ทนายจอห์น ลอว์เยอร์ - John Lawyer

ทนายจอห์น ลอว์เยอร์ - John Lawyer The law without justice is mockery.
กฎหมายที่ปราศจากความยุติธรรมเป็นสิ่งที่น่าขบขัน

๗ สิงหาคม รำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธื์ (พระบิดาแห่งกฎหมา...
07/08/2023

๗ สิงหาคม รำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธื์ (พระบิดาแห่งกฎหมายไทย) ⚖️🙏🏻

♥️vs🧡 ปิดสวิทช์ 3 ป. 🤫- ประชาธิปไตย- ประเทศไทย- ประชาชน
02/08/2023

♥️vs🧡 ปิดสวิทช์ 3 ป. 🤫
- ประชาธิปไตย
- ประเทศไทย
- ประชาชน

ดีมากครับ เพราะการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อืน ไม่สมควรเกิดขึ้นไม่ว่ากับใคร 🤷🏻‍♂️
31/07/2023

ดีมากครับ เพราะการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อืน ไม่สมควรเกิดขึ้นไม่ว่ากับใคร 🤷🏻‍♂️

ตบปากด้วยกฎหมาย....ให้หยุดพูด!
SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) คือ การฟ้องร้องในกระบวนยุติธรรมที่ใช้กดดันให้ “นักต่อสู้” เพื่อประโยชน์สาธารณะหยุดตรวจสอบ
ในประเทศไทยมีหลายกรณี ที่ประชาชนและนักเคลื่อนไหว ถูกภาครัฐ - ทุนใหญ่ ดำเนินคดี ในข้อหา “หมิ่นประมาท” ซึ่งฟ้องทั้งอาญา และแพ่งมีการเรียกค่าเสียหายหลายร้อยล้านบาท โดยคดีประเภทนี้ ผู้ถูกฟ้องต้องใช้เวลาต่อสู้ยาวนานหลายปี
ทั้งที่การสู้เพื่อส่วนรวม มีขอบเขต ไม่ควรเป็นเหตุในการถูกกลั่นแกล้ง
มีแนวทางอย่างไร? ที่จะลดการฟ้องเพื่อปิดปากได้ ทีดีอาร์ไอ ชวนคิดไปกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ในรายการ คิดยกกำลังสอง: แกล้งให้ลำบาก…ตบปากด้วยกฏหมาย https://tdri.or.th/2023/07/thinkx2-507/

"เงินปันผล" ต้องเอาไปคิดภาษีไหม ? 💸เคยสงสัยไหมครับว่าเงินปันผลที่ผมได้จากกองทุนรวม หรือหุ้นนั้น ผมจะต้องเอามาใส่เป็นรายไ...
31/07/2023

"เงินปันผล" ต้องเอาไปคิดภาษีไหม ? 💸

เคยสงสัยไหมครับว่าเงินปันผลที่ผมได้จากกองทุนรวม หรือหุ้นนั้น ผมจะต้องเอามาใส่เป็นรายได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (4) อีกหรือไม่ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันในครั้งแรก จึงลองสืบค้นข้อมูลและความหมายของเงินปันผล ว่าต้องเอาไปคิดเป็นภาษีด้วยหรือไม่ แล้วจึงได้คำตอบดังนี้ครับ👇🏻👇🏻👇🏻

"เงินปันผล" นั้นเราต้องเอาไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อคิดภาษีหรือไม่นั้น ต้องดูว่า "เงินปันผล" นั้น เราได้ให้ บลจ. หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หักภาษีไว้หรือไม่ ❓🤔

