Legal Guardians Law Office

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Legal Guardians Law Office Legal Business

สำนักงานกฎหมาย ลีเกิ้ลการ์เดี้ยน (Legal Guardians Law Office) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคณาจารย์และบุคคลากรจา...
21/07/2026

สำนักงานกฎหมาย ลีเกิ้ลการ์เดี้ยน (Legal Guardians Law Office) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคณาจารย์และบุคคลากรจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชม ณ สำนักงานของเรา และได้มอบโล่เกียรติคุณแก่สำนักงานฯ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเยี่ยมชมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพกฎหมาย ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองทางวิชาชีพระหว่างภาคการศึกษาและภาคปฏิบัติ

ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ให้เกียรติแก่สำนักงานของเรา

Legal Guardians Law Office
Chatree Songsamphant

คำนวณภาษีการรับมรดก ที่คนรวยต้องรู้ สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ ​เมื่อมูลค่าทรัพย์มรดกสุทธิที...
29/06/2026

คำนวณภาษีการรับมรดก ที่คนรวยต้องรู้

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

​เมื่อมูลค่าทรัพย์มรดกสุทธิที่ทายาทได้รับจากเจ้ามรดกมีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท กฎหมายย่อมกำหนดให้ทายาทผู้รับประโยชน์มีหน้าที่ต้องนำมูลค่าทรัพย์สินในส่วนที่เกินนั้น มาเข้าสู่กระบวนการคำนวณภาษีการรับมรดกตามอัตราที่พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 กำหนดไว้
​ทั้งนี้ การคำนวณภาษีดังกล่าวมีหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าทรัพย์สินแต่ละประเภท รวมถึงอัตราภาษีที่แตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ามรดกและทายาท ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ กฎหมายมีวิธีนับมูลค่าทรัพย์สินแบบไหน ส่วนที่เกินต้องนำมาคำนวณด้วยอัตราภาษีเท่าไหร่ อย่างไร
​ในการคำนวณมูลค่าทรัพย์มรดกที่ต้องเสียภาษีการรับมรดกนั้น รายการทรัพย์มรดกมีจำนวนมาก จึงขอยกตัวอย่างทรัพย์สินบางรายการ ตามมาตรา 15 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
​ 1. อสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้ถือเอาตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน หักด้วยภาระที่ถูกรอนสิทธิตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
​2. หลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ถือเอาราคาของหลักทรัพย์นั้นในเวลา สิ้นสุดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ได้รับมรดก
​3. ตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้ ให้ใช้มูลค่าดังต่อไปนี้ (1) กรณีที่มีการจำหน่ายครั้งแรกต่ำกว่าราคาไถ่ถอน ให้ใช้ราคาที่จำหน่ายครั้งแรก (2) กรณีที่มีการจำหน่ายครั้งแรกไม่ต่ำกว่าราคาไถ่ถอน ให้ใช้ราคาไถ่ถอน
​4. รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย ให้ใช้ราคาประเมินราคารถสำหรับ ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ในการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายรถดังกล่าวที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยให้คำนวณมูลค่าตามราคาเฉลี่ยระหว่างราคาประเมินสูงสุด และราคาประเมินต่ำสุดของราคาประเมินรถ ในกรณีไม่มี มูลค่าตามราคาประเมิน ให้ใช้ราคาประเมินที่ประเมินโดยบุคคล หรือหน่วยงานที่เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพเกี่ยวกับการประเมินราคาทรัพย์สินนั้น กรณีนอกเหนือจากนี้ ให้ถือตามราคาตลาดในวันที่ได้รับมรดก
​5. เงินฝาก หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกันที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืน หรือมีสิทธิเรียกร้อง จากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่ได้รับเงินนั้นไว้ การคำนวณมูลค่าให้ถือเอามูลค่าของเงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน รวมทั้งดอกเบี้ย หรือผลประโยชน์อื่นใดที่จะได้รับจากเงินดังกล่าวในวันที่ได้รับมรดกนั้น
​ซึ่งวิธีการคำนวณภาษี ให้นำมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับทั้งสิ้นตามการคำนวณมูลค่าทรัพย์มรดกที่กล่าวมาในข้างต้น หักลบกับภาระหนี้สินอันตกทอดมาจากการรับมรดก หักลบกับมูลค่ามรดกที่ไม่ต้องเสียภาษี เป็นเงินจำนวน 100,000,000 บาท เท่ากับมูลค่ามรดกที่ต้องเสียภาษี แล้วนำไปคูณกับอัตราภาษี
​สำหรับอัตราภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีการรับมรดก ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีคำนวณและเสียภาษีในอัตรา ร้อยละ 10 ของมูลค่ามรดกในส่วนที่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดาน ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่ามรดกในส่วนที่ต้องเสียภาษี ตามมาตรา 16
​ตัวอย่างเช่น เมื่อนำมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้มาหักลบกับภาระหนี้สินอันตกทอดมาแล้วคงเหลือมูลค่าเป็นเงินจำนวน 350,000,000 บาท หลังจากนั้น ให้นำไปหักลบกับมูลค่ามรดกที่ไม่ต้องเสียภาษี เป็นเงินจำนวน 100,000,000 บาท หากผู้รับมรดกเป็นคนนอก เป็นพี่น้อง หรือบุคคลอื่นที่มิได้เป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดาน จะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 ดังนั้น ภาษีที่ต้องชำระคือ (350,000,000 - 100,000,000) x 10% = 25,000,000 บาท

