นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ

  • Home
  • นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ
Call Directions Website Contact the business

นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย โทร. 0859604258

 #ร่วมกันยักยอก,  #รับของโจร,  #ตัวการร่วม,  #อายุความแม้พฤติการณ์จะรับฟังได้ว่าเป็นผู้ร่วมยักยอก แต่การร้องทุกข์ช้าเกิน...
05/10/2026

#ร่วมกันยักยอก, #รับของโจร, #ตัวการร่วม, #อายุความ
แม้พฤติการณ์จะรับฟังได้ว่าเป็นผู้ร่วมยักยอก แต่การร้องทุกข์ช้าเกินกำหนดอาจทำให้คดีขาดอายุความได้

ผู้เสียหายครอบครองรถกระบะในฐานะผู้เช่าซื้อและนำรถให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม
ต่อมานายชั้นนำรถไปฝากไว้กับจำเลยและบอกให้จำเลยนำรถไปจำนำ
จำเลยรู้แล้วว่ารถเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน
จำเลยนำรถไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอมและโอนเงินที่ได้เข้าบัญชีบุตรเขยของนายชั้น
เมื่อต่อมานายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้
ศาลฎีกาถือว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถไปจำนำ
เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่ามีเจตนาทุจริต
จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมในความผิดฐานยักยอก มิใช่ความผิดฐานรับของโจร
อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2564
แต่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564
จึงเกิน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
คดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)
อ่านฎีกาฉบับเต็มได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2/embezzlement-complaint-limitation-3674-2568.html

 #เด็กกระทำความผิด,  #เด็กอายุ 13 ปี,  #เด็กไม่ต้องรับโทษเด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษหรือไม่ ศาลใช้วิธีการสำหรับ...
05/10/2026

#เด็กกระทำความผิด, #เด็กอายุ 13 ปี, #เด็กไม่ต้องรับโทษ
เด็กอายุ 13 ปีกระทำความผิดต้องรับโทษหรือไม่ ศาลใช้วิธีการสำหรับเด็กเสมอหรือยกฟ้องได้ตามดุลพินิจของศาล

เด็กกระทำความผิดในวัยเพียง 13 ปีอาจจบคดีด้วยการยกฟ้องแม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการกระทำที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด

คดีนี้จำเลยเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาและขณะกระทำความผิดมีอายุ 13 ปีเศษ
จำเลยเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
จำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นเห็นว่ากระทำความผิดเป็นครั้งแรก
ศาลชั้นต้นจึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี
ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74
เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปีกระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ
แต่กฎหมายไม่ได้บังคับให้ศาลต้องใช้วิธีการสำหรับเด็กในทุกกรณี
ศาลต้องพิจารณาความร้ายแรงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิด
รวมทั้งความจำเป็นที่จะนำวิธีการสำหรับเด็กมาใช้แก่จำเลย
หากศาลเห็นสมควรใช้วิธีการสำหรับเด็กศาลย่อมเลือกใช้ตามที่กฎหมายกำหนด
หากศาลเห็นว่าไม่สมควรใช้ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 185 วรรคหนึ่งได้
ศาลฎีกาถือว่าการยกฟ้องในกรณีนี้เป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและให้โอกาสเด็กปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการให้มารับโทษทางอาญา
คดีเด็กตามมาตรา 74 จึงต้องพิจารณาทั้งอายุของจำเลยและดุลพินิจของศาลอย่างละเอียดก่อนสรุปผลทางกฎหมาย
อ่านฎีกาฉบับเต็มได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B2/child-crime-court-discretion-1696-2569.html

 #คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ,  #เพิกถอนคำชี้ขาด,  #ค่าขึ้นศาลบังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เมื่อศาลรวมพิจารณาต้องเส...
05/10/2026

#คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ, #เพิกถอนคำชี้ขาด, #ค่าขึ้นศาล

บังคับและเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เมื่อศาลรวมพิจารณาต้องเสียค่าขึ้นศาลแยกสำนวนหรือไม่ และอุทธรณ์ได้เพียงใด

การนำข้อเท็จจริงในชั้นอนุญาโตตุลาการมาอ้างเป็นเหตุขัดต่อความสงบเรียบร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการตามสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุน

คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ ค่าดำเนินการ และค่าใช้จ่าย
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาด ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดเป็นคนละสำนวน
ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณาและพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดพร้อมยกคำร้องขอเพิกถอน
ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะและขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้ออุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการตีความสัญญา
กรณีเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงอันอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการโดยเฉพาะ
ข้ออุทธรณ์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45
นอกจากนี้การรวมพิจารณาทั้งสองสำนวนไม่ทำให้คดีรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกัน
ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้บังคับตามคำชี้ขาด ยกคำร้องขอเพิกถอน และไม่รับวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ที่ต้องห้าม

ศึกษาเงื่อนไขการอุทธรณ์ตามกฎหมายอนุญาโตตุลาการและหลักการแยกทุนทรัพย์รายสำนวนอย่างถี่ถ้วนเพื่อการต่อสู้คดีทางศาลได้อย่างถูกต้อง
อ่านฎีกาฉบับเต็มได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B/arbitration-court-fees-6888-6889-2568.html

 #บอกล้างสัญญาระหว่างคู่สมรสการเปิดบัญชีร่วมกับคู่สมรสอาจทำให้เกิดข้อพิพาทครั้งใหญ่เมื่อเงินในบัญชีมีที่มาจากทรัพย์มรดกโ...
05/10/2026

#บอกล้างสัญญาระหว่างคู่สมรส

การเปิดบัญชีร่วมกับคู่สมรสอาจทำให้เกิดข้อพิพาทครั้งใหญ่เมื่อเงินในบัญชีมีที่มาจากทรัพย์มรดก

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีบุตรด้วยกัน
ก่อนสมรสโจทก์ได้รับที่ดินเป็นมรดกจากบิดามารดา
ภายหลังโจทก์ขายที่ดินมรดกแล้วนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากประจำที่เปิดร่วมกับจำเลย
เงินฝากซึ่งมีต้นเงินสุทธิ 15,561,205.48 บาทได้รับการยอมรับว่าเป็นสินส่วนตัวของโจทก์
โจทก์ตกลงมอบเงินจากบัญชีดังกล่าวจำนวน 7,500,000 บาทให้แก่จำเลย
การให้เงินนี้เกิดขึ้นระหว่างที่โจทก์และจำเลยยังมีสถานะเป็นสามีภริยากัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส
มาตรา 1469 เปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งบอกล้างสัญญาที่ทำไว้ต่อกันระหว่างสมรสได้
สิทธิบอกล้างอาจใช้ในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยาหรือภายในหนึ่งปีนับแต่ขาดจากการเป็นสามีภริยา
การบอกล้างต้องไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งกระทำการโดยสุจริต
คดีนี้โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้ขณะที่ทั้งสองยังเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
ข้ออ้างของจำเลยว่าโจทก์เป็นฝ่ายทิ้งร้างจึงไม่ทำให้การบอกล้างกลายเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์และพิพากษายืนโดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

อ่านรายละเอียดได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA-%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA.html

 #การสมรสเป็นโมฆะ,  #สินสมรส,  #ยึดทรัพย์,  #ทรัพย์มรดกสมรสซ้อนเป็นโมฆะแล้วทรัพย์ที่มีชื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นสินสมรสหรื...
05/10/2026

#การสมรสเป็นโมฆะ, #สินสมรส, #ยึดทรัพย์, #ทรัพย์มรดก

สมรสซ้อนเป็นโมฆะแล้วทรัพย์ที่มีชื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ และเจ้าหนี้ยึดขายทอดตลาดชำระหนี้มรดกได้เพียงใด

การบังคับคดีกับทรัพย์ของผู้ที่จดทะเบียนสมรสซ้อนอาจถูกเพิกถอนได้ หากทรัพย์นั้นไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่ทรัพย์มรดกของลูกหนี้