เพราะตอนเราเปิดบัญชีกองทุน หรือทำคำสั่งซื้อกองทุนรวมนั้น เขาจะมีให้เราเลือกว่าเราต้องการให้เขาหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เลยไหม ถ้าหักเขาก็จะหัก 10 % ของเงินปันผลที่เราต้องได้รับไว้เลย (อันนี้ไม่ยุ่งยาก) เพราะถ้าเราตกลงไว้แบบนี้ เราก็ไม่ต้องนำเงินปันผลมารวมคำนวณคิดภาษีด้วย เพราะตามภาษาทางบัญชีถือว่าเราได้ใช้สิทธิ์ Fina Tax ไปเรียบร้อยแล้ว (Final Tax ก็คือเงินที่เราจ่ายภาษีไป 10% ตั้งแต่แรก) 💸💸

แต่ในกรณีที่เราไม่ได้แจ้งให้ บลจ.หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เลยตั้งแต่แรก เงินปันผลที่เราได้รับต้องนำไปคิดภาษีร่วมกับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นๆด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเป็นเงินปันผลจากการเล่นหุ้น จะมีการหัก 10% ณ ที่จ่ายอยู่แล้ว อันนี้ก็ไม่ต้องเป็นห่วง ❌😚

ดังนั้นถ้าใครไม่แน่ใจ ก็ลองตรวจสอบกับ บลจ. ที่เราซื้อกองทุนด้วยก็ได้ว่าเงินปันผลของเรานั้นเขาได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วหรือยัง...เพียงเท่านี้ก็จะหมดห่วง 😎😎

แต่เพื่อประโยชน์สูงสุดของท่านนะครับ ท่านควรตรวจสอบตัวเองก่อนว่าฐานภาษีของตัวเองอยู่ในระดับใด

พูดง่ายๆคือถ้าเป็นคนพึ่งเริ่มทำงาน รายได้หลักหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้วจะอยู่ในเรท 5% (รายได้สุทธิ 150,000-300,000) ดังนั้นควรเอาเงินปันผลไปคิดทีเดียวดีกว่า เพราะฐานภาษีเราแค่ 5% แต่ถ้าหัก ณ ที่จ่ายไว้เลยคือ 10 % ดังนั้นเราจึงมีสิทธิ์ขอคืนได้อีก 5% ที่เราถูกหักไว้ได้ (แต่จะสับสนยุ่งยากไหมล่ะ??) 🥺

แต่ถ้าฐานภาษีเราคือ ตั้งแต่ 10% ขึ้นไป ก็ควรให้ บลจ.หักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้เลย เพื่อความสะดวกและไม่ผิดพลาดในการยื่นแบบภาษี 💯💯💯

สรุปได้ว่า "เงินปันผล" ที่เราได้รับจากกองทุนรวม หรือจากการเล่นหุ้น นั้น ถือเป็นรายได้ที่เราต้องเสียภาษีตามกฎหมาย แต่ว่า "เงินปันผล"ถือเป็นรายได้ชนิดพิเศษที่มีสิทธิ์ Final Tax ให้เราได้เลือกได้ว่าจะใช้สิทธิ์หรือไม่ โดยเราแค่ต้องพิจารณาจากฐานภาษีของเราให้เข้าใจว่าเป็นยังไง เสียภาษีในลักษณะไหนจึงจะคุ้มค่าที่สุด แค่นั้นเอง 🖋

#ทนายจอห์น #ปรึกษาทนายความ #ความรู้กฎหมาย #บทความกฎหมาย #ปรึกษากฎหมาย #ทนายความ

Due Diligence ถ้าแปลเป็นไทยแบบง่าย หมายถึง "การตรวจสอบเชิงลึก" , "การแสวงหารความเสี่ยง" หรือการทำ Due Diligence บางครั้ง...
30/07/2023

Due Diligence ถ้าแปลเป็นไทยแบบง่าย หมายถึง "การตรวจสอบเชิงลึก" , "การแสวงหารความเสี่ยง" หรือการทำ Due Diligence บางครั้งอาจให้ความหมายว่า "การสอบทานธุรกิจ (Business Review)" ก็ได้ครับ และมันคือการตรวจสอบอะไรล่ะ!!!

