มองมุมกฎหมาย

มองมุมกฎหมาย มองกฎหมายในมุมทนายความ

 #การจดทะเบียนรับรองบุตรกรณีชายหญิงอยู่กินกันฉันสามีภริยา  #โดยไม่จดทะเบียนสมรส บุตรที่เกิดมาจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย...
12/02/2026

#การจดทะเบียนรับรองบุตร

กรณีชายหญิงอยู่กินกันฉันสามีภริยา #โดยไม่จดทะเบียนสมรส บุตรที่เกิดมาจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายหญิงซึ่งเป็นมารดาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยแม้ฝ่ายชายจะเป็นบิดาตามความเป็นจริงก็ตาม แต่ก็ไม่ถือเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย หากบิดาประสงค์จะให้บุตรของตนเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถดำเนินการได้ 3 วิธี คือ

1. บิดามารดาได้สมรสกันตามกฎหมายในภายหลัง
2. บิดาได้จดทะเบียนรับรองบุตร
3. ศาลได้พิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา

ในกรณี #บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร นั้น มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือ ตัวเด็กและมารดาของเด็กต้องมาให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับรองบุตรด้วยตนเองหรือมีหนังสือให้ความยินยอมแทน แต่หากเด็กและมารดาเด็ก หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งกรณีที่เด็กไม่อาจให้ความยินยอมได้นั้น เช่น กรณีที่เด็กมีอายุน้อย ยังไร้เดียงสา เป็นต้น

กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรได้ #บิดาสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตร เพื่อใช้คำสั่งของศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแทนความยินยอมของฝ่ายที่ไม่สามารถให้ความยินยอมนั้นต่อนายทะเบียนได้

เมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วเห็นว่าผู้ร้องเป็นบิดากับบุตรกันจริง และมีเหตุขัดข้องในการขอจดทะเบียนรับรองบุตรตามที่กฎหมายกำหนดไว้จริง ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรได้ต่อไป

ทั้งนี้ การยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรนั้น เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ...

การแถลงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล ในคดีอาญา ป.วิ.อาญา มาตรา 28 กำหนดให้  #พนักงานอัยการ (ม.2(5)...
27/01/2026

การแถลงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล

ในคดีอาญา ป.วิ.อาญา มาตรา 28 กำหนดให้ #พนักงานอัยการ (ม.2(5)) และ #ผู้เสียหาย (ม.2(4)) มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล

ซึ่งในกรณีที่ #ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นราษฎรเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยไม่ผ่านพนักงานอัยการ เมื่อได้มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้ว และศาลเห็นว่าฟ้องถูกต้องตามกฎหมาย ป.วิ.อาญา มาตรา 162 กำหนดให้ศาล #ต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องเสมอ

#ในคดีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรเป็นโจทก์นั้น หากความปรากฏต่อศาลเอง หรือมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมา ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย หรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ #ให้ศาลยกฟ้อง และ #ห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก (ม.161/1)

ซึ่งหากจำเลย (ผู้ถูกฟ้อง) เห็นว่า การฟ้องคดีของโจทก์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปเพื่อต้องการกลั่นแกล้ง หรือเอาเปรียบจำเลย หรือหวังผลประโยชน์ที่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต จำเลยสามารถแถลงให้ศาลทราบถึง #ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูลนั้นได้ (ม.165/2)

ในวันนี้ มองมุมกฎหมาย จึงขอนำตัวอย่างคำแถลงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายดังกล่าวในคดีความผิดฐาน #บุกรุก และ #ทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเคยใช้ยื่นต่อศาลและสามารถให้ผลร้ายแก่โจทก์มาแล้ว (คดีจบแล้ว) มาเป็นตัวอย่างในทางวิชาการเพื่อสามารถนำข้อกฎหมายไปปรับใช้ในการพิจารณาคดีอื่นๆ อันเป็นประโยชน์กับประชาชนผู้มีอรรถคดีและไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

 #คดีแพ่ง การถอนฟ้องแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 175 คือ1. กรณีถอนฟ้อง  #ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนค...
26/01/2026

#คดีแพ่ง การถอนฟ้องแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 175 คือ

1. กรณีถอนฟ้อง #ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่น #คำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล กับ
2. กรณีถอนฟ้อง #ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็น #คำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้