อ้างอิง

พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 มาตรา 15-16.
https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/m77_inheritance_tax.pdf.

https://www.krungsri.com/th/krungsri-the-coach/taxes/tax-knowledge/planning-inheritance-tax.

วางแผนภาษีมรดก 2567 ให้ได้ประโยชน์ ไม่ส่งภาระให้ลูกหลาน รู้ภาษีมรดกที่ดินและวิธีคำนวณว่าต้องเสียเท่าไหร่ ค...

รู้หรือไม่ ? รับมรดกมาแล้วยังต้องเสียภาษีการรับมรดกอีกด้วย สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ ​ในวัน...
21/06/2026

รู้หรือไม่ ? รับมรดกมาแล้วยังต้องเสียภาษีการรับมรดกอีกด้วย

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

​ในวันที่ก้าวเข้ามาเป็นผู้รับมรดกอย่างเต็มตัว หลายคนอาจคิดว่าขั้นตอนต่อจากนี้มีเพียงการไปโอนสิทธิหรือรับทรัพย์สินมาดูแลต่อ แต่ในความเป็นจริงของกฎหมาย การเป็นทายาทผู้รับทรัพย์มรดกตกทอดนั้น มีสิทธิและเงื่อนไขบางอย่างที่อาจคาดไม่ถึง

​“ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน นอกจากความตายและภาษี” วาทะอมตะของ เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) สื่อถึงความจริงที่ว่า ไม่ว่าใครก็ตามก็มิอาจหลีกเลี่ยงกฎธรรมชาติและความรับผิดชอบเรื่องภาษีได้ ในกรณีที่ทายาทผู้รับมรดกได้รับทรัพย์สินในกองมรดกมาแล้ว หากกองมรดกนั้นมีมูลค่าเป็นหลักร้อยล้านพันล้าน ย่อมนำไปสู่ปัญหาที่ว่า ทายาทผู้รับมรดกยังจะต้องเสียภาษีการรับมรดกอีกหรือไม่ อย่างไร

​พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 11 และ 12 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก ได้แก่ ผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียว หรือหลายคราว ถ้ามรดกที่ได้รับมาจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันมีมูลค่าของทรัพย์สินทั้งสิ้นที่ได้รับเป็นมรดก หักด้วยภาระหนี้สินอันตกทอดมาจากการรับมรดกดังกล่าวเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
​ซึ่งประเภทของผู้รับมรดกที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกนั้น มีอยู่หลายประเภท เช่น บุคคลธรรมดา, นิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย, นิติบุคคลที่มิได้มีสัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกอันเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ให้เสียภาษีจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย เป็นต้น

​อย่างไรก็ตาม ยังมีบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ได้แก่ 1. บุคคลผู้ได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนา หรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้มรดกนั้น เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ 2. หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์ 3. บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติหรือ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

