Chai Ussavarangool Law Office

Chai Ussavarangool Law Office ให้บริการทางกฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร

รับว่าความทั่วราชอาณาจักร

คดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง ตั้งผู้จัดการมรดก

ทำนิติกรรมสัญญา เวิกเพอร์มิต

BOI บังคับคดี

จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด

และที่ปรึกษากฎหมายบริษัทต่างๆ

โดยทีมงานมืออาชีพ

------------------------------------------------------

Conduct a case all of the country

Civil and Commercial Law , Criminal Law

Administrative Law , Executor of a will

Draw up a contr

act , Work permit ,
BOI , Ex*****on of judgement

Enter in the commercial register & Legal consultant

คดีเช่าซื้อรถยนต์ กรณียึดรถขายทอดตลาด
06/08/2019

คดีเช่าซื้อรถยนต์ กรณียึดรถขายทอดตลาด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2560
ได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วว่า การเรียกค่าขายรถที่เช่าซื้อไปแล้วขาดทุนนั้นคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดในค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงยุติว่า.
1 โจทก์ไม่ได้แจ้งการประมูลรถยนต์ที่เช่าซื้อให้จำเลยทั้งสองทราบ และ
2 โจทก์ไม่ได้นำพยานมาสืบให้ได้ความว่า การขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อมีความเหมาะสมถูกต้องตามหลักเกณฑ์การขายทอดตลาดโดยทั่วไปหรือไม่.
จึงรับฟังไม่ได้ว่า การขายทอดตลาดโดยการประมูลราคาดังกล่าวของโจทก์เป็นการกระทำที่เหมาะสม ซึ่งโจทก์จะพึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากสัญญาเช่าซื้อได้อีก โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองนั้น
เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.๕ ข้อ ๑๒ วรรคท้าย ระบุว่า "ในกรณีธนาคารบอกเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถ ธนาคารจะแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อทราบเป็นหนังสือไม่น้อยกว่า ๗ วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ"
,
ส่วนข้อ ๑๔ ระบุว่า "กรณีที่ธนาคารได้รถกลับคืนมา ธนาคารตกลงว่าหากนำรถออกขายได้ราคาเกินกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ธนาคารจะคืนเงินส่วนเกินนั้นให้แก่ผู้เช่าซื้อ แต่หากได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดส่วนที่ขาดเฉพาะในกรณีที่ธนาคารได้ขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมเท่านั้น"
และสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.๖ ข้อ ๒ ระบุว่า "หากผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดไว้ไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนจนเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหาย หรือรถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดความเสียหายไม่ว่าด้วยเหตุใด แม้โดยอุบัติเหตุ เหตุสุดวิสัย หรือภัยพิบัติเหตุใดที่ไม่อาจป้องกันได้ ผู้ค้ำประกันยินยอมที่จะชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ธนาคารทันทีจนครบถ้วน
ความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันตามสัญญานี้เป็นความรับผิดต่อธนาคารร่วมกันกับผู้เช่าซื้อและในฐานะลูกหนี้ร่วมด้วย ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงถึงว่าธนาคารได้ทวงถามหรือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันแล้วหรือไม่ก็ตาม" ดังนั้น ก่อนนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาด
#โจทก์จึงมีหน้าที่จะต้องแจ้งล่วงหน้าให้จำเลยที่ ๑ ทราบเป็นหนังสือไม่น้อยกว่า ๗ วัน เพื่อให้จำเลยที่ ๑ ได้ใช้สิทธิซื้อรถยนต์กลับคืนตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ
เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความโดยชัดแจ้งว่า โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิซื้อรถกลับคืนดังกล่าว ประกอบกับโจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความว่า การขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อมีความเหมาะสมถูกต้องตามหลักเกณฑ์การขายทอดตลาดโดยทั่วไป
คดีจึงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยเหมาะสมตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๔. โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกราคารถยนต์ส่วนที่ขาดอยู่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ ภาค ๔ แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

03/01/2015

ลูกหนี้เฮ! พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ผ่านสนช.แล้ว เตรียมบังคับใช้ต้นปีนี้ คุมเข้มเจ้าหนี้นอกระบบต้องขึ้นทะเบียนกับมหาดไทย ห้ามข่มขู่ ประจาน ดูหมิ่น เสียดสี ทวงไม่เป็นเวลา ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรับทวงหนี้ ป้องกันตำรวจ-ทหารมีเอี่ยว ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก เพิกถอนการจดทะเบียน จำคุก 5 ปี ปรับ 5 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 2 ม.ค.นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผอ.สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 3 วาระ เรียบร้อย คาดว่าจะมีผลบังคับต้นปี 2558 นี้ ส่งผลให้ลูกหนี้ได้รับการคุ้มครองจากการทวงหนี้จากเจ้าหนี้ หรือผู้ทำหน้าที่แทนในการทวงหนี้มากขึ้น

ผอ.สศค. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สนช.ได้แก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมที่ให้ผู้ทวงหนี้ในระบบต้องมาขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังเท่านั้น โดยเพิ่มให้ผู้ทวงหนี้นอกระบบทั้งบุคคลและนิติบุคคลที่ไม่มาขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ต้องไปขึ้นทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ด้วย เพื่อให้การกำกับดูแลการทวงถามหนี้ได้ทั้งระบบ สำหรับการทวงถามหนี้ต้องทำอย่างเป็นธรรม ห้ามมีการข่มขู่ ห้ามประจานลูกหนี้ และห้ามทวงไม่เป็นเวลา เป็นต้น

นายกฤษฎา กล่าวว่า สนช.ยังเพิ่มเติมโดยห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐมาทำหน้าที่ทวงถามหนี้ เพราะไม่เหมาะสม และป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารมาทวงถามหนี้ หากผู้ที่ทวงถามหนี้กระทำการไม่ถูกต้องจะมีโทษทั้งอาญาและแพ่ง ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีกฎหมายทวงถามหนี้ ทำให้ลูกหนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่เท่าที่ควร

