ทนายแบ๋ม บุนยนุช

ทนายแบ๋ม บุนยนุช รับปรึกษากฎหมาย ว่าความ แก้ต่าง สู้คดี
ทั่วราชอาณาจักร มีใบอนุญาตว่าความ
(เราเน้นทำคดี ไม่เน้นสร้างภาพ)

06/08/2026

น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ
7 สิงหาคม วันรพี

01/08/2026
เอาจริงๆแล้ว อาชีพข้าราชการก็ดีแบบนี้นี่เอง คนส่วนมากถึงอยากเป็น...ไม่ว่าจะข้าราชการส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น ตลอดจนข้าราชกา...
20/07/2026

เอาจริงๆแล้ว อาชีพข้าราชการก็ดีแบบนี้นี่เอง คนส่วนมากถึงอยากเป็น...ไม่ว่าจะข้าราชการส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น ตลอดจนข้าราชการส่วนองค์กรอิสระ
เพราะนอกจากมีรายได้ต่อเดือนที่มั่นคง สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล
(อันนี้พูดในแง่มุมที่ยังไม่มีกฎหมายเปลี่ยนแปลงสิทธิของเหล่าข้าราชการทั้งหลายนะ)

เข้าประเด็นคำถาม คือ พวกเงินเเดือน ค่าจ้าง เงินสงเคราะห์ บำนาญ บำเหน็จ ของข้าราชการ สามารถอายัดได้ไหม

** ขอแยกย่อยมาที่ "เงินเดือนข้าราชการ" จะอายัดได้เฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูของบุตร หรือค่าเลี้ยงชีพสามีหรือภรรยา ตามพรบ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ถ้าเป็นหนี้อื่นๆนอกเหนือไปจากนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่สามารถไปอายัดเงินเดือนได้

** ส่วนกรณีที่ลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการไปกู้หนี้ ยืมสิน ใดๆ แล้วเจ้าหนี้ไปฟ้องจนได้คำพิพากษามาแล้ว เจ้าหนี้จะไปดำเนินการ อายัด ค่าจ้าง เงินเดือน เงินสงเคราะห์ บำนาญ บำเหน็จไม่ได้ เพราะในส่วนนี้ถูกกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่า พวกเงินเเดือนค่าจ้าง บำนาญ เหน็จ เบี้ยหวัดหรือรายได้อื่นๆในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างหน่วยราชการ และ เงินสงเคราะห์ บำเหน็จ ที่หน่วยงานราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (เรื่องเงินสงเคราะห์ บำเหน็จตกทอดแก่ผู้มีสิทธิได้รับ เป็นเงินที่ได้รับหลังจากลูกหนี้ตาย จึงไม่ใช่มรดก เจ้าหนี้เลยอายัดไม่ได้)

**ฉะนั้น เจ้าหนี้ต้องขอปรึกษาทนายความ หรือผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย ,ผู้รู้ในการตั้งเรื่องบังคับคดี เพื่อดำเนินการสืบทรัพย์ไปหายึดหรืออายัดทรัพย์อื่นๆ ต่อไป

***ปล.ทนายทำภาพโปสเตอร์จาก AI เพื่อประกอบบทความโดยใช้รูปจริงของทนาย ส่วนข้อความทนายสรุปมาจากหลักกฎหมายและจากข้อมุลของกรมบังคับคดี:สาระน่ารู้ด้านการบังคับคดีแพ่ง'***

#ทนายแบ๋มพิษณุโลก #ทนายแบ๋มบุนยนุช
⚖️😙 ทนายแบ๋มรับงานทุกวันนะ
#ทนายมีใบอนุญาตว่าความค่ะ
#สืบทรัพย์ #รับเขียนอุทธรณ์
#บังคับคดี #หาทนายพิษณุโลก
#หาทนายว่าความ #ต้องการทนายความในพิษณุโลก
#ทนายโซนภาคเหนือ #จ้างทนายความ
#รับให้คำปรึกษา #คดีกองทุน #คดีเยาวชน
#ร้องครอบครองปรปักษ์ #คดียักยอก #คดีฉ้อโกง #คดีทำร้ายร่างกาย #ฟ้องบังคับจำนอง #ฟ้องที่เกี่ยวกับที่ดิน #คดีหมิ่นประมาท #คดีข่มขืน #ฟ้องหย่า #ฟ้องชู้ #คดีเมาแล้วขับ #คดีกู้ยืมเงิน
#ให้คำปรึกษา #หาทางแก้ไข #หาแนวทางป้องกัน
-------------------------------------------------------------
⚠️⚠️⚠️ต้องการทนายทักแชทเพจ ฝากข้อเท็จจริงไว้ก่อนโทร 094-7785254
(ไม่รับสายเบอร์ที่ไม่ได้ติดต่อไว้) #ทนายแบ๋ม
#ห้ามแชร์ก่อนได้รับอนุญาต #ห้ามเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต⚠️⚠️⚠️ ดูน้อยลง