​ส่วนทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดกตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มี 5 ประเภท ได้แก่ 1. อสังหาริมทรัพย์ 2. หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3. เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกันซึ่งอยู่ในประเทศไทย ที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืน หรือสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่ได้รับเงินนั้นไว้ 4. ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน 5. ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา
​สรุปได้ว่า การก้าวเข้ามาเป็นทายาทผู้รับมรดกนั้น นอกจากกรรมสิทธิ์และสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินอันมีค่าแล้ว ยังมีในส่วนหน้าที่ทางกฎหมายเรื่องภาษีมรดก ที่ทายาทต้องเข้ามาตรวจสอบว่าทรัพย์สินที่ตนได้รับนั้น เข้าเกณฑ์เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่

​ทั้งนี้ ในเรื่องของการคำนวณมูลค่าทรัพย์สิน การคำนวณภาษี และอัตราภาษี ผู้เขียนจะนำไปกล่าวในบทความตอนต่อไป

อ้างอิง

พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 มาตรา 11-14.
https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/m77_inheritance_tax.pdf.

#ภาษีมรดก #กฎหมาย #กฎหมายมรดก #กฎหมายครอบครัว #ทนายความ

อยากแจ้งความต้องรู้! แบบไหนเรียกว่า “แจ้งความเท็จ” และแบบไหนไม่ผิดกฎหมายศุภวิชญ์ จันทรเสนา ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ ...
14/06/2026

อยากแจ้งความต้องรู้! แบบไหนเรียกว่า “แจ้งความเท็จ” และแบบไหนไม่ผิดกฎหมาย

ศุภวิชญ์ จันทรเสนา ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

การแจ้งความต่อเจ้าพนักงานเป็นสิทธิของประชาชนในการขอความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเหตุอาชญากรรม แจ้งเอกสารสูญหาย หรือแจ้งเหตุอื่นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน อย่างไรก็ตาม หากผู้แจ้งนำ “ข้อความอันเป็นเท็จ” ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงาน ย่อมอาจต้องรับผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญาได้
หลายคนมักเข้าใจว่า การแจ้งความเท็จคือการใส่ร้ายผู้อื่นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ความผิดฐานนี้มีขอบเขตกว้างกว่านั้น เพราะแม้จะไม่ได้กล่าวหาให้บุคคลอื่นเป็นผู้กระทำความผิด หากเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ก็อาจเป็นความผิดได้เช่นเดียวกัน

ความผิดฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
• ประการแรก ผู้กระทำต้อง “แจ้งข้อความแก่เจ้าพนักงาน” โดยเจ้าพนักงานนั้นต้องเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องที่แจ้ง เช่น พนักงานสอบสวน นายทะเบียน หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับแจ้งเรื่องนั้นโดยตรง
โดยการแจ้งอาจกระทำได้หลายรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะการแจ้งเป็นหนังสือ แต่รวมถึงการแจ้งด้วยวาจา การตอบคำถามของเจ้าพนักงาน หรือแม้แต่การแสดงท่าทางที่สื่อความหมายยืนยันข้อเท็จจริง เช่น การพยักหน้ารับว่าเป็นความจริง ทั้งนี้ หากเพียงนิ่งเฉยหรือไม่แสดงออก ย่อมยังไม่ถือว่าเป็นการแจ้งข้อความ
• ประการที่สอง ข้อความที่แจ้งต้องเป็นการ “ยืนยันข้อเท็จจริง” มิใช่เพียงการแสดงความคิดเห็นหรือข้อวินิจฉัยทางกฎหมาย หากเป็นเพียงความเห็นที่คลาดเคลื่อนในข้อกฎหมาย แม้จะไม่ถูกต้อง ก็ยังไม่ถือเป็นการแจ้งความเท็จ
ยกตัวอย่างเช่น การแจ้งว่าบัตรประชาชนสูญหาย ทั้งที่ความจริงเจ้าของบัตรถึงแก่ความตายแล้ว กรณีเช่นนี้เป็นการแจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ แม้มิได้กล่าวหาบุคคลใดว่ากระทำความผิด ก็อาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งความเท็จได้
• ประการที่สาม ข้อความที่แจ้งต้องเป็น “ข้อความอันเป็นเท็จ” ซึ่งอาจเป็นเท็จทั้งหมด หรือเท็จเพียงบางส่วนก็เพียงพอแล้วที่จะเข้าองค์ประกอบความผิด
• ประการที่สี่ ข้อความดังกล่าวต้องเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนได้ โดยกฎหมายไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความเสียหายขึ้นจริง เพียงมีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายก็เพียงพอแล้ว
• ประการสุดท้าย ผู้แจ้งต้องรู้อยู่ว่าตนกำลังแจ้งต่อเจ้าพนักงาน และรู้อยู่ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นความเท็จ หากผู้แจ้งเชื่อโดยสุจริตว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริง ย่อมขาดเจตนาในการกระทำความผิด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่มักถูกเข้าใจผิดว่า หากศาลยกฟ้อง หรือผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำความผิด ผู้แจ้งย่อมมีความผิดฐานแจ้งความเท็จเสมอ ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง
โดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2511 วางหลักว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จจะต้องเป็นการแจ้ง “ข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ” เกี่ยวกับองค์ประกอบของความผิด มิใช่วัดกันที่ผลของคดี หากผู้แจ้งเพียงใช้สิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีโดยเชื่อโดยสุจริต แม้ท้ายที่สุดศาลจะพิพากษายกฟ้อง ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้แจ้งมีความผิดฐานแจ้งความเท็จเสมอไป
ในทำนองเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2557 วินิจฉัยว่า การที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าคำร้องทุกข์หรือคำฟ้องนั้นเป็นเท็จ เพราะการยกฟ้องอาจเกิดจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ หรือเหตุผลอื่นที่ไม่เกี่ยวกับความเป็นเท็จของข้อกล่าวหาก็ได้

กลับกันอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การแจ้งข้อความที่ไม่ใช่องค์ประกอบของความผิด แม้จะเป็นความเท็จ ก็ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2522 วางหลักว่า ในความผิดฐานออกเช็คโดยไม่มีเงิน ผู้ที่นำเช็คไปเข้าบัญชีไม่ใช่องค์ประกอบของความผิด ดังนั้น แม้ผู้แจ้งจะกล่าวข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นผู้นำเช็คไปเข้าบัญชี แต่เมื่อข้อความดังกล่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ อย่างไรก็ตาม หากข้อความเท็จนั้นเป็นสาระสำคัญของคดีและอาจกระทบสิทธิของบุคคลอื่น ก็อาจก่อให้เกิดความรับผิดในฐานความผิดอื่นได้

กล่าวโดยสรุป ความผิดฐานแจ้งความเท็จมิได้พิจารณาเพียงว่าข้อความที่แจ้งเป็นจริงหรือเท็จเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เป็นการแจ้งต่อเจ้าพนักงานหรือไม่ ข้อความดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหรือไม่ เป็นข้อความอันเป็นเท็จที่เกี่ยวกับสาระสำคัญหรือองค์ประกอบของความผิดหรือไม่ และผู้แจ้งรู้ถึงความเป็นเท็จของข้อความนั้นหรือไม่ ดังนั้น การใช้สิทธิร้องทุกข์หรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานโดยสุจริต แม้ภายหลังข้อกล่าวหาจะพิสูจน์ไม่ได้หรือศาลยกฟ้อง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จเสมอไป แต่หากผู้แจ้งรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่แจ้งเป็นเท็จ และข้อความนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ย่อมต้องทำให้เกิดความรับผิดในทางกฎหมายอาญาได้

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2511.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2522.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2557.

ที่ดินตาบอดติดแม่น้ำไร้เรือสัญจร ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ ? สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ ...
13/06/2026

ที่ดินตาบอดติดแม่น้ำไร้เรือสัญจร ฟ้องขอเปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ ?