Due Diligence เป็นการตรวจสอบและประเมินทรัพย์สิน ตลอดจนหนี้สินของบริษัทฯ ว่ามีมูลค่าอยู่จำนวนเท่าใด มีข้อจำกัดใด มีเงื่อนไขใด? และถูกต้องครบถ้วนตามที่ได้เปรียบเทียบกับข้อมูลหรือตัวเลขทางบัญชีหรือไม่ รวมทั้ง มีอยู่จริงหรือไม่? นั่นเอง ซึ่งในการตรวจสอบและประเมินมูลค่าดังกล่าว ผู้กระทำ ต้องใช้ความระมัดระวังเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพอย่างเพียงพอด้วย

โดยการทำ Legal Due Diligence ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปด้านการตรวจสอบด้านภาษีอากร ตรวจสอบกิจการว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงมากต่อการจะถูกฟ้องร้อง โดยเฉพาะผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนั้น มีความสำคัญมากต่อการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่สนใจซื้อกิจการ หรือลงทุน เพราะอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงาน และเงินลงทุน

การทำ Due Diligence จะดำเนินการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของกิจการ ซึ่งแบ่งได้เป็นส่วนที่ต้องตรวจสอบวิเคราะได้ห์ 3 ด้าน ดังนี้ครับ

ด้านที่ 1. การตรวจสอบมูลค่าทางธุรกิจ (Valuation Validation)

ด้านที่ 2. การตรวจสอบบัญชี (Accounting)

ด้านที่ 3. การตรวจสอบกฎหมาย (Legal)

โดยการทำ Due Diligence ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจาก ในกรณีซื้อขายกิจการ หรือเลิกกิจการ รวมทั้ง การวางแผนควบรวมกิจการ การเจรจาแก้ปัญหาในการแยกกิจการ แยกหุ้นส่วน ขายหุ้น หรือ หาพันธมิตรในการเพิ่มทุน ฯลฯ เพื่อให้ทุกฝ่ายทราบมูลค่าที่แท้จริง และสถานภาพ ของกิจการ ทั้งในทางบัญชี รวมทั้ง ข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งหมด

และการทำ Due Diligence นั้น ต้องให้บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้ดำเนินการ ร่วมกับ สำนักงานบัญชีโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต(CPA) และ รวมถึงสำนักงานกฎหมาย (Law Firm) เพราะต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านการเงิน กฎหมาย และด้านบัญชี เพื่อให้ช่วยตรวจสอบด้านต่างๆให้ครอบคลุมครบถ้วน

เรียกได้ว่า Due Diligence ในเชิงธุรกิจนั้น เรียกได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมีผลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการลงทุนที่ผิดพลาด และเป็นการทำให้รู้ถึงธุรกิจนั้นๆก่อนการดำเนินการอย่างใดได้เป็นอย่างดีนั่นเองครับ :)

#ทนายจอห์น #ปรึกษาทนายความ #ความรู้กฎหมาย #ปรึกษากฎหมาย #บทความกฎหมาย #ทนายความ

เอกสิทธิ์ หรือ Privilege นั้น หมายถึง สิทธิพิเศษที่ให้แก่บุคคลโดยเฉพาะ ซึ่งในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ก็คือ สิทธิเด็ดขาดข...
29/07/2023

เอกสิทธิ์ หรือ Privilege นั้น หมายถึง สิทธิพิเศษที่ให้แก่บุคคลโดยเฉพาะ ซึ่งในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ก็คือ สิทธิเด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภาที่จะแสดงความคิดเห็น หรือการกระทำอย่างอื่นโดยมิให้บุคคลอื่นสอดมาเกี่ยวข้องโดยการเก็บเอาไปฟ้องร้องว่ากล่าวในทางใด ๆ ทั้งนี้ เอกสิทธิ์ จะมีลักษณะตลอดไป กล่าวคือ เมื่อเป็นเอกสิทธิ์แล้ว ก็ไม่อาจนำเรื่องนั้นไปฟ้องร้องอีกไม่ว่าในเวลาใดก็ตาม