14/07/2026

ไทยอาจมีโอกาสได้นายกฯ
มาจากขบวนการสวมสัญชาติ
เมื่อเด็กจีนกลายเป็นคนไทยผ่าน ‘พ่อทิพย์’
คนไทยคงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกแล้วว่า ‘เราไม่มีเทา’ และเป็นดินแดนที่ขาวสะอาด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณี ‘พ่อทิพย์’ ที่ใช้คนไทยไปสวมบทบาทเป็นพ่อของลูกชาวจีน แน่นอนว่าไม่ใช่วิธีปกติและเป็นธรรมชาติ ที่จะทำให้ใครคนหนึ่งได้สัญชาติของประเทศนั้นๆ มาอย่างถูกกฎหมาย
การกระทำเช่นนี้ของชาวจีนที่ระดมสรรพกำลัง จ่ายหนักเพื่อจ้างนายหน้า ทำกันเป็นขบวนการร่วมกับพนักงานเขต โรงพยาบาล ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือการที่ลูกของตนเองได้สัญชาตินั้น จึงมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่แค่ต้องการสัญชาติไทย แต่อาจหวังใช้เด็กเป็นนอมินีอำพรางเงินสีเทาที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย และโอกาสในการสร้างฐานะในประเทศนี้
แต่เรื่องนี้หยุดอยู่แค่การสร้างฐานะเท่านั้นหรือ ยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆ หรือผลประโยชน์อื่นใดที่พ่อแม่ชาวจีนจะได้รับเพิ่มเติมจากการที่ลูกของตนเองได้สัญชาติไทยอีกหรือเปล่า
The Momentum พูดคุยกับ ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา เจ้าของหนังสือ จีนเทา จีนใหม่ไทยแลนด์ และ ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการคณะทำงาน DOPA N.I.C.E.​ (คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน) ตั้งแต่คำถามที่ว่า ทำไมชาวจีนต้องเลือกทำแบบนี้ที่ไทย ทำกันอย่างไร ไปจนถึงพวกเขาจะได้อะไรบ้างเมื่อกระบวนการสวมสัญชาติลุล่วง
• ทำไมต้องเป็นประเทศไทย?
การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในประเทศไทยนั้น มีให้เห็นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ก่อนมีการสถาปนาอาณาจักรอยุธยาเสียอีก ซึ่งในครั้งนั้นเป็นการเข้ามาทำการค้า ขณะที่ต่อมาเป็นการอพยพหนีความยากจนที่เกิดจากความไม่สงบในประเทศจีนช่วงศตวรรษที่ 19-20 ที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ นำมาสู่การเกิดขึ้นของ ‘Chinatown’ ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย
แต่ปัจจุบันจีนไม่ได้เป็นประเทศที่ยากจนเหมือนแต่ก่อน ทางการประกาศกร้าวว่ามีคนจีนเกือบ 800 ล้านคน มีฐานะทางการเงินหลุดพ้นจากเส้นความยากจนรุนแรง การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยในปัจจุบัน จึงไม่ได้เข้ามาเพื่อความอยู่รอด แต่เป็นการเข้ามาหาโอกาสถือครองทรัพย์สิน การศึกษา สิทธิ และการหาพื้นที่ลงหลักปักฐานระยะยาว
ชาดาให้ข้อมูลว่า แม้ประเทศจีนจะมีความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา ทำให้ชาวจีนมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น กระนั้นในพื้นที่ห่างไกลเมืองหลวงยังคงมีข้อจำกัดที่หลากหลาย เช่น ชาวจีนไม่สามารถถือครองที่ดินได้ และยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในขณะที่ประเทศไทย หากมีเงินก็มีโอกาสที่จะครอบครองที่ดิน ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพในราคาถูกกว่าจีน และยังมี ‘อิสระ’ มากกว่า จึงเป็นโอกาสที่ชาวจีนจะใช้ไทยเป็นจุดหมายในการขยับฐานะของชีวิตมากขึ้น
“ในเรื่องที่ดิน ชาวจีนถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ 70 ปีก็จริง แต่หากรัฐบาลอยากจะเวนคืน เขาก็ขัดขืนไม่ได้