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นรูปธรรมมาตลอด แต่เป็นการแก้แบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อมาถึงรัฐบาลนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้นำข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เคยออกมาปรามบรรดาเจ้าหนี้นอกระบบทั้งหลายอย่าได้ข่มขู่ หรือกระทำการใดๆ ที่รุนแรงกับบรรดาลูกหนี้ พร้อมกับยกร่างพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ออกเป็นมาตรการล้อมกรอบเจ้าหนี้นอกระบบ เนื่องจากห่วงใยปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อห้ามที่ระบุไว้ในร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ มี 5 ข้อ ได้แก่ 1.ห้ามมิให้ผู้ติดตามหนี้ติดต่อบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เว้นแต่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสถานที่ติดต่อลูกหนี้

2.ห้ามมิให้ผู้ติดตามหนี้ กระทำการในลักษณะที่เป็นการละเมิด และคุกคาม ในการติดตามทวงถามหนี้ อาทิ ใช้ความรุนแรง ใช้วาจา หรือภาษาดูหมิ่น ถากถาง เสียดสี การเปิดเผยความเป็นหนี้ของผู้บริโภคแก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง

3.ห้ามติดตามทวงหนี้เกินสมควรแก่เหตุ รวมถึงการติดต่อทางโทรศัพท์วันละหลายครั้ง และก่อให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญ

4.ห้ามมิให้ผู้ติดตามหนี้กระทำการในลักษณะที่เป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในการติดตามทวงหนี้ เช่น ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าพนักงานบังคับคดี รัฐ หน่วยงานของรัฐ ทนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย ทำให้เชื่อว่าหากไม่ชำระหนี้จะถูกดำเนินคดี ถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือเงินเดือน ข่มขู่ว่าจะดำเนินการใด ทั้งที่ไม่มีอำนาจจะกระทำได้ตามกฎหมาย

5.ห้ามไม่ให้ผู้ติดตามหนี้ ติดตามทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม อาทิ เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใดๆ เว้นแต่ได้มีการตกลงไว้ล่วงหน้า ติดต่อลูกหนี้เกี่ยวกับหนี้โดยทางไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก หรือโทรสาร ใช้ภาษา สัญลักษณ์ ชื่อทางธุรกิจ บนซองจดหมายในการติดต่อลูกหนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการติดตามทวงถามหนี้ ส่วนการติดต่อกับลูกหนี้นั้น ให้ติดต่อตามสถานที่ที่ลูกหนี้แจ้งไว้ ในกรณีที่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยได้พยายามตามสมควรแล้ว ให้ถือเอาสถานที่ติดต่ออื่น เป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการติดต่อได้ สำหรับการติดต่อลูกหนี้ทางโทรศัพท์ โทรสาร หรือติดต่อบุคคล สำหรับวันทำการให้ติดต่อได้ในเวลา 08.00-20.00 น. ส่วนวันหยุดราชการติดต่อได้ในเวลา 08.00-18.00 น. เว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร

สำหรับบทกำหนดโทษแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ โทษทางปกครองจะถูกปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ตามมาตรา 24 และทางอาญาจะถูกเพิกถอนการจดทะเบียน และจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งถือว่าเป็นการลงโทษขั้นสูงสุด รวมทั้งให้มีการตั้งคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ขึ้นมาดูแลรับผิดชอบการดำเนินงานด้วย

29/12/2014

สรุปสาระสำคัญ พรบ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่20)พ.ศ.2557 ดังนี้ครับ



(1)กฎหมายใหม่นี้จะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่11กุมภาพันธ์2558เป็นต้นไป
(2)สัญญาค้ำประกันจะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่าค้ำประกันหนี้อะไร จำนวนเท่าใด และผู้ค้ำประกันจะรับผิดชอบเฉพาะหนี้ที่ระบุไว้ชัดเจนเท่านั้น หากขาดความชัดเจน ผลจะตกเป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกันที่อาจทำให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด
(3)สัญญาค้ำประกันจะมีข้อตกลงกำหนดให้ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ชั้นต้น ไม่ได้ หากฝ่าฝืนตกลงกันไป ข้อตกลงในส่วนนั้จะตกเป็นโมฆะ

(4)กรอบความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้(ตาม ม681วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ม694 ม698 และ ม699)เจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกันจะทำสัญญากันกำหนดไว้เป็นอย่างอิ่นเพื่อขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้แตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ได้ หากฝ่าฝืนทำสัญญาตกลงกันไป ข้อตกลงที่ขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกัน นี้ จะตกเป็นโมฆะ
(5)ขั้นตอนในการที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ เดิมกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจนนัก แต่กฎหมายใหม่ได้เขียนขั้นตอนให้เจ้าหนี้ต้องปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน หากเจ้าหนี้ปฏิบัติผิดขั้นตอน หรือไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน อาจมีผลทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดได้
(6)ถ้าเจ้าหนี้ลดหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ชั้นต้นเท่าใด ก็ให้ภาระความรับผิดของผู้ค้ำประกัน ลดลงเท่านั้น ข้อตกลงใดที่จะมีผลเป็นอย่างอื่น ให้ตกเป็นโมฆะ
(7)การตกลงกันไว้เป็นการล่วงหน้าว่า หากเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ให้ถือว่าผู้ค้ำประกันให้ความยินยอมในการผ่อนเวลานั้นๆด้วย เช่นนี้ กฎหมายใหม่ให้ถือว่าตกเป็นโมฆะ
(8)การจำนองที่จำนองเป็นประกันหนี้ของผู้อื่น(ผู้จำนองกับลูกหนี้เป็นคนละคนกัน) จะมีข้อตกลงกันว่าหากบังคับจำนองแล้วยังเหลือหนี้อยู่เท่าใด ให้ผู้จำนองยังคงรับผิดชำระหนี้ ในส่วนที่ยังคงเหลือด้วย ข้อตกลงเช่นนี้ จะตกเป็นโมฆะตามกฎหมายใหม่
(9)กฎหมายเดิมไม่มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่ฝ่ายผู้จำนองในการที่จะเป็นฝ่ายเร่งรัดให้มีการบังคับจำนองให้จบๆไป แต่กฎหมายใหม่ได้มีบทบัญญัติให้สิทธินี้แก่ผู้จำนอง ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องบังคับจำนอง ขายทอดตลาดภายใน1ปี(โดยไม่ต้องฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลเพราะฝ่ายผู้จำนองเป็นฝ่ายเร่งรัดเอง)

31/05/2014

สั่งจ่ายเช็ค ค้ำประกัน

"เช็คที่ผู้สั่งจ่ายในฐานะลูกหนี้ออกให้แก่เจ้าหนี้ เพื่อค้ำประกันหนี้ ไม่ใช่เพื่อชำระหนี้ ต่อมา ถ้าเช็คนั้นไม่สามารถขึ้นเงินได้ เจ้าหนี้จะมีสิทธิดำเนินคดีเช็คในทางแพ่งได้เท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิดำเนินคดีเช็ค ในทางอาญาด้วยการแจ้งความ"

ต้องดูที่ข้อเท็จริงและตีความตามเจตนาครับ อย่างข้อเท็จจริงข้างต้นนี้ ได้ความว่าเช็คสั่งจ่าย"เพื่อค้ำประกัน" อย่างนี้เข้าใจเจตนากันชัดๆอยู่แล้วครับว่าเพื่อค้ำประกัน

แต่อย่างถ้าลูกหนี้บอกว่ายืมเงินแล้วให้เช็คไว้ ถึงกำหนดชำระหนี้ก็ให้เจ้าหนี้ไปขึ้นเงิน อย่างนี้ถือว่าลูกหนี้ใช้เช็คนั้นชำระหนี้ครับ ถ้าเช็คนั้นไม่สามารถขึ้นเงินได้ก็อาจมีความผิดทางอาญาได้ครับ

ข้อสังเกต

การประกันนั้น มีทั้งการประกันโดยบุคคลและสิ่งของ อย่างการที่ลูกหนี้ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมาเป็นผู้ค้ำประกันนั้น ถือเป็นการประกันโดยบุคคล ส่วนในกรณีประกันโดยสิ่งของ ก็จะเป็นการจำนำหรือจำนองครับ ซึ่งในเรื่องของการประกันไม่ว่าจะด้วยบุคคลหรือสิ่งของนั้น มีข้อแม้ว่าลูกหนี้ต้องละเลยไม่ชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหรือตามที่กฎหมายกำหนด เจ้าหนี้จึงจะมีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนได้ หรือบังคับจำนำจำนองเพื่อชำระหนี้ได้ครับ

นอกจากนี้ยังมีการประกันหนี้อีกอย่างหนึ่ง ลูกหนี้จะส่งทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ยึดถือไว้ จนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้แล้วเจ้าหนี้จึงจะคืนให้ แต่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินนั้น ได้แต่ยึดไว้ไม่คืนจนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้เฉยๆ กรณีนี้ถือเป็นการส่งมอบทรัพย์สินให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เพื่อประกันหนี้ครับ

2.ข้อแตกต่างระหว่างการมอบเช็คให้เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้กับมอบไว้เพื่อค้ำประกัน ข้อสังเกตหรือข้อสันนิษฐานเบื้องต้นก็ดูว่า

-ลูกหนี้มอบให้เพื่อให้เจ้าหนี้ไปขึ้นเงินเมื่อถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ ------ อันนี้แสดงว่าลูกหนี้มีเจตนาใช้เช็คชำระหนี้ ------- ถึงเวลาไปขึ้นเงินแล้วขึ้นไม่ได้ก็อาจมีความผิดทางอาญา หรือ

-มอบให้เพื่อให้เจ้าหนี้ไปขึ้นเงินเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ------- อันนี้แสดงว่าลูกหนี้มีเจตนาใช้เช็คค้ำประกัน ------- แม้เจ้าหนี้จะขึ้นเงินไม่ได้ก็ไม่มีความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.เช็ค เพราะจะเป็นความผิดได้ ผู้กระทำความผิดต้องออกเช็ค"เพื่อชำระหนี้"ครับ หรือ

-มอบให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้จนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้แล้วเจ้าหนี้ค่อยคืนให้ ------- อันนี้แสดงว่าลูกหนี้มีเจตนาให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เฉยๆจนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ ------- เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิไปขึ้นเงินตามเช็ค และถึงไปขึ้นแล้วขึ้นไม่ได้ลูกหนี้ก็ไม่มีความผิดทางอาญาครับ

ส่วนที่ถามว่าลูกจะถูกฟ้องเป็นคดีอาญาหรือไม่ ตามความเห็นผมก็คงต้องกลับไปดูที่เจตนาครับ ถ้าตกลงกันกับทางเจ้าหนี้แล้วว่าเช็คนั้นถือมอบให้เป็นการค้ำประกันหนี้ ก็คงจะไม่ผิดทางอาญาครับ

ส่วนการระบุในว่าเพื่อการค้ำประกันนั้น ตามกฎหมายแล้วข้อความที่ระบุลงไปในเช็คนอกจากข้อความที่กฎหมายกำหนด จะไม่ถือเป็นผลอย่างใดๆต่อเช็คนั้นครับ เสมือนว่าไม่ได้เขียนอะไรไว้ หากเขียนคำว่า"เพื่อค้ำประกันหนี้"ลงไป อย่างดีที่สุดก็คงช่วยให้การอ้างว่าส่งมอบเช็คเพื่อประกันหนี้นั้นดูมีน้ำหนักขึ้นครับ สำคัญอยู่ที่ขั้นตอนการเจรจาทำสัญญาค้ำประกันมากกว่า

