Fact) ไม่ใช่การ "คาดการณ์" หรือ "ให้คำมั่นสัญญาในอนาคต" (Promise)
อธิบายให้เคลียร์:
การโกหกข้อเท็จจริง (ผิด): "ผมมีที่ดินแปลงนี้อยู่ (ทั้งที่ไม่มี)" หรือ "ผมได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้ว (ทั้งที่ยังไม่ได้)"
การให้สัญญาในอนาคต (อาจไม่ผิดฉ้อโกง): "ลงทุนกับผมสิ เดี๋ยวอนาคต จะได้กำไร 100%" หรือ "จ่ายเงินมาก่อน เดี๋ยวผมจะไปหางาน ให้ทำ"
แนวทางการต่อสู้:
พิสูจน์ว่าสิ่งที่เราพูดเป็นแค่ การคาดการณ์อนาคต หรือ การโฆษณาชวนเชื่อ (Puffery) ที่คนฟังควรใช้วิจารณญาณเอง เช่น การ "อวย" ว่าธุรกิจเราดีเลิศ (ซึ่งเป็นความเห็น) ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริง
พิสูจน์ว่าสิ่งที่เราพูด "เป็นความจริง" ณ วันที่พูด เช่น เราบอกว่าเรามีโรงงาน (ซึ่งเรามีจริงๆ) แต่ต่อมาโรงงานไฟไหม้ (เป็นเหตุสุดวิสัย) ทำให้ส่งของไม่ได้ แบบนี้ก็ไม่เรียกว่าโกหก
พิสูจน์ว่า โจทก์ "รู้" ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แต่สมัครใจเสี่ยงเอง เช่น โจทก์รู้ว่าการลงทุนนี้เสี่ยงสูง แต่ก็ยังลงเงิน แบบนี้เขาไม่ได้ "หลงเชื่อ" เพราะคำหลอกลวงของเรา
ฎีกาประกอบ (ตัวอย่าง):
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1318/2544
สรุป: การที่จำเลยอ้างว่าสามารถฝากโจทก์เข้าทำงานได้ และเรียกรับเงินไปนั้น เป็นเพียงคำมั่นสัญญาว่าจะกระทำให้ในอนาคต เมื่อไม่สามารถฝากเข้าทำงานได้จริง ก็เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา เป็นความรับผิดทางแพ่ง (เว้นแต่โจทก์จะพิสูจน์ได้ชัดว่าจำเลยรู้แต่แรกแล้วว่าทำไม่ได้ แต่ก็ยังมาหลอก)
Strategy 3: ชี้ว่า "เขาไม่ได้เสียหาย" (ทางเทคนิค)
นี่เป็นแนวทางที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อย คือการสู้ว่า แม้เราจะพูดไม่จริง แต่การกระทำนั้น "ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย" หรือ "โจทก์ไม่ได้หลงเชื่อ"
แก่นของแนวทางนี้: โจมตีองค์ประกอบที่ 3 และ 4 (หลงเชื่อ และ เสียหาย)
อธิบายให้เคลียร์:
ตัวอย่าง 1 (ไม่หลงเชื่อ): โจทก์เป็นนักลงทุนมืออาชีพ รู้ไส้รู้พุงเราหมดว่าธุรกิจเรากำลังจะเจ๊ง แต่เขา "แกล้ง" โอนเงินให้เรา (อาจจะเพื่อสร้างหลักฐาน) แล้วมาฟ้องเรา แบบนี้ศาลอาจมองว่าเขาไม่ได้ "หลงเชื่อ" คำพูดเราเลย
ตัวอย่าง 2 (ไม่เสียหาย): เราหลอกยืมเงินโจทก์ 1 แสนบาท แต่เราได้เอา "โฉนดที่ดิน" ที่มีราคาสูงกว่า 1 แสนบาท ไปค้ำประกันไว้ทันที แม้เราจะโกหก แต่โจทก์ก็มีหลักประกันที่บังคับคดีได้คุ้มหนี้ ศาลฎีกาเคยมองว่าโจทก์ "ยังไม่ได้รับความเสียหาย" จึงไม่ผิดฉ้อโกง
ฎีกาประกอบ (ตัวอย่าง):
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2558
สรุป: จำเลยซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อจากโจทก์ และได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ต่อมาผิดนัด แม้จำเลยจะให้เหตุผลในการผัดผ่อนหนี้ไม่ตรงความจริงบ้าง ก็เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากการซื้อขาย พฤติการณ์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต ที่จะไม่ชำระค่าสินค้ามาตั้งแต่แรก
ข้อแนะนำสำคัญ: "อย่าหาทำ" แบบนี้
1. ห้ามหนี: การหนี (เช่น หนีหมายเรียก, ไม่ไปศาล) จะทำให้สถานการณ์แย่ลงมาก ถูกออกหมายจับ และศาลจะมองว่าคุณมีพฤติการณ์หลบหนี
2. ห้ามเงียบ: การนิ่งเงียบ ไม่ติดต่อ ไม่เจรจา ทำให้ดูเหมือนว่าคุณ "ตั้งใจโกง" จริงๆ
3. ห้ามปลอมหลักฐาน: อย่าพยายามปลอมเอกสารหรือสร้างพยานเท็จเพื่อสู้คดี เพราะถ้าถูกจับได้ คุณจะโดนคดีเพิ่มอีกหลายกระทง

