13/05/2026
ีกาใหม่ปี68 🧠
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5734/2568 ***
#ประเด็น คดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยปรากฏว่าผู้เสียหาย #ทราบ ว่าผลตอบแทนได้มาจากการคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา กรณีเช่นนี้ จะกระทบอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน และอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการหรือไม่
#คำตอบ กรณีย่อม #ไม่กระทบ อำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน และอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ
เหตุผล
→ ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประการต่อไปมีว่า ผู้เสียหายทั้งสี่เป็นผู้เสียหาย #โดยนิตินัยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า “คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้เสียหายทั้งสี่ทราบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้เสียหายทั้งสี่จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง” นั้น
→ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ #มิได้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 แต่อย่างใด คงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกในความผิดข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
→ สำหรับความผิดข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณารับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสี่เป็นเพียงผู้ถูกหลอกลวงมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก อันจะทำให้ผู้เสียหายทั้งสี่ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย #ผู้เสียหายทั้งสี่จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)
→ ส่วนความผิดข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการ #ฉ้อโกงประชาชนรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ประกอบกับความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวเป็นความผิดอาญาแผ่นดินมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายทั้งสี่และไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยทั้งหกแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
#ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาได้ให้เหตุผลเรื่องการเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยของผู้เสียหายไว้ดังนี้
• เหตุผลที่ 1 คดีนี้พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไม่ได้ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ว่าผู้เสียหายจะทราบเรื่องผลตอบแทนที่มาจากดอกเบี้ยที่เกิดอัตราหรือไม่ ย่อมไม่ทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ( #ซึ่งประเด็นนี้วินิจฉัยสอดคล้อง กับ ฎ. 664/2566 ที่วินิจฉัยทำนองเดียวกันว่า “โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่จะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ โจทก์มีอำนาจฟ้อง”)
• เหตุผลที่ 2 ความผิดฐาน #กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชน #รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ดังนั้น ปัญหาว่าผู้เสียหายในคดีนี้จะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่ ย่อมไม่มีผลต่อผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว
• เหตุผลที่ 3 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แม้ราษฎรจะเป็นผู้เสียหาย แต่ก็ #เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน (ไม่อาจยอมความได้) กรณีไม่ต้องการคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง ดังนั้น คำร้องทุกข์ในความผิดดังกล่าว (รวมทั้งคำร้องทุกข์ในความผิดฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน) จะกระทำโดยผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ย่อมไม่กระทบอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการแต่อย่างใด
เดิมศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้อีกแนวว่า เมื่อผู้เสียหายทราบเรื่องดอกเบี้ยที่เกินอัตราหรือมีการให้กู้ยืมเงินโดยคาดหวังดอกเบี้ยที่เกินอัตรา กรณีย่อมถือว่าผู้เสียหายมีเจตนาทุจริตมุ่งต่อผลประโยชน์อันเกินจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎ. 9776/2560, 134889/2553, 7869/2560, 12659/2553, 13489/2553 12530/2556, 12659/2553, 9776/2560, 2358/2564 เป็นต้น)
คัดสรรและวิเคราะห์ฎีกาโดย
ทีม 🤍