Justivok Legal House เสียงแห่งความยุติธรรม

 #ใบตราส่ง  ใบตราส่ง คือเอกสารที่ผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งสินค้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานแห่งสัญญา เป็นหลักฐานในการรับมอบสินค้า...
07/07/2026

#ใบตราส่ง
ใบตราส่ง คือเอกสารที่ผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งสินค้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานแห่งสัญญา เป็นหลักฐานในการรับมอบสินค้า และเป็นเอกสารแสดงสิทธิในตัวสินค้า

ประเภทของใบตราส่ง
#ใบตราส่งทางทะเล (Bill of Lading หรือ B/L) สำหรับการขนส่งทางเรือ เป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือได้ (Negotiable B/L) และแบบที่โอนไม่ได้ (Non-Negotiable B/L) การโอนก็กระทำด้วยการสลักหลัง
#ใบตราส่งทางอากาศ (Air Waybill - AWB) สำหรับการขนส่งทางเครื่องบิน แต่ไม่ถือเป็นเอกสารแสดงสิทธิในตัวสินค้าเหมือนใบตราส่งทางทะเล เพียงใช้เป็นเอกสารทางพิธีการศุลกากร และรับและติดตามสินค้า
===============

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3203/2559 ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 #ใบตราส่ง หมายความว่าเอกสารที่ผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งของเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว และผู้ขนส่งรับที่จะส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้มีสิทธิรับของนั้นเมื่อได้รับเวนคืนใบตราส่ง ในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้า ตามคำฟ้องปรากฏตามใบตราส่งว่าสายการเดินเรือเอ็มเอสซี ผู้ขนส่ง เป็นผู้ออกใบตราส่งดังกล่าวโดยระบุว่าจำเลยเป็นผู้ส่งสินค้า โจทก์มิได้เป็นผู้ออกใบตราส่ง ในใบตราส่งยังได้ระบุเลขที่การจองระวางเรือของสายการเดินเรือเอ็มเอสซีว่าเป็นเลขที่ "173IB1107951" ซึ่งตรงกับเลขที่การจองระวางเรือ ในหนังสือยืนยันการจองระวางเรือ (Booking Confirm) ที่โจทก์เป็นผู้จองและโจทก์ส่งหนังสือยืนยันการจองระวางเรือดังกล่าวไปให้จำเลย เมื่อใบตราส่งเป็นเอกสารที่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยออกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของ ใบตราส่งจึงเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าของจำเลยทางทะเลระหว่างสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งกับจำเลยผู้ส่งของ ซึ่งแสดงว่าสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งได้รับสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าของจำเลยผู้ส่งของตามที่ระบุในใบตราส่งดังกล่าวไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบถึงการจองระวางเรือที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบนตามหนังสือยืนยันการจองระวางเรือ และการที่โจทก์ได้ชำระค่าระวางขนส่ง ค่ายกขน ค่าธรรมเนียมใบตราส่งและค่าซีล ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่ง แล้วโจทก์ได้ส่งใบเรียกเก็บเงินที่โจทก์ได้ชำระไปดังกล่าวไปยังจำเลยเพื่อให้จำเลยชำระเงินทดรองจ่ายจำนวน 119,574.64 บาท แก่โจทก์ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวแทนจำเลยผู้ส่งของในการติดต่อทำสัญญารับขนของทางทะเลกับสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งโดยดำเนินการจองระวางเรือให้แก่จำเลยและได้ทดรองจ่ายค่าระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งแทนจำเลยไปก่อน ดังนี้ หนังสือยืนยันการจองระวางเรือจึงมิใช่หลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลที่จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบน ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย โจทก์ย่อมเป็นเพียงตัวแทนในการไปติดต่อว่าจ้างสายการเดินเรือเอ็มเอสซีให้ขนส่งสินค้าของจำเลยจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบน ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย เท่านั้น มิใช่ผู้ขนส่งแต่อย่างใด
การที่โจทก์ชำระค่าระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งเป็นการทดรองจ่ายเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปแทนจำเลยผู้ส่งของ แม้เงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยและเรียกเก็บเงินนั้นจากจำเลยจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ประเภทค่าขนส่ง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 1 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยผู้ส่งของในการติดต่อสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าของจำเลยกลายเป็นผู้ขนส่งไปด้วย โจทก์ยังคงอยู่ในฐานะตัวแทนของจำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2471/2559 ใบตราส่งที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศจัดทำขึ้นนอกราชอาณาจักรไม่อยู่ในบังคับต้องปิดอากรแสตมป์ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118
ใบตราส่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้ที่ต้องได้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า โดยมิได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำการในฐานะตัวแทนของ ย. ในใบตราส่งนั้นด้วย เมื่อมีเงื่อนไขการขนส่งแบบ ซีวาย/ซีวาย ข้อความดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องแจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบและส่งมอบสินค้าให้แก่เจ้าหน้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย และเมื่อตู้สินค้าถูกขนส่งถึงท่าปลายทาง โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งจะต้องส่งมอบตู้สินค้าทั้งตู้แก่จำเลยในฐานะผู้รับตราส่งเพื่อนำไปเปิดที่โกดังของตนเอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ว่าสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ปฏิเสธที่จะไม่รับสินค้า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยยอมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ตามข้อกำหนดของใบตราส่งโดยเงื่อนไขของ ซีวาย ตัวหลังแล้ว เมื่อโจทก์ขนส่งสินค้ามาส่งมอบให้จำเลยและจำเลยยอมรับหน้าที่ตามใบตราส่งแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่รับตู้สินค้าและส่งคืนตู้สินค้าดังกล่าว แต่จำเลยหาได้ทำหน้าที่ของตนกลับมีหนังสือแจ้งขอเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งและไม่ได้ดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อส่งมอบตู้สินค้าแก่ ย. และนำตู้สินค้ามาคืนโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ได้

