11/07/2026
#กรณีศึกษา คดีพิพาทเกี่ยวกับผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน บ. ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติการณ์ถอนเงินจากบัญชีต่าง ๆ ของโรงเรียนรวม 7 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 546,530 บาท โดยเป็นการถอนเงินต่อเนื่องกันในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2554 #ผู้ฟ้องคดีได้กรอกข้อความและจำนวนเงินในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะที่กรรมการเบิกจ่ายเงินรายอื่นลงชื่อไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ผลการตรวจพิสูจน์โดยกองพิสูจน์หลักฐานระบุว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปลอมลายมือชื่อของกรรมการเบิกถอนเงินอีกท่านหนึ่งในใบถอนเงินจำนวน 5 ใบ เพื่อเบิกเงินจากธนาคาร
" ชนใดประพฤติธรรม ในธรรมที่พระพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว ชนเหล่านั้นจักข้ามแดนมฤตยูที่ข้ามได้ยาก" (พุทธภาษิต)
#ข้อเท็จจริงในคดี
1. #ผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน บ. ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติการณ์ถอนเงินจากบัญชีต่าง ๆ ของโรงเรียนรวม 7 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 546,530 บาท โดยเป็นการถอนเงินต่อเนื่องกันในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2554
2. #ผู้ฟ้องคดีได้กรอกข้อความและจำนวนเงินในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะที่กรรมการเบิกจ่ายเงินรายอื่นลงชื่อไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ผลการตรวจพิสูจน์โดยกองพิสูจน์หลักฐานระบุว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปลอมลายมือชื่อของกรรมการเบิกถอนเงินอีกท่านหนึ่งในใบถอนเงินจำนวน 5 ใบ เพื่อเบิกเงินจากธนาคารฯ
3. #เงินที่เบิกออกมาผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานเนื่องจากมีอุปสรรคในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่คณะกรรมการสอบสวนพบว่า สภาพลิ้นชักโต๊ะมีร่องรอยถูกงัดและไม่ปลอดภัยในการเก็บเงิน อีกทั้งพยานหลักฐานชี้ว่าผู้ฟ้องคดีนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ได้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ขอเบิก เช่น ค่าอาหารกลางวันหรือค่าวัสดุการศึกษา
4. #การกระทำดังกล่าวถูกวินิจฉัยว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 84 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
5. #ในตอนแรกผู้ฟ้องคดีถูกลงโทษ "ปลดออกจากราชการ" แต่ต่อมา ก.ค.ศ. (โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญฯ) พิจารณาว่าความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการต้องลงโทษ "ไล่ออกจากราชการ" เท่านั้นตามมติคณะรัฐมนตรี และการคืนเงินในภายหลังไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษ จึงนำไปสู่มูลเหตุแห่งคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิ่มโทษดังกล่าว
#บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.77/2568
1. #กระบวนการสอบสวนทางวินัยชอบด้วยกฎหมาย
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงโดยรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (รักษาราชการแทน) เป็นการใช้อำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งจริงไม่อยู่และคำสั่งรักษาราชการแทนเดิมยังมีผลบังคับใช้
2. #การแจ้งข้อกล่าวหาทำได้ถูกต้องตามกำหนด
#การส่งหนังสือแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนถือว่าสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่มีผู้รับแทนที่โรงเรียน ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใน 3 วันทำการตามที่กฎหมายกำหนด
3. #การสอบสวนเพิ่มเติมไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหาใหม่
#ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ ก.ค.ศ. สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นเดิม และคณะกรรมการใช้ข้อมูลจากสำนวนเดิมประกอบกับคำให้การเดิมของพยาน ไม่ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหา (สว. 3) ให้ผู้ฟ้องคดีทราบอีกครั้ง
4. #ระยะเวลาการดำเนินการเป็นเพียงกรอบเร่งรัด
#การสอบสวนที่อาจเกินระยะเวลา 30 วันในบางขั้นตอน หรือการสอบสวนที่ไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุดชัดเจน ไม่ทำให้กระบวนการทางวินัยเสียไป เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้เพื่อเร่งรัดเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่ใช่ระยะเวลาบังคับที่หากฝ่าฝืนแล้วจะทำให้คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
5. #ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการชัดแจ้ง
#พฤติการณ์ที่ผู้ฟ้องคดีถอนเงินต่อเนื่องหลายครั้งโดยไม่มีเหตุจำเป็นตามระเบียบพัสดุ การปลอมลายมือชื่อกรรมการเบิกถอนเงิน และการเก็บเงินในที่ที่ไม่ปลอดภัย (ลิ้นชักที่ถูกงัด) แสดงถึงเจตนาเบียดบังเงินงบประมาณไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
6. #บทลงโทษ "ไล่ออกจากราชการ" เหมาะสมแล้ว
#เมื่อเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา 84 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูฯ ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ลงโทษไล่ออกเท่านั้น โดยการคืนเงินในภายหลังไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษ
7. #คำสั่งเพิ่มโทษมีผลแทนที่คำสั่งเดิมและสั่งย้อนหลังได้
#คำสั่งไล่ออกจากราชการมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ได้รับแจ้งคำสั่งปลดออกเดิมได้ตามระเบียบ ก.ค.ศ. และทำให้คำสั่งปลดออกเดิมสิ้นผลไปโดยปริยาย จึงไม่ถือเป็นการลงโทษซ้ำซ้อน
8. #พิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น
#ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนให้ยกฟ้อง เนื่องจากกระบวนการพิจารณาทางวินัยและการลงโทษผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายและเหมาะสมกับความผิดแล้ว
#ข้อสังเกตหลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.77/2568
1. #อำนาจในการรักษาราชการแทน
#คำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอน การที่ผู้ดำรงตำแหน่งจริงกลับมาปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หรือมีการเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ (ที่ไม่ใช่การตั้งผู้รักษาราชการแทนคนใหม่ซ้อนทับ) ไม่ทำให้คำสั่งรักษาราชการแทนเดิมสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ
2. #การแจ้งคำสั่งทางปกครองแก่ผู้รับแทน
#การแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือถือว่ามีผลสมบูรณ์เมื่อมีผู้รับแทนในหน่วยงาน (เช่น ลูกจ้างโรงเรียนรับแทนครู) โดยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้แจ้งภายใน 3 วันทำการนั้น หากดำเนินการได้ตามนี้จะถือว่ากระบวนการแจ้งชอบด้วยกฎหมาย
3. #กรอบระยะเวลาการดำเนินการทางวินัย
#ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ค.ศ. เช่น การสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน หรือการรายงานภายใน 30 วัน ศาลถือว่าเป็นเพียง "ระยะเวลาเร่งรัด" เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว การปฏิบัติงานล่าช้ากว่าที่กำหนดไม่ถือเป็นเหตุให้คำสั่งลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้เจ้าหน้าที่สูญสิ้นอำนาจในการสอบสวน
4. #ความชอบธรรมของการสอบสวนเพิ่มเติม
#ก.ค.ศ. มีอำนาจสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมได้ตามมาตรา 105 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูฯ หากเป็นการสอบสวนในประเด็นเดิมโดยใช้คณะกรรมการชุดเดิมและไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ที่เป็นโทษ เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ (สว. 1) หรือแจ้งข้อกล่าวหาใหม่ (สว. 3) ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบอีกครั้ง
5. #หลักความไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่
#การที่เจ้าหน้าที่ผู้สืบสวนหรือสอบสวนเข้าร่วมในที่ประชุมพิจารณาโทษ หากเข้าร่วมเพียงเพื่อแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงในฐานะพยานหรือผู้ให้ข้อมูล โดยไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงคะแนนเสียงหรือตัดสินใจ (มีมติ) ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่มีสภาพร้ายแรงอันทำให้เสียความเป็นกลางตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
6. #การลงโทษซ้ำซ้อนและการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง
#ในกรณีที่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยไปแล้ว ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงโทษ (เช่น จากปลดออกเป็นไล่ออก) ตามมติขององค์กรเหนือขึ้นไป ให้ถือว่าคำสั่งใหม่มีผลใช้บังคับแทนที่คำสั่งเดิมและสามารถสั่งให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันออกจากราชการตามคำสั่งเดิมได้ การกระทำเช่นนี้ไม่ถือเป็นการลงโทษซ้ำสองครั้งในมูลเหตุเดียวกัน
7. #ดุลพินิจในการลงโทษฐานทุจริต
#ตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2536 การทุจริตต่อหน้าที่ราชการถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ควรลงโทษ "ไล่ออกจากราชการ" เท่านั้น การนำเงินมาคืนภายหลังหรือการมีคุณความดีในอดีตไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษเป็น "ปลดออก" ได้ เนื่องจากเป็นนโยบายในการป้องปรามการทุจริตในระบบราชการ
ที่มา : คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.77/2568
https://drive.google.com/file/d/13CFdltNQtUwmd9EpEhgDGDw47UtxV9U5/view?usp=drivesdk
ผู้เรียบเรียง รศ.ดร.เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้รับจากการเผยแพร่บทความวิชาการทุกบทความอันเป็นวิทยาทานและธรรมทานให้แด่ดวงจิตคุณพ่อศักดา โชควรกุล (บิดาผู้ล่วงลับของผู้เรียบเรียง)