เอกสิทธิ์ (รวมถึงความคุ้มกันด้วย) เป็นแนวคิดที่มีต้นกำเนิดมาระบบรัฐสภาของสหราชอาณาจักร เนื่องจากในคริสต์ศตวรรษที่ 14 และ 15 สมาชิกรัฐสภาของอังกฤษโดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภาสามัญ (House of Common) มักถูกจับกุมและฟ้องร้องในข้อหากล่าวคำใส่ร้ายป้ายสีเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร

โดยเฉพาะในรัชสมัยพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ได้มีการจับกุมและฟ้องร้องให้ลงโทษผู้แทนราษฎรซึ่งเสนอร่างกฎหมายลดค่าใช้จ่ายในราชสำนักของพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ต่อสภา ในข้อหาทรยศต่อกษัตริย์ โดยอ้างว่า “เสรีภาพในการพูด ซึ่งได้ให้แก่พวกท่านไม่ได้หมายความว่าจะให้ท่านพูดตามที่ท่านประสงค์ท่านมีสิทธิ์แต่เพียงจะกล่าวคำว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น” แม้สมาชิกรัฐสภาจะทัดทานอย่างไรพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ก็ทรงเพิกเฉยไม่นำพา

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1688 หรือราว พ.ศ. 2231 จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิ หรือ Bill of Rights ขึ้น เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว โดยกำหนดว่า ในการพูดและอภิปรายรวมตลอดถึงการดำเนินการใด ๆ ในรัฐสภาตามอำนาจหน้าที่นั้น ไม่อาจนำไปฟ้องร้องในศาลใดศาลหนึ่งได้เลย นอกจากจะเป็นการกระทำนอกรัฐสภา

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาสามารถทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในการตรากฎหมาย แสดงความคิดเห็น อภิปราย และตรวจสอบการงานของฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการฟ้องร้องดำเนินคดีใด ๆ เพราะหากปราศจากเอกสิทธิ์ดังกล่าวนี้แล้ว การจะกล่าวถ้อยคำหรือกระทำการใด ๆ ในการทำหน้าที่ ย่อมมีข้อจำกัดตามกฎหมาย ซึ่งอาจจะทำให้การทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่พึงมี

หลักการจาก Bill of Rights นี้ เป็นที่ยอมรับทั้งในวงวิชาการ และรัฐสภาเป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ในเวลาต่อมารัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ก็ได้นำเรื่องนี้ไปบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน

สำหรับการนำหลักเอกสิทธิ์และความคุ้มกันมาใช้ในประเทศไทยนั้น มีขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชบัญญัติองคมนตรีพ.ศ. 2470 ขึ้นแก้ไขเพิ่มเติมหลักการเรื่องที่ปรึกษาในพระองค์ ตามพระราชบัญญัติปรีวีเคาน์ซิล (privy council) เดิมให้ดีขึ้น ในการนี้ทรงเห็นว่าเหตุที่ปรีวีเคาน์ซิลไม่ได้ผลเท่าใดนัก เพราะสมาชิกแห่งสภานั้นอภิปรายแสดงความเห็นได้ไม่เต็มที่ จึงทรงพระราชดำริที่จะให้หลักประกัน แก่สมาชิกองคมนตรีสภาในการแสดงความคิดเห็นให้เต็มที่ไม่ต้องหวาดเกรงภัยใด ๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราบทบัญญัติในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่า

“กรรมการองคมนตรีไม่ต้องรับผิดในถ้อยคำใดๆ ที่ได้กล่าว หรือแสดงเป็นความเห็น หรือในการออกเสียงลงคะแนน ในที่ประชุมสภาองคมนตรีผู้ใดผู้หนึ่งจะว่ากล่าวฟ้องร้องกรรมการองคมนตรีเพราะเหตุนั้นหาได้ไม่ อนึ่ง บุคคลที่สภาได้เชิญมาชี้แจงหรือออกความเห็นนั้นก็ให้ได้รับยกเว้นดุจกัน”