“ขณะเดียวกัน ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ เขาคงไม่เดินทางมาที่ไทยหรอก เพราะเมืองของเขาเจริญกว่าที่นี่ จะเป็นปัญหาก็แต่เมืองที่อยู่ในพื้นที่ชนบท ที่เข้าไม่ถึงโอกาสเท่ากับคนในเมืองใหญ่ๆ เราเคยถามคนในเมืองเล็กๆ เรื่องรายได้ เขาบอกว่าต่อปียังได้ไม่ถึง 5,000 หยวน (ประมาณ 2.4 หมื่นบาท) ขนาดเป็นผู้บริหารยังได้แค่ 7,000 หยวน (ประมาณ 3.4 หมื่นบาท) แล้วกลุ่มชาวบ้านเขาจะได้เงินเดือนกันเท่าไร
“การศึกษาของเขาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สูง บางคนได้เข้าเรียนอย่างมากก็ ม.6 ซึ่งอาจจะทำให้สอบเกาเข่าไม่ได้ หรือบางคนแย่หน่อยได้เรียนถึงแค่ ม.3 เพราะว่าเรียนต่อไม่ได้ เนื่องจากเกรดไม่ถึง ฉะนั้นคนกลุ่มนี้จึงมุ่งมั่นมองหาประเทศที่จะให้โอกาสกับเขาได้มากที่สุด ซึ่งก็คือประเทศไทย”
นอกจากการมองหาโอกาสทางการศึกษา โอกาสในการลงทุนก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ชาวจีนมุ่งหมายจะทำในประเทศไทย สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมให้พลเมืองออกไปลงทุนในต่างประเทศหรือ ‘Go Out Policy’ ขณะที่ประเทศไทยมีนโยบายที่สนับสนุนให้เกิดการลงทุนของชาวต่างชาติ นี่จึงเป็นโอกาสที่ชาวจีนจะได้ออกมาสร้างฐานะของตนเองในพื้นที่ใหม่ๆ
“ปัจจุบัน ในส่วนของการเป็นที่ตั้งของโรงงานของโลก ประเทศจีนเขาไม่เป็นแล้ว เนื่องจากปัญหาเรื่องมลพิษ คนในเมืองใหญ่ๆ ของจีนมักจะบ่นกันว่า ทำไมพวกเขาต้องมารับมลพิษจากโรงงาน สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือนโยบาย Go Out Policy ถ้าอย่างนั้นก็ให้ชาวจีนไปลงทุนในต่างประเทศสิ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ไหนในกลุ่มนี้ ประเทศไหนซัพพอร์ตประเทศจีนได้ทุกอย่าง ก็ต้องเป็นไทย อีกอย่างคือเขามองว่าคนไทยมีสิทธิต่างๆ เยอะ มีอิสระมากกว่าคนจีน อย่างน้อยคือมีการเลือกตั้ง”
เมื่อต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ที่ไม่ใช่แค่เพื่อการท่องเที่ยว แต่ต้องการทำธุรกิจและกอบโกยผลประโยชน์ในระหว่างที่อยู่ในประเทศนี้ ชาวจีนจำนวนหนึ่งจึงเลือกที่จะเข้ามาอยู่โดยอาศัยวิธีการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ในการทำธุรกิจ จ้างผู้หญิงชาวไทยมาจดทะเบียนสมรสปลอม การสวมตัวตนเป็นบุคคลอื่นๆ จ้างอุ้มบุญ กระทั่งมาถึงกรณี ‘พ่อทิพย์’ ที่ให้นายหน้าตามหาผู้ชายไทยมาจดทะเบียนว่าเป็นพ่อของเด็ก ที่มีพ่อและแม่เป็นชาวจีน เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสที่พ่อแม่ตัวจริงจะใช้เด็กเป็นนอมินีในการอำพรางธุรกิจและทรัพย์สินผิดกฎหมาย และทำให้เด็กได้รับสวัสดิการในฐานะพลเมืองไทย
“สิ่งที่เป็นปัญหาตอนนี้ คงเป็นเรื่องการมองหาโอกาส โอกาสครอบครอง โอกาสเป็นเจ้าของที่ดิน ด้วยกิเลสของมนุษย์ ตัวชาวจีนเองก็คงอยากเป็นเจ้าของโรงงาน อยากเป็นเจ้าของที่ดิน เขามองว่าการได้เป็นคนไทยมันมีสิทธิ ดังนั้นจะรอกี่ปี อีก 20 ปี ให้ลูกของเขาโตเขาก็รอได้ ซึ่งระหว่างที่เขาเติบโต พ่อแม่ก็อาจจะจดทะเบียนนิติบุคคล มีสิทธิต่างๆ แล้วให้เด็กสวมเป็นเจ้าของ บางทีเราก็รู้สึกตกใจว่า ทำไมเด็กคนหนึ่งถึงมีทรัพย์สินเยอะ ทั้งที่อายุยังไม่ถึง 20 เลย”
• ทำไมชาวจีนต้องใช้วิธีการนี้
ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ที่มีส่วนร่วมในการเข้าปราบปรามขบวนการ ‘พ่อทิพย์’ เปิดเผยว่า วิธีการที่พ่อแม่ชาวจีนใช้คือการติดต่อนายหน้า ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งชาวไทยหรือชาวจีนผ่านกลุ่มแชต โดยชาวจีนสามารถส่งข้อความเพื่อขอรับบริการ เช่น อยากเปิดบริษัทในประเทศไทย หรือต้องการทำคลอดในประเทศไทย จากนั้นจะมีนายหน้าที่รับทำติดต่อกลับ
“เท่าที่ผมทราบ มีอยู่ชื่อหนึ่งที่ผมรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ยังหาหลักฐานสืบไปไม่ถึงตัวเขา คนนี้เป็นคนจีนที่อยู่ในประเทศไทย แล้วก็คอยรับงานทำนองนี้จากแชตที่ว่า พอรับงานมาแล้ว ก็จะมีนายหน้าแถวที่ 2 แถวที่ 3 มารับงานต่อจากนายหน้าคนแรก”
“หลังจากนั้น เขาจะปั้นเด็กมาตั้งแต่คลอดเลย ให้เด็กมาเกิดที่โรงพยาบาลในไทย แล้วก็ใช้พ่อคนไทยที่ถูกจ้างมารับรองว่าเป็นพ่อของเด็ก ทางโรงพยาบาลก็จะอำนวยความสะดวกในการออกใบรับรองการเกิดให้ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยกันเพื่อให้เด็กมีสถานะทางทะเบียนว่ามีพ่อเป็นคนไทย”
ทั้งนี้ การใช้ ‘นอมินี’ ชาวไทยมาเป็นกรรมการบริษัทหรือถือหุ้นธุรกิจ โดยที่ผู้รับผลประโยชน์ตัวจริงคือชาวจีนนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และมีหลายกรณีที่พบว่า เข้าข่ายว่าธุรกิจของชาวจีนจะใช้นอมินี กระนั้นการใช้นอมินีชาวไทยเริ่มมีความเสี่ยงต่อชาวจีน เนื่องจากชาวไทยบางกลุ่มเมื่อมีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นแล้ว จะยอมหักสัญญากับชาวจีน และฮุบธุรกิจเป็นของตัวเองแทน
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่โมเมขึ้นมา เพราะมีหนึ่งในชาวจีนที่ถูกจับกุมจากขบวนการพ่อทิพย์เปิดเผยถึงเหตุผลว่าทำไมจึงต้องนำลูกของตนมาสวมบทลูกของคนไทย โดยระบุว่า “ใช้นอมินีคนไทยแล้ว แต่เจอไทยหลอกซ้ำ จึงไม่เอาแล้ว ขอเอาลูกของตัวเองเป็นนอมินีแทนดีกว่า”
ที่น่าสนใจกว่าคือ กรณีการนำเอาบุตรของตนมาจดทะเบียนเป็นลูกของชาวไทยนั้น อาจมีการกระทำ ‘เชิงพาณิชย์’ กล่าวคือ ชาวจีนอาจมีภรรยาหลายคนและว่าจ้างให้มีลูกจำนวนมาก เพื่อนำลูกมาคลอดที่ประเทศปลายทางที่ตนต้องการเข้าไปทำธุรกิจ แต่สิ่งนี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐวิชชี้ว่า นอกจากโรงพยาบาลฝั่งธนบุรีที่พบว่ามีการแจ้งเกิดโดยใช้พ่อชาวไทยมาเป็นพ่อของลูกที่เกิดจากพ่อและแม่ชาวจีน ยังมีโรงพยาบาลอีก 5 แห่งในประเทศไทยที่อาจเข้าข่าย ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เริ่มมีการส่งข้อมูลเข้ามา
“ผมตีตัวเลขกลมๆ ถ้ามีพฤติการณ์แบบนี้สัก 20 โรงพยาบาล โรงพยาบาลละ 100 คน ก็อาจจะมีการสวมสัญชาติประมาณ 2,000 คน เป็นหลักพันอยู่เหมือนกัน”
เลขานุการคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงแต่การใช้พ่อชาวไทยมาสวมบทเป็นพ่อของลูกชาวจีนเท่านั้น แต่ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ชาวจีนใช้ เช่น การสวมเป็นบุคคลผู้ถือบัตรชมพู หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ที่หากมีลูกเกิดที่ไทย ก็จะได้รับสัญชาติไทยทันที การสวมบัตร G หรือบุคคลที่มีรหัสทะเบียนเฉพาะ การสวมบัตรขาวหรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนอีกด้วย
“ถ้าเอาแค่บัตรขาว ผมว่ามีอยู่หลักพันถึงหลักหมื่นคน บัตรสีชมพูอาจจะราวหลักร้อยคนหรือพันคน” รัฐวิชกล่าว
• ความเสี่ยงการกลืนชาติ เข้าใกล้แค่ไหน
เมื่อเด็กที่เกิดจากพ่อและแม่ชาวจีนได้รับสัญชาติไทยแล้ว สิ่งที่พ่อแม่จะสามารถทำได้คือ การใช้ชื่อของลูกถือครองที่ดิน ทรัพย์สิน ธุรกิจ หรือหุ้น สร้างฐานให้คนในครอบครัวอยู่ไทยในระยะยาว เด็กมีโอกาสได้รับสิทธิสวัสดิการแบบพลเมืองไทย ทั้งการศึกษา การเดินทาง สวัสดิการของรัฐ รวมไปถึงสิทธิการเลือกตั้งและการรับราชการ
ทั้งชาดาและรัฐวิชเห็นตรงกันว่า หากลูกของชาวจีนได้รับสัญชาติไทยแล้วนั้น ไม่เพียงแต่ประโยชน์และความสะดวกในการประกอบธุรกิจทั้งเทาและไม่เทาของชาวจีนเท่านั้น แต่ในแง่ของการเป็นพลเมืองไทย พวกเขายังสามารถผลักดันให้เด็กเข้าสู่การเป็นข้าราชการ และทำงานในแวดวงการเมืองได้