01/05/2014
15/04/2014

รายละเอียด
อยากทราบว่าในเรื่องการเก็บของตกหายแล้วผู้ที่เก็บได้จะได้รับประโยชน์อย่างไรตามกฎหมายแพ่ง และเสียประโยชน์หรือได้รับโทษทางอาญาอย่างไร โดยขอแยกประเด็นในการศึกษาเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีทางแพ่ง และทางอาญา อย่างไรบ้างค่ะ
คำตอบ
หลายท่านคงจะคุ้นเคยกับข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ที่มักมีการเผยแพร่ข่าวของพลเมืองดีที่สามารถเก็บของมีค่าต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค สร้อยคอทองคำ หรือกระเป๋าสตางค์ เพชร เงิน โดยพลเมืองดีเหล่านี้ก็มักจะได้รับรางวัลจากบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ผลอันน้อยนิดจากการทำดีนี้เองที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมคิดว่ารางวัลที่ได้รับมามีมูลค่าไม่มากเท่ากับสิ่งที่เขาเก็บได้
จะเห็นได้ว่าเรื่องที่ยกมานี้แท้จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักทางศีลธรรมเท่านั้น แต่การเก็บของตกหายได้นั้นยังเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายโดยตรงอีกด้วย
ดังนั้น เห็นสมควรที่จะมีการส่งเสริมความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญาแก่บุคคลทั่วไป ในเรื่องการเก็บของตกหายมีประเด็นทางกฎหมายที่จะกล่าวถึงนี้สามารถจำแนก
ได้เป็น 2 ประเด็นด้วยกันคือ การเก็บของตกหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการเก็บของตกหายตามประมวลกฎหมายอาญา
1.การเก็บของตกหายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจในคำว่าของตกหายหรือทรัพย์สินหาย ว่าคือ ของที่มีเจ้าของแต่เจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิเหนือของนั้นไม่ทราบว่าของนั้นอยู่ที่ไหน หายไม่เจอ หรือทำตกไว้ที่ใด โดยที่เจ้าของยังมีกรรมสิทธิ์ในของนั้นอย่างบริบูรณ์คนที่เก็บได้จะไม่มีสิทธิใดๆในของหายที่เก็บได้นั้น ของหายนั้นต่างจากของที่ไม่มีเจ้าของ เพราะของไม่มีเจ้าของคือ เจ้าของได้สละกรรมสิทธิ์ในของนั้นหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่อยากได้ของนั้นแล้ว ของไม่มีเจ้าของคือของที่เจ้าของทิ้งแล้วนั่นเอง ใครอยากได้ก็เข้าไปเก็บเอาได้นึกถึงของที่อยู่ในถังขยะสินั่นคือของที่ไม่มีเจ้าของอยากได้ก็ไปเก็บเอา
การปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อเก็บของตกหายได้ ผู้ที่เก็บของตกหายได้มีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323 ต้องทำดังต่อไปนี้ คือ
1.ส่งมอบของนั้นแก่เจ้าของ หรือผู้ที่มีสิทธิจะได้รับของนั้น
2.แจ้งให้เจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้นโดยเร็ว
3.ส่งมอบของนั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น ภายใน 3 วัน และแจ้งถึงพฤติการณ์หรือเบาะแสที่ทราบเพื่อเป็นเครื่องช่วยในการตามหายตัวเจ้าของหรือผู้มีสิทธิได้รับของนั้น
ถ้าไม่ทราบตัวเจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้นให้ทำตาม ข้อ 3. ได้กำหนดคือส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น อีกทั้งผู้ที่เก็บของตกหายได้ต้องรักษาของนั้นไว้ด้วยความระมัดระวัง
1.1 สิทธิได้รับรางวัลจากเจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1324 คือเรียกเอารางวัลจากผู้ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้น เป็นจำนวนร้อยละ 10 แห่งค่าของ จาก 30,000.-บาท (เช่น ของตกหายมีค่า 30,000 บาท ผู้เก็บได้จะได้รางวัล 3,000 บาท) ถ้าของตกหายมีราคาสูงกว่า 30,000.-บาท ให้คิดเอาอีกร้อยละ 5 ของ

จำนวนเงินที่เกินจาก 30,000.-บาท (เช่น ของตกหายมีค่า 50,000 บาท ผู้เก็บได้จะได้รางวัลจาก 30,000 แรก คือ 3,000 บาท 20,000 บาท หลังจะได้ 1,000 บาท รวมจะได้รางวัลทั้งสิ้น 4,000 บาท)
ถ้าผู้ที่เก็บของตกหายได้ นำของที่เก็บได้ส่งเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น ให้เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้น เสียเงินเพิ่มต่างหากจากรางวัลที่จะต้องให้อีกร้อย 2 ครึ่ง แห่งค่าของของตกหาย เป็นค่าธรรมเนียม แต่ค่าธรรมเนียมนี้จำกัดไว้ไม่เกิน 1,000.-บาท ยกเว้นกรณีผู้ที่เก็บของตกหายได้ไม่ทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323 ผู้นั้นไม่มีสิทธิรับรางวัลตามกฎหมาย เช่น เก็บได้แล้วไม่ส่งมอบของนั้นคืนเจ้าของ ไม่แจ้งเจ้าของ หรือส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ย่อมไม่มีสิทธิได้รับรางวัล (อีกกรณีที่สำคัญคือ ถ้าไม่ใช่ของตกหายผู้เก็บได้ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับรางวัลเช่นเดียวกันกล่าวคือเจ้าของไม่ได้ทำตก ไม่ได้ทำหาย แต่วางไว้แล้วยังไม่ได้มาเอาเพราะถูกกักตัวไว้เพื่อตรวจโรคก็ไม่สามารถรับรางวัลตามที่กฎหมายกำหนดได้ เว้นแต่จะให้รางวัลตามที่เจ้าของได้ให้มา )
1.2 สิทธิได้ของตกหายนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ผู้ที่เก็บของตกหายได้ต้องทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323 (เป็นเจ้าของในของตกหาย) หากเจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้นไม่เรียกเอาของนั้นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เก็บได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1325 วรรคแรก
1.3 ของตกหายที่ไม่มีผู้เรียกเอาเป็นโบราณวัตถุกรรมสิทธิ์ตกได้แก่แผ่นดินเสมอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1325 วรรคสอง แต่ผู้ที่เก็บของตกหายได้มีสิทธิได้รับรางวัลแห่งค่าของของนั้นร้อยละ 10 จากราคาของวัตถุโบราณนั้น (เช่น ของโบราณนั้นมีค่า 1,000,000 บาท ผู้เก็บได้จะได้รางวัล 100,000 บาท) โบราณวัตถุ หมายถึง ของที่เป็นของเก่าไม่ว่าจะเกิดตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ของนั้นมีประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ดูพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ.2504