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

​“ที่ดินตาบอด” คือ ที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ หรือหากมีทางออก แต่ออกไปแล้วเป็นสระน้ำ บึง ทะเล หรือเป็นที่สูงชันที่มีระดับพื้นดินต่างกับทางสาธารณะมากจนไม่สามารถใช้สัญจรได้จริง ทั้งนี้ กฎหมายได้ให้สิทธิในการหาทางออก ซึ่งหนึ่งในวิธีนั้นคือ การขอเปิดทางจำเป็น
​อย่างไรก็ตาม หากที่ดินแปลงนั้นถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่จริงย่อมไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าว มีส่วนหนึ่งติดกับแม่น้ำซึ่งไร้เรือสัญจร แม่น้ำดังกล่าวยังถือว่าเป็นทางสาธาระอยู่หรือไม่ และจะขอเปิดทางจำเป็นได้อย่างไร
​การขอเปิดทางจำเป็น ตามมาตรา 1349 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า “ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้” ทั้งนี้ หากที่ดินมีส่วนหนึ่งติดกับแม่น้ำซึ่งไร้เรือสัญจร แม่น้ำดังกล่าวจึงไม่เป็นทางสาธารณะ ถือว่าที่ดินแปลงนั้นไม่มีทางออก เนื่องจากการสัญจรทางน้ำที่เป็นทางสาธารณะนั้น จะต้องมีความสะดวกที่จะใช้เป็นทางสาธารณะได้ตามปกติธรรมดา หากแม่น้ำหรือคลองไม่มีเรือสัญจร หรือคลองตื้นเขินจนไม่สามารถใช้สัญจรได้ ย่อมไม่ถือว่าเป็นทางสาธารณะ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1229/2529 และ 2073/2520
​ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7322/2550 วินิจฉัยไว้ว่า “แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกจะติดแม่น้ำบางปะกง แต่ก็ได้ความว่า ปัจจุบันแม่น้ำบางปะกงไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร คงมีแต่เรือหาปลา ไม่มีเรือโดยสาร โดยกิจการเรือโดยสารได้เลิกมาหลายสิบปีแล้ว เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วก็ได้ใช้เส้นทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งเส้นทางพิพาทมีความกว้างประมาณ 3 เมตร ดังนี้ กรณีที่ดินโจทก์จึงต้องตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง คือ ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพื่อขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินจำเลยทั้งสามออกสู่ทางสาธารณะได้”
​สรุปได้ว่า ที่ดินซึ่งถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่ แม้จะมีส่วนหนึ่งติดกับแม่น้ำไร้เรือสัญจรก็ตาม แม่น้ำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นทางสาธารณะ จึงทำให้ที่ดินแปลงนั้นเป็นที่ดินตาบอด และสามารถขอเปิดทางจำเป็นกับที่ดินรอบข้างได้

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1229/2529.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2073/2520.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7322/2550.

08/06/2026
08/06/2026

ใบอนุญาตการทำงาน (Work Permit) คือ เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานด้านแรงงาน เพื่ออนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในประเทศนั้นได้อย่างถูกกฎหมาย สำหรับประเทศไทย ออกโดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน

หากเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทย จะต้องมี:

* วีซ่าที่อนุญาตให้ทำงานได้ (เช่น Non-Immigrant
* ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)

ทั้งสองอย่างมีหน้าที่ต่างกัน:

* วีซ่า = สิทธิในการเข้าพักอยู่ในประเทศไทย
* Work Permit = สิทธิในการทำงานในตำแหน่งและสถานที่ที่ได้รับอนุญาต

ในประเทศไทย การทำงานโดยไม่มี Work Permit (หากกฎหมายกำหนดให้ต้องมี) ถือว่าผิดกฎหมายและอาจมีโทษปรับหรือบทลงโทษอื่นตามกฎหมายแรงงานและคนต่างด้าว

หย่าด้วยความยินยอม แต่ตัดกันไม่ขาด การหย่าเป็นโมฆะสมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ “การหย่า” เป็นเ...
07/06/2026