รัฐวิชชี้ว่า โดยปกติแล้วประเทศไทยประสบปัญหาการทุจริตทางทะเบียนมาโดยตลอด แต่ในกรณีของพ่อทิพย์นั้น เริ่มมองเห็นความรุนแรงมากกว่าการปลอมเอกสารของชาวต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติไทยเพื่อการดำรงชีวิต เขาใช้คำว่าขบวนการนี้อาจเข้าข่ายการ ‘กลืนชาติ’ ได้ เนื่องจากเมื่อเด็กชาวจีนได้เป็นพลเมืองไทย มีสัญชาติไทย ก็สามารถสมัครเข้าเป็นข้าราชการพลเรือนได้ สามารถเลือกตั้ง และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีได้
“ความเสี่ยงก็คือ หากเข้าไปถึงระดับนั้นก็จะเกิดการเอื้อประโยชน์ หากว่ากลุ่มคนจีนที่ได้รับสัญชาติไทยเกิดสำนึกรักบ้านเกิดขึ้นมา เขาก็จะออกนโยบายหรือหาวิธีการช่วยเหลือพวกพ้อง ผมคิดว่าจะเป็นแบบนั้น” รัฐวิชระบุ
เลขานุการคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ยกตัวอย่างกรณีของ อลิซ ลีอัล กัว (Alice Leal Guo) อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลบัมบัน จังหวัดตาร์ลัก ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหญิงสัญชาติจีนที่ปลอมแปลงเป็นชาวฟิลิปปินส์ และได้รับชัยชนะมาในปี 2022 ทำให้เธอกลายเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของเมือง และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 30 มิถุนายน 2022
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2025 ศาลภูมิภาคมะนิลามีคำวินิจฉัยว่า กัวเป็นบุคคลที่มีสัญชาติจีน และไม่เคยมีคุณสมบัติลงสมัครนายกเทศมนตรีตั้งแต่ต้น ทั้งการปลอมแปลงตัวตนเป็นชาวฟิลิปปินส์เพื่อเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในครั้งนี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่พบว่ามีการกักขัง ทำร้าย และบังคับคนให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์อีกด้วย
สำหรับวิธีการแก้ไขนั้น ชาดาแนะนำว่า การพิสูจน์ความเป็นครอบครัวอาจต้องใช้การตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เข้ามาประกอบ เพื่อยืนยันว่าเป็นบุตรจริงๆ ตามสายเลือด และจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่ทำการทุจริตให้เด็ดขาด
ด้านรัฐวิชระบุว่า ภาครัฐมีการแบ่งแนวทางแก้ไขออกเป็น 2 ส่วน คือการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
“สำหรับการสวมสัญชาติที่เกิดขึ้นมาแล้ว เราจะมีร่องรอยที่ติดตามตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะระบบทะเบียนราษฎรของเราในปัจจุบันค่อนข้างดี ถ้าเทียบกับประเทศที่อยู่รอบๆ ดังนั้นทุกอย่างจึงอยู่ในระบบทั้งหมด มีทั้งใบหน้า ลายนิ้วมือ เชื่อมโยงกับข้อมูลของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและสถานทูต ซึ่งจะทำให้เรากลับไปจัดการกับผู้กระทำผิดได้”
ขณะเดียวกัน รัฐวิชชี้ว่า ภาครัฐจะต้องมีระบบตรวจสอบความผิดปกติที่ทันท่วงที เช่น การทำธุรกรรม การถือครองทรัพย์สิน การสมัครงาน การเปิดบริษัท หรือการใช้สิทธิทางการเมือง ควรมีการแจ้งเตือนและเชื่อมโยงประวัติที่ติดตามได้
“อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยอมรับว่า กระบวนการตรวจสอบทะเบียนต่างๆ อาจจะต้องยากขึ้นนิดหนึ่ง เพราะมันเป็นเรื่องของความมั่นคงแล้ว จะรวดเร็วอะไรกันไม่ได้ ต้องปรับหน่อย และอาจให้เจ้าหน้าที่ระดับที่สูงขึ้นมาดูกระบวนการ หากไม่มั่นใจก็ต้องตรวจ DNA”
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การปรับเปลี่ยนขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสัญชาติอาจไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายบางฉบับไม่ทันต่อรูปแบบการทุจริต ดังนั้นจึงต้องปรับแก้กฎหมายที่ยังล้าหลัง ซึ่งจะมีการตั้งอนุกรรมการเพื่อศึกษาและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เรื่อง: พิพัฒน์พงษ์ ศรีวิชัย
ภาพ: ปราโมทย์ ปิ่นศรี
#ทุนจีนสีเทา #ขบวนการพ่อทิพย์ #อาชญากรรมข้ามชาติ

