TP Legal Counselor

เส้นทาง

TP Legal Counselor Offering Thai & international clients on a full range of legal services.

🌳🗺️ เมื่อแผนที่–แนวเขตไม่ชัดเจน: ศาลอุทธรณ์ย้ำ “ประชาชนต้องสามารถรู้ได้จริงว่าเป็นเขตอุทยานฯ หรือป่าสงวน”📌ในคดีหนึ่งที่เ...
04/04/2026

🌳🗺️ เมื่อแผนที่–แนวเขตไม่ชัดเจน: ศาลอุทธรณ์ย้ำ “ประชาชนต้องสามารถรู้ได้จริงว่าเป็นเขตอุทยานฯ หรือป่าสงวน”

📌ในคดีหนึ่งที่เกี่ยวกับข้อหาบุกรุกป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทีมทนายของสำนักงานมีโอกาสรับผิดชอบในฝ่ายจำเลย

⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ ความชัดเจนของแนวเขตพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนทั่วไปมักไม่ทราบ และอาจได้รับผลกระทบโดยไม่ตั้งใจ

แม้พื้นที่จะถูกประกาศเป็น “เขตป่าสงวน” และ “เขตอุทยานแห่งชาติ” มานานแล้ว

❓แต่คำถามสำคัญคือ…

🧑🏻‍🌾 ประชาชนทั่วไปสามารถรู้ได้หรือไม่ว่า “พื้นที่ที่ตนอยู่” อยู่ในเขตที่กฎหมายคุ้มครองจริงหรือไม่

---

👨🏼‍⚖️ ประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

จากคำพิพากษา ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า:

1) แผนที่ท้ายกฎหมายมีความละเอียดไม่เพียงพอ

แผนที่ที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวง
เป็นเพียงแผนที่ภูมิประเทศโดยรวม
ไม่แสดงแนวเขตละเอียดจนประชาชนทั่วไปเข้าใจได้

2) ไม่มีหลักฐานว่ามีการปิดประกาศให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง

ศาลชี้ว่า ไม่ปรากฏว่ามีการปิดประกาศในพื้นที่อย่างไร
หรือประชาชนสามารถพบเห็นประกาศดังกล่าวได้จริงหรือไม่

3) ไม่มีหลักเขตหรือป้ายบอกแนวเขตในพื้นที่

เจ้าหน้าที่ไม่ได้จัดทำป้ายหรือเครื่องหมายที่ทำให้ประชาชนรู้ว่า
“ตรงนี้คือเขตอุทยานฯ / ป่าสงวน”

4) การตรวจสอบแนวเขตต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะทาง

การพิสูจน์ว่าอยู่ในเขตอุทยานฯ ต้องใช้

• GPS
• ภาพถ่ายทางอากาศ
• ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่

ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง

---

🧭 ผลของการวินิจฉัย

เมื่อพิจารณารวมกัน ศาลเห็นว่า:

• จำเลย ไม่อาจทราบได้ ว่าพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานฯ หรือป่าสงวน
• การขาดป้าย–หลักเขต–ประกาศที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่สามารถรับรู้ได้จริง
• จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

นี่คือประเด็นสำคัญที่ทำให้จำเลย ชนะในประเด็นอุทยานแห่งชาติและป่าสงวน

---

🌱 บทเรียนเชิงระบบ

คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอาญา:

✔️ การบังคับใช้กฎหมายต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

🙋‍♂️ประชาชนต้องสามารถรู้ได้ว่า “พื้นที่ใดเป็นเขตคุ้มครอง”

✔️ การประกาศเขตต้องสื่อสารให้เข้าถึงได้จริง

ไม่ใช่เพียงประกาศในราชกิจจาฯ แต่ต้องมี

• ป้าย
• หลักเขต
• แผนที่ที่อ่านได้
• การสื่อสารในพื้นที่

✔️ ความรับผิดทางอาญาต้องตั้งอยู่บน “ความรู้และเจตนา”

หากประชาชนไม่สามารถรู้ได้จริง ก็ไม่อาจถือว่ามีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย

---

📌 สรุป

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ย้ำว่า
การคุ้มครองป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ต้องทำควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

กฎหมายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ

• ประชาชน “เข้าถึงข้อมูลได้จริง”
• แนวเขต “ตรวจสอบได้จริง”
• การบังคับใช้ “เป็นธรรมและสมเหตุสมผล”


#ปกป้องสิทธิ #กฎหมายสิ่งแวดล้อม #อุทยานแห่งชาติ #ป่าสงวน

🚗💔 “เมื่อเจ้าของรถตัวจริง…ต้องกลายเป็นจำเลยในคดีที่ตนเองก็เป็นผู้เสียหาย”🤔 หลายคนอาจคิดว่า ถ้าเป็น “เจ้าของรถ” ก็ต้องเป็...
26/03/2026

🚗💔 “เมื่อเจ้าของรถตัวจริง…ต้องกลายเป็นจำเลยในคดีที่ตนเองก็เป็นผู้เสียหาย”

🤔 หลายคนอาจคิดว่า ถ้าเป็น “เจ้าของรถ” ก็ต้องเป็นฝ่ายได้เปรียบเสมอ

⚠️ แต่ในคดีนี้ เจ้าของรถตัวจริงกลับต้องถูกฟ้อง ทั้งที่เป็นผู้เสียหายตั้งแต่ต้นเรื่อง และไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับผู้ซื้อเลยแม้แต่น้อย

คดีนี้เป็นหนึ่งในงานว่าความที่ทีมของเราได้ดูแลจนถึงชั้นฎีกา เพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าของรถที่ถูกยักยอกไปโดยไม่รู้ตัว

---

🔍 เหตุการณ์เริ่มต้นจากความไว้วางใจในครอบครัว

🚗 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้าคันพิพาท
และมอบรถให้บุตรชายใช้ตามปกติในครอบครัว

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…

ข้อเท็จจจริงปรากฏว่า
“รถยนต์คันพิพาทถูกลักหรือเบียดบังไปจากความครอบครองของบุตรชาย”

ผู้ที่นำรถไปไม่ใช่โจทก์ ไม่ใช่จำเลยที่ 1
แต่เป็นบุคคลใกล้ชิดของบุตรชาย ซึ่งนำรถไปขายต่อโดยไม่มีสิทธิ

---

⚠️ จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้เรื่องการขายรถเลย

🙅🏼‍♀️ จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักผู้ซื้อและผู้ขาย
🙅🏼‍♀️ไม่เคยมอบอำนาจให้ใครขายรถ
🙅🏼‍♀️และไม่เคยลงลายมือชื่อในชุดโอนที่ถูกนำไปใช้

ศาลฎีการะบุว่า
“หนังสือมอบอำนาจและแบบคำขอโอนและรับโอนที่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 2 เป็นลายมือชื่อปลอม”

---

📝 🚨 เมื่อรู้ว่ารถหาย…เจ้าของรถทำสิ่งที่ถูกต้องทันที

• รีบแจ้งความที่สถานีตำรวจ
• ตำรวจอายัดรถ
• ต่อมารถถูกพบที่กรมการขนส่งฯ
• ตำรวจยึดคืนและส่งมอบให้จำเลยที่ 2 ตามสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์

✅ จำเลยที่ 2 ทำทุกอย่างตามกฎหมาย
ไม่มีพฤติการณ์ใดที่เข้าข่ายร่วมหลอกลวง

---

⚖️ แล้วทำไมเจ้าของรถถึงถูกฟ้อง?

เพราะผู้ซื้อ (โจทก์) ซื้อรถจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิขาย
และเมื่อรถถูกยึดคืน ผู้ซื้อจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของรถ

แต่ศาลตรวจพยานหลักฐานแล้วพบว่า:

✔️ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมหลอกลวง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“จำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือนาง ท. หลอกลวงฉ้อฉลขายรถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์”

✔️ จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียหายโดยตรง

รถถูกยักยอกไปจากครอบครองของบุตรชาย
และจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน

✔️ ผู้ซื้อไม่ได้ซื้อจาก “พ่อค้าที่ขายของชนิดนั้น”

จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1332

---

🧠 บทเรียนจากมุมของเจ้าของรถ

1) เจ้าของรถก็เป็นเหยื่อได้

แม้จะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับต้องถูกฟ้องเพราะคนร้ายใช้เอกสารปลอม

2) การแจ้งความทันทีคือหลักฐานสำคัญ

ช่วยพิสูจน์ว่าเจ้าของรถไม่ได้ร่วมกระทำผิด

3) กฎหมายคุ้มครองเจ้าของกรรมสิทธิ์

แม้รถจะผ่านมือผู้ซื้อหลายทอด เจ้าของยังมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนได้

4) ผู้ซื้อและผู้ขายต้องตรวจสอบให้รอบคอบ

เพราะหากซื้อจากผู้ไม่มีสิทธิขาย ผู้ซื้อจะเสียเปรียบทางกฎหมายทันที

---

📌 สรุป

จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้กระทำผิด
ไม่ใช่ผู้ร่วมหลอกลวง
แต่เป็น “เจ้าของรถที่ถูกยักยอก” และทำทุกอย่างตามกฎหมาย

ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง

---

นี่คือหนึ่งในคดีที่สะท้อนว่า การต่อสู้คดีต้องอาศัยทั้งข้อเท็จจริงและความเข้าใจกฎหมายอย่างลึกซึ้ง


#ปกป้องสิทธิ

‼️💳🤏 เมื่อบัตรเครดิตถูกขโมยระหว่างท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่กลับถูกธนาคารฟ้องเรียกหนี้กว่า 254,000 บาท… 🤦‍♂️👨🏼‍⚖️ ศาลวินิจ...
19/03/2026

‼️💳🤏 เมื่อบัตรเครดิตถูกขโมยระหว่างท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่กลับถูกธนาคารฟ้องเรียกหนี้กว่า 254,000 บาท… 🤦‍♂️

👨🏼‍⚖️ ศาลวินิจฉัยอย่างไร และผู้บริโภคได้บทเรียนอะไรจากคดีนี้?

⚖️ 1. ภาระการพิสูจน์ของธนาคาร

ศาลย้ำหลักพื้นฐานว่า ธนาคารต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตจริง
แต่จากพยานหลักฐาน:

• ลายมือชื่อในสลิปไม่ตรงกับจำเลย
• ธนาคารไม่ตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตร
• ธนาคารไม่ติดตามธุรกรรมผิดปกติอย่างทันท่วงที

ศาลจึงเห็นว่าธนาคารโจทก์ พิสูจน์ไม่ได้ ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อหนี้

---

⚖️ 2. กฎหมายเกี่ยวกับ “ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม”

ศาลพิจารณาเงื่อนไขของธนาคารตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

โดยเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบ:

• แม้จะถูกขโมยบัตร
• แม้จะแจ้งอายัดแล้ว
• และยังมี “ช่วงเวลา 5 นาที” ที่ผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบเสมอ

ศาลเห็นว่าเงื่อนไขดังกล่าว เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะเอาเปรียบผู้บริโภคเกินสมควร

---

⚖️ 3. กฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบตัวบุคคลผู้ทำธุรกรรม

ศาลอ้างถึงหลักเกณฑ์ตามกฎหมายและกฎกระทรวงที่กำหนดให้สถาบันการเงินต้อง:

• ตรวจสอบตัวบุคคลผู้ทำธุรกรรม
• ตรวจสอบลายมือชื่อ
• ใช้ความระมัดระวังตามสมควร

แต่ธนาคาร:

• ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อ
• ไม่ตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติ
• ไม่ดำเนินการป้องกันความเสียหายอย่างเหมาะสม

จึงถือว่า ธนาคารละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย

---

⚖️ 4. หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดจากการใช้บัตรโดยบุคคลอื่น

ศาลวินิจฉัยว่า:

• เมื่อจำเลยพิสูจน์ได้ว่าบัตรถูกขโมย
• และได้แจ้งอายัดทันที
• ประกอบกับลายมือชื่อไม่ตรง
• และไม่มีหลักฐานว่าจำเลยเป็นผู้ใช้จริง

จึงต้องถือว่า การใช้บัตรเป็นการใช้โดยบุคคลอื่น ไม่ใช่จำเลย

---

📌 ผลของข้อกฎหมายทั้งหมด

เมื่อรวมข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง:

• โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตร
• เงื่อนไขสัญญาบัตรเครดิตบางข้อเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
• ธนาคารละเลยหน้าที่ในการตรวจสอบธุรกรรม

ศาลจึง พิพากษายกฟ้อง และให้ธนาคารรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย พร้อมค่าทนายความ

💡 บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริโภค📝

• หากบัตรถูกขโมย ให้รีบแจ้งอายัดทันที
• เก็บหลักฐานการแจ้งความ / อายัดบัตร
• หากถูกฟ้องจากการใช้บัตรที่ไม่ได้ใช้จริง
→ คุณมีสิทธิ์ต่อสู้คดี และศาลให้ความคุ้มครองผู้บริโภค

tplegal เชื่อว่าความรู้กฎหมายที่เข้าใจง่าย คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน
หากคุณหรือคนใกล้ตัวเจอปัญหาคล้ายกัน ทักมาปรึกษาได้เสมอ


#ปกป้องสิทธิ #กฎหมายผู้บริโภค

🛍️🏬คดีผู้บริโภค: ศาลอุทธรณ์สั่งผู้พัฒนาโครงการชดใช้รวมกว่า 9 ล้านบาท จากการโฆษณาที่จอดรถไม่ตรงสัญญา🏛️เมื่อต้นสัปดาห์ ศาล...
12/03/2026

🛍️🏬คดีผู้บริโภค: ศาลอุทธรณ์สั่งผู้พัฒนาโครงการชดใช้รวมกว่า 9 ล้านบาท จากการโฆษณาที่จอดรถไม่ตรงสัญญา

🏛️เมื่อต้นสัปดาห์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคมีคำพิพากษาในคดีอาคารชุดแห่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายผู้บริโภคและกฎหมายอาคารชุดอย่างชัดเจนว่า

📢 “ข้อความโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ผู้ประกอบธุรกิจต้องรับผิดหากโฆษณาเกินจริง”

😐ข้อพิพาทเกิดขึ้นอย่างไร

📌 โครงการอาคารชุดแห่งหนึ่งโฆษณาว่ามี
ที่จอดรถ 1xx ช่องจอด รวมจอดแบบซ้อนคัน
ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนยูนิตทั้งหมด 1xx ห้อง ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากตัดสินใจเข้าทำสัญญาและรับโอนกรรมสิทธิ์

🤷‍♂️ แต่เมื่อเข้าอยู่อาศัยจริง กลับพบว่า

• มีที่จอดรถเพียงประมาณ ### ช่องจอด(ไม่ตรงโฆษณา)
• ไม่สามารถจอดซ้อนคันได้จริง เนื่องจากกีดขวางการจราจรและไม่เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคาร
• ส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ทรัพย์ส่วนกลางอย่างรุนแรง

🙋🙋‍♀️ นิติบุคคลอาคารชุดและเจ้าของร่วมจึงมีมติให้ดำเนินคดีต่อผู้พัฒนาโครงการ

---

⚖️ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอย่างไร

1) คดีไม่ขาดอายุความ

ศาลเห็นว่า
นี่คือการฟ้อง “ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย” จากการส่งมอบทรัพย์ส่วนกลางไม่ครบถ้วน
ไม่ใช่ การฟ้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 503–504 เรื่อง “การส่งของไม่ตรงตามคำพรรณนา” ที่มีอายุความหนึ่งปี

จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

2) โฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด มาตรา 6/1
ข้อความหรือภาพที่โฆษณา
ต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขาย

ศาลจึงวินิจฉัยว่า
จำเลยต้องผูกพันตามจำนวนที่จอดรถ 1xx ช่องตามที่โฆษณาไว้

3) จำเลยผิดสัญญา

จากพยานหลักฐาน ศาลรับฟังว่า

• ที่จอดรถไม่ครบตามที่โฆษณา
• จอดซ้อนคันไม่ได้จริง
• การโฆษณาเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
• เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 22