หย่าด้วยความยินยอม แต่ตัดกันไม่ขาด การหย่าเป็นโมฆะ

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

“การหย่า” เป็นเหตุทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมายที่สำคัญเหตุหนึ่ง เมื่อบุคคลทั้งสองคนหมดสิ้นเยื่อใยคลายความเสน่หาอาลัยต่อกันแล้ว จะบังคับให้จำต้องทนอยู่ด้วยกันต่อไปน่าจะเป็นการไม่สมควร ทั้งนี้ หากคู่สมรสหย่าขาดจากกันแล้ว ย่อมส่งผลต่อการแบ่งทรัพย์สิน รวมไปถึงความรับผิดในหนี้สิน
เมื่อคู่สมรสจูงมือพากันไปจดทะเบียนหย่าด้วยกันแล้ว ก็ควรที่จะตัดขาดจากกัน แต่หากเป็นการหย่าเพื่อแก้เคล็ด การหย่าเพื่อหนีหนี้ หรือด้วยเหตุผลอื่น ๆ ที่ทั้งคู่ยังใช้ชีวิตร่วมกัน การหย่าดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ อย่างไร
แม้ว่าตามมาตรา 1515 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้การหย่าด้วยความยินยอมจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคู่สมรสได้ไปจดทะเบียนหย่า ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตก็ตาม ทั้งนี้ เจตนาในการหย่าของทั้งคู่ก็ควรเกิดจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรสด้วย แต่ในกรณีที่มีการหย่าเพื่อแก้เคล็ด หรือการหย่าเพื่อหนีหนี้ คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมิได้ต้องการจะเลิกราหรือแยกทางกันจริง ๆ ซึ่งในใจยังมีเจตนาจะครองคู่เป็นสามีภรรยากันเหมือนเดิมทุกประการ การจูงมือกันไปจดทะเบียนหย่านั้น จึงเป็นเพียงการสร้างภาพลวงตาขึ้นมา เพื่อตบตาโชคชะตา หรือตบตาเจ้าหนี้เท่านั้น แต่ในทางกฎหมาย การสมรสดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ
เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560 วินิจฉัยไว้ว่า “ภายหลังจากจำเลยกับ ส. จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยกับ ส. ยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแล ส. เมื่อยามเจ็บไข้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่ง ส. ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับ ส. กระทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง” “เพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา”
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าการจูงมือกันไปหย่าด้วยเหตุผลเพื่อแก้เคล็ด หรือเพราะจะหนีหนี้ สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอคือ หากจดทะเบียนหย่าแล้ว แต่พฤติกรรมในชีวิตจริงยังกินนอนอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560 ย่อมถือว่าเป็นเจตนาลวง ที่ทำให้ทะเบียนหย่านั้นกลายเป็นโมฆะทันที ซึ่งนอกจากจะมิได้ช่วยแก้เคล็ดแล้ว ยังอาจโดนฟ้องเป็นคดีอาญาความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาอีกด้วย

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515.
ศาตราจารย์พิเศษ ประสพสุข บุญเดช, คำอธิบายกฎหมายครอบครัว (พิมพ์ครั้งที่ 27, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา) 384-386 และ 486-557.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560.

ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกง คือใคร?ศุภวิชญ์ จันทรเสนา ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการในกระบวนการยุติธ...
06/06/2026

ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกง คือใคร?

ศุภวิชญ์ จันทรเสนา ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา บุคคลที่จะมีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีอาญาได้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดเท่านั้น แต่จะต้องเป็น “ผู้เสียหาย” ตามความหมายของกฎหมายด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติว่า “ผู้เสียหาย” หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ผู้ใดจึงจะถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” และผู้ใดเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แต่ไม่มีอำนาจดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหาย
จากบทบัญญัติดังกล่าวและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักเกณฑ์สำคัญของการเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยไว้ 3 ประการ คือ
ประการแรก ต้องมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น
ประการที่สอง บุคคลนั้นต้องได้รับความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น กล่าวคือ ต้องเป็นผู้เสียหายโดยพฤตินัย
และประการที่สาม บุคคลนั้นจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้นด้วย จึงจะถือว่าเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย”

หลักเกณฑ์ข้อสุดท้ายนี้เป็นประเด็นสำคัญที่มักปรากฏในข้อสอบและในทางปฏิบัติบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายถูกหลอกให้มอบทรัพย์สินแก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งต้องพิจารณาว่า ผู้เสียหายมีเจตนาเข้าไปมีส่วนร่วมในความผิดหรือไม่
ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้เสียหายมอบเงินให้แก่บุคคลหนึ่ง โดยเชื่อว่าบุคคลนั้นสามารถช่วยเหลือให้เข้ารับราชการได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายมอบเงินไปเพื่อให้บุคคลดังกล่าวนำไปติดสินบนเจ้าพนักงาน ผู้เสียหายอาจถือว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน จึงทำให้ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
แนวคิดดังกล่าวปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2534 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า ผู้ที่มอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปมอบแก่คณะกรรมการสอบหรือผู้มีอำนาจบรรจุเข้ารับราชการ เพื่อช่วยเหลือให้เข้ารับราชการโดยไม่ต้องสอบ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบราชการ ผู้มอบเงินจึงมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกง แม้จะถูกหลอกลวงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีอำนาจกระทำการโดยมิชอบ ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างออกไป
โดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2562 เป็นตัวอย่างสำคัญในเรื่องนี้ โดยจำเลยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้โจทก์เข้ารับราชการครูได้ และเรียกรับเงินจากโจทก์ โดยอ้างว่าจะนำไปดำเนินการให้เกิดการเปิดสอบภายในของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกระทำการตามที่จำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์มอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงอุบายหลอกลวงเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อและมอบเงินให้ เมื่อโจทก์ไม่มีเจตนาเข้าร่วมในการให้สินบนหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และมีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีในความผิดฐานฉ้อโกงได้

จากแนวคำพิพากษาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ประเด็นสำคัญในการวินิจฉัยว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มิได้พิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นสูญเสียทรัพย์สินหรือได้รับความเสียหายหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า บุคคลนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่
หากผู้เสียหายมอบทรัพย์สินไปเพราะตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง และไม่มีเจตนาเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่หากผู้เสียหายมีเจตนาเข้าร่วมในการกระทำที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น แม้ภายหลังจะถูกหลอกลวงหรือไม่ได้รับผลตามที่ต้องการ ก็ไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหายได้

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4).
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341.
อรรถพล ใหญ่สว่าง, สัมมนากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (พิมพ์ครั้งที่ 6, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 2562) 37.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2534.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2562.

ได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ยังไงต่อ?สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมรดกย...
06/06/2026

ได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ยังไงต่อ?

สมบุญ อินทนนท์ ผู้เขียน / ชาตรี ส่งสัมพันธ์ บรรณาธิการ

เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันที แต่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในกองมรดกยังไม่ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทโดยเด็ดขาด จนกว่าจะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกกันเรียบร้อยจนสิ้นสภาพความเป็นมรดกแล้ว ดังนี้ จึงจำเป็นต้องมีผู้จัดการมรดกขึ้นมา
การที่จะเป็นผู้จัดการมรดกได้นั้น ต้องยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ทั้งนี้ หากศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว หน้าที่ต่อไปคืออะไร ต้องทำภายในกำหนดระยะเวลาเท่าไหร่ อย่างไร
ประการแรก ผู้จัดการมรดกต้องนำคำสั่งศาลไปยื่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ธนาคาร, กรมที่ดิน เพื่อตรวจสอบและรวบรวมทรัพย์สินของเจ้ามรดกทั้งหมดมาจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก
ประการที่สอง ผู้จัดการมรดกต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน นับแต่เวลาตามมาตรา 1728 โดยแต่ละกรณีไป และตามมาตรา 1729 กำหนดไว้ว่า ต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่เวลาที่ระบุไว้ในมาตรา 1728 เช่นเดียวกัน โดยบัญชีทรัพย์มรดกนั้น ต้องทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน ซึ่งต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกนั้นด้วย ทั้งนี้ สามารถร้องขอต่อศาลให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกได้
ประการที่สาม ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ระบุไว้ในมาตรา 1728 เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม ทายาทโดยจำนวนข้างมาก หรือศาลจะได้กำหนดเวลาให้ไว้เป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 1732
สรุปได้ว่า เมื่อผู้จัดการมรดกรวบรวมทรัพย์สินของเจ้ามรดกได้แล้ว ผู้จัดการมรดกจะต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน และต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน ต่อมา ต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ตามมาตรา 1728, มาตรา 1729 และมาตรา 1732 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ทั้งนี้ ผู้จัดการมรดกต้องพึงระลึกเสมอว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการ มิใช่ผู้รับมรดกทั้งหมด หากมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินโดยทายาทคนอื่นไม่ยินยอม หรือไม่ทำตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมนำไปสู่การร้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดก หรือฟ้องร้องดำเนินคดีในเรื่องอื่น ๆ เป็นการต่อไป

อ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1728, มาตรา 1729 และมาตรา 1732.
กีรติ กาญจนรินทร์, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก (พิมพ์ครั้งที่ 5, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 2566) 330-433.

ที่อยู่

Chaengwattana
Nonthaburi
11120

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66963936966

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Legal Guardians Law Office โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Legal Guardians Law Office:

ทางลัด

แชร์