สำหรับประเทศไทยนั้น หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็ได้มีการรับหลักการเรื่องเอกสิทธิ์ของผู้แทนราษฎรเอาไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรก กล่าวคือ ตั้งแต่พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งมาตรา 24 บัญญัติว่า “สมาชิกไม่ต้องรับผิดชอบในถ้อยคำใด ๆ ที่ได้กล่าว หรือแสดงความเห็นในการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม ผู้หนึ่งผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องเพราะเหตุนั้นหาได้ไม่

ปัจจุบัน หลักการเรื่อง เอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 124 ว่า “ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาสมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใด ๆ มิได้...

#ทนายจอห์น #ความรู้กฎหมาย #ปรึกษากฎหมาย #บทความกฎหมาย #ทนายความ #ปรึกษาทนายความ

รู้หรือไม่? ต้นไม้ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน การขอสินเชื่อได้ 🌳 หลายๆท่าน คงคุ้นชินกับการที่เราสามารถเอาบ้าน ที่ดิน รถยน...
28/07/2023

รู้หรือไม่? ต้นไม้ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน การขอสินเชื่อได้ 🌳

หลายๆท่าน คงคุ้นชินกับการที่เราสามารถเอาบ้าน ที่ดิน รถยนต์ และของมีค่าต่างๆ ไปเป็นหลักทรัพย์ค่้ำประกันการกู้ขอสินเชื่อกับธนาคารต่างๆ แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อได้ นั่นก็คือ " #ต้นไม้" นั้นเองครับ +++

โดย #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 โดยมีแนวทางส่งเสริมให้ใช้ #ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจทั้งเชิงพาณิชย์ได้

ซึ่งสำหรับต้นไม้ที่มีค่าสามารถนำมาค้ำประกันเงินกู้ได้ จำนวน 58 ชนิด ประกอบด้วย 1.สัก 2.พะยูง 3.ชิงชัน 4.กระซิก 5.กระพี้เขาควาย 6.สาธร 7.แดง 8.ประดู่ป่า 9.ประดู่บ้าน 10.มะค่าโมง 11.มะค่าแต้ 12.เคี่ยม 13.เคี่ยมคะนอง 14.เต็ง 15.รัง 16.พะยอม 17.ตะเคียนทอง 18.ตะเคียนหิน 19.ตะเคียนชันตาแมว 20. ไม้สกุลยาง 21.สะเดา 22.สะเดาเทียม 23.ตะกู 24.ยมหิน 25.ยมหอม 26. นางพญาเสือโคร่ง 27.นนทรี 28.สัตบรรณ 29.ตีนเป็ดทะเล 30.พฤกษ์ 31.ปีบ 32.ตะแบกนา 33.เสลา 34.อินทนิลน้ำ 35.ตะแบกเลือด 36.นากบุด 37.ไม้สกุลจำปี 38.แคนา 39.กัลปพฤกษ์ 40.ราชพฤกษ์ 41.สุพรรณิการ์ 42.เหลืองปรีดียาธร 43.มะหาด 44.มะขามป้อม 45.หว้า 46.จามจุรี 47.พลับพลา 48.กันเกรา 49.กระทังใบใหญ่ 50.หลุมพอ 51.กฤษณา 52.ไม้หอม 53.เทพทาโร 54.ฝาง 55.ไผ่ทุกชนิด 56.ไม้สกุลมะม่วง 57.ไม้สกุลทุเรียน และ58.มะขาม

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้อธิบายขอบเขตกำหนดขั้นตอนและหลักการ ในการประเมินราคาต้นไม้ที่กำหนดไว้เพื่อใช้ในการประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์เบื้องต้นดังนี้

เกณฑ์การประเมินราคาต้นไม้
- ต้องเป็นต้นไม้อายุ 1 ปีขึ้นไป
- มีลำต้นตรง 2 เมตรขึ้นไป
- ต้องเป็นต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินตนเอง
- การวัดมูลค่าจะต้องมีกรรมการและสมาชิกธนาคาร อย่างน้อย 3 คนร่วมประเมินมูลค่า
- ต้นไม้เป็นรายต้นที่ความสูง 1.30 เมตร
- มีเส้นรอบวงต้น ไม่ต่ำกว่า 3 เซนติเมตร และเปรียบเทียบเส้นรอบวงที่วัดได้กับตารางปริมาณและราคาเนื้อไม้ ที่แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อหามูลค่าต้นไม้ และจะปล่อยกู้ให้ 50% ของราคาประเมินต้นไม้ชนิดนั้นๆ

ยกตัวอย่างง่ายๆในการคำนวณ เช่น..
จากเดิม เจ้าของที่ดิน กู้โดยใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน มูลค่าที่ดิน 1,000,000 บาท ธนาคารให้กู้ได้ 500,000 บาท แต่เนื่องจาก.... บนที่ดินนั้นปลูกต้นไม้ตามรายชื่อที่กำหนด มีมูลค่าต้นไม้อีก 400,000 บาท ธนาคารก็จะปล่อยกู้เพิ่มอีก 50% ของมูลค่าต้นไม้ หรือ 200,000 บาท
ดังนั้นเท่ากับว่า จากเดิมกู้ได้เพียง 500,000 บาท ก็จะสามารถกู้ได้ถึง 700,000 บาท นั่นเองครับ 🙂

#ทนายจอห์น #ความรู้กฎหมาย #ปรึกษากฎหมาย #บทความกฎหมาย #ทนายความ #ปรึกษาทนายความ

📌"ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย"  #เปรียบเทียบชัดลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ระหว่างรัฐธรรมนูญกับข้อบังคับการประชุมสภา⚖️"ลำดับศักดิ์ของก...
21/07/2023

📌"ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย" #เปรียบเทียบชัดลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ระหว่างรัฐธรรมนูญกับข้อบังคับการประชุมสภา

⚖️"ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย" เป็นเรื่องที่นักศึกษาวิชากฎหมายตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จะได้ศึกษากัน แต่บางครั้งนักกฎหมายหลายๆ ท่าน เมื่อเติบโดเป็นผู้ใหญ่ มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น อาจหลงลืมหลักการง่ายๆและชัดเจนดังกล่าว #ซึ่งเป็นเรื่องที่นักกฎหมายทุกคนควรทราบ

😎วันนี้ทนายจอห์นเลยอยากจะขอทบทวนความจำให้กับนักกฎหมายบางท่านที่อาจหลงลืมหลักการ รวมถึงตัวทนายจอห์นเอง เพื่อทบทวนความรู้ เพราะกฎหมายที่ใช้ในประเทศไทยนั้นมีมากมาย เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด กฎกระทรวง ฯลฯ

🇹🇭การจัดแบ่งลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทย จึงแบ่งลำดับชั้น ออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้

1️⃣ 1. รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใดขัดแย้งไม่ได้ โดยจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจอธิปไตย ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง สิทธิเสรีภาพของประชาชน ฯลฯ

2️⃣ 2. กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายอธิบายรายละเอียดและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ

3️⃣ 3. กฎหมายลำดับพระราชบัญญัติ เช่น พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้น และพระราชกำหนด ซึ่งเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี

4️⃣ 4. กฎหมายลำดับรอง คือ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ

5️⃣ 5. ข้อบังคับประชุมสภา คือ กติกาการประชุมของแต่ละสภา ซึ่งสมาชิกสภาร่วมกันกำหนดขึ้น ครอบคลุมถึงระเบียบวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ

6️⃣ 6. ข้อบังคับหรือข้อบัญญัติต่าง ๆ เป็นกฎหมายขององค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น เทศบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา ฯลฯ