คดีนี้เริ่มจากคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้มีการชำระหนี้แก่โจทก์
ข้อตกลงกำหนดให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย
เมื่อไม่มีการชำระหนี้ตามข้อตกลง โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง
ทรัพย์ดังกล่าวมีชื่อหญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์
แต่ขณะจดทะเบียนสมรสนั้นผู้ตายยังมีภริยาเดิมโดยชอบด้วยกฎหมายและยังไม่ได้หย่ากัน
การสมรสครั้งหลังจึงเป็นการสมรสซ้อน
หญิงผู้ถือกรรมสิทธิ์กล่าวอ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะและทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินของตนเอง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการสมรสซ้อนเมื่อผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างแล้วเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินในฐานะสามีภริยา
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงไม่เป็นสินสมรสของผู้ตายกับหญิงผู้ถือกรรมสิทธิ์
โจทก์เองไม่ได้ต่อสู้ในศาลล่างว่าผู้ตายเป็นผู้ซื้อหรือร่วมซื้อทรัพย์ดังกล่าว
เมื่อทรัพย์เป็นของหญิงฝ่ายเดียวจึงไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย
ข้อตกลงที่จำกัดความรับผิดไว้เพียงทรัพย์มรดกจึงไม่ครอบคลุมถึงทรัพย์นี้
ศาลอุทธรณ์ให้เพิกถอนการบังคับคดีและศาลฎีกาพิพากษายืน
คดีสมรสซ้อนจึงต้องตรวจทั้งสถานะการสมรส ความเป็นเจ้าของทรัพย์ ขอบเขตทรัพย์มรดก และเงื่อนไขในคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนนำทรัพย์ไปบังคับคดี
อ่านรายละเอียดและฎีกาฉบับเต็มได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%86%E0%B8%B0/marriage-void-marital-property-7152-2553.html

 #กฎหมายที่เป็นคุณ  #กฎหมายย้อนหลัง  #กำหนดโทษใหม่กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยใช้ย้อนหลังได้เพียงใด เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและ...
05/10/2026

#กฎหมายที่เป็นคุณ #กฎหมายย้อนหลัง #กำหนดโทษใหม่

กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยใช้ย้อนหลังได้เพียงใด เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและผู้ต้องโทษขอกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติด

คดีถึงที่สุดแล้วไม่ได้หมายความว่าโทษตามคำพิพากษาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง หากมีกฎหมายที่เป็นคุณและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองถูกพิพากษาลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนหลายฐาน
ภายหลังจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3
ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษใหม่ให้แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ยังฎีกาในประเด็นการให้ข้อมูลสำคัญแก่ตำรวจ
ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
กฎหมายเดิมตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เปิดโอกาสให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับโทษเช่นนี้อยู่ในความหมายของกฎหมายที่เป็นคุณ
การเปรียบเทียบกฎหมายจึงต้องพิจารณามากกว่าการดูว่าอัตราโทษจำคุกหรือโทษปรับลดลงหรือไม่
หากบทกฎหมายใดทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษเบาลง บทกฎหมายนั้นย่อมต้องถูกนำมาพิจารณาตามหลักมาตรา 3
ศาลฎีกาจึงนำมาตรา 100/2 มาปรับใช้ในการกำหนดโทษใหม่
ผลสุดท้ายจำเลยทั้งสองคงรับโทษจำคุกคนละ 10 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400000 บาท
แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ปรับบทกำหนดโทษให้ด้วย
เหตุเพราะปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและสำนวนปรากฏแก่ศาลฎีกา
คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายที่เป็นคุณภายหลังคดีถึงที่สุด

ผู้ที่ศึกษาคดียาเสพติดและการขอกำหนดโทษใหม่ควรทำความเข้าใจประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ควบคู่กับบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการลดโทษ เพราะรายละเอียดของกฎหมายแต่ละส่วนอาจมีผลต่อโทษที่ผู้ต้องโทษต้องรับโดยตรง
อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9/favorable-law-drug-resentencing-400-2569.html

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม1. ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้งดสืบพยานและจำหน่...
04/10/2026

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม
1. ศาลชั้นต้น
เห็นว่าโจทก์ทั้งสองยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้งดสืบพยานและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ พร้อมคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ทั้งสองเป็นกรณีพิเศษจำนวน 95,000 บาท
2. ศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
3. ศาลฎีกา
วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องขอคืนที่ดินทั้ง 7 โฉนด จึงพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

 #กรรมสิทธิ์รวม,  #แบ่งทรัพย์สิน,  #เพิกถอนนิติกรรม,  #จัดการสินสมรส, สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคล...
04/10/2026

#กรรมสิทธิ์รวม, #แบ่งทรัพย์สิน, #เพิกถอนนิติกรรม, #จัดการสินสมรส,

สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น แบ่งทรัพย์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสและขายต่อ เพิกถอนได้หรือไม่

การแบ่งทรัพย์กันเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอาจนำไปสู่การเพิกถอนนิติกรรมและกระทบถึงผู้ซื้อทรัพย์ต่อในภายหลัง

ในคดีนี้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งตกลงแบ่งทรัพย์กับบุคคลที่อยู่กินด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส

ทรัพย์ส่วนของคู่สมรสดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างคู่สมรสที่จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย
ข้อตกลงแบ่งทรัพย์ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน
ศาลเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850
เมื่อข้อตกลงเกี่ยวข้องกับสินสมรสจึงเป็นการจัดการสินสมรส
มาตรา 1476 กำหนดให้การจัดการดังกล่าวต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย
เมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความยินยอมจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480
ผู้ได้รับทรัพย์จากข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน
การจำหน่ายตัวทรัพย์สินของเจ้าของรวมต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกคนตามมาตรา 1361 วรรคสอง
ผู้ซื้อในคดีนี้ทราบว่ามีการฟ้องเรียกที่ดินคืนและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ศาลจึงวินิจฉัยว่าผู้ซื้อกระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีกว่าผู้ขาย
โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการซื้อขายได้เฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1
ก่อนรับซื้อหรือโอนทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสและกรรมสิทธิ์รวม ควรตรวจสอบสิทธิของผู้ขายและความยินยอมของผู้มีสิทธิในทรัพย์ให้ครบถ้วน เพราะข้อพิพาทเรื่องสินสมรสอาจกระทบถึงนิติกรรมที่เกิดขึ้นภายหลัง
อ่านฎีกาฉบับเต็มได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AA/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99.html

 #ฎีกา 5409/2568  #หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันต้องส่งหลังลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่ เมื่อสัญญาเช่าซ...
04/10/2026

#ฎีกา 5409/2568 #หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน
หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันต้องส่งหลังลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่ เมื่อสัญญาเช่าซื้อให้ตรวจสภาพรถได้ตลอดเวลา

หนังสือถึงผู้ค้ำประกันที่ส่งเร็วเกินไป อาจทำให้เจ้าหนี้ยังฟ้องผู้ค้ำประกันไม่ได้

ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตามสัญญา

แต่หน้าที่นำรถมาให้ตรวจเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระไว้
เจ้าหนี้จึงต้องมีคำเตือนและให้เวลาลูกหนี้ปฏิบัติก่อน
ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดเมื่อครบกำหนดตามคำเตือนแล้วเพิกเฉย
หลังจากนั้นเจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดถึงผู้ค้ำประกัน
หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันก่อนลูกหนี้ผิดนัด ไม่เป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686
เมื่อไม่ปรากฏหนังสือบอกกล่าวภายหลังผิดนัด เจ้าหนี้จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันในชั้นนั้น
อ่านฎีกาฉบับเต็มได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99/hire-purchase-guarantor-notice-5409-2568.html

 #อำนาจฟ้องคดีอาญา,  #ความผิดต่อรัฐ,  #คดีคุ้มครองเด็กผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็กหรือไม่ และคำขอค่...
04/10/2026

#อำนาจฟ้องคดีอาญา, #ความผิดต่อรัฐ, #คดีคุ้มครองเด็ก

ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็กหรือไม่ และคำขอค่าสินไหมในคดีอาญายังดำเนินต่อได้เพียงใด

การฟ้องคดีอาญาผิดฐานอำนาจฟ้องอาจทำให้ศาลยกฟ้องได้ แม้คดีจะผ่านการพิจารณามาถึงชั้นฎีกาแล้ว

คดีนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กและกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ประเด็นตามฎีกาของจำเลยเป็นเรื่องการขอรอการลงโทษจำคุก
ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรงและไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษ
แต่ศาลฎีกายังตรวจพบปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ
ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ
โจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)
ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองแม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา
ศาลจึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
อย่างไรก็ตามคำขอส่วนแพ่งยังคงอยู่เพราะโจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14

ศึกษาแนวคำพิพากษาเรื่องอำนาจฟ้อง ผู้เสียหายในคดีอาญา และคำขอค่าสินไหมทดแทนให้ชัดเจนก่อนดำเนินคดี เพราะการเลือกฐานกฎหมายมีผลโดยตรงต่อสิทธิของคู่ความ
อ่านฎีกาฉบับเต็มได้ที่
https://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87/child-protection-victim-right-95544-9545-2568.html

Address

34/159 หมู่ 8

11120

Opening Hours

Monday 08:00 - 18:00
Tuesday 08:00 - 18:00
Wednesday 08:00 - 18:00
Thursday 08:00 - 18:00
Friday 08:00 - 18:00
Saturday 08:00 - 18:00
Sunday 08:00 - 18:00

Telephone

+66859604258

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to นายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความ:

Shortcuts

  • Want your business to be the top-listed law practice?

Share