13/07/2026

📌 กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ประชาสัมพันธ์การขอรับความช่วยเหลือกรณีเพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

ด้วยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 01.42 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง ย่านลาดพร้าว โดยมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ในการนี้ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหายหรือทายาท สามารถขอรับความช่วยเหลือกรณี “เพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว” ได้จากหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม ดังนี้

1. เจ้าหน้าที่เชิงรุกที่ลงพื้นที่ไปตามจุดต่าง ๆ ที่จะรับคำขอโดยทันทีจากผู้เสียหายหรือทายาท ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569

2. ท่านสามารถยื่นคำขอรับความช่วยเหลือได้ ณ ศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เลขที่ 404 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร หรือติดต่อสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา

หรือสามารถโทรติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนยุติธรรม โทรศัพท์ 1111 กด 77 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

#กระทรวงยุติธรรม #กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ #การขอรับความช่วยเหลือ #เพลิงไหม้ #สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว #มีผู้บาดเจ็บ #เสียชีวิต

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ที่กำลังเป็นข่าวดังอยูในขณะนี้ ทำให้ภาพแรกในหัวของใครหลายคน ได้นึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์โศกนาฏกร...
13/07/2026

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ที่กำลังเป็นข่าวดังอยูในขณะนี้ ทำให้ภาพแรกในหัวของใครหลายคน ได้นึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เคยเป็นข่าวใหญ่ในประเทศไทยมาแล้ว ในปี 2552 จะเรียกได้ว่า เป็นแพทเทินร์นของความสูญเสียในครั้งนี้ก็ว่าได้ จริงๆไม่อยากใช้คำว่าถอดบทเรียนเลย เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม (ทางเพจเรายังไม่ขอเจาะลึกถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนและชัดเจนของข่าวในตอนนี้ คือ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 27 คน และยังมีเคสบาดเจ็บสาหัสอีกกว่า 20 คน แล้วใครบ้างที่จะต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้
ข้อหาความรับของผู้มีส่วนกระทำความผิด ทางอาญาที่เห็นได้ชัดเจน คือ ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 291 ,ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มาตรา 300 , ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มาตรา 390
ส่วนความรับผิดทางแพ่ง จะเป็นในเรื่องของการชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้ประสบเหตุอันได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้หรือความสามารถในการประกอบอาชีพ ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน (ตามวิธีการ)
โดยผู้เสียหาย-ทายาทผู้ตาย สามารถแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดตามที่ กฎหมายอาญา, พรบ.ควบคุมอาคาร ,การจำหน่ายสุรา หรือกฎกระทรวงต่างๆ ที่ได้กำหนดโทษไว้ เพื่อเอาผิดกับเจ้าของกิจการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้
นอกจากนี้หากข้อเท็จจริงปรากฏอย่างแน่ชัดว่า เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐละเลยต่อหน้าที่ จนถึงขนาดว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการก่อสร้างอาคารผิดแบบ ,ดัดแปลงอาคาร ,มีการออกใบอนุญาตผิดประเภท ,ไม่ตรวจสอบให้กิจการมีทางหนีไฟ หรือไม่กำกับดูแลบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาคารและสถานระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ให้เป็นไปตามตามพรบ.และกฎกระทรวงต่างๆ ผู้เสียหาย-ทายาทผู้ตายก็สามารถดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตาม พรบ.รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ได้ด้วยเช่นกัน
ซึ่ง ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีซานติก้าผับมาแล้วว่า ให้กรุงเทพมหานครร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย เนื่องจากมีการละเลยในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาคารและสถานบริการ

(คำถามที่ยังคาใจ ประตูทางออกมีทั้งหมดกี่ทาง แล้วลูกค้าออกได้จริงๆมีกี่ทาง???)
....สุดท้ายนี้เพจเราขอให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ได้รับการเยียวยาค่าเสียหาย ต่อชีวิต ทรัพย์สิน ร่างกาย โดยเร็ว
และ ทางเพจขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต-ทายาทผู้เสียชีวิตกับเหตุโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ด้วยค่ะ ....
*หากข้อมูลผิดพลาดประการใดก็ขออภัย ไว้ ณ ที่นี้ ด้วย*
ทนายแบ๋ม บุนยนุช
13 กรกฎาคม 2569

11/07/2026

ความเสียหายหนักกว่าบัญชีม้าเสียอีก...

10/07/2026

🚨 สรุปมหากาพย์ 9 ปีแห่งความเจ็บปวด (2560 - 2569) คดี "น้องเมย" จากวันแรกที่อวัยวะหาย... สู่วันที่คนผิดได้ติดยศตำรวจ?

​จากเด็กหนุ่มที่มีอนาคตไกล สู่น้ำตาของคนเป็นแม่ที่ต้องต่อสู้กับอำนาจมืดมานานเกือบทศวรรษ นี่คือสรุปไทม์ไลน์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี 2560 จนถึงการเคลื่อนไหวล่าสุดในปัจจุบัน (กรกฎาคม 2569) ที่สังคมกำลังเดือด!

​⏳ พลิกแฟ้มไทม์ไลน์: สู้เพื่อลูก 9 ปีเต็ม เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

​📌 ปี 2560 | จุดเริ่มต้นโศกนาฏกรรม & ปมช็อกโลก "อวัยวะหาย"

​ตุลาคม 2560: "น้องเมย" (นตท. ภคพงศ์ ตัญกาญจน์) เสียชีวิตกะทันหันในโรงเรียนเตรียมทหาร กองทัพแถลงทันควัน: "หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน"

​ความจริงปรากฏ: แม่ไม่เชื่อ แอบส่งศพผ่าพิสูจน์ซ้ำ จนเจอเรื่องสุดช็อก! สมอง หัวใจ กระเพาะอาหารหายไปอย่างไร้ร่องรอย แถมตามตัวมีรอยบอบช้ำ ซี่โครงหัก มีหลักฐานว่าถูกรุ่นพี่สั่งลงโทษนอกระบบด้วยท่า "ทิ้งดิ่ง" (หัวปักพื้น มือไขว้หลัง) ในห้องน้ำจนช็อก

​📌 ปี 2563 | เดินหน้าฟ้องคดี "นายแพทย์ทหาร"

​ครอบครัวแจ้งความดำเนินคดีกับนายแพทย์ทหารรายหนึ่งที่ชันสูตรศพและวินิจฉัยเรื่องโรคหัวใจ รวมถึงปมที่อวัยวะหายไป ซึ่งพอส่งคืนมาก็พบว่าดีเอ็นเอถูกทำลายจนตรวจไม่ได้ คดีถูกร้องทุกข์ไว้ที่ สน.พญาไท แต่กระบวนการล่าช้ามาก

​📌 ปี 2568 | ศาลตัดสินลงโทษรุ่นพี่ แต่ให้ "รอลงอาญา"

​ศาลอาญาสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษอดีตรุ่นพี่เตรียมทหาร 1 คน ในข้อหาทำร้ายร่างกาย (จากปมสั่งทิ้งดิ่ง) แต่เนื่องจากจำเลยยังอายุน้อยและไม่มีประวัติเสียหาย ศาลจึงสั่ง "รอลงอาญา"

​📌 ปี 2569 (ปัจจุบัน) | คนผิดได้ดีติดยศ? แม่หลั่งน้ำตาร้องสภา!

​8 กรกฎาคม 2569: คุณแม่และทนายความเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง "รังสิมันต์ โรม" ประธาน กมธ.กฎหมายฯ เพื่อทวงความยุติธรรมใน 2 ประเด็นจุกอก:

​รุ่นพี่คนนั้นชุบตัวเป็นตำรวจแล้ว: อดีตรุ่นพี่ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด ปัจจุบันได้รับราชการและติดยศเป็นข้าราชการตำรวจ เติบโตในสายงานจนครอบครัวรับไม่ได้

​กลัวคดีเงียบในศาลทหาร: คดีฟ้องหมอทหารปมควักอวัยวะ กำลังเสี่ยงต้องขึ้น "ศาลทหาร" ซึ่งคุณแม่เป็นพลเรือน ไม่มีอำนาจร่วมเป็นโจทก์ กลัวเรื่องจะถูกสั่งไม่ฟ้องแล้วหายไปกับระบบ

​"หัวอกคนเป็นแม่... สู้มาตั้งแต่ปี 60 จนถึงปี 69 ศพลูกก็ไม่ครบ คนผิดกลับได้ติดยศรับราชการหน้าตาเฉย แต่คดีของลูกชายกลับถูกดึงเช็งจนกลัวว่าจะสูญหายไปกับระบบ"

​🔎 บทสรุปหลังจากนี้?

​รังสิมันต์ โรม รับปากกลางสภาว่าจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในกรรมาธิการฯ ทันที และจะทำหนังสือจี้ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อตรวจสอบมาตรการทางวินัยและการรับผู้กระทำผิดเข้าทำงานอย่างเร่งด่วน!

​สู้มา 9 ปีเต็ม จากปี 2560 ถึง 2569 สิ่งที่ครอบครัวนี้ได้รับ... มันคุ้มค่ากับความยุติธรรมในประเทศนี้แล้วหรือยัง? พวกเราจะยอมให้เรื่องนี้เงียบไปเฉยๆ หรือไม่? คอมเมนต์แสดงความเห็นกันเข้ามาได้เลยครับ👇

​ #น้องเมย #โรงเรียนเตรียมทหาร #รังสิมันต์โรม #ทวงความยุติธรรม #ข่าวดัง #สรุปข่าว #โหนกระแส

ไม่ผิดคาด
08/07/2026

ไม่ผิดคาด

💥 เป็นเรื่อง!! "กิ๊กสาวโรงงาน" เตรียมแจ้งความเอาผิด 'เมียหลวง' ฐานหมิ่นประมาท-อนาจาร-นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

หลังถูกถ่ายคลิปขณะโป๊เปลือยบนที่นอนสีชมพู-หมอนโดเรม่อน แล้วโพสต์ประจานกลายเป็นไวรัล 77 ล้านวิว สร้างความอับอายจนต้องลาออกจากที่ทำงาน

#เมียหลวง #หนุ่มโรงงาน #สาวโรงงาน #ที่นอนสีชมพู ่อน

ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปตอนทำงานอัพเดทรูปลงเพจวันนี้ขอลงสักหน่อย #ทนายแบ๋มพิษณุโลก  #ทนายแบ๋มบุนยนุช⚖️😙 ทนายแบ๋มรับงานทุกวันนะ ...
06/07/2026

ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปตอนทำงานอัพเดทรูปลงเพจ
วันนี้ขอลงสักหน่อย
#ทนายแบ๋มพิษณุโลก #ทนายแบ๋มบุนยนุช
⚖️😙 ทนายแบ๋มรับงานทุกวันนะ
#ทนายมีใบอนุญาตว่าความค่ะ
#สืบทรัพย์ #รับเขียนอุทธรณ์
#บังคับคดี #หาทนายพิษณุโลก
#หาทนายว่าความ #ต้องการทนายความในพิษณุโลก
#ทนายโซนภาคเหนือ #จ้างทนายความ
#รับให้คำปรึกษา #คดีกองทุน #คดีเยาวชน
#ร้องครอบครองปรปักษ์ #คดียักยอก #คดีฉ้อโกง #คดีทำร้ายร่างกาย #ฟ้องบังคับจำนอง #ฟ้องที่เกี่ยวกับที่ดิน #คดีหมิ่นประมาท #คดีข่มขืน #ฟ้องหย่า #ฟ้องชู้ #คดีเมาแล้วขับ #คดีกู้ยืมเงิน
#ให้คำปรึกษา #หาทางแก้ไข #หาแนวทางป้องกัน
-------------------------------------------------------------
⚠️⚠️⚠️ต้องการทนายทักแชทเพจ ฝากข้อเท็จจริงไว้ก่อนโทร 094-7785254
(ไม่รับสายเบอร์ที่ไม่ได้ติดต่อไว้) #ทนายแบ๋ม
#ห้ามแชร์ก่อนได้รับอนุญาต #ห้ามเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต⚠️⚠️⚠️

ที่อยู่

อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก
Phitsanulok
65000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66947785254

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายแบ๋ม บุนยนุชผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์