ซึ่งในกรณีการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การนั้น ศาลสามารถมีคำสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องฟังจำเลยก่อน แต่หากเป็นการถอนฟ้องภายหลังจากที่จำเลยยื่นคำให้การแล้ว ศาลจะอนุญาตได้ก็ต่อเมื่อได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมี ก่อน แล้วเท่านั้น

ในกรณีที่โจทก์ถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนมีการเริ่มสืบพยาน จึงทำให้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่แน่ชัด ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการทำให้จำเลยเสียเปรียบเชิงคดี แม้จำเลยจะคัดค้านก็ตาม แต่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อเอาเปรียบในเชิงคดี ศาลสามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2566)

*****หมายเหตุ*****
เคยมีคำพิพากษาที่ศาลฎีกาที่ 3915/2532 ที่วินิจฉัยว่า การที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งนอกจากพิจารณาถึงความสุจริตในการดำเนินคดีของโจทก์แล้ว #ศาลจะต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสียของคู่ความทุกฝ่ายด้วย มิใช่จะพิจารณาแต่เพียงผลได้ผลเสียของโจทก์ผู้ขอถอนฟ้องแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ทราบข้อบกพร่องของคำฟ้องจากคำให้การของจำเลยแล้วไม่ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเสียก่อนวันนัดชี้สองสถานในวันนัดชี้สองสถานทนายโจทก์แถลงด้วยวาจาว่า กรณีเดียวกันนี้ทนายโจทก์ยื่นฟ้องวันเดียวกัน 2 เรื่อง การกลัดเอกสารท้ายคำฟ้องสับสนผิดเรื่อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้คัดค้านหากโจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเสียให้ถูกต้อง โจทก์จึงขอถอนฟ้อง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2แถลงคัดค้าน ดังนี้ ในวันนั้นถ้าโจทก์ไม่ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ต้องทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปตามคำฟ้องคำให้การของคู่ความ และเมื่อมีการชี้สองสถานแล้ว ศาลอาจไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา180 วรรคสอง(2) จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ยกข้อบกพร่องของคำฟ้องของโจทก์ขึ้นมาต่อสู้คดีไว้แล้ว คดีเห็นได้ชัดว่าเมื่อไม่อาจแก้ไขข้อบกพร่องของคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้คดีไว้ให้แจ้งชัดและถูกต้องได้แล้ว โจทก์จึงขอถอนฟ้องเพื่อนำคำฟ้องที่ได้เรียบเรียงใหม่แก้ไขข้อบกพร่องและความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้วมายื่นใหม่ #เป็นการเอาเปรียบจำเลยในเชิงคดี ทำให้จำเลยเสียหาย จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง

ดังนั้น การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป

โจทก์ขาดนัดในคดีอาญาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 กำหนดว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย ... ซึ่...
21/01/2026

โจทก์ขาดนัดในคดีอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 กำหนดว่า ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสีย ...

ซึ่งกำหนดนัดตามมาตรา 166 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว หมายความถึง นัดไต่สวนมูลฟ้อง, นัดตรวจพยานหลักฐาน, นัดสืบพยาน และหมายความรวมถึงนัดไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางด้วย

หากปรากฏโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว ฝ่ายโจทก์ (โจทก์/ทนายโจทก์/ผู้รับมอบอำนาจ/ผู้รับมอบฉันทะ) ไม่มีผู้ใดมาศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร #ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะมาศาลในวันนัดดังกล่าวด้วยหรือไม่

โดยคดีที่ศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ขาดนัดดังกล่าว #โจทก์จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว

ทางแก้ของโจทก์ ต้องยื่นคำร้องภายในสิบห้าวันนับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น โดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้

 #ฟ้องหย่า โดยอาศัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) กฎหมายไม่ได้กำหนดเพียง  #ระยะเวลาที่แยกกันอยู่...
09/12/2025

#ฟ้องหย่า โดยอาศัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) กฎหมายไม่ได้กำหนดเพียง #ระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะ #เหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย

ดังนั้น แม้คู่สมรสแยกกันอยู่เกินกว่าสามปีก็ตาม แต่หากไม่ปรากฏเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสโดยปกติสุขตลอดมาด้วย ศาลก็พิพากษาให้หย่าโดยเหตุดังกล่าวไม่ได้

