17/06/2026
คดีจริงที่ถูกใส่มาในซีรีส์ "ทนายปีศาจ" ครับ
คดีจริงที่ถูกใส่มาในซีรีส์ "ทนายปีศาจ"
1. คดีซื้อขายศพเด็กทารกเพื่อทำกุมารทอง (พ.ศ. 2555)
ความต้องการเครื่องรางไสยศาสตร์ประเภท "ลูกกรอก" หรือ "กุมารทอง" จากซากศพจริงในตลาดมืดต่างประเทศ (เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง) ซึ่งมีราคาสูงถึงหลักแสนบาทต่อร่าง ทำให้เกิดขบวนการลักลอบจัดหาซากศพทารกในไทย
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) และตำรวจนครบาล เข้าจับกุม นายโจว ฮอง ฮุน (Chow Hok Kuen) สัญชาติไต้หวัน ที่โรงแรมย่านเยาวราช พร้อมของกลางเป็น ซากศพเด็กทารกจำนวน 6 ศพ ที่ถูกทำพิธีลงอักขระ มัดสายสิญจน์ และปิดทองคำเปลว ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางเตรียมส่งออกนอกประเทศ
ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายซึ่งขบวนการนี้มักเชื่อมโยงกับการไปกว้านซื้อศพทารกที่เสียชีวิตจากการทำแท้งเถื่อนหรือเสียชีวิตตั้งแต่คลอดจากสถานสัปเหร่อวัด
2. คดีลักพาตัวและสังหารเพื่อข่มขู่ผู้พิพากษา (พ.ศ. 2563)
พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์) ตกเป็นจำเลยในคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ซึ่งมี นางสาวพนิดา ศกุนตะประเสริฐ เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน บรรยินต้องการบีบบังคับให้ผู้พิพากษาพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าว
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 กลุ่มคนร้ายแต่งกายคล้ายตำรวจได้เข้าทำการลักพาตัว นายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ (พี่ชายของผู้พิพากษาพนิดา) จากบริเวณหน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อใช้เป็นตัวประกันในการโทรศัพท์ไปข่มขู่ให้ผู้พิพากษาตัดสินตามที่ต้องการ แต่เมื่อไม่เป็นผลและตัวประกันเสียชีวิต กลุ่มคนร้ายได้นำศพไปเผานั่งยางเพื่อทำลายหลักฐานและทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดนครสวรรค์
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสืบสวนจนสามารถจับกุม พ.ต.ท.บรรยิน และพวกได้ทั้งหมด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาให้ ประหารชีวิต พ.ต.ท.บรรยิน (แต่เนื่องจากให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาและมีเหตุบรรเทาทัณฑ์ จึงได้รับการลดโทษเหลือจำุกตลอดชีวิต)
3. คดีหมอข่มขืนคนไข้ (พ.ศ. 2561)
เกิดขึ้นที่คลินิกสูตินรีเวชแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อมีผู้เสียหายเพศหญิงเข้าไปรับการตรวจภายในเนื่องจากมีอาการผิดปกติทางร่างกาย แต่ถูกแพทย์เจ้าของคลินิกใช้โอกาสที่อยู่กันสองต่อสองล่วงละเมิดทางเพศ
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2561 ทนายนิด้า (นางสาวสรัญญา หวังสุขเจริญ) และ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ได้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ โดยเปิดเผยหลักฐานสำคัญคือ สลิปการโอนเงินจำนวน 300,000 บาท จากหมอคนดังกล่าวมายังบัญชีของผู้เสียหายเพื่อขอให้จบเรื่อง นอกจากนี้เมื่อเรื่องแดงขึ้น พบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นอ้างว่าเคยโดนพฤติกรรมในลักษณะถอนกางเกงและล่วงละเมิดในห้องตรวจปิดทึบที่ไม่มีพยาบาลอยู่ร่วมด้วยเช่นกัน
แพทย์ผู้ก่อเหตุถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหากระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย
4. คดีหลอกคน ลักพาตัว เพื่อลงเรือประมง
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงพาณิชย์ ผนวกกับเม็ดเงินผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเรือประมง ทำให้เกิดขบวนการ "นายหน้า" เถื่อนคอยดักหาเหยื่อตามสถานีรถไฟ (เช่น หัวลำโพง) หรือสถานีขนส่ง
กลุ่มนายหน้าจะทำทีเข้าไปตีสนิทกับคนต่างจังหวัดที่เพิ่งเดินทางเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ โดยอ้างว่าจะพาไปทำงานโรงงานหรือโรงน้ำแข็งที่ให้รายได้สูง แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ จะถูกมอมเหล้า มอมยา หรือบังคับพาขึ้นรถตู้ไปส่งยังท่าเรือในจังหวัดชายทะเล (เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ สงขลา)
นายหน้าจะได้ค่าหัวประมาณ 30,000 - 50,000 บาทต่อคน จากนั้นเหยื่อจะถูกบังคับให้ลงเรือประมงที่ออกไปกลางอ่าวไทยหรือน่านน้ำสากล (เช่น มาเลเซีย/อินโดนีเซีย) นานเป็นปีๆ โดยถูกบังคับเสพยาไอซ์เพื่อให้ทำงานหนักได้วันละ 20 ชั่วโมง หากขัดขืนจะถูกไต้ก๋งทุบตีหรือโยนทิ้งทะเล
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ได้เปิดยุทธการทลายขบวนการนี้หลายครั้ง (เช่น ยุทธการเรือมนุษย์)
มีการบุกจับกุมทั้งนายหน้า เจ้าของเรือ และไต้ก๋งเรือหลายรายในข้อหา "ร่วมกันค้ามนุษย์" และบังคับใช้แรงงานเยี่ยงทาส ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไทยได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจเช็กระบบ VMS (ระบบระบุตำแหน่งเรือ) และการแจ้งเข้า-ออกของลูกเรือ (PIPO) เพื่อป้องกันปัญหานี้อย่างจริงจัง