7️⃣ 7. ประกาศคำสั่ง เป็นกฎหมายเฉพาะกิจ เช่น พระบรมราชโองการ ประกาศคณะปฎิวัติ คำสั่งหน่วยงานราชการ ฯลฯ

✅ ทั้งนี้ ประโยชน์การจัดลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ก็ #เพื่อทำให้ผู้ใช้กฎหมายทราบลำดับชั้นของกฎหมายที่ใช้อยู่ว่าประเภทใด หรือ #ฉบับใดมีศักดิ์และความสำคัญสูงกว่ากัน กรณีมีปัญหาในการวินิจฉัยและตีความกฎหมาย เพราะต้องยึดหลักว่ากฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า ย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย #ส่วนกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่าจะขัดหรือแย้งไม่ได้

#ทนายจอห์น #ปรึกษาทนายความ #ความรู้กฎหมาย #ปรึกษากฎหมาย #บทความกฎหมาย #ทนายความ

ฟันธง!! แท้จริงแล้วใครเป็นเจ้าของบริษัทกันแน่ ระหว่าง "กรรมการบริษัท" vs "ผู้ถือหุ้น" ✍🏻คนทั่วไปมักคิดว่าเจ้าของบริษัทก็...
21/07/2023

ฟันธง!! แท้จริงแล้วใครเป็นเจ้าของบริษัทกันแน่ ระหว่าง "กรรมการบริษัท" vs "ผู้ถือหุ้น" ✍🏻

คนทั่วไปมักคิดว่าเจ้าของบริษัทก็ย่อมต้องเป็นกรรมการบริษัทเท่านั้น!! น่ะสิ ความคิดนี้ผมจะไม่บอกว่าผิดทั้งหมดนะครับ แต่ก็ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมดเช่นเดียวกัน เพราะอะไรน่ะหรือ.....?👇🏻👇🏻

⭕️นั่นก็เพราะในความเป็นจริงแล้วตามกฎหมาย เจ้าของที่แท้จริงของบริษัท ย่อมต้องหมายถึง "ผู้ถือหุ้น" มิใช่ "กรรมการบริษัท" แต่อย่างใด โดยกรรมการบริษัท #ต้องได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นผ่านการลงมติเท่านั้น และผู้ถือหุ้นก็มีอำนาจในการพิจารณาปลดกรรมการบริษัทได้ด้วย📌

⭕️ดังนั้นแท้จริงแล้ว "กรรมการบริษัท" มีหน้าที่เพียงบริหารจัดการงานของบริษัท ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเท่านั้น จึงมิใช่เจ้าของบริษัท

⭕️เพราะในบางครั้งกรรมการบริษัทบางแห่ง ก็อยู่ในฐานะลูกจ้างของบริษัท เช่น บางบริษัทผู้ถือหุ้นอาจมีมติที่ประชุมว่าจ้างบุคคลภายนอก เข้ามาจัดการงานของบริษัทในฐานะ "กรรมการบริษัท" โดยได้รับเงินเดือนค่าจ้าง , ทำงานตามคำสั่งของบริษัท , ต้องบันทึกลงเวลาทำงาน และ ปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท ก็ได้🖊

⭕️ทั้งนี้เป็นไปตาม #ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 ที่บัญญัติไว้ว่า "บรรดาบริษัทจำกัด ให้มีกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนด้วยกันจัดการตามข้อบังคับของบริษัท และอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง"⚖️

⭕️ดังนั้นเจ้าของบริษัทที่แท้จริงตามกฎหมายแล้ว คือ บรรดาผู้ถือหุ้นของบริษัท เพราะผู้ถือหุ้น มีอำนาจในการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อันเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัท ผ่านทางการลงคะแนนเสียงในการประชุมแต่ละครั้ง ที่เราเรียกว่า " #มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น" ไม่ว่าจะประชุมสามัญผู้ถือ หรือประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ของบริษัท ก็ตาม 💻

