08/02/2024
#สรุปวิธีพิจารณาความแพ่ง2
#กระบวนการอุทธรณ์มีข้อห้ามในการอุทธรณ์ 224 – 225 ย่อยคือ 226
224 คืออุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตรงกับฏีกาคือ 248 หลักเดียวกันเปลี่ยนเพียงทุนทรัพย์และอุทธรณ์ไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือกฎหมายดู 225
สรุปแล้วจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ ดู 225 ใช้กับคดีแพ่งทั้งปวงไม่ว่าคดีภาษีอากร หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา คือการกรองที่สำคัญที่สุด แต่เฉพาะการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องดู 224 มีปัญหาอยู่คืออุทธรณ์มีทุนทรัพย์ดูวรรคหนึ่ง ไม่มีทุนทรัพย์ดูวรรคสอง ถ้าทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้าม เว้นแต่ได้ ความเห็นแย้ง รับการรับรอง หรืออนุญาต
วิธีการรับรองอยู่ที่ 224 วรรคท้าย
225 มีสองวรรค บ่อยเบอร์หนึ่งคือ 224 เป็นกรอบหลักที่อาจารย์ชอบออกสอบ ถามว่า 224 มีประเด็นอะไรไหม มีแต่ไม่ยาก 225 น่าจะใช้มากกว่าปัญหามากกว่าแต่ออกสอบน้อยกว่า ในวรรคแรกของ 225 บอกว่าคดีไม่ว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย
ต้องชัดแจ้ง และ ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น และ ต้องเป็นสาระ
226 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องโต้แย้งแล้วรอไว้อุทธรณ์หลังศาลมีคำพิพากษา สิ่งที่หลายท่านเข้าใจผิดคิดว่าโต้แย้งแล้วรอเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่จริงๆแล้วคำสั่งระหว่างพิจารณาคือสิทธิที่ต่ำที่สุด สิทธิใดที่เป็นการต้องห้ามตาม 224 คือคดีมีทุนทรัพย์เพราะทุนทรัพย์ต้องห้าม ต้องรอดชีวิตจากมาตราต่างๆมาก่อน นั่นคือปัญหาข้อขัดข้องทั้งหมดเพราะ 226 คือสิทธิที่เลวที่สุดในการอุทธรณ์
ญาติคือ 227 228 แต่เป็นคนละเรื่องกันเพราะ 226 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ส่วน 227 228 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา 226 กฎหมายเขียนไว้เลยว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และห้ามอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา
227 กฎหมายก็เขียนไว้ชัดว่า ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา มันคล้ายกัน แต่มันคนละเรื่องกันเด็ดขาด
ข้อแตกต่างที่ชัดที่สุดคือ คำสั่งระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาไม่ได้ ถ้าจะอุทธรณ์ต้องโต้แย้งไว้ก่อนแล้วค่อย อุทธรณ์ภายหลังที่มีคำพิพากษา ภายในหนึ่งเดือน
ในขณะที่ 227 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา 227 การอุทธรณ์ก็ต้องอยู่ภายในบังคับ 229 บอกว่าต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ถ้านอนรอจนกระทั่งคดีจบแล้วมาอุทธรณ์เกินหนึ่งเดือนไม่ได้ แล้ว 227 กับ 228 คือไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา แต่ มีสิทธิเลือกเอา คือ วรรคที่หนึ่งตอนท้าย ถ้ามีคำสั่งแบบนี้คู่ความอุทธรณ์แบบ 227 คือ ศาลมีคำสั่งปุ๊บอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน ถ้าไม่ทัน ก็อุทธรณ์ได้แบบ 226 คือ อุทธรณ์ได้เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว สรุปแล้วมาตรา 226 227 ต่างกันคือคนละเรื่องเด็ดขาด
#วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาและการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
จำเลยขอคุ้มครองชั่วคราว ( มาตรา 253-253 ทวิ)
การที่จำเลยจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน หรือหาประกันมาวางศาล เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายนั้น ก็เฉพาะที่มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คือ โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร และไม่มีทรัพย์สินที่อาจจะถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือ เป็นที่เชื่อได้ว่า เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งได้ ไม่จำเป็นต้องมีทั้งสองเหตุดังกล่าวประกอบกัน (ฎ. 1107/30) ไม่จำต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดจะแพ้ หรือชนะคดี เพราะศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงได้ตามมาตรา 161( ฎ. 1715/25)
- คำสั่งของศาลที่ให้โจทก์วางเงินค่าฤชาธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายตามมาตรา 253 มีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ก็ต้องวางเงินตามที่ศาลกำหนด (ฎ. 1487/29) หากไม่วาง ศาลต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม 253 วรรรคสาม (ฎ. 271/43)
- ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินตาม 253 ,253 ทวิ ศาลต้องทำการไต่สวนก่อน แต่ถ้าหากปรากฎชัดเจนแล้ว่าโจทก์ยอมรับว่าตนมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ศาลก็ไม่จำต้องไต่สวนในเหตุนี้อีก
- คดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้โจทก์ในคดีเดิมซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยวางเงินตาม 253 (ฎ.500/04)
- คำสั่งตาม 253 เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตาม 228(2) คู่ความย่อมอุทธรณ์ หรือฎีกาได้ ไม่ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา (ฎ. 1106/30)
#โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว (มาตรา 254)
- โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว ตาม 254 ไม่นำไปใช้ในคดีมโนสาเร่ และโจทก์เท่านั้นที่มีสิทธิของคุ้มครองได้ (ผู้เป็นโจทก์ มาแต่ศาลชั้นต้น) แม้จำเลยจะเป็นผู้อุทธรณ์ก็ไม่อานขอตาม 254 ได้ แต่ในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ จำเลยมีฐานะเป็นโจทก์ จึงมีสิทธิขอคุ้มครองตาม 254 ได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีอื่นถือว่าเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่มีสิทธิที่จะร้องขอคุ้มครองตาม 254
- โจทก์มีสิทธิขอคุ้มครอง ตาม 254 ได้ในระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ก็ตาม
- จำเลยจะขอทุเลาการบังคับคำสั่งศาลตาม 254 ไม่ได้ แต่อุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีตาม 228(2) เนื่องจาก การขอคุ้มครองตาม 254 เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการก่อนพิพากษา ส่วนการขอทุเลาเป็นขั้นตอนหลังศาลพิพากษาคดีหรือประเด็นแห่งคดี แล้ว ประกอบกับคำขอตาม 254 ต้องยื่นก่อนศาลพิพากษาคดี เท่านั้น
- คำขอตาม 254(1) และ(4) เป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด
- วัตถุประสงค์ของการขอคุ้มครองตาม 254 ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีในภายหลัง ดังนั้น สิ่งที่โจทก์จะขอคุ้มครองจึงต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้อง หรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีเท่านั้น เช่น คดีที่ร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายนั้น ไม่ใช่คำขอที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ผู้ร้องจึงจะมาขออายัดเงินบำนาญหรือเงินบำนาญพิเศษของผู้ตายไม่ได้(ฎ.173/23) และนั้นการขอคุ้มครองต้องขอภายในขอบเขตตามที่มาตรา 254 (1)-(4) ให้อำนาจไว้ คำขอที่นอกเหนือจากนี้จะขอคุ้มครองไม่ได้
- กรณีการอายัด หมายถึง การอายัดสิทธิเรียกร้องที่บุคคลภายนอกต้องชำระให้จำเลย ซึ่งจะต้องเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระด้วย
- ในครั้งแรกโจทก์ขออายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราว ส่วนในครั้งหลังขออายัดเงินที่จำเลยจะได้จากการขายที่ดินแลงเดียวกัน เป็นคนละเหตุ ดังนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ(ฎ.692/44)
- การยึดทรัพย์ชั่วคราวก่อนพิพากษา บุคคลภายนอกจะมาอ้างว่ามีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินยังไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้ (ฎ. 974/29) และเมื่อมีการยึดหรืออายัดในชั้นคุ้มครองชั่วคราวตาม 254(1) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นสามารถยึดหรืออายึดอีกได้ ไม่ต้องห้ามตาม 290 เพราะ มาตรา 290 ต้องเป็นการยึดหรืออายัดโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน ส่วนคำสั่งตาม 254 เป็นเพียงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา(ฎ. 9270/47) และเมื่อมีการอายัดตาม 290 ได้ หากมีการส่งเงินนั้นไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี การอายัดตาม 290 เสร็จสิ้นแล้ว การอายัดชั่วคราวตาม 254 ย่อมสิ้นผลไปโดยปริยาย
- กรณีห้ามจำเลยกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไป ตาม 254 (2) ใช้กับการขอให้ส่งบุตรคืนด้วย เพราะมิใช่บทบัญญัติให้ใช้เฉพาะทรัพย์เท่านั้น(ฎ. 1509/14)
- คำสั่งตาม 254(2) ต้องเป็นการห้ามจำเลย จะขอให้ห้ามบุคคลอื่นที่ไม่ใช่จำเลยกระทำ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือคำฟ้อง (คร.75/46)
- แม้การขอคุ้มครองชั่วคราวจะเข้าหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