ซึ่งในทางปฏิบัติ ศาลจะพิจารณา 2 เหตุดังกล่าวประกอบกันเสมอ คือ

1. ระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกิน 3 ปี
2. เหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสโดยปกติสุขตลอดมา

#ดังนั้น ในการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) โจทก์จึงต้องฟ้องและนำสืบพยานหลักฐานให้เข้าองค์ประกอบทั้งสองข้อดังกล่าว (ตามนัยฎีกาที่ 451/2567)

เมื่อมีผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิด บุคคลที่ถูกกล่าวหาย่อมตกอยู่ในฐานะ  #ผู้ต้องหา...
08/12/2025

เมื่อมีผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิด บุคคลที่ถูกกล่าวหาย่อมตกอยู่ในฐานะ #ผู้ต้องหา ทันที ไม่ใช่ตกเป็นผู้ต้องหาเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ วินิจฉัยว่า เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(2) แล้ว ซึ่งในชั้นสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 พนักงานสอบสวนจะบังคับให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำใดๆ ไม่ได้ และมาตรา 135 ก็บัญญัติห้ามมิให้พนักงานสอบสวนล่อลวงหรือขู่เข็ญผู้ต้องหาให้ให้การอีกด้วย จึงเห็นได้ว่าหมายเรียกของพนักงานสอบสวนที่ให้ผู้ต้องหามาเพื่อให้การ ไม่เข้าลักษณะเป็นคำบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 168

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2509 ป.

โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นผ่านโซเชียลมีเดียโดยเพิ่มข้อความว่า  #จริงหรือไม่ ในลักษณะเป็นการตั้งคำถาม ถ้าพฤติการณ์บ่ง...
06/12/2025

โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นผ่านโซเชียลมีเดียโดยเพิ่มข้อความว่า #จริงหรือไม่ ในลักษณะเป็นการตั้งคำถาม ถ้าพฤติการณ์บ่งชี้ว่ากระทำไปด้วยความไม่สุจริตใจ และมีวัตถุประสงค์เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

คดีหนึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้น ผู้กระทำความผิดต้อง #มีเจตนาใส่ความผู้อื่นในลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ด้วยการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป และข้อความนั้นตามความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปถึงขั้นทำให้ผู้อื่นนั้นน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้
ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์และข้อความที่จำเลยนำมาใส่บนรูปโจทก์ในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยและองค์กร.... แล้ว ทำให้วิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้ว มีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี อันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ และลักษณะการใส่ความของจำเลยก็เป็นการโพสต์ข้อความซ้ำแล้วซ้ำอีกในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบดังกล่าว #บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่โพสต์ไป อีกทั้งการโพสต์ของจำเลยตามฟ้องก็เป็นการเผยแพร่ข้อความไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป ถือได้ว่าจำเลยได้เผยแพร่ข้อความ โดยการโฆษณา เมื่อจำเลยได้เผยแพร่ข้อความซึ่งวิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้วมีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดีอันส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ด้วยการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

#ดังนั้น แม้จะเพิ่มข้อความว่า #จริงหรือไม่ ในลักษณะเป็นคำถามก็ตาม แต่ถ้าพฤติการณ์บ่งชี้ได้ว่า เป็นการตั้งคำถาม #โดยไม่สุจริตใจ และ #มีเจตนาเพื่อจะหลีกเลี่ยงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา328 หากข้อความนั้นวิญญูชนโดยทั่วไปที่พบเห็นและอ่านแล้วมีความรู้สึกหรือเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ส่งผลให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ ด้วยการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาไปยังสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไป #การกระทำดังกล่าวก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา328 ได้

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567

 #โพสต์หลายครั้งรับโทษทุกครั้งหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยการโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กซึ่งได้ตั้งค่าการโพสต์เป็นสาธารณะหล...
04/12/2025

#โพสต์หลายครั้งรับโทษทุกครั้ง

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยการโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กซึ่งได้ตั้งค่าการโพสต์เป็นสาธารณะหลายครั้ง #เป็นความผิดหลายกรรม

การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก #หลายครั้ง #ต่างวันเวลากัน แต่ละครั้งของการโพสต์ข้อความมีการแสดงความคิดเห็นโต้ตอบและแสดงข้อเท็จจริงกับบุคคลอื่นที่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นของแต่ละการโพสต์ข้อความ #เป็นส่วนๆ แยกต่างหากจากกันของแต่ละโพสต์ข้อความในลักษณะที่ยืนยันข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันออกไป เป็นการกระทำโดยเจตนาใส่ความมุ่งประสงค์ที่จะทำลายชื่อเสียงของโจทก์หลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้ได้รับความเสียหายหลายครั้งและมีบุคคลอื่นได้มาอ่านข้อความที่โพสต์หลาย ๆ คน โดยมีการโพสต์ข้อความโต้ตอบกับจำเลยในแต่ละโพสต์แยกต่างหากจากกัน แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการยืนยันข้อเท็จจริงแต่ละอย่างแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน และประสงค์ต่อผลให้โจทก์เสียชื่อเสียงในแต่ละเรื่องแต่ละครั้งที่จำเลยโพสต์แตกต่างกัน #การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวและมีเจตนาเดียว

ดังนั้น โพสต์หมิ่นประมาทหลายครั้ง ต่างวันเวลา ยืนยันข้อเท็จจริงต่างกันสามารถแยกโพสต์ได้เป็นส่วนๆ ถือเป็นความผิดหลายกรรม #ต้องรับโทษเป็นกรรมๆไปทุกกรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

#คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2567

 #เจ้าหนี้พึงระวังโพสต์เฟซบุ๊กถึงลูกหนี้ว่า  #ลูกหนี้เป็นคนโกง  #เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน  #เป็นคนหลอกลวง มีความผิดฐานหมิ่...
02/12/2025

#เจ้าหนี้พึงระวัง

โพสต์เฟซบุ๊กถึงลูกหนี้ว่า #ลูกหนี้เป็นคนโกง #เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน #เป็นคนหลอกลวง มีความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยไม่ถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3)

หากลูกหนี้มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้ เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ต้องไปใช้สิทธิดำเนินคดีแก่ลูกหนี้เพื่อขอให้บังคับชำระหนี้แก่ตามกฎหมาย การโพสต์ลงข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุถึงลูกหนี้ในทำนองว่า #ลูกหนี้เป็นคนโกง #เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน #เป็นคนหลอกลวง ฯลฯ จึงเป็นการใส่ความลูกหนี้ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326

และการกระทำของเจ้าหนี้ที่โพสต์ข้อความลักษณะทำนองดังกล่าว #ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3)

#คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2567

ความผิดฐาน  #ลักทรัพย์ ระหว่างผู้บุพการีกับผู้สืบสันดาน ถือเป็นความผิดอันยอมความได้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ที่...
30/11/2025

ความผิดฐาน #ลักทรัพย์ ระหว่างผู้บุพการีกับผู้สืบสันดาน ถือเป็นความผิดอันยอมความได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 334... ถ้าเป็นการกระทำที่...ผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้..." เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลที่กระทำความผิดและผู้ถูกกระทำที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง เพื่อประสงค์ให้สามารถปรองดองและให้อภัยแก่กันได้ เมื่อมีการกระทำความผิดต่อกันในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเกิดขึ้นในครอบครัว ต่อมาภายหลังให้อภัยแก่กันแล้วสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข #กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้

ดังนั้น ผู้เสียหายจึงต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
ฎีกาที่ 4925/2566

กรณีผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน (น.ส.3 ก.) ฟ้องเพิกถอนการออกโฉนดโดยอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองไม่ใช่ผู้ยื่นคำขอออกโฉนด ...
18/11/2025

กรณีผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน (น.ส.3 ก.) ฟ้องเพิกถอนการออกโฉนดโดยอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองไม่ใช่ผู้ยื่นคำขอออกโฉนด แม้จะมีคำขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดิน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดทับที่ดิน น.ส.3 ก. ของผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบ #จึงมีประเด็นพิพาทว่าที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือของผู้ถูกฟ้องคดีที่2 (ผู้ขอออกโฉนด) ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของใคร ย่อมกระทบถึงสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย คดีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนและเอกชนด้วยกัน #อันเป็นอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 46/2564

บังคับคดีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิไม่ได้ที่ดินมือเปล่าซึ่ง  #ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นทรัพย์สินที่โอนกันให...
16/11/2025

บังคับคดีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิไม่ได้

ที่ดินมือเปล่าซึ่ง #ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์

ฎีกา 900/2568

ที่อยู่

Nonthaburi
11110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มองมุมกฎหมายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์