⭕️และเฉพาะแต่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่านั้นที่จะมีอำนาจในการแต่งตั้ง / ปลด / หรือ ฟ้องร้องกรรมการบริษัทได้ ในกรณีกรรมการบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัท หรือทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย อันเกิดจาการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรืออยู่นอกเหนือขอบเขตวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของบริษัท 💰

⭕️แต่ที่หลายๆคน เข้าใจว่า "กรรมการบริษัท" ก็ย่อมต้องเป็นเจ้าของบริษัทสิถึงจะถูก นั่นก็เพราะว่าโดยส่วนมาก ผู้ก่อตั้งบริษัทหรือเจ้าของมักจะแต่งตั้งตัวเองมาเป็นกรรมการบริษัท เพื่อบริหารจัดการงานของบริษัท และในขณะเดียวกันตนเองก็อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย จึงทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า เจ้าของบริษัทที่แท้จริง ย่อมต้องหมายถึง "กรรมการบริษัท" เท่านั้น ส่วนผู้ถือหุ้นเป็นแค่นักลงทุน ซึ่งไม่ถูกต้อง ❌

✅ดังนั้นจึงสรุปได้สั้นๆว่า✅

เจ้าของบริษัทที่แท้จริงนั้นก็คือ "ผู้ถือหุ้น" ไม่ใช่ "กรรมการบริษัท" แต่ถ้า "กรรมการบริษัทคนใด" อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย ก็ย่อมมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัทด้วยนั่นเอง !!! 🔆

นึกง่ายๆ ที่เขาบอกให้เราซื้อหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของร่วมกันนั้น แม้หุ้นนั้นจะมีมูลค่าเล็กน้อย เพียงหุ้นละ 10 บาทหรือ 20 บาท แต่ถ้าเราเป็นผู้ถือหุ้น แม้เพียงหุ้นเดียวก็ตาม เราก็ถือเป็นเจ้าของบริษัทในกิจการนั้นๆ แล้วครับ 😁

______________________________________________
#ทนายจอห์น #ปรึกษาทนายความ #ความรู้กฎหมาย #ปรึกษากฎหมาย #บทความกฎหมาย #ทนายความ #สำนักกฎหมายวิระธรรมฯ #รับว่าความคดีทุกประเภท #รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ปรึกษากฎหมายฟรี

Wiradham & Partners International Law Office ⚖️
Legal and litigation service 🖋️

▶️ติดต่อสอบถามข้อมูล ปรึกษาปัญหากฎหมายหรือคดีความ ผ่านช่องทาง inbox 📥 หรือโทร 📞 0915456254 ✅ (รับปรึกษาฟรีเบื้องต้น)
อยากแอดไลน์ไว้ก่อนได้👇🏻
https://lin.ee/Df6asq2

แด่นักกฎหมายทุกท่าน…📚📕📖
19/07/2023

แด่นักกฎหมายทุกท่าน…📚📕📖

กฎหมายแก้ไขได้ครับ (อย่าหาข้ออ้าง) แต่ที่แก้ไม่ได้คือ สันดานนักการเมือง และนักกฎหมายชั่วๆ ประเภทเนติบริกรทั้งหลาย 👎🏻 ที่...
19/07/2023

กฎหมายแก้ไขได้ครับ (อย่าหาข้ออ้าง) แต่ที่แก้ไม่ได้คือ สันดานนักการเมือง และนักกฎหมายชั่วๆ ประเภทเนติบริกรทั้งหลาย 👎🏻

ที่ 1 ไม่ได้เป็นนายก
ที่ 1 ไม่ได้ประธานสภา
ที่ 1 ไม่ได้เป็น Here อะไรเลย

R.I.P. การเมืองไทย ⚖️🖤
#เลือกตั้งเพื่อ ?
#เรียนกฎหมายเพื่อ ?

ที่อยู่

Nonthaburi
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายจอห์น ลอว์เยอร์ - John Lawyerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์