1.4 ของตก หรือทิ้ง ทะเล ทางน้ำ หรือน้ำซัดขึ้นฝั่ง ต้องบังคับตามกฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยการนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1326 เช่น พระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ.2456 มาตรา 127-129 ถ้ายังมีกรณีที่ไม่สามารถบังคับได้ ให้นำเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง คือ เอามาเทียบเคียงและบังคับ ส่วนใหญ่แล้วของที่ตกน้ำแล้วจะบังคับอย่างไรไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน แต่เนื่องจากของที่ตกน้ำแล้วเจ้าของจะคิดว่าไม่มีทางได้คืนมา หรือเรียกง่ายๆว่าเจ้าของมีเจตนาสละกรรมสิทธิ์แล้ว จึงได้เห็นกันเนืองๆว่าจะมีคนมาดำน้ำ หรือร่อนหาของมีค่าในน้ำ เพราะถือว่าของที่ตกน้ำนั้นไม่มีเจ้าของแล้วคนที่เก็บได้จึงได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
1.5 ของมีค่าที่ซ่อนหรือฝังไว้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1328 โดยของมีค่านั้น ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 110/130 มีการแบ่งทรัพย์แผ่นดินออกเป็น 3 สถาน คือ 1.ของมีค่าราคามาก 2.ของที่เป็นโบราณวัตถุหรือของประหลาด 3.ของไม่มีค่า และยังต้องไปดู พระราชบัญญัติโบราณสถาน พ.ศ.2504 มีข้อที่ต้องสังเกตว่าของมีค่านั้นจะต้องซ่อนหรือฝังไว้ ไม่เป็นที่เห็นได้โดยง่าย ถ้าเห็นได้โดยง่ายจะเป็นเรื่องของของตกหายไป ซึ่งของมีค่าที่ซ่อนหรือฝังไว้มีผู้เก็บได้และไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ กรรมสิทธิ์แห่งของนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ที่เก็บได้ต้องส่งมอบของนั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น เมื่อส่งมอบแล้วมีสิทธิได้รับรางวัล 1 ใน 3 แห่งค่าของของนั้น (เช่น ของนั้นมีค่า 900,000 บาท ผู้เก็บได้มีสิทธิรับรางวัล 300,000 บาท)
2.การเก็บของตกหายตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา คือ ต้องรับโทษทางอาญา
2.1 ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 บัญญัติว่า ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000.-บาท
การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปนั้นรวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นได้ครอบครองทรัพย์ไว้แทนเจ้าของตัวจริงก็ได้ ดังนั้นการเก็บของตกหายได้แล้วเอาไปโดยอยากได้เก็บไว้เป็นของตัวเอง ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์และต้องรับโทษทางอาญาคือจำคุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ได้เพราะหากเจ้าของตกหายนั้นยังติดตามหาคืนของนั้นคืนได้อยู่ (เจ้าของทรัพย์อยู่ใกล้ทรัพย์ตกหายและกำลังติดตามหาของที่ตกหายนั้น เช่นเจ้าของกระเป๋าใส่เงินนั่งดูหนังแล้วทำกระเป๋าใส่เงินหล่นผู้เก็บได้นั่งอยู่ข้างๆจึงเก็บเอาไว้เป็นของตัวโดยไม่บอกเจ้าของ โดยต้องดูสภาพทรัพย์ เหตุการณ์ เวลา และพฤติการณ์ของเจ้าของทรัพย์ประกอบด้วย) เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 1360/2503 ทรัพย์สินหายเป็นเรื่องที่ทรัพย์หลุดพ้น ไปจากความยึดถือของเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยมิได้ตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องสละการครอบครอง ผู้ใดเก็บเอาทรัพย์นั้นไป จะเป็นลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สินหาย ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นราย ๆ ไป คือ ถ้าเก็บเอาไปโดยรู้หรือควรรู้ว่าทรัพย์นั้นเจ้าของกำลังติดตามหรือจะติดตามเพื่อเอาคืนเป็นลักทรัพย์ ถ้าไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้เป็นยักยอกทรัพย์สินหาย เช่น รถทหารคว่ำทำให้ปืนทหารตกน้ำ 1 กระบอก ทหารทำการงมหา 2 ครั้งไม่พบ จึงไปแจ้งความที่อำเภอ ต่อมาค่ำวันเดียวกันนั้นเอง จำเลยไปงมเอาปืนนั้นมาขายเสียแสดงว่าจำเลยรู้หรือควรรู้ว่ารถทหารคว่ำปืนจมน้ำอยู่ แล้วถือโอกาสตอนปลอดผู้คนไปงมเอาปืนที่อยู่ในระหว่างเจ้าของกำลังติดตามเพื่อเอาคืน จึงผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งกล่าวได้ว่าถ้ามาหาครั้งที่ 3 จะพบปืนได้ ถือได้ว่ามีเหตุขาดจากการยึดถือปืนเป็นเพียงชั่วคราว เท่านั้น
2.2 ความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 บัญญัติว่า ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ผู้ที่เก็บของตกหายได้ไม่ส่งคืนเจ้าของ)
โดยการเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ตกหายไปโดยที่ผู้เก็บได้ไม่ยอมมอบคืนแก่เจ้าของ ผู้ที่เก็บได้มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายและต้องรับโทษทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง ซึ่งทรัพย์สินหาย คือทรัพย์ที่มีเจ้าของแต่เจ้าของไม่รู้ว่าทรัพย์สินนั้นตก

หายที่ใดเพราะไม่ทราบสถานที่ที่ตกหาย จึงถือได้ว่าการครอบครองหลุดออกจากตัวเจ้าของแล้วเมื่อของตกหาย ผู้ที่เก็บได้ถือว่าเป็นผู้ที่เข้าครอบครองทรัพย์สินที่ตกหายถ้าเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ต้องรู้ไว้ว่าทรัพย์สินหายไม่ใช่ทรัพย์ไม่มีเจ้าของแต่เป็นทรัพย์ที่เจ้าของกำลังติดตามหาอยู่ เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 324/2491 ผู้โดยสารลืมผ้าขาวม้า 1 ผืน ไว้ในรถสามล้อ คนขับรถไม่รู้ว่าของใครมาลืมไว้เมื่อใดจึงเก็บเอาไว้เสีย เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย เทียบกับ คำพิพากษาฎีกาที่ 1745/2514 ผู้เสียหายกับคณะกลองยาวไปวัดในพิธีอุปสมบท คณะกลองยาวเล่นกลองยาวบนศาลาอยู่กับผู้เสียหายและญาติ ต่อมาคณะกลองยาวก็ลงจากศาลาประโคมกลองยาวนำหน้านาค โดยมีผู้เสียหายเดินตามไปผู้เสียหายไปได้ 2 เส้น รู้สึกตัวว่าสายสร้อยข้อมือทองคำหายจึงกลับขึ้นไปหาบนศาลา ปรากฏว่า ส. อายุไม่เกิน 7 ปี เก็บสร้อยนั้นได้บนศาลาแล้วเอาไปให้จำเลยที่ 2 อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นพี่สาวจำเลยที่ 2 เอาไปให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาที่ข้างศาลาในเวลากระชั้นชิดกัน จำเลยที่ 1 เอาสร้อยห่อพกออกจากวัดไปทันที เมื่อผู้เสียหายไปสอบถาม จำเลยที่ 1 ว่าไม่รู้เห็น พฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าสร้อยนั้นยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหาย ไม่ใช่ทรัพย์ตกหาย จำเลยที่ 1 น่าจะทราบว่าทรัพย์นั้นเป็นของพวกที่มาในคณะกลองยาวและเจ้าของจะติดตามเอาคืนจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วน ส. และจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาทุจริต จึงไม่มีความผิด
2.3 การที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์สินหายนั้น จะต้องมีการนำข้อเท็จจริงแต่ละกรณีที่เกิดขึ้นมาเพราะคำพิพากษาฎีกาแต่ละเรื่องยังต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เพราะความผิดฐานลักทรัพย์เป็นเรื่องที่เจ้าของกำลังติดตามหาแล้วผู้เก็บของหายได้รู้ว่ากำลังตามหาอยู่ แต่ยักยอกทรัพย์สินหายต้องเป็นเรื่องที่เจ้าของไม่รู้ว่าของหายที่ไหนและไม่ได้รู้ว่าจะติดตามของหายได้ที่ใด
ข้อสังเกต
แม้ว่าจะมีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เกี่ยวกับสิทธิของผู้เก็บของหายได้ก็ตาม แต่เมื่อมีข่าวการเก็บของหายได้แล้ว ยังมีกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินที่หายให้รางวัลผู้ที่เก็บได้น้อยกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่มีการจ่ายรางวัลตามกฎหมายกำหนดซึ่งสื่อมวลชนก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ด้วย ส่วนนักกฎหมายก็มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่จนมิได้มุ่งเน้นให้ความรู้ที่เป็นเรื่องทั่วไปอย่างนี้ ต้องมีการส่งเสริมให้ความรู้ที่เป็นกฎหมายเบื้องต้นให้ประชาชนทั่วไป
ได้รู้ถึงสิทธิของตนที่ควรมีควรได้ตามกฎหมายด้วย ไม่มองข้ามสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นว่าธรรมดาในสายตาเรา แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับคนอื่น ส่วนสำคัญ คือบุคคลทั่วไปไม่ทราบว่านอกจากศีลธรรมในการเก็บของหายได้ต้องส่งคืนเจ้าของแล้ว ยังต้องรับผิดตามกฎหมาย คือ ประมวลกฎหมายอาญาด้วย เพื่อส่งเสริมทั้งความรู้และคุณธรรมสร้างจิตสำนึกดีๆให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเพราะของใคร ใครก็รัก ดังนั้นควรให้ผู้อ่านตัดสินใจเอาเองว่าเมื่อเจอของหายควรเก็บไว้เป็นของตัวเอง หรือส่งคืนเจ้าของดีกว่ากัน

12/03/2014

ฎีกา 2277/2554
อาญ กระทำโดยพลาด มาตรา 60
บุกรุก มาตรา 362. 365
พยายาม มาตรา 80
ทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 358
ข้อเท็จจริง
1. จำเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณบ้านผู้เสียหายทั้งสองและใช้ก้อนหินขว้างผู้เสียหายทั้งสอง แต่ไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสอง แต่เป็นเหตุให้กระเบื้องหลังคาแตกสองแผ่น ซึ่งเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสองและฐานบุกรุกเคหสถานตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในเวลากลางคืนอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้นตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการบรรยายว่าเพียงก้อนหินที่ขว้างไปถูกกระเบื้องหลังคาแสดงว่าเป็นเพราะพลาดไปถูกหลังคามิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ด้วย ดังนั้นจะถือเอาเจตนาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจตนาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 ด้วยไม่ได้ แม้อาจจะทำโดยประมาท แต่การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล
2. คดีนี้ ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80 และมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และในเวลากลางคืน ตาม ป.อ. มาตรา 365(2)(3) ประกอบมาตรา 362 มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 และให้ยกฟ้องความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
3. คดีนี้ จำเลยทั้งสอง ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ต้องถือว่ามีการกระทำครบองค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 358 แล้ว เพราะแม้เดิมจะเจตนาทำร้ายอันเป็นเจตนาประเภทประสงค์ต่อผล แต่การใช้ก้อนหินขว้างผู้เสียหายขณะอยู่ในบ้านแล้วหลังคากระเบื้องแตก ต้องถือว่ามีเจตนาประเภทเล็งเห็นผลแล้ว
4. แต่คดีนี้ ไม่สามารถลงโทษจำเลยฐานทำให้เสียทรัพย์ได้เพราะอัยการโจทก์บรรยายฟ้องบกพร่องซึ่งการยกฟ้องดังกล่าวเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ตามฎีกา 2277/2554 มิได้หมายความว่าจำเลยมิได้กระทำผิดฐานทำให้เสียทรัพย์แต่อย่างใด ต้องถือว่ามีความผิดตามมาตรา 358

ให้เปรียบเทียบกับฎีกา 2060/2541 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ พฤติการณ์ของจำเลยก่อนจะยิงไปที่ขวดสุราที่ตั้งอยู่บนโต๊ะที่ผู้เสียหายนั่ง จำเลยได้บอกให้ ค. ออกไปก่อนเพราะ ค. อยู่ใกล้ขวดสุรานั้น แสดงให้เห็นว่า จำเลยเล็งเห็นผลแล้วว่ากระสุนปืนลูกซองที่จำเลยยิงจะต้องกระจายออกเป็นรัศมีอาจถูก ค. ได้ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายนั่งอยู่บนโต๊ะใกล้ ค. และใกล้ขวดสุราเช่นกันจำเลยก็ควรที่จะต้องย่อมเล็งเห็นผลว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงย่อมจะต้องถูกผู้เสียหายด้วยและได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยมีสาเหตุโกรธเคืองถึงขั้นชกต่อยกับผู้เสียหายมาก่อน ประกอบกับเหตุที่เกิดในครั้งนี้จำเลยก็รับว่าเพราะโกรธผู้เสียหายที่ห้าม ค. ไม่ให้เรียกจำเลยร่วมดื่มสุราด้วย ฉะนั้นการที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงมีประสิทธิภาพทำลายล้างสูงยิงไปที่ผู้เสียหายนั้นย่อมสามารถทำอันตรายผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยปราศจากข้อสงสัย การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

12/03/2014

คดีเช็ค
เช็คไม่ลงวันที่ ฟ้องคดีอาญาไม่ได้

สมาชิกท่านหนึ่งได้มาปรึกษาทนายคลายทุกข์ว่า มีลูกหนี้รายหนึ่งได้สั่งซื้อสินค้าประเภทอาหารสด เช่น ปลาหมึก กุ้ง ปลา เป็นต้น และลูกหนี้ได้ชำระหนี้โดยสั่งจ่ายเช็คจำนวน 16 ฉบับ รวมเป็นเงินหนึ่งล้านบาทเศษ โดยเช็คดังกล่าวไม่ได้ลงวันที่ ซึ่งลูกหนี้แจ้งว่า หากสมาชิกจะนำเช็คเข้าบัญชีแต่ละฉบับ ลูกหนี้จะโทรศัพท์มาแจ้งว่า ฉบับใดที่จะให้นำเข้าบัญชีได้ สมาชิกได้รับเช็คจำนวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ทางลูกหนี้ไม่ได้แจ้งให้ลูกหนี้นำเช็คแต่ละฉบับเข้าบัญชีแต่อย่างใด

สมาชิกได้โทรศัพท์ติดต่อกับลูกหนี้หลายครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธเรื่อยมา หลังจากนั้นสมาชิกจึงได้นำเช็คที่ลูกหนี้ชำระหนี้มาลงวันที่ในเช็คทุกฉบับด้วยตนเอง และนำเช็คเข้าบัญชีของสมาชิกเอง ต่อมาธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับ โดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย สมาชิกได้โทรศัพท์และเดินทางไปทวงถามกับลูกหนี้หลายครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธการชำระหนี้จากลูกหนี้เรื่อยมา สมาชิกจึงได้เข้ามาปรึกษากับทนายคลายทุกข์ และถามว่าจะดำเนินการฟ้องคดีอาญากับลูกหนี้รายนี้ได้หรือไม่

คำแนะนำจาก อ.เดชา
1. ถ้าเจ้าของธุรกิจรับเช็คชำระหนี้จากลูกค้า แต่ลูกค้าไม่ได้ลงวันที่ในเช็ค จึงไม่รู้กำหนดเวลาในการกระทำความผิดที่แน่ชัด การที่ผู้ทรงเช็คหรือผู้ที่รับเช็คเขียนวันที่ลงในเช็คแล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงินเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ไม่สามารถดำเนินคดีอาญาได้ เพราะผู้สั่งจ่ายเช็คไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงกับผู้ที่รับเช็คว่าเมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค ธนาคารจะจ่ายเงินตามเช็ค การกระทำของผู้สั่งจ่ายเช็ค จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แต่ผู้ทรงเช็คนำเช็คดังกล่าวไปฟ้องร้องทางแพ่งในความผิดฐาน ตั๋วเงิน ได้ภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ลงในเช็ค ดังนั้นถ้าจะรับเช็คจากลูกหนี้ต้องให้ลูกหนี้กรอกรายการในเช็คให้ครบถ้วนนะครับ

11/03/2014

การกู้ยืมเงิน

๑. ความหมาย การกู้ยืมเงินเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่า "ผู้กู้" มีความต้องการจะใช้เงิน แต่ตนเองมีเงินไม่พอ หรือไม่มี เงินไปขอกู้ยืมจากบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า "ผู้ให้กู้" และผู้กู้ตกลงจะใช้คืน ภายในกำหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง การกู้ยืมจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ มีการส่ง มอบเงินที่ยืมให้แก่ผู้ที่ให้ยืม ในการกู้ยืมนี้ผู้ให้กู้จะคิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้

ตัวอย่าง นายดำ ต้องการจะซื้อรถราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่นายดำ ไม่มีเงิน นายดำจึงไปขอยืมเงินจากนายแดง โดยตกลงจะใช้คืนภายใน ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่กู้ยืม ดังนั้นเมื่อครบกำหนด ๑ ปีแล้ว นายดำ (ผู้กู้) ต้องใช้ เงินคืนให้แก่นายแดง

๒. ดอกเบี้ย

ในการกู้ยืมเงินกันนี้ เพื่อป้องกันมิให้นายทุนบีบบังคับคนจน กฎหมายจึงได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุดที่ผู้ให้กู้สามารถเรียกได้ ว่าต้อง ไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี คือร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน (เว้นแต่เป็นการกู้ยืม เงินจากบริษัทเงินทุนหรือธนาคาร ซึ่งสามารถเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราดังกล่าว ได้ตาม พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน) ถ้าเรียกดอกเบี้ย เกินอัตราดังกล่าวถือว่าข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยนั้นเป็นอันเสียไปทั้งหมด คือ ไม่ต้องมีการใช้ดอกเบี้ยกันเลยและผู้ให้กู้อาจมีความผิดทางอาญาฐานเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตราด้วย คือ อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับ ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕

ในกรณีการกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหรือธนาคาร ซึ่งบริษัทเงินทุนหรือธนาคารมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้กู้ยืมผิดนัดชำระหนี้แล้วบริษัทเงินทุนหรือธนาคารได้ดำเนินคดีกับผู้กู้ยืม หากผู้กู้ยืมต่อสู้คดีว่าดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้เรียกจากผู้กู้ในกรณีผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้เป็นเบี้ยปรับที่กำหนดไว้สูงเกินไป ถ้าศาลเห็นด้วยว่าเป็นเบี้ยปรับและศาลเห็นสมควรศาลก็ลดลงได้ ตัวอย่างเช่น นาย ก. กู้ยืมเงินจากธนาคาร จำนวน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 11.75 ต่อปีหรือร้อยละ 16 ต่อปี ผู้กู้ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่ผู้ให้กู้ทุกเดือน เดือนละ 25,000 บาท หากผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ผู้กู้ตกลงชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้ ธนาคารพาณิชย์เรียกจากลูกค้าได้ ถ้าหากนาย ก. ผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ผล คือ นาย ก. ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อธนาคารฟ้องเรียกดอกเบี้ยจากนาย ก. อัตราร้อยละ 19 ต่อปี เช่นนี้ถ้าศาลเห็นว่าดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถือเป็นเบี้ยปรับ และหากศาลเห็นสมควรอาจลดลงได้ ซึ่งอาจกำหนดให้นาย ก. จ่ายให้แก่ธนาคารในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือเกินกว่านี้ แต่ไม่ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซึ่งต่างจากการกู้ยืมเงินจากบุคคลธรรมดา หากกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 15 ต่อปี ศาลจะใช้ดุลพินิจลดลงไม่ได้

๓. หลักฐานการกู้ยืม

ในการตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินนั้น ถ้าหากว่ากู้ยืมกันเป็นจำนวนเงิน เล็กน้อยไม่เกิน ๕๐ บาท กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ แสดงถึงการกู้ยืมหรือทำสัญญาไว้ต่อกัน เช่น ยืมเงิน ๒๐ บาท หรือ ๓๐ บาทแล้วเพียงแต่พูดจาตกลงกันก็พอ แต่ถ้าหากว่ากู้ยืมเป็นจำนวนเกินกว่า ๕๐ บาท ต้องทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือหรือทำ หนังสือสัญญากู้ ไว้ต่อกัน เพื่อจะได้ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ในหลักฐานแห่งการกู้เป็นหนังสือดังกล่าวนี้ต้องมีข้อความแสดงว่าได้กู้ยืม เงินเป็นจำนวนเท่าใด มีกำหนดใช้คืนเมื่อใดและที่สำคัญจะต้องมีการลงลายมือชื่อผู้กู้

ตัวอย่าง หลักฐานการกู้ยืมเงิน ข้าพเจ้า นายดำ ได้กู้ยืมเงินจากนายสมศักดิ์เป็นจำนวน ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาทถ้วน) เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ มีกำหนดใช้คืนภายใน ๑ ปี ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี

ลงชื่อ ดำ ผู้กู้

หากว่าในขณะกู้ยืมเงินกันแต่มีการตกลงรับเอาสิ่งของแทนจำนวนเงิน ที่กู้ยืมกันนั้น ต้องคิดราคาของตลาดของสิ่งนั้นเป็นจำนวนเงินที่กู้จริง+ริงนั้น เช่น มีการตกลงกู้ยืมเงินกัน ๕๐๐ บาท แต่มีการตกลงให้รับข้าวสารแทน ๒ กระสอบ ซึ่งในขณะนั้นข้าวสารกระสอบละ ๑๕๐ บาท ดังนั้น เราถือว่า มีการกู้ยืมเงินกันจริงเพียง ๓๐๐ บาทเท่านั้น

๔. อายุความ

การฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้จะต้องกระทำภายในกำหนดอายุ ความ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องฟ้องภายใน ๑๐ ปีนับแต่วันที่ถึง กำหนดชำระเงินคืน

ตัวอย่าง แดง กู้ยืมเงิน ดำ เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๑ ปี ดังนั้นหนี้รายนี้ถึงกำหนดในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๑ ผู้ให้กู้ต้องฟ้องเรียก เงินที่กู้ยืมคืน ภายใน ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๑

๕. ข้อควรระมัดระวังในการกู้ยืม

(๑) อย่าได้ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าเป็นอันขาด (๒) อย่าได้นำโฉนดไปให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน (๓) จะต้องนับเงินให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา (๔) ผู้ยืมจะต้องเขียนจำนวนเงินเป็นตัวหนังสือด้วย (๕) สัญญาที่กู้ต้องทำอย่างน้อย ๒ ฉบับ โดยให้ผู้กู้ยึดถือไว้ฉบับหนึ่ง และให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้อีกฉบับหนึ่ง (๖) ในสัญญากู้ควรมีพยานฝ่ายผู้กู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานอย่างน้อย ๑ คน

๖. ข้อปฏิบัติในการชำระเงิน

เมื่อผู้กู้นำเงินไปชำระไม่ว่าจะเป็นการชำระทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม ผู้กู้ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ มิฉะนั้นจะอ้างยันผู้ให้กู้ว่าชำระเงินกู้ ให้เขาคืนแล้วไม่ได้

สิ่งที่ผู้กู้ควรกระทำเมื่อชำระเงิน คือ

(๑) รับใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือที่มีข้อความว่า ได้ชำระเงินที่กู้มาแล้วทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนและมีลายเซ็นผู้ให้กู้กำกับไว้ด้วย

ตัวอย่าง ข้าพเจ้า นายสมศักดิ์ ร่ำรวยทรัพย์ ได้รับเงินคืนจากนายดำ เกิดมาก ผู้กู้เป็นจำนวน ๕,๐๐๐ บาท

ลงชื่อ สมศักดิ์ ร่ำรวยทรัพย์ ผู้ให้กู้ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๐

(๒) รับหนังสือสัญญากู้เงินที่ได้ทำไว้แก่ผู้ให้กู้นมาในกรณีที่ชำระเงินครบตามจำนวนเงินที่กู้

(๓) มีการบันทึกลงในสัญญากู้ว่าได้นำเงินมาชำระแล้วเท่าไรและให้ ผู้ให้กู้เซ็นชื่อกำกับไว้ ผู้ให้กู้ต้องเซ็นชื่อกำกับไว้ทุกครั้งที่มีการชำระเงิน จึงจะอ้างยันได้ว่าได้ชำระเงินไปแล้ว

ที่อยู่

Nakhon Ratchasima
30000

เบอร์โทรศัพท์

0818134328

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Chai Ussavarangool Law Officeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Chai Ussavarangool Law Office:

แชร์