16/01/2026

อายุความ

อายุความ (Prescription) คือ "เส้นตาย" ที่กฎหมายกำหนดไว้ หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่ดำเนินการใดๆ คุณอาจเสียสิทธิในการฟ้องร้องหรือสิทธิลงโทษผู้กระทำผิดได้
เพื่อให้เข้าใจง่าย ผมสรุปข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง "แพ่ง" และ "อาญา" มาให้ดังนี้ครับ

1. อายุความคดีแพ่ง: "ถ้าจำเลยไม่สู้ ศาลไม่ยุ่ง"
ในคดีแพ่ง อายุความคือระยะเวลาที่เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล

1.1 กฎทั่วไป (10 ปี): หากกฎหมายไม่ได้เขียนไว้เฉพาะเรื่องนั้นๆ ให้ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. มาตรา 193/30)

1.2 ระยะเวลาที่พบบ่อย:
1 ปี : คดีละเมิด (รถชน, หมิ่นประมาทเรียกเงิน), ค่าอาหาร/ค่าที่พัก

2 ปี : หนี้บัตรเครดิต, หนี้จากการค้าขายทั่วไป, ค่าจ้างจิปาถะ

5 ปี : หนี้เงินกู้ที่ผ่อนส่งเป็นงวดๆ (ทั้งต้นทั้งดอก), ดอกเบี้ยค้างชำระ, ค่าเช่า

>กฎเหล็ก: ศาล "ห้าม" ยกเรื่องอายุความขึ้นมาตัดสินเอง ถ้าจำเลยไม่ยกเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ศาลต้องพิจารณาคดีต่อไปแม้จะขาดอายุความแล้วก็ตาม (ป.พ.พ. มาตรา 193/29)

2. อายุความคดีอาญา: "ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง"
ในคดีอาญา อายุความคือระยะเวลาที่รัฐต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องศาล หากเกินกำหนดจะลงโทษไม่ได้

2.1 การคำนวณ: นับตาม "อัตราโทษสูงสุด" ของความผิดนั้นๆ (ป.อ.มาตรา 95)

20 ปี : โทษประหารชีวิต, จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 20 ปี
15 ปี : โทษจำคุกกว่า 7 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี
10 ปี : โทษจำคุกกว่า 1 ปีแต่ไม่ถึง 7 ปี
5 ปี : โทษจำคุกกว่า 1 เดือนแต่ไม่ถึง 1 ปี
1 ปี : โทษจำคุกตั้งแต่ 1 เดือนลงมา หรือโทษปรับ

2.2 "กับดัก 3 เดือน": ในความผิดอันยอมความได้ (เช่น ยักยอก, ฉ้อโกงธรรมดา) ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด มิฉะนั้นขาดอายุความทันที! (มาตรา 96)

> กฎเหล็ก: เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลต้องยกขึ้นวินิจฉัยเอง หากเห็นว่าขาดอายุความแล้ว ศาลจะยกฟ้องทันทีแม้จำเลยไม่ได้คัดค้าน (ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง)

ข้อควรระวังเพิ่มเติม:
1. อายุความสะดุดหยุดลง (คดีแพ่ง): หากในระหว่างที่อายุความยังไม่ครบ ลูกหนี้เซ็นรับสภาพหนี้ หรือจ่ายดอกเบี้ย อายุความที่เดินมาจะถูก "ล้างทิ้ง" และเริ่มนับหนึ่งใหม่ทันที
(ป.พ.พ. มาตรา 193/14 และ 193/15)
2. การได้ตัวจำเลย (คดีอาญา): การนับอายุความอาญาจะหยุดลงเมื่อ "ได้ตัวจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาล" เท่านั้น แค่แจ้งความหรือออกหมายจับ อายุความยังเดินต่อไปเรื่อยๆ ครับ (ป.อ. มาตรา 95)

ข้อคิดส่งท้าย:
เหตุผลที่กฎหมายต้องมีอายุความ เพราะหากปล่อยไว้นานเกินไป พยานหลักฐานจะหาย พยานบุคคลจะลืมความจำ และเอกสารจะสูญหาย การตัดสินคดีจะยากและไม่ยุติธรรม
ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าหนี้หรือผู้เสียหาย "อย่ารอจนถึงนาทีสุดท้าย" เพราะการเตรียมคดีต้องใช้เวลา และ "เวลา" ในกฎหมายนั้น เดินแล้วเดินเลย ไม่รอใคร
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของอายุความได้ชัดเจนขึ้นนะครับ!

อ.วิชัย wichai
#กฎหมายเข้าใจง่าย in Law

02/03/2025

ที่อยู่

Sakhon Nakhon
47000

เบอร์โทรศัพท์

+66644259046

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายความไทภูผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์