4) ศาลกำหนดค่าเสียหายและค่าเสียหายเชิงลงโทษ

👨🏼‍⚖️ เพื่อเยียวยาความเสียหายและป้องปรามผู้ประกอบธุรกิจ ศาลสั่งว่า

• หากจำเลยไม่สามารถจัดหาที่จอดรถให้ครบ ต้องชดใช้ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

• ให้ชำระ ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ (Punitive Damages) 6,000,000 บาท

• ให้ชำระ ค่าทนายความ 100,000 บาท

• และรับผิดชอบ ค่าธรรมเนียมศาลทุกชั้น

---

🧭 สาระสำคัญเชิงนโยบายจากคดีนี้

✔ ข้อความโฆษณา = ข้อผูกพันตามสัญญา

(พ.ร.บ.อาคารชุด ม.6/1)

✔ ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ความระมัดระวังในการโฆษณา

หากให้ข้อมูลเกินจริง อาจต้องรับผิดทั้งค่าเสียหายจริงและค่าเสียหายเชิงลงโทษ

✔ ศาลแผนกคดีผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองประชาชน

โดยกำหนดวิธีเยียวยาและค่าเสียหายที่เหมาะสมเพื่อป้องปราม

---

🏢 สำนักงานเชื่อมั่นว่า ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นธรรม ✅

และจะยังคงทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าของร่วมและประชาชนในทุกคดีที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และสัญญาผู้บริโภค


#ปกป้องสิทธิ #กฎหมายผู้บริโภค

🔔‼️ ของแท้–ของปลอม ไม่ได้ดูแค่ “เหมือน” หรือ “มีโลโก้” เท่านั้น🛑 มีคดีหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ ฎีกาที่ 14615/2558 เกี่ยวกั...
05/03/2026

🔔‼️ ของแท้–ของปลอม ไม่ได้ดูแค่ “เหมือน” หรือ “มีโลโก้” เท่านั้น

🛑 มีคดีหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ ฎีกาที่ 14615/2558 เกี่ยวกับข้อหาตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ซึ่งหลายคนคิดว่า “ถ้าสินค้ามีโลโก้เหมือนของแบรนด์ที่จดทะเบียนในไทย = ผิดแน่นอน”

👨🏼‍⚖️ แต่ศาลฎีกาบอกว่า… ไม่เสมอไป

🗂️ ในคดีนี้ เจ้าของเครื่องหมายการค้าในไทยฟ้องว่า สินค้าที่นำเข้าเข้ามา “ปลอมเครื่องหมายการค้า KAMUI” ของตน
แต่ศาลตรวจแล้วพบว่า:

• สินค้าของกลาง ผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่น ที่ใช้คำว่า “KAMUI” มานานกว่า 10 ปี
• บริษัทญี่ปุ่นนั้น จดทะเบียนเครื่องหมาย “KAMUI” ในญี่ปุ่นก่อน
• ส่วนผู้ฟ้องในไทย เพิ่งมาจดทะเบียนคำว่า “KAMUI” ในไทยภายหลัง
• และ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของเครื่องหมายในญี่ปุ่นด้วย

👨🏼‍⚖️ ศาลจึงวินิจฉัยว่า

สินค้าที่นำเข้า ไม่ใช่ของปลอม เพราะเป็นสินค้าจาก

✅ “เจ้าของเครื่องหมายตัวจริง” ที่ต่างประเทศ

❌ไม่เข้าข่ายปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้า ตามกฎหมายไทย

🟰สรุปง่าย ๆ

ถ้าสินค้ามาจาก “เจ้าของเครื่องหมายที่แท้จริง” แม้จะยังไม่ได้จดในไทยตอนนั้น ก็ ไม่ถือว่าเป็นของปลอม

การจะเอาผิด ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า
มีคน “ทำปลอม” หรือ “เลียนแบบ” เพื่อให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นของที่จดทะเบียนในไทย

📝🛍️เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้บริโภค เพราะช่วยให้เข้าใจว่า
คดีเครื่องหมายการค้าไม่ได้ดูแค่โลโก้เหมือน แต่ต้องดูว่าใครเป็นเจ้าของสิทธิจริง ๆ

#รู้สิทธิ #เครื่องหมายการค้า

ที่อยู่

Ratchaphruek
Nonthaburi
11130

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ TP Legal Counselor โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์