20/06/2026
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ กระทรวงแรงงาน คณะกรรมาธิการการแรงงานเข้าพบและหารือข้อราชการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานพร้อมด้วย ปลัดกระทรวงแรงาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง นำโดย นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน นายชินโชติ แสงสังข์
รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พันตำรวจโทสุริยา บาราสัน รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง
นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ห้า นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หก
นางนงลักษณ์ ก้านเขียว เลขานุการคณะกรรมาธิการ รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยารัตน์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายสาลี สิงห์คำ กรรมาธิการและที่ปรึษา พร้อมด้วยบุคคลในวงคณะกรรมาธิการการแรงงาน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กล่าวว่า การหารือข้อราชการ ในครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา โดยที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้รับรายงานผลการศึกษา เอกสารทางวิชาการ และข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายประเด็นเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าและสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เน้นย้ำให้ข้าราชการและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะการจัดส่งข้อมูล การเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง ตลอดจนการร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เนื่องจากประเด็นที่สมาชิกรัฐสภานำเสนอถือเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการอย่างเหมาะสมสำหรับประเด็นที่นำมาหารือในครั้งนี้ แม้บางเรื่องจะอยู่ระหว่างการศึกษา หรือเป็นประเด็นที่ดำเนินการต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนข้อมูลอย่างเต็มที่ รวมทั้งพร้อมนำผลการศึกษาและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ไปประกอบการพิจารณา เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและผู้ใช้แรงงานต่อไป
นายนิรุตติ สุทธินนท์ กล่าวว่า สำหรับการเข้าพบและหารือข้อราชการในวันนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อรับทราบข้อมูลการดำเนินงานของกระทรวงแรงงานเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะ และร่วมกันกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงานของประเทศเป็นไปอย่างมีเอกภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ มีภารกิจสำคัญในการติดตาม ตรวจสอบ ศึกษา และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาด้านแรงงานของประเทศ รวมถึงกำกับติดตามให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องแรงงานไทยทุกกลุ่มอาชีพ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา พร้อมที่จะทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานอย่างสร้างสรรค์ ในฐานะหุ้นส่วนเชิงนโยบาย เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทย ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในระยะยาว
สำหรับการหารือข้อราชการในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ได้นำเสนอประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาศึกษาและติดตามการดำเนินงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนงานด้านแรงงาน จำนวน 8 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. การพัฒนาฐานข้อมูลและระบบส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัยของกระทรวงแรงงาน
2. การบูรณาการนโยบายและกลไกการดำเนินงานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
3. แนวทางความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานและคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา
4. ผลกระทบจากแรงงานข้ามชาติที่มีทำงานอย่างผิดกฎหมาย และแนวทางการแก้ไขปัญหา
5. แนวทางการปฏิรูปการบริหารกองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุน การยกระดับธรรมาภิบาล ความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
6. มาตรการระยะสั้นในการดูแลลูกจ้างหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดแนวทางการทำสัญญาจ้างเหมาบริการของกรมบัญชีกลาง และแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมลูกจ้างทุกกลุ่ม
7. แนวทางการลดผลกระทบจากวิกฤตเชิงโครงสร้างด้านแรงงานทั้งในเรื่องการขาดแคลนแรงงาน
ในระบบและการขาดแคลนแรงงานทักษะ (Skill Mismatch) อันเป็นผลจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย
8. แนวทางการลดผลกระทบจากการที่ภาคอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาทดแทนแรงงาน
มีการปรับลดคนงานในภาคการผลิตและบริการ
จากประเด็นการหารือข้อราชการด้านแรงงานในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อมูลจากอธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบดี
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เพื่อประกอบการพิจารณาศึกษา
และขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
กรมการจัดหางาน ได้นำเสนอผลการดำเนินงานและแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. การพัฒนาฐานข้อมูลและระบบส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงวัยสามารถเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพและมีงานทำที่เหมาะสมกับศักยภาพ
2. การแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนการศึกษาแนวทางบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้เป็นระบบและสอดคล้องกับความต้องการแรงงานของประเทศ
3. แนวทางลดผลกระทบจากวิกฤตเชิงโครงสร้างด้านแรงงาน ทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระบบและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน อันเป็นผลส่วนหนึ่งจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย
4. แนวทางรองรับผลกระทบจากการที่ภาคอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ทดแทนแรงงาน ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปรับลดจำนวนแรงงานในภาคการผลิตและภาคบริการ
กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลและระบบส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยมีผู้สูงอายุช่วงอายุระหว่าง 60–80 ปี ที่ผ่านการฝึกอบรมทักษะและการรับรองความรู้ความสามารถ จำนวนประมาณ 655,000 คน ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการเชื่อมโยงข้อมูลภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยประสานการเชื่อมโยงกับระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ระบบ “ไทยมีงานทำ” ของกรมการจัดหางาน ระบบ Linkage Center ของกรมการปกครอง และระบบ “คิวช่าง” ของบริษัท เอสซีจี เพื่อให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้สนับสนุนและต่อยอดการจ้างงานผู้สูงวัยได้ในอนาคต
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้นำเสนอมาตรการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงาน โดยแบ่งเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. การส่งเสริมและดูแลแรงงานสูงอายุนอกจากภารกิจด้านการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้ว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานสูงอายุ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ มีเงินออม มีสุขภาพแข็งแรง และดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมภายหลังพ้นจากการทำงานประจำ
2. การคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเหมาบริการในหน่วยงานของรัฐ
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของบุคคลที่หน่วยงานภาครัฐว่าจ้างในลักษณะจ้างเหมาบริการ ซึ่งในทางเอกสารถือเป็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างหรือสัญญาจ้างทำของ แต่ในทางปฏิบัติอาจต้องปฏิบัติงานเป็นประจำ มีระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน และปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานในลักษณะใกล้เคียงกับลูกจ้าง จึงควรพิจารณาแนวทางการให้สิทธิและความคุ้มครองอย่างเหมาะสม
3. การคุ้มครองลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างหรือการนำเทคโนโลยีมาใช้
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีมาตรการรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานของสถานประกอบกิจการ เช่น กรณีนายจ้างนำเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ จนส่งผลให้ต้องปรับลดจำนวนลูกจ้าง โดยมุ่งให้ลูกจ้างได้รับสิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมาย
4. การหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดำเนินงานทั้งในมิติของการส่งเสริมและการคุ้มครองแรงงาน โดยให้ความสำคัญกับแรงงานสูงอายุ ผู้ปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเหมาบริการในหน่วยงานของรัฐ และลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้าง การนำเทคโนโลยีมาใช้ หรือภาวะทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิและความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการสามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้
สำนักงานประกันสังคม ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปการบริหารกองทุนประกันสังคม การสร้างความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว และการศึกษาปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากยิ่งขึ้น สำหรับมาตรการสร้างความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม ประกอบด้วย 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. การปรับฐานหรือเพดานค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินสมทบ
2. การเพิ่มประสิทธิภาพและผลตอบแทนจากการลงทุน
3. การขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมแรงงานเพิ่มมากขึ้น
4. การขยายอายุการเข้าเป็นผู้ประกันตน
5. การทบทวนอายุการเกิดสิทธิรับบำนาญชราภาพ
6. การพิจารณาปรับอัตราเงินสมทบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในระยะยาว
ในการหารือข้อราชการครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ได้รับข้อมูล ข้อคิดเห็น คำชี้แจง
และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาศึกษาตามหน้าที่
และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาระบบแรงงาน
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมความมั่นคงในการทำงาน และเพิ่มศักยภาพของแรงงานไทยให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน