ทนายคดีอาญา ยาเสพติด ยักยอก ฉ้อโกง หมิ่นประมาท ภูเก็ต

ทนายคดีอาญา ยาเสพติด ยักยอก ฉ้อโกง หมิ่นประมาท ภูเก็ต ฟ้องร้อง-ต่อสู้-ดำเนินคดีอาญา,แจ้งความร้องทุกข์,*ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคดีอาญา(ค่าสินไหมทดแทน)
ทนายเสือ 086-947-0356

The  Criminal Code.   ประมวลกฎหมายอาญา.                Taking the false information to charge  the person.   #ฟ้องเท็จคด...
06/08/2026

The Criminal Code. ประมวลกฎหมายอาญา.
Taking the false information to charge the person. #ฟ้องเท็จคดีอาญา.
Section .- 175 Whoever, taking the false information to charge the person in the Court with the commission of the criminal offence out of it to be really, shall be imprisoned not out of five and fined not out of ten thousand Baht.
มาตรา 175 ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน100,000 บาท
1.ฟ้องที่จำเลยกล่าวหาโจทก์เป็นคดีอาญาเป็นฟ้องเท็จ แม้จะถอนฟ้องก่อนศาลสั่งประทับฟ้อง ย่อมมีผิดตาม มาตรา 175, 176 (คำพิพากษาฎีกาที่ 5/2508)
จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาว่าโจทก์ปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้ปลอม แม้จำเลยจะถอนฟ้องคดีอาญาเสียระหว่างไต่สวนมูลฟ้องก่อนศาลสั่งประทับฟ้องก็ดี หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าฟ้องที่จำเลยกล่าวหาโจทก์เป็นฟ้องเท็จแล้ว จำเลยก็ย่อมมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 176 (คำพิพากษาฎีกาที่ 5/2508)
2.ความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรา 175 ต้องเป็นการเอาความเท็จ ฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และต้องรู้ด้วยว่าความที่นำไปฟ้องเป็นเท็จ มิฉะนั้นไม่ผิดฐานนี้
ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ต้องเป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และต้องรู้ด้วยว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จ เพียงแต่บรรยายฟ้องเพื่อให้เห็นว่ามีอำนาจฟ้องในคดีนั้นโดยมิได้กล่าวหาว่าผู้ใดกระทำผิด หรือไม่รู้ว่าความที่ฟ้องเป็นเท็จย่อมไม่มีความผิดฐานนี้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 243/2511)
3. ทนายความเรียงฟ้องตามคำบอกเล่าของลูกความไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือเท็จ หากปรากฏว่าเป็นเท็จ ไม่ผิดตามมาตรา 175
จำเลยที่2 เรียงคำฟ้องและรับว่าความในหน้าที่ของทนายความข้อความที่ปรากฏในคำฟ้องเป็นข้อความที่ได้จากคำบอกเล่าของจำเลยที่ 1 (ซึ่งเป็นลูกความ) และจะเป็นความเท็จหรือความจริง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทนายความย่อมไม่มีโอกาสจะทราบได้ นอกจากจะปรากฏตามหลักฐานที่สืบนำสืบ หากในเวลาภายหน้าความปรากฏขึ้นว่าคำฟ้องมีข้อความอันเป็นเท็จ ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบก็คือจำเลยที่ 1หาใช่จำเลยที่2 ซึ่งเป็นแต่ผู้เรียงคำฟ้องตามคำบอกเล่าในหน้าที่ของทนายความไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 426/2512)
อ้างอิ่งจาก : ศาสตราจารย์ประภาศน์ อวยชัย , ประมวลกฎหมายอาญา เล่มที่ 3, สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์.
ติดต่อสอบถาม #ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี #ปรึกษากฎหมายฟรี #ปรึกษาฟรี #ฟรี #ปรึกษา #ปัญหากฎหมาย #ทนาย #ทนายความ #ทนายให้คำปรึกษา #ทนายเสือ 0869470356 , 0828807743 หรือต้องการ #ปรึกษาปัญหากฎหมาย #กฎหมาย #ตรวจสอบเอกสาร ได้ที่ #สำนักงาน #สำนักงานกฎหมาย #สำนักงานกฎหมายเจ้าฟ้านิติธรรม #ทนายศาลทหาร #รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
นัดหมายเวลาล่วงหน้าก่อนเข้ามาที่สำนักงานได้ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.30น. ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
-จัดทำเอกสาร ทำสัญญา ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ทำหนังสือทวงถาม
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีแพ่ง คดีอาญา
-ร้องขอจัดการมรดก พินัยกรรม
-ร้องขอรับรองบุตร อำนาจปกครองบุตร ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ฟ้องหย่าแบ่งสินสมรส เรียกค่าเสียหายจากชู้
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีข้อพิพาทสัญญาทางปกครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
-จัดทำเอกสารว่าความต่อสู้คดีในศาลทหาร
#ทนายเสือ 0869470356 ดูน้อยลง

 #อะไรเอ๋ยมีแต่ “ #รถ” กับ “ #ลด”        สายย่อ –  #ไม่ –  #มุดโต๊ะ            มีแต่ปรับ “ #ลด” กับ “ #รถ”อายุความคดีแพ่...
20/05/2026

#อะไรเอ๋ยมีแต่ “ #รถ” กับ “ #ลด”
สายย่อ – #ไม่ – #มุดโต๊ะ
มีแต่ปรับ “ #ลด” กับ “ #รถ”
อายุความคดีแพ่ง-เช่าซื้อรถ
1. #อายุความสัญญาเช่าซื้อมีอายุความ 10 ปี (มาตรา 193/30)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่16994/2557 ในขณะที่ ศ. และ อ. ร่วมกันลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ ช. กระทำการต่าง ๆ รวมทั้งอำนาจลงลายมือชื่อทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ ศ. และ อ. ยังเป็นกรรมการของโจทก์ ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ช. ย่อมมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้แทนโจทก์ได้ตลอดไป
#ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์รายเดือนที่ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิด ตามปกติย่อมคิดเทียบได้กับดอกเบี้ยซึ่งผู้ให้เช่าซื้อคิดรวมไว้ล่วงหน้าตามจำนวนปีหรืองวดที่ผ่อนชำระจากราคารถที่เช่าซื้อที่แท้จริง เพราะเงินส่วนนี้คือส่วนที่ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อขาดประโยชน์ไปในแต่ละเดือน รถที่เช่าซื้อเป็นรถเทรลเลอร์ดั๊มเป็นตัวพ่วงไม่มีเครื่องยนต์ การใช้งานจะนำรถเทรลเลอร์ดั๊มไปพ่วงกับรถบรรทุก รถที่เช่าซื้อมิใช่รถยนต์รับจ้างทั่วไปที่อาจนำรถออกไปทำธุรกิจให้บุคคลทั่ว ๆ ไปเช่าเป็นรายเดือนได้ทุกเดือนดังที่โจทก์บรรยายฟ้องมา และเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการกลับปล่อยปละละเลยไปนานร่วม 5 ปีเศษ จึงไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนอันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แม้โจทก์จะได้รับความเสียหายตลอดเวลาจนกว่าจะได้รถที่เช่าซื้อคืน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็สามารถผ่อนปรนความเสียหายโดยการรีบส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ได้ แต่เมื่อโจทก์ละเลยไม่รีบดำเนินการใด ๆ ตามข้อสัญญาภายในเวลาอันควรโดยไม่ปรากฏเหตุข้อจำเป็นหรือเหตุขัดข้องประการอื่นแล้ว ถือว่าโจทก์มีส่วนผิดเช่นกัน การกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์นานถึง 69 เดือน #ย่อมทำให้โจทก์จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่ากรณีที่ปฏิบัติตามสัญญาเสียอีก #เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ที่โจทก์ได้จากการเช่าซื้อและราคารถที่ขายได้ เห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเวลา 24 เดือน
#ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไปตามสัญญาเช่าซื้อ #เป็นเรื่องที่ตัวแทนเรียกเอาเงินที่ทดรองจ่ายไปชดใช้จากตัวการ #ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ต้องใช้อายุความ10ปี ตาม ป.พ.พ. #มาตรา193/30