 #เจตนาโดยพลาด     เป็นเจตนาที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ซึ่งผู้กระทำเจตนากระทำกับบุคคลหนึ่ง แต่ผลไปเกิดกับบุคคลหนึ่ง ผู้กร...
03/07/2026

#เจตนาโดยพลาด
เป็นเจตนาที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ซึ่งผู้กระทำเจตนากระทำกับบุคคลหนึ่ง แต่ผลไปเกิดกับบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำไม่ได้มีเจตนาให้ผลเกิดกับบุคคลนั้นตั้งแต่แรก

หลักสำคัญ ดังนี้
1.มีผู้ถูกกระทำตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป
2.ผู้กระทำเจตนากระทำ ดังนั้นกระทำโดยประมาท จึงไม่มี “พลาด”
3.ต้องเป็นเจตนาประเภทเดียวกัน คือคนต่อคน ทรัพย์ต่อทรัพย์ เช่นเจตนายิงนาย ก แต่ไปถูกนาย ข หรือ เจตนายิงรถนาย ก แต่พลาดไปถูกรถนาย ข เป็น “กระทำโดยพลาด” แต่ถ้า เจตนายิงนาย ก แต่ไปถูกรถนาย ข กรณีนี้ไม่ถือว่า “พลาด” เพราะเจตนาต่อบุคคล แต่ผลไปเกิดกับทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8310/2549 จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงสวนมาทาง ส. กับพวก แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกนักศึกษาหญิงหลายคนได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 60 อันเป็นความผิดต่อผลของ #การกระทำโดยพลาด ที่เกิดแก่นักศึกษาหญิงผู้เสียหายทุกคนและมีความผิดตามมาตรา 288, 80 อันเป็นผลของการกระทำที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิง ส. กับพวกด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2277/2554 จำเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณบ้านผู้เสียหายทั้งสองและใช้ก้อนหินขว้างผู้เสียหายทั้งสอง ก้อนหิน ไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสองแต่เป็นเหตุให้กระเบื้องหลังคาแตก 2 แผ่น ซึ่งเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองและฐานบุกรุกเคหสถานตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เพียงก้อนหินที่ขว้างไปถูกกระเบื้องหลังคา แสดงว่าเป็นเพราะพลาดไปถูกหลังคา มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ด้วย จะถือเอาเจตนาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจตนาทำให้เสียทรัพย์โดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา 60 ด้วยไม่ได้เพราะเจตนาทำร้ายผู้อื่นเป็นเจตนาคนละประเภทกับเจตนาทำให้เสียทรัพย์อีกทั้งกรรมของการกระทำก็ต่างกัน #จึงถือว่าเป็นการกระทำโดยพลาดมิได้ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจจะกระทำโดยประมาท แต่การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดอาญา

มาตรา ๖๐ ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำ ต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำ เกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำ โดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้าย จากการกระทำ นั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของบุคคล หรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ กับบุคคลที่ได้รับผลร้าย มิให้นำ กฎหมายนั้น มาใช้ บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำ ให้หนักขึ้น

#กระทำโดยพลาด
#เจตนาย่อมเล็งเห็นผล

 #การซื้อขายที่ดินซึ่งอยู่ในกำหนดเวลาห้ามโอน          การซื้อขายที่ดินที่กำหนดเวลาห้ามโอน เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เ...
02/07/2026

#การซื้อขายที่ดินซึ่งอยู่ในกำหนดเวลาห้ามโอน
การซื้อขายที่ดินที่กำหนดเวลาห้ามโอน เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งด้วยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ

#ที่ดินที่กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ เพื่อป้องกันการโต้แย้งสิทธิในภายหลัง อาจเป็นการออกมาจากที่ดินมือเปล่า หรือที่ดินอยู่ใกล้แนวเขตป่าที่มีแนวเขตไม่แน่นอน เช่น นาย ก ครอบครองที่ดินมือเปล่า ได้ยื่นขอออกโฉนดจนออกสำเร็จ แต่มีข้อกำหนดห้ามโอนภายในระยะเวลา 10 ปี โดยการสลักหลังตัวแดงไว้ด้านหลังโฉนดว่า “ห้ามโอนภายในเวลา 10 ปี”
=====================
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6399/2551 โจทก์ทราบดีมาแต่แรกว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น มีข้อกำหนดห้ามโอน 10 ปี แต่โจทก์ก็ยอมตนเข้าผูกพันทำสัญญาดังกล่าว ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การที่โจทก์ชำระเงินมัดจำไป 400,000 บาท จึงเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ลักษณะ 4 ว่าด้วยลาภมิควรได้ มาตรา 411 บัญญัติว่า บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ โจทก์จึงไม่อาจเรียกเงินมัดจำ 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคืนจากจำเลย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8887/2563 ย. ตกลงขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้พันเอก พ. เมื่อปี 2519 ต่อมาปี 2520 เมื่อมีการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เนื่องจากติดข้อกำหนดที่ห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน ย. และพันเอก พ. จึงทำสัญญาจำนองโดยไม่มีการกู้ยืมเงินจริง แต่ทำเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่ยังไม่อาจโอนสิทธิในที่ดินได้เพราะมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ สัญญาจำนองจึงเป็นนิติกรรมอำพราง ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เมื่อสัญญาจำนองเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยได้
การทำสัญญาการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามกฎหมาย เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น การที่ ย. ทำสัญญาการซื้อขายและมอบให้พันเอก พ. ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พันเอก พ. ก็หาได้สิทธิครอบครองตามกฎหมายไม่เพราะอยู่ในกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นระยะเวลาห้ามโอนคือวันที่ 24 สิงหาคม 2530 พันเอก พ. และทายาทครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างต่อเนื่องและเป็นผู้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2528 ถึง พ.ศ.2559 โดยไม่ปรากฏว่า ย. หรือทายาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ย. หรือทายาทได้สละการครอบครองที่พิพาทให้แก่พันเอก พ. แล้ว ย่อมถือว่าพันเอก พ. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนต่อแต่นั้นมา พันเอก พ. ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ.มาตรา 1367 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มา

 #หมั้น        การหมั้นเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ที่ฝ่ายผู้หมั้นได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่ผู้รับหมั้น เพื่อ...
01/07/2026

#หมั้น
การหมั้นเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ที่ฝ่ายผู้หมั้นได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่ผู้รับหมั้น เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับผู้รับหมั้นนั้น
เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้รับหมั้น

การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ ถ้าได้มีข้อตกลงกันไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับในเมื่อผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ถ้าสัญญาหมั้นเลิกกันก่อนสมรส จะมีผลต่อคู่หมั้นอย่างไร ในแต่ละกรณีคือ
1.คู่หมั้นตกลงเลิกสัญญาหมั้นกันด้วยความสมัครใจทั้งสองฝ่าย มีผลทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามหลักการสุจริตในการเลิกสัญญา ฝ่ายใดได้รับอะไรไว้ก็ต้องคืนให้อีกฝ่าย แต่ละฝ่ายไม่สามารถเรียกร้องค่าทดแทนอะไรได้อีก
2.คู่หมั่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย ทำให้สัญญาหมั้นสิ้นสุดลง อีกฝ่ายจะเรียกร้องค่าทดแทนไม่ได้ ส่วนของหมั้นนั้นไม่ว่าผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้นตาย ผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายผู้หมั้น
3.ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้นหรือผู้หมั้น ทำให้อีกฝ่ายไม่สมควรสมรสกับคู่หมั้นของตน ฝ่ายนั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และ
ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้น ให้ผู้รับหมั้นคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น
ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้หมั้น ผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น
==================
คำพิพากษาฎีกาที่ 5973/2533 การที่โจทก์หมั้นและแต่งงานตามประเพณีกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมต้องการอยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแม้จะไม่ปรากฏว่าได้พูดกันถึงเรื่องการจดทะเบียนสมรสก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 อยู่กับโจทก์เพียงคืนเดียว โดยโจทก์ไม่ได้ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 อ้างว่าเหนื่อยขอผัดเป็นวันรุ่งขึ้นครั้นวันรุ่งขึ้นโจทก์ต้องช่วยนำสิ่งของที่ใช้ในงานแต่งงานส่งคืนเจ้าของ ไม่มีเวลาว่าง จึงให้จำเลยที่ 1 นำชุดสากลไปคืนที่ร้านในเมือง จำเลยที่ 1 ออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาอยู่กินกับโจทก์อีกโดยไม่ปรากฏสาเหตุโจทก์ได้ออกตามหาตลอดมา แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 เคยแสดงท่าทีไม่อยากกลับไปแต่งงานกับโจทก์พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 หลบหนีไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์และไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ไม่นำพาต่อการจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1จำเลยทั้งสามจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ต้องคืนของหมั้นและสินสอดแก่โจทก์

คำพิพากษาฎีกาที่ 3731/2533 โจทก์ได้หญิงรับใช้ในบ้านโจทก์เป็นภริยามาเป็นเวลานาน ถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอยู่ จึงมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่โจทก์ทำให้จำเลยซึ่งเป็นคู่หมั้น ของโจทก์ไม่สมควรสมรสกับโจทก์ จำเลยมิใช่เป็นฝ่ายผิด สัญญาหมั้น จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้นให้แก่โจทก์

#ถอนหมั้น
#ของหมั้น

 #หนี้ไม่สมบูรณ์===================== #คำพิพากษาศาลฎีกา 8076/2556 แม้สัญญากู้ระบุจำนวนเงิน 700,000 บาท ตามความประสงค์เดิ...
29/06/2026

#หนี้ไม่สมบูรณ์
=====================
#คำพิพากษาศาลฎีกา 8076/2556 แม้สัญญากู้ระบุจำนวนเงิน 700,000 บาท ตามความประสงค์เดิมของคู่สัญญาที่จะกู้เงินกัน แต่โจทก์ผู้ให้กู้นำเงินมาได้เพียง 430,000 บาท ส่วนที่ขาดอยู่จะนำมาให้ในภายหลัง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ โจทก์จึงมิได้นำเงินกู้ในส่วนที่ขาดอยู่มามอบให้จนครบ ย่อมเป็นเพียงการทำให้จำนวนหนี้ในสัญญากู้ยืมเงินไม่สมบูรณ์ หาใช่ทำให้เป็นสัญญาปลอมไม่ โจทก์ย่อมอาศัยสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันมาฟ้องร้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ยืมที่แท้จริงจำนวน 430,000 บาท และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ได้
=====================
#ป.พ.พ.มาตรา ๖๕๓ การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

 #การส่งมอบเงินที่ยืม        สัญญากู้ยืมเงินจะบริบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อส่งมอบเงินที่ยืมให้ผู้ยืมแล้ว ไม่ว่าจะส่งมอบให้ผู้ยืม...
28/06/2026

#การส่งมอบเงินที่ยืม
สัญญากู้ยืมเงินจะบริบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อส่งมอบเงินที่ยืมให้ผู้ยืมแล้ว ไม่ว่าจะส่งมอบให้ผู้ยืมโดยตรง หรือส่งมอบทางอ้อมหรือโดยปริยาย
========
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2505 โจทก์จำเลยคิดบัญชีหนี้เดิมกัน แล้วจำเลยทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้แทนการจ่ายเงินที่เป็นหนี้กันเช่นนี้ ถือได้ว่า มีการส่งมอบเงินที่กู้ยืมกันเป็นการบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 แล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7275/2546 เดิม น. และจำเลยได้กู้ยืมเงิน ส. น้องโจทก์จำนวน 150,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันให้โจทก์นำเงินกู้ยืมตามฟ้องไปชดใช้หนี้แก่ ส. โดยจำเลยยอมกู้ยืมเงินจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้จำนวน183,300 บาท แก่โจทก์แม้ในวันที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดิน โจทก์จะไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ที่จำเลยมีต่อ ส. แทนจำเลยไป และจำเลยยอมทำสัญญาจำนองที่ดินแทนถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมให้แก่จำเลยแล้ว การกู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมบริบูรณ์ใช้บังคับระหว่างกันได้

#กู้ยืมเงิน
#กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
#ป.พ.พ.มาตรา ๖๕๐ อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีก าหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณ เช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น
สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม

 #ผู้ทรงองค์ประกอบของการเป็นผู้ทรง1.ผู้มีตั๋วไว้ในครอบครอง ต้องเป็นการครอบครอบโดยเจนายึดถือเพื่อตน (ครอบครองทรัพย์) แต่ถ...
28/06/2026

#ผู้ทรง

องค์ประกอบของการเป็นผู้ทรง
1.ผู้มีตั๋วไว้ในครอบครอง ต้องเป็นการครอบครอบโดยเจนายึดถือเพื่อตน (ครอบครองทรัพย์) แต่ถ้าเป็นตั๋วผู้ถือเพียงเป็นผู้ครอบครองก็เป็นผู้ทรง
2.ครอบครองในฐานเป็นผู้รับเงินหรือผู้รับสลักหลัง ใช้สำหรับตั๋วระบุชื่อเท่านั้น เพราะตั๋วผู้ถือเพียงครอบครองก็เป็นผู้ทรงแล้ว (เช็คที่สั่งจ่ายระบุชื่อและมีคำว่าหรือผู้ถือด้วย ชื่อที่ระบุไม่ใช่ผู้รับเงิน แต่เป็นผู้ทรงเพราะเป็นเช็คผู้ถือ ถือเป็นเช็คผู้ถือ) ส่วนผู้รับสลักหลัง คือผู้รับสลักหลังตั๋วระบุชื่อ อาจเป็นสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังลอยก็ได้
=====================
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2531 โจทก์มอบเงินแก่จำเลยจำนวนหนึ่งแล้วจำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ และโจทก์ได้สลักหลังมอบให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตกลงกันให้จำเลยนำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวมาหักหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ที่โจทก์ค้างชำระ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ซื้อหลักทรัพย์ให้โจทก์ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยรับไว้ จึงปราศจากมูลหนี้ที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลย จำเลยจึงไม่เป็นผู้ทรง และมีตั๋วสัญญาใช้เงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงินคงเป็น เพียงผู้ยึดถือตั๋วสัญญาใช้เงินไว้แทนโจทก์เท่านั้น โจทก์ยังคงเป็น ผู้ทรงและมีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจากจำเลยผู้สั่งจ่ายได้ ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 4 พฤษภาคม 2523 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2525 ยังไม่พ้นเวลา 3 ปี นับแต่วันตั๋วเงินถึงกำหนดใช้เงิน ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001

