12/11/2019
วัฒนธรรมกริชมลายูอิสลามในทัศนข้าพเจ้า ( ตอนที่5)
เมื่ออิทธิพลของศาสนาอิสลามเริ่มมีบทบาทเข้ามา วัฒนธรรมการใช้กริชได้ถูกนักปราชญ์ทางศาสนาตัดแต่งในส่วนที่ขัดต่อหลักศาสนาออกและเหลือไว้ส่วนที่เห็นว่ามีความเกี่ยวโยงหรือสัมพันธ์ในหลักของศาสนาอิสลามให้คงอยู่และให้ถือปฏิบัติตั้งแต่ศาสตร์ในการทำกริช การตกแต่งบนกริช และการใช้งานนรูปแบบต่างๆ ฯลฯ แต่วัตถุประสงค์ในการใช้งานของกริชก็ยังคงเดิมนั้นคือ เป็นอาวุธที่ใช้สำหรับทิ่มแทงหัวใจโดยผ่านกระดูกซีโครงของมนุษย์
แต่อิสลามได้มาสอนว่าเราอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ได้อยู่เพื่อตัวเองและก็ไม่ได้มีเราอยู่เพียงลำพัง ตลอดจนเราไม่ได้ชีวิตแค่สิ้นสุดบนโลกใบนี้เท่านั้น แต่เราจะต้องนำความดีงามบนโลกใบนี้สู่อาคีรัต(ภพหน้า) อิสลามได้มาสอนให้กับบรมครูทำกริชและผู้ถือกริชให้เห็นว่ากริชนั้นไม่ใช่เป็นเพียงศาสตราวุธสำหรับไว้การป้องกันตัวและทรัพย์สินที่อยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น แต่สามารถนำพาเราสู่อาเครัติ(ภพหน้า) ได้เช่นกัน จะให้เห็นว่ากริชนั้นไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้กับศัตรูเท่านั้น แต่สามารถนำพาตัวเราเข้าสู่สวรรค์ได้ แต่มีข้อแม้ต้องเดินทางให้ถูกต้องตามเส้นทางที่ศาสนาได้บัญญัติไว้นั้นคือตามหุกม “ซาเราะ” ตามหลักศรัทธาในรูปแบบของอิสลาม โดยอิสลามได้มาปรับในการใช้กริช 2 ด้านด้วยกัน
1 ปรับทางด้านจิตใจ ความเชื่อความศรัทธาให้ตรง ว่ากริชนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ใช้ต่อสู้กับศัตรูหรือปกป้องทรัพย์สินเท่านั้น แต่กริชนั้น เป็นการต่อสู้เพื่อการเทิดทูนศาสนาให้คงชั่วกาลนาน เพราะฉะนั้นการที่เขาจะเทิดทูนศาสนาได้นั้นผู้ทำกริชหรือผู้ถือกริชเองจะปฏิบัติตนให้อยู่ตามแนวตามซาเราะห์ (หลักศรัทธา)ของศาสนาอิสลามด้วยเช่นกัน
2 ปรับ สิ่งต่างๆในประเพณีนิยมหรือวิถีปฏิบัติที่เกี่ยวกับกริช ที่มีมาก่อนอิสลาม ทำให้วัฒนธรรมในการใช้กริชทีมีการผสมผสานกันมา เพราะการมีการผสมผสานมันทำให้เกิดปัญหา ทีไม่ตรงตามที่ หลักศรัทธาของอิสลาม ที่มาจากการปฏิบัติหรือกระทำต่างๆ ที่เรียกว่า “อิสตีอาดับ” หรือประเพณีที่สืบทอดกันมานั้น จะทำให้ผิดต่อหลักความศรัทธา
หลังอิสลามจากได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของคนนูซันตารา วิถีการตกประดับประดาบนแต่งกริช ก็ค่อยลดถอนจากความเป็นเทพจนเหลือแค่คลับคล้ายคลับคลาลง ว่ากันว่าชาวมลายูในอดีต จะอาศัยอยู่ริมน้ำสักส่วนใหญ่ มีความชำนาญในต่อเรื่อใหญ่ๆจนเป็นที่ยอมรับ และมักจะเรียกแผ่นดินเกิดของตัวเอง ว่า “ตาเนาะห์ ไอร์” ซึ่งแปลว่า “ดิน น้ำ” ซึ่งแสดงถึงการอาศัยทั้งบนบกและบนน้ำ ทำให้ฝักกริชที่ได้รับการออกแบบจะเป็นลักษณะคล้ายรูปทรงของเรือใบ ส่วนฝักคล้ายเรื่อและส่วนด้ามคล้ายใบ เมื่อชีวิตจะออกเดินทางได้หยิบกริชมาเหน็บที่เอวและหมุนส่วนหัวออกเพื่อรับลมและเตาเฮ็ดต่ออัลอฮ (ซ.บ.) มุ่งสู่ตามเป้าหมายของการเดินทาง
วัลลอฮฮูอาลัม