2. อายุความนับแต่ที่ส่งคืนทรัพย์สินจากการใช้รถบุบสลายที่ #เกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลบังคับใช้อยู่ ก่อนสัญญาสิ้นสุดลง มีอายุความ 6 เดือน (มาตรา 563) หลังสิ้นสุดสัญญามีอายุความ 10 ปี (มาตรา 193/30)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5032/2547 แม้ ป.พ.พ. #มาตรา563มิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่าการใช้สิทธิเรียกร้องซึ่งมีอายุความ6เดือน #นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า #จะต้องเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้อยู่ แต่การที่ ป.พ.พ. มาตรา 563 บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า แสดงว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต้องเกิดขึ้นแล้วในวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า #โดยอาจเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้อยู่ หรือระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังครอบครองทรัพย์สินอยู่ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ในราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะทราบได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้ว จึงเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2540 การที่โจทก์ฟ้องเรียกราคารถส่วนที่ขาดเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายตาม สัญญาเช่าซื้อที่ระบุว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันผู้เช่าซื้อคือจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนให้แก่เจ้าของคือโจทก์ในสภาพเรียบร้อยโดยพลัน หากส่งมอบคืนไม่ได้หรือคืนในสภาพเรียบร้อยไม่ได้ต้องชดใช้ราคาทรัพย์สินเท่าราคาค่าเช่าซื้อ ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดกรณีพิพาท หาใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีที่ทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหาย เพราะการที่จำเลยที่ 1ใช้โดยไม่ชอบ ซึ่งมีอายุความ 6 เดือนตามมาตรา 563 ไม่
3. อายุความเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ, #ดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 2 ปี (มาตรา 193/33)
4. อายุความบังคับตามสิทธิเรียกร้อง เช่น #ค่าขาดประโยชน์และราคารถส่วนที่ขาด (มาตรา 193/12)
คำพิพากษาฎีกา. 5836/2559 คำฟ้องของโจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้ 2 กรณี ได้แก่ #ฟ้องเรียกค่าขาดราคาเนื่องจากผู้ให้เช่าซื้อขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว #แต่ยังไม่คุ้มราคา #กับฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในการที่จำเลยใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อตลอดเวลาที่ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงวันที่ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมา อันเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30
#มาใช้บังคับเมื่อมาตรา193/12 #บัญญัติอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งคดีนี้ #หมายถึงวันที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า #อายุความเริ่มนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ส่วนจำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 ทั้งยังไม่ได้ความว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถประเภทใด หากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันในกรณีใดตามข้อ 12 ของหนังสือสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานทำให้ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอให้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อใด ฉะนั้น นอกจากเรื่องค่าเสียหายและเรื่องประเด็นแห่งคดีข้ออื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่แล้ว ศาลชั้นต้นต้องสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็น เรื่องสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อใด 3เพื่อ #พิจารณาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ10ปีแล้วหรือไม่ด้วย ศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นสืบพยานคู่ความและวินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
5. #อายุความติดตามและเอารถยนต์คืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ (มาตรา 1336) ไม่มีอายุความติดตามคืนได้ตลอด แต่ถ้ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปแล้ว หรือตกเป็นของผู้อื่นแล้วตามการครอบครองปรปักษ์ ก็ฟ้องติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2550 ป.พ.พ. มาตรา 572 เช่าซื้อคือสัญญาซึ่ง "เจ้าของ" เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าโดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ซึ่งผู้มีอำนาจทำสัญญาจึงต้องเป็น "เจ้าของ" แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคต หาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันทีขณะทำสัญญาไม่ "เจ้าของ" จึงหมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อและหมายรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย เมื่อ ค. ได้ซื้อรถแทรกเตอร์คันพิพาทมาจาก ห. โดย ห. ได้ทำหนังสือมอบอำนาจโอนลอยทางทะเบียนให้ ค. ไว้แล้ว เพียงจะนำไปเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น โดย ค. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์ด้วย เท่ากับว่าจะโอนเป็นชื่อของบริษัทโจทก์เมื่อใดก็ได้ ต่อมาโจทก์ได้ให้ ห. เช่าซื้อรถแทรกเตอร์คันพิพาท และ ห. นำรถแทรกเตอร์คันพิพาทไปขายให้แก่จำเลย ดังนั้น กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็น "เจ้าของ" รถแทรกเตอร์คันพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อจึงสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห. ผิดสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยไม่นำค่าเช่าซื้อที่ค้างไปชำระให้แก่โจทก์แต่กลับนำรถแทรกเตอร์คันพิพาทไปขายให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยึดรถแทรกเตอร์คันพิพาทไว้จำต้องคืนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ได้ใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2552เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ร้องผู้ให้เช่าซื้อกับจำเลยที่ 2 ผู้เช่าซื้อเลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 แต่การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ก่อนเอารถยนต์ออกขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคหนึ่ง และผู้ร้องได้ปล่อยให้ขายทอดตลาดไป สิทธิของผู้ร้องอันอาจที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ย่อมเป็นอันหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่ใช่ทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ซึ่งอยู่ภาคใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 288 ได้
ติดต่อสอบถาม #ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี #ปรึกษากฎหมายฟรี #ปรึกษาฟรี #ฟรี #ปรึกษา #ปัญหากฎหมาย #ทนาย #ทนายความ #ทนายให้คำปรึกษา #ทนายเสือ 0869470356 , 0828807743 หรือต้องการ #ปรึกษาปัญหากฎหมาย #กฎหมาย #ตรวจสอบเอกสาร ได้ที่ #สำนักงาน #สำนักงานกฎหมาย #สำนักงานกฎหมายเจ้าฟ้านิติธรรม #ทนายศาลทหาร #รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
นัดหมายเวลาล่วงหน้าก่อนเข้ามาที่สำนักงานได้ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.30น. ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
-จัดทำเอกสาร ทำสัญญา ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ทำหนังสือทวงถาม
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีแพ่ง คดีอาญา
-ร้องขอจัดการมรดก พินัยกรรม
-ร้องขอรับรองบุตร อำนาจปกครองบุตร ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ฟ้องหย่าแบ่งสินสมรส เรียกค่าเสียหายจากชู้
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีข้อพิพาทสัญญาทางปกครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
-จัดทำเอกสารว่าความต่อสู้คดีในศาลทหาร
#ทนายเสือ 0869470356

 #เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ. The donor can claim revocation of gift for an act.            ประมวลกฎห...
22/04/2026

#เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ. The donor can claim revocation of gift for an act.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 531 อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุ #ผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(1) #ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ
(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ #ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือ #หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้
The Civil and Commereial Code.
Section 531.- The donor can claim revocation of gift for an act of ingratitude only in the following case :
(1) If the donee committed a serious criminal offense punishable under the Penal Code against the donor : or
(2) If the done serious Ly defamed or insulted the the donor ; or
(3) If the done refuses the donor who is in done refuses the donor who is in need of the necessaries of life while he was able to supply them
#การถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับการให้ประพฤติเนรคุณ
#เนรคุณ หมายความว่า อกตัญญูไม่รู้คุณ,ไม่สำนึกถึงบุญคุณ. อ้างอิงจากพจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ.2530
ตามประประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 มี 3 เหตุ
มาตรา ๕๓๑ อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(๑) #ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 412/2528 การที่จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ผู้เป็นมารดาจนได้รับอันตรายแก่กาย ย่อมเป็นการแสดงว่าจำเลยขาดความกตัญญู แม้โจทก์จะได้รับบาดเจ็บไม่ถึงสาหัสก็ถือได้ว่าจำเลยได้ #ประพฤติเนรคุณโดยประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(1) แล้ว โจทก์จึงเรียกถอนคืนการให้ได้
(๒) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
-หมิ่นประมาท ดูหมิ่นเหยียดหยาม ตามมาตรา 531(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หาจำต้องถึงกับเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญาไม่ เพียงแต่ได้ความว่ากระทำการโดยเจตนาดูหมิ่น หรือประพฤติไม่เหมาะสมต่อผู้ให้ก็ถือว่าประพฤติเนรคุณแล้ว
ตัวอย่างฎีกาที่ 144/2522 หมิ่นประมาทตามมาตรา 531(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หาจำต้องถึงกับเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญาไม่ เพียงแต่ได้ความว่ากระทำการโดยเจตนาดูหมิ่นก็ถือว่าประพฤติเนรคุณแล้ว การที่จำเลยด่าโจทก์ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยด้วยถ้อยคำว่า 'อีโคตรพ่อ อีโคตรแม่มึง อีหน้าด้านอีหน้าหมา อีไม่มีศีลธรรม' และด้วยถ้อยคำหยาบอื่นๆ อีกในทำนองว่าโจทก์เป็นคนโกงหักหลังได้แม้กระทั่งลูกของตนเป็นการแสดงเจตนาดูหมิ่นโจทก์ผู้เป็นมารดา ขาดการเคารพยำเกรงตามวิสัยของบุตร จึงนับว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 531(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว
ตัวอย่างฎีกาที่ 966/2523 จำเลยห้ามโจทก์ไม่ให้เก็บมะพร้าวในที่ดินที่โจทก์ยกให้จำเลยโดยกล่าวว่า
"ถ้ามึงเก็บมะพร้าวอีก กูจะเรียกตำรวจมาจับมึง" ต่อมาจำเลยพูดถึงโจทก์ โดยพูดกับคนอื่นว่า
"กูไม่มีแม่ แม่กูตายโหงหมดแล้ว กูเกิดจากโพรงไม้ต้นโพธิ์ต้นหนึ่ง ปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรแล้วเหลือแต่โค"
เช่นนี้ เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงโจทก์ย่อมถอนคืนการให้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 531(2)
(๓) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้
-แสดงกิริยาเหยียดหยามผู้ให้ ขับไล่ออกจากบ้าน ไม่ให้ที่พักอาศัยแก่ผู้ให้ๆ ฟ้องเพิกถอนคืนการให้เพราะเหตุ ผู้รับการให้ประพฤติเนรคุณได้
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 215/2528 โจทก์ยกที่นาให้จำเลยผู้เป็นบุตรและอาศัยอยู่กับจำเลยตลอดมาการที่จำเลยด่าโจทก์ว่า "ไอ้บ้า" กับพูดขับไล่โจทก์ออกจากบ้านและกิริยาที่โยนห่อเสื้อผ้าของโจทก์ลงจากบ้าน #แสดงถึงการเหยียดหยามไม่เคารพโจทก์ผู้เป็นบิดา เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ย่อมเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้
ตัวอย่างพิพากษาศาลฎีกาที่ 197/2494 ตายกที่นาให้หลานแล้วไปจำศีลอาศัยอยู่ที่วัดต่อมาร่างกายทรุดโทรมเพราะชรามาก จึงกลับมาขออาศัยหลานอยู่ หลานไม่ยอมให้ตาอาศัยจนตาต้องไปอาศัยอยู่กับบุตรคนหนึ่งต่อมาหลานหนีผัวตามชู้ไป ตาว่ากล่าวสั่งสอน หลานกลับด่าตาด้วยถ้อยคำหยาบช้าลามกต่างๆ ดังนี้ ชอบที่จะถอนคืนการให้ได้
ตัวอย่างฎีกาที่ 206/2510 โจทก์จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยโดยตกลงกันว่า โจทก์ ยังครอบครองทำกินตลอดไป และโจทก์ยังครอบครองอยู่ โจทก์ไป ห้ามจำเลยมิให้ขายที่ดิน ขายแล้วโจทก์จะเอาอะไรกิน จำเลยว่า มีสิทธิขายได้ และด่าโจทก์ว่า 'อีดอกทองอีแก่ อีหัวหงอก กูจะขาย มึงอยากได้ให้ไปฟ้องเอาถือว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง
โจทก์ห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินเพราะโจทก์ไม่มีที่ทำกิน จำเลยก็ยืนยันจะขายจนเกิดเหตุรุนแรงขึ้นพอถือได้ว่า #เป็นการบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และ
#ผู้รับยังสามารถให้ได้โจทก์ขอเพิกถอนการให้ได้.โดยไม่ต้องรอให้จำเลยขายที่ดินไปเสียก่อน
#ทายาทของผู้ให้มีสิทธิถอนคืนการให้
มาตรา ๕๓๒ ทายาทของผู้ให้อาจเรียกให้ถอนคืนการให้ได้แต่เฉพาะในเหตุที่ผู้รับได้ฆ่าผู้ให้ตายโดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้กีดกันผู้ให้ไว้มิให้ถอนคืนการให้
แต่ว่าผู้ให้ได้ฟ้องคดีไว้แล้วอย่างใดโดยชอบ ทายาทของผู้ให้จะว่าคดีอันนั้นต่อไปก็ได้
#อายุความฟ้องเพิกถอนคืนการให้เหตุประพฤติเนรคุณ
มาตรา ๕๓๓ เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2523 โจทก์ฟ้องคดีเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณ เมื่อพ้นหกเดือนนับแต่วันที่โจทก์ทราบเหตุเช่นนั้นฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา533
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2516 ผู้ให้ซึ่งเป็นมารดาผู้รับพูดกับผู้รับว่า อย่าขายที่นาพิพาทเลย ผู้รับกลับเถียงว่านาของกู จะขาย จะทำไม มึงยกให้กูแล้ว อีแม่หมาๆ อีดอกทอง เมื่อไหร่มึงจะตาย ดังนี้ถือได้ว่าผู้รับได้ประพฤติเนรคุณ โดยหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้ผู้ให้มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้จากผู้รับได้แล้ว
การเพิกถอนการให้ด้วยเหตุประพฤติเนรคุณนั้น #ผู้ให้ชอบที่จะเรียกถอนการให้ได้นับแต่วันทราบเหตุเนรคุณ ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 533 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หากผู้รับได้โอนกรรมสิทธิ์ ที่นาพิพาทให้บุคคลอื่นซึ่งได้รับโอนโดยไม่สุจริต ผู้ให้มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมอันเกิดจากการฉ้อฉลนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา237 โดยถือว่าผู้ให้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้และเป็นฝ่ายต้องเสียเปรียบจากการที่ผู้รับผู้เป็นลูกหนี้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่นาพิพาทนั้นไป
#การให้เป็นผลเมื่อผู้ให้ตาย
มาตรา ๕๓๖ การให้อันจะให้เป็นผลต่อเมื่อผู้ให้ตายนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทกฎหมายว่าด้วยมรดกและพินัยกรรม
-เมื่อมีข้อกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินไว้แล้ว ก็หาทำให้กลับกลายเป็นการยกให้ใน ระหว่างมีชีวิตไม่
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1451/2508 ผู้ตายทำพินัยกรรมแสดงเจตนายกทรัพย์ที่มีอยู่และทรัพย์ที่จะเกิดมีในภายหน้าให้บุตรผู้รับพินัยกรรมแต่ผู้เดียว เมื่อผู้ตายตายไปแล้วไม่ให้บุตรคนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก คำสั่งนี้เป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายแล้ว ทั้งผู้ตายได้ทำคำสั่งของตนลงไว้ในเอกสารซึ่งทำเป็นพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ เอกสารดังกล่าวจึงเป็นพินัยกรรมของผู้ตายโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนข้อกำหนดอย่างอื่นที่ให้ผู้รับพินัยกรรมทำเลี้ยงผู้ตายจนตลอดชีวิต หรือให้ใช้หนี้แทนแม้จะเป็นภาระให้กระทำก่อนตายไว้ด้วย เมื่อมีข้อกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินไว้แล้ว ก็หาทำให้กลับกลายเป็นการยกให้ใน ระหว่างมีชีวิตไม่
ติดต่อสอบถาม #ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี #ปรึกษากฎหมายฟรี #ปรึกษาฟรี #ฟรีให้คำปรึกษา #ปัญหากฎหมาย #ทนาย #ทนายความ #ทนายให้คำปรึกษา #ทนายเสือ 0869470356 , 0828807743 หรือต้องการ #ปรึกษาปัญหากฎหมาย #กฎหมาย #ตรวจสอบเอกสาร ได้ที่ #สำนักงาน #สำนักงานกฎหมาย #สำนักงานกฎหมายเจ้าฟ้านิติธรรม #ทนายศาลทหาร #รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
นัดหมายเวลาล่วงหน้าก่อนเข้ามาที่สำนักงานได้ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.30น. ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
-จัดทำเอกสาร ทำสัญญา ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ทำหนังสือทวงถาม
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีแพ่ง คดีอาญา
-ร้องขอจัดการมรดก พินัยกรรม
-ร้องขอรับรองบุตร อำนาจปกครองบุตร ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ฟ้องหย่าแบ่งสินสมรส เรียกค่าเสียหายจากชู้
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีข้อพิพาทสัญญาทางปกครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
-จัดทำเอกสารว่าความต่อสู้คดีในศาลทหาร
#ทนายเสือ 0869470356

 #ความผิดฐานกรรโชก. Offence of Extortion.The  Criminal Code. ประมวลกฎหมายอาญา.       Section 337.- Whoever, compels a pe...
05/02/2026

#ความผิดฐานกรรโชก. Offence of Extortion.
The Criminal Code. ประมวลกฎหมายอาญา.
Section 337.- Whoever, compels a person to give or to agree to give him or the other person a benefit in the nature of being a property by committing an act of violence or by a threat to commit violence against the life body, liberty,reputation or property of the compelled person or a third person,so that the compelled person submnits to the same is said to commit extortion,and shall be punished with imprisonment not exceeding five years and fined not exceeding 100,000 Bath
(1) by threatening to cause death or grievous bodily harm to the compelled person or the other person or to set fire to the property of the compelled person or other person : or
(2)by a person carrying an arm,
The offender shall be punished with imprisonment of 6 months to 7 years and fined of 10,000 to 140,000 Bath.
มาตรา 337 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพ ชื่อเสียหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชกต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย
(1) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ
(2) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 140,000 บาท .
1.“ขู่เข็ญ” หมายถึง การบังคับโดยทำให้กลัว แสดงให้ทราบว่าถ้าไม่ยอมจะมีอันตราย การขู่เข็ญในความผิดฐานกรรโชกกว้างกว่าชิงทรัพย์ เพราะไม่จำต้องทำกับชีวิตร่างกายเท่านั้น อาจขู่ว่าจะทำลายทรัพย์สินก็ได้และไม่จำต้องทำในทันใดนั้นเหมือนชิงทรัพย์ ดังนั้น การขู่ว่าจะทำร้ายในอนาคตหรือจะเผาบ้าน เป็นกรรโชกได้แต่ไม่เป็นชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2527 จำเลยบอกผู้เสียหายว่ามีคนจ้างจำเลยฆ่าผู้เสียหาย แต่ไม่บอกชื่อคนจ้าง พร้อมกันนั้นจำเลยขอเงินผู้เสียหาย ถ้าหากไม่ให้ก็จะไม่รับรองความปลอดภัย ผู้เสียหายตกลงยอมให้และนัดมาเอาเงินในวันรุ่งขึ้น คำพูดของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงินแก่จำเลย อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกแล้วแม้จะใช้คำว่า 'ขอ' และ 'เพื่อบอกชื่อผู้ที่จ้างฆ่า' ก็เป็นเพียงเหตุผลประกอบการข่มขู่เท่านั้น หาทำให้การข่มขู่นั้นกลายเป็นการเรียกร้องเงินเพื่อตอบแทนการบอกชื่อผู้ว่าจ้างฆ่าผู้เสียหายไม่ มาตรา 192 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติว่า ข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด จำเลยยอมรับว่าตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้ไปขอเงินผู้เสียหายและผู้เสียหายยอมตกลงจะให้เงินจำเลยจริงเพียงแต่จำเลยอ้างว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด จำเลยจึงมิได้หลงต่อสู้ในเรื่องเวลาดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดเวลากลางวัน แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเหตุเกิดเวลากลางคืน ศาลก็ลงโทษจำเลยได้ จำเลยข่มขืนใจโดยการข่มขู่จนผู้เสียหายยอมจะให้เงินแก่จำเลยและนัดมารับเงินในวันรุ่งขึ้น ถือได้ว่าการกรรโชกได้สำเร็จแล้วแม้ผู้เสียหายจะยินยอมเพื่อต้องการรู้ตัวผู้จ้างจำเลยและได้นำเจ้าหน้าที่มาคอยจับจำเลยเมื่อมารับเงินในวันรุ่งขึ้น ก็หาทำให้เป็นความผิดฐานพยายามไม่ โจทก์มิได้ฎีกาขอเพิ่มโทษจำเลย ศาลฎีกาจะลงโทษจำเลยหนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามิได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย แต่ศาลฎีกาวางบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้
2.ขู่ว่าจะทำลายทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1484/2549 จำเลยขู่เข็ญให้ผู้เสียหายที่ 1 นำเงินจำนวน 5,500 บาท มามอบให้เป็นค่าไถ่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 และหากไม่นำมาให้จะไม่ได้รับโทรศัพท์คืน จำเลยจะนำไปขายให้แก่บุคคลอื่น เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญคือขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 1 ไป ซึ่งทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวและยินยอมจะนำเงินจำนวน 5,500 บาท ไปให้จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเข้าลักษณะความผิดฐานกรรโชก ตาม ป.อ. มาตรา 337
3. #การขู่โดยไม่มีสิทธิ ขู่เอาทรัพย์โดยอ้างว่าจะจับหรือจะทำให้ติดคุก ซึ่งผู้ถูกขู่มิได้กระทำผิดและผู้ขู่ก็รู้อยู่ เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิเป็นกรรโชก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5096/2540 ครั้งแรก จำเลยและ ถ. ไปบ้านผู้เสียหาย ถ. บอกผู้เสียหายว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยได้ยินคำพูดของ ถ. แต่ก็นิ่งเฉยและมิได้ปฏิเสธเท่ากับจำเลยต้องการให้ผู้เสียหายเชื่อหรือเข้าใจตามที่ ถ. บอก ทั้งจำเลยได้เรียกเงินจำนวน 2,000บาท จากผู้เสียหายมิฉะนั้นจะจับผู้เสียหาย พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานแล้ว ส่วนการเรียกรับเงินครั้งที่สอง แม้จำเลยไม่ได้บอกหรืออ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแต่จำเลยเคยไปหาผู้เสียหายและมีพฤติการณ์แสดงให้ผู้เสียหายเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริง ทั้งผู้เสียหายเคยให้เงินแก่จำเลยเพื่อมิให้ถูกจับมาก่อน การที่จำเลยไปเรียกเงินจากผู้เสียหายอีกโดยขู่ว่าหากไม่ให้จะจับผู้เสียหาย จนผู้เสียหายยอมให้เงินจำนวน 2,000 บาท แก่จำเลยเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น และมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 และ 337
4. #การขู่โดยเชื่อว่าตนมีสิทธิ จะเรียกร้องค่าเสียหายได้ ไม่เป็นกรรโชก กำนันได้พูดกับผู้ที่ยิงคนได้รับบาดเจ็บว่า หากไม่ยอมใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บาดเจ็บ ก็จะส่งไปอำเภอซึ่งจะเสียเงินมากกว่านี้ไม่ใช่คำขู่เข็ญ เป็นการพูดทำนองไกล่เกลี่ยให้เลิกแล้วต่อกัน มิได้ประสงค์จะขู่กรรโชกแต่อย่างใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1942/2514 โคของจำเลยที่ 3 ถูกคนร้ายลักไปฆ่าเอาเนื้อขายให้ผู้เสียหายและพวกการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเรียกร้องเอาเงินค่าโคจากผู้เสียหาย ถ้าไม่ให้จะเอาตำรวจจับตัวมาดำเนินคดีฐานรับของโจร ผู้เสียหายกลัวจะถูกดำเนินคดีจึงยอมรับใช้และให้เงินแก่จำเลยที่ 3 เจ้าของโค ดังนี้ จะถือว่าเป็นการข่มขืนใจโดยขู่เข็ญผู้เสียหายหาได้ไม่ จำเลยยังไม่มีความผิดฐานกรรโชก
5.การขู่ว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1945/2514 จำเลยได้ #ข่มขู่โจทก์ว่าจะเปิดเผยความลับทางการค้าต่อพ่อค้าและท้องตลาดกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการหลบเลี่ยงภาษีของห้างหุ้นส่วนอันจะทำให้ห้างดังกล่าวซึ่งมีโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการได้รับความเสียหายจนโจทก์ยอมจะให้เงินแก่จำเลยตามที่ขู่เข็ญนั้น จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337, 338 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 28
อ้างอิ่งจาก : ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, ประมวลกฎหมายอาญา ฉบับอ้างอิง, พิมพ์ครั้งที่ 22 แก้ไขเพิ่มเติม , สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2551
ติดต่อสอบถาม #ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี #ปรึกษากฎหมายฟรี #ปรึกษาฟรี #ฟรี #ปรึกษา #ปัญหากฎหมาย #ทนาย #ทนายความ #ทนายให้คำปรึกษา #ทนายเสือ 0869470356 , หรือต้องการ #ปรึกษาปัญหากฎหมาย #กฎหมาย #ตรวจสอบเอกสาร ได้ที่ #สำนักงาน #สำนักงานกฎหมาย #สำนักงานกฎหมายเจ้าฟ้านิติธรรม #ทนายศาลทหาร #รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
นัดหมายเวลาล่วงหน้าก่อนเข้ามาที่สำนักงานได้ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.30น. ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
-จัดทำเอกสาร ทำสัญญา ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ทำหนังสือทวงถาม
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีแพ่ง คดีอาญา
ร้องขอจัดการมรดก พินัยกรรม
-ร้องขอรับรองบุตร อำนาจปกครองบุตร ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ฟ้องหย่าแบ่งสินสมรส เรียกค่าเสียหายจากชู้
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีข้อพิพาทสัญญาทางปกครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
-จัดทำเอกสารว่าความต่อสู้คดีในศาลทหาร
#ทนายเสือ 0869470356

 #พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534          มาตรา 4 ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบัง...
04/12/2025

#พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534
มาตรา 4 ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะ หรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1)เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น
(2)ในขณะออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้
(3)ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็ค
(4)ถอนเงินทั้งหมดเหลือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันพึงจะให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้น
(5)ห้ามธนาคารใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตเมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา 5 ความผิดตามมาตรา 4 เป็นความผิดอันยอมความได้
การออกเช็คที่ไม่เป็นความผิดทางอาญา


#การออกเช็คที่เป็นความผิดทางอาญา
#การชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6175/2541 แม้การที่จำเลยทั้งสองเอาเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ การออกเช็คของจำเลยดังกล่าวจะมิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อ ชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อ ไม่มีการชำระเงินตามเช็คที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่าย ย่อมเกิด เป็นหนี้ระหว่างจำเลยทั้งสองกับโจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุ ในเช็คนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 898,900 ซึ่งในกรณีนี้หากจำเลยทั้งสองออกเช็คฉบับใหม่ เพื่อชำระหนี้ ตามเช็คเดิมที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์ดังกล่าว เช็คที่ จำเลยออกในภายหลังนี้ย่อม #ถือได้ว่าเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ได้
#การออกเช็คชำระหนี้ล่วงหน้า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4362/2541 แม้ขณะที่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ หนี้ตามสัญญากู้ยืมสองฉบับยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม #แต่การที่จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายระบุวันที่ล่วงหน้าโดยวันที่สั่งจ่ายที่ลงในเช็คตรงกับวันที่ครบกำหนด #ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมทั้งสองฉบับดังกล่าว #จึงต้องถือว่าจำเลยได้ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม #อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ตามความในพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4แล้ว เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4
#การยอมความโดยขอผ่อนชำระหนี้ต่อหน้าศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5240/2553 ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีข้อความว่า จำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวนเต็มตามฟ้องโดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนจนกว่าจะครบถ้วนให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี หากโจทก์ได้รับชำระครบถ้วนแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องคดีนั้น เป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเท่านั้น และตามข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับไปแล้วเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทำให้หนี้เดิมระงับไปแต่อย่างใด เมื่อจำเลยมิได้ใช้เงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์ และหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นก็ไม่สิ้นผลผูกพันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 คดีจึงไม่เลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
#การแปลงหนี้ใหม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2540 แม้การที่จำเลยออกเช็คนำไปแลกเงินสดจากโจทก์จะมิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายก็ตามแต่การที่จำเลยออกเช็คแล้วนำไปแลกเงินสดจากโจทก์และเช็คดังกล่าวไม่มีการชำระเงินตามที่จำเลยสั่งจ่ายนั้นย่อมเกิดเป็นหนี้ระหว่างจำเลยกับโจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา898,900ซึ่งในกรณีนี้หากจำเลยออกเช็คฉบับใหม่เพื่อชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ดังกล่าวเช็คที่จำเลยออกในภายหลังนี้ย่อมถือว่าเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากใช้เช็คฯมาตรา4ได้เมื่อปรากฎว่าต่อมาโจทก์และจำเลยได้ #แปลงหนี้เดิมซึ่งเป็นหนี้ตามเช็คมาเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำเลยได้ออกเช็คพิพาทชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม #จึงต้องถือว่าจำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริง #และบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินและธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงินจึงถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ.2534มาตรา4
#คดีเช็คเด้งเลิกกัน พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คหรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นหรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดนั้นได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4
อ้างอิ่งจาก:ชนบท ศุภศรี, รู้ทันกลโกงในการใช้เช็ค รู้ทันกลโกงจากผู้ออกเช็ค, พิมพ์ครั้งแรก , บริษัท จัสพริ้นท์ จำกัด, 2557
ติดต่อสอบถาม #ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี #ปรึกษากฎหมายฟรี #ปรึกษาฟรี #ฟรี #ปรึกษา #ปัญหากฎหมาย #ทนาย #ทนายความ #ทนายให้คำปรึกษา #ทนายเสือ 0869470356 , 0828807743 หรือต้องการ #ปรึกษาปัญหากฎหมาย #กฎหมาย #ตรวจสอบเอกสาร ได้ที่ #สำนักงาน #สำนักงานกฎหมาย #สำนักงานกฎหมายเจ้าฟ้านิติธรรม #ทนายศาลทหาร #รับว่าความทั่วราชอาณาจักร. นัดหมายเวลาล่วงหน้าก่อนเข้ามาที่สำนักงานได้ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.30น. ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
-จัดทำเอกสาร ทำสัญญา ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ทำหนังสือทวงถาม
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีแพ่ง คดีอาญา
-ร้องขอจัดการมรดก พินัยกรรม
-ร้องขอรับรองบุตร อำนาจปกครองบุตร ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ฟ้องหย่าแบ่งสินสมรส เรียกค่าเสียหายจากชู้
-ฟ้องร้องต่อสู้คดีข้อพิพาทสัญญาทางปกครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
-จัดทำเอกสารว่าความต่อสู้คดีในศาลทหาร
#ทนายเสือ 0869470356

ที่อยู่

Phuket
83000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายคดีอาญา ยาเสพติด ยักยอก ฉ้อโกง หมิ่นประมาท ภูเก็ตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แนะนำ

แชร์