#ผู้ทรงตั๋ว
#ตั๋วแลกเงิน
#ตั๋วสัญญาใช้เงิน
#เช็ค

 #การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท          ถ้าการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความนั้น ได้กระทำโดยส...
24/06/2026

#การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท

ถ้าการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความนั้น ได้กระทำโดยสุจริต เชื่อว่าเป็นความจริงดังที่ตนเข้าใจ มีการวิจารณ์ วิเคราะห์ข้อมูล หรือประเมิน โดยมีข้อเท็จจริงเป็นฐานรองรับ ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ หรือคิดขึ้นเอง เชื่อเอง โดยไม่มีมูล หรือแสดงความเห็นในเชิงเสียดสี มีเจตนากลั่นแกล้ง หรือวิจารณ์ให้เสียหาย โดยใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ ทำให้เกิดอารมย์เกลียดชัง และได้กระทำไปเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตน ตามคลองธรรม หรือในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชน ย่อมกระทำ หรือ ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำ เนินการอันเปิดเผยใน ศาลหรือในการประชุม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๒๐/๒๕๖๐ การที่จำเลยมีหนังสือกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่นั้นจำเลยกระทำไปเพื่อปกป้องประโยชน์ของสหกรณ์เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามครองธรรมและเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ.มาตรา ๓๒๙(๑) และ (๓)

#หมิ่นประมาท
#แสดงความคิดเห็น
#โดยสุจริต
#กฎหมายอาญา

 #สัญญาต้องเป็นสัญญา
24/06/2026

#สัญญาต้องเป็นสัญญา

 #ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน          หากผู้โอนไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่โอนแล้ว ผู้รับโอนก็ย่อมไม่ได้สิทธิในทรัพย์สิ...
23/06/2026

#ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
หากผู้โอนไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่โอนแล้ว ผู้รับโอนก็ย่อมไม่ได้สิทธิในทรัพย์สินที่รับโอนนั้นเช่นกัน เพราะคนเราไม่อาจให้ในสิ่งที่ตนไม่มีแก่ผู้อื่นได้ สิทธิของผู้โอนมีอยู่แค่ไหน ก็โอนไปได้เท่าที่ตนมี หากไม่มีอะไรเลย ผู้รับโอนก็ไม่ได้อะไรเลย เป็นหลักคุ้มครองเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง (มีข้อยกเว้นบางประการเพื่อคุ้มครองผู้รับโอนโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียน (อสังหาริมทรัพย์))
===================================
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8816/2563 จำเลยรับซื้อทองคำของโจทก์โดยไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ แม้จะไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร แต่เมื่อทองคำที่จำเลยรับซื้อไว้เป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์เพราะ #ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ติดตามเอาคืนได้ และแม้ห้างขายทองของจำเลยจะอยู่ในชุมชนการค้า แต่จำเลยมิได้ซื้อทองจากร้านค้า เพราะซื้อจาก ว. ที่นำมาขาย ถือไม่ได้ว่าซื้อทองคำในท้องตลาด จำเลยต้องคืนทองคำแก่โจทก์

#ซื้อขายกฎหมายแพ่ง
#หลักสุจริต

ที่อยู่

ถ. เยาวราช ต. ตลาดใหญ่ อ. เมือง
Nakhon Si Thammarat
83000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30
เสาร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+66935795595

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Justivok Legal Houseผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท