12/06/2026
ทนายปีศาจ: ช่องว่างทางกฎหมายที่ถูกถ่างออกให้กว้างยิ่งขึ้นด้วยความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย
หัวใจของภาพยนตร์ ซีรีส์ ละครกฎหมายเกือบทุกเรื่องในโลก มักจะหยิบประเด็นเดียวกันมาเป็นแกนกลางเป็นสาระสำคัญของการเล่าเรื่องตัวละครในโลกของการต่อสู้ด้วยกฎหมาย
นั่นคือ “ช่องว่างทางกฎหมาย” อันเกิดมาจากความไม่สมบูรณ์แบบของกฎหมายทั้งระบบ
จากนั้นก็อยู่ที่ว่าเรื่องนั้น ๆ จะหยิบเอาช่องว่างที่ว่ามานำเสนออย่างไร
หากฝั่งตัวละครฝ่ายหนึ่งนำเสนอภาพของผู้พิพากษา อัยการ หรือผู้รักษากฎหมาย
ให้เป็นผู้ที่ผดุงความยุติธณรม พยายามทำให้ช่องว่างหดเล็กแคบมากที่สุดหรือไม่ถ่างออกมากที่สุด
อีกฝั่งหนึ่งคือ ทนายความบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือทนายความของอาชญากรรม คือผู้ที่ไม่ว่าช่องว่างที่เล็กน้อยเพียงใดก็จะต้องหาทางเล็ดลอดเพื่อให้ลูกความของตัวเอง “รอด” จากการถูกกล่าวหา
ในแง่หนึ่ง ภาพจำหรือกระทั่งไปถึงการสร้างวาทกรรมในภาพยนตร์และซีรีส์ทั้งหลายก็ทำให้บทบาทของ “ทนายความ” กลายเป็นผู้ร้าย เป็นคนที่หากินกับการค้าความจนร่ำรวย และเอาเปรียบประชาชนคนทั่วไปที่ไม่รู้กฎหมายในฐานะลูกความ (ซึ่งในสังคมจริง ๆ ก็มีแบบนั้น และยิ่งนับว่าเรายิ่งเห็นทนายคนดังในลักษณะนี้มากขึ้น)
ภาพนั้นยิ่งทำให้ฝั่งตรงข้ามกับทนายความ ถูกยกย่องให้สูงส่ง ถูกแปะป้ายว่าเป็นฝั่งคนดีผู้รักษาศีลธรรม
ซีรีส์ “ทนายปีศาจ” ได้หยิบเอาจุดนี้มาเล่น ด้วยการให้ทนายจิตตรี ตัวละครเอกที่รับบทโดยหญิง-รฐา เป็นตัวละครทนายที่ทำงานด้วยวิถีอันร้ายกาจ ทั้งการแบล็คเมล์ การเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ การใช้อำนาจนอกเหนือระบบกฎหมายไว้เป็นแต้มต่อสำหรับการต่อรอง สำทับกับภาพความชั่วร้ายของทนายไปอีกชั้น
ขณะเดียวกัน ในฐานะมวยรองบ่อนซึ่งจะทำให้คนดูอยากเอาใจช่วย ทนายจิตตรีก็อยู่สถานะที่ไม่ได้มีแต้มต่ออะไรนักในสังคม ทั้งการเป็นผู้หญิง ไม่ได้ทำงานในบริษัททนายขนาดใหญ่ (อยู่ในสลัมด้วยซ้ำ) แต่เธอก็สร้างบุคลิกพลิกอีกด้านขึ้นมา สร้างแต้มต่อด้วยความเฉลียว เพื่อสร้างอาชีพของเธอ
ซีรีส์ได้ติดอาวุธทางปัญญาให้กับทนายจิตตรี (ที่จะส่งผลถึงเมฆ ตัวเอกที่ตกเป็นผู้ต้องหา) ผ่านบท เพื่อให้เธอสามารถแทงทะลุให้ช่องว่างทางกฎหมายถ่างออกกว้างขึ้น เพื่อให้สามารถต่อสู้อำนาจฉ้อฉลที่มีโครงสร้างทางสังคมไทยอันบิดเบี้ยวกดทับเอาไว้
ในภาพยนตร์และซีรีส์ยุคหลัง 10-20 ปีที่ผ่านมา ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันต่างในประเทศต่าง ๆ ก็ถูกสั่นคลอน ถูกทลายพลังอำนาจลงมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น สถาบันศาสนา (ลองนึกย้อนไปถึงตอนที่หนัง “นาคปรก” กว่าจะได้ฉายก็ตั้งหลายปี จนถึงยุคนี้ที่มีซีรีส์ “สาธุ” หรือกระทั่งหนัง “หลวงพี่แจ๊ส”)
จากความเป็นจริงที่ผู้ชมประสพพบเห็นในชีวิตจริงและผ่านสื่อ ได้ทำให้ฝั่งผู้สร้างก็กล้าสร้างเนื้อหาเหล่านี้มากขึ้นเพราะคิดว่าสังคมรับได้ และอยู่ฝั่งเดียวกัน (และด้วยเหตุผลว่า ก็เรื่องจริงยังแรงกว่าเลย)
ในงานของ Netflix ได้เกิดซีรีส์ต่าง ๆ มากมายที่ท้าทายสถาบันและความเชื่อของสังคมไทย เช่น “สาธุ” (สถาบันสงฆ์), “สาธุ 2 “(สถาบันการเมือง), “ดอกเตอร์ไคลแมกซ์ ปุจฉาพาเสียว” (สถาบันศีลธรรมเรื่องเพศและความลามกอนาจาร) และ “สืบสันดาน” (ชนชั้น)
สถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ ถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ทำให้เห็นว่าเป็นมนุษย์ปุถุชนเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น ๆ มีรักโลภโกรธหลง และถูกชักนำให้ไขว่เขว้ด้วยอำนาจเงิน อำนาจเกียรติยศชื่อเสียง และการข่มขู่
เช่นเดียวกับ สถาบันยุติธรรมในซีรีส์ “ทนายปีศาจ”
ในเรื่องนี้สถาบันในระบบยุติธรรมและองค์การตุลาการซึ่งเคยเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ถูกนำเสนอในภาพที่ตอกย้ำความเป็นจริงในสังคมว่า เราเชื่อถือระบบยุติธรรมได้ยากขึ้นทุกที
“ทนายปีศาจ” ได้คลี่เผยตัวละครแทบทุกส่วนของระบบกระบวนการยุติธรรม ทั้งผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ตำรวจ ไปจนถึงระบบราชทัณฑ์ ที่สนองตอบอำนาจนำไปสู่การยกเว้นความผิดทางกฎหมายในทุกขั้นตอน
ความแตกต่างของภาพยนตร์ ซีรีส์ และละครของประเทศไทยกับต่างประเทศ คือการเคลื่อนผ่านการสร้างเนื้อหาที่เป็นจริงล้อไปกับสังคมเกิดขึ้นได้อย่างช้า ๆ
ขณะเดียวกันเนื้อหาในภาพยนตร์และซีรีส์ก็ประกอบสร้างวาทกรรมคนดีและสถาบันผู้ทรงคุณธรรมในคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้สังคมบริโภคมาอย่างยาวนาน
เราเพิ่งจะมีภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ที่มีตัวละครนักการเมืองคนชั่วเมื่อราว 20 ปีมานี้ ส่วนตำรวจและคนในกระบวนการยุติธรรม ก็ไล่หลังมาราว 10-15 ปีนี้เอง
(ไม่ได้หมายความนักการเมือง ตำรวจ หรือวิชาชีพใด ๆ มีแต่คนชั่ว ไม่สามารถสรุปเหมารวมแบบนั้นได้)
หัวหอกของการทำซีรีส์แนวนี้ก็ต้องยกเครดิตให้ซีรีส์ของ TRUE CJ ที่ดัดแปลงรีเมคจากซีรีส์เกาหลีอีกที ซึ่งซีรีส์เกาหลีต้นทางเหล่านั้นก็โดดเด่นเรื่องการให้สถาบันและผู้มีอำนาจทางสังคมเป็นต้นตอของความชั่วร้าย แสดงออกผ่านการใช้อำนาจที่ผิดปกติมากมาย
สิ่งนี้เองคือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์ “ทนายปีศาจ” น่าสนใจ ผู้เขียนคาดเดาจากการชมไปแล้ว 3 ตอนว่า ผู้สร้างซีรีส์เรื่องนี้หยิบเอาการใช้ “ช่องว่างทางกฎหมาย” มาตีแผ่และทำให้เห็นเป็นภาพที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม เข้าใจง่ายผ่านการเล่าเรื่องที่ดูสนุกและเป็น Cinematic
ซึ่งจะพูดว่าเป็นช่องว่างก็ไม่ถูกเสียทีเดียว แต่แท้จริงแล้วคือ เทคนิคทางกฎหมาย ทั้งเทคนิคในการสืบสวน การว่าความ การตีประเด็นทางกฎหมาย (ให้เป็นคุณกับฝั่งตัวเอง) การมองหาประเด็นเพื่อสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับตรงข้ามที่เป็นศัตรูทางคดีกับเรา
เทคนิคทางกฎหมายทำให้ดำเป็นขาวได้ และแน่นอนว่า มันก่อให้เกิดการตั้งคำถามจากประชาชนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วว่า ระบบยุติธรรมทำให้ความอยุติธรรมกลายเป็นธรรมไปได้ เพียงเพราะว่ากฎหมายรองรับสิ่งนั้น
ภาษาในการเล่าหรือไวยากรณ์ที่ซีรีส์นำเสนอนับเป็นโลกที่น่าสนใจสำหรับคนภายนอก เช่นเดียวกับโลกของนักวิทยาศาสตร์ หรือโลกทางการแพทย์ เวลาที่ตัวละครพูดภาษาไทยที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ ต้องทำความเข้าใจอีกชั้น มีเสน่ห์และทำให้เรื่องราวน่าติดตาม
ขณะเดียวกัน ด้วยการเป็นซีรีส์กฎหมาย “ทนายปีศาจ” ยังคงพาผู้ชมไปยืนที่ขอบปากเหวของเส้นแบ่งทางศีลธรรมอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ผ่านคดีในเส้นเรื่องหลักและเส้นเรื่องรอง เพื่อตั้งคำถามกระตุ้นต้อมศีลธรรมภายในใจผู้ชมว่า หากตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับตัวละครจะเลือกตัดสินใจอย่างไร
ไว้ดูจบทั้ง 8 ตอนจะมาเขียนถึงอีกที แต่ขอยืนยันว่า ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ (ขอใช้คำทางกฎหมาย) สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับ ภาพยนตร์-ละคร-ซีรีส์กฎหมายไทย ซึ่งเคยมีมา แต่ว่ายังมาไม่ได้ไกลถึงจุดนี้ “ทนายปีศาจ” ทำได้
และต้องยกความดีความชอบให้กับ Netflix ที่สามารถให้เงินลงทุน ให้เวลา สามารถดึงผู้สร้างเก่ง ๆ มาสร้างซีรีส์เรื่องนี้ออกมาได้สำเร็จด้วย
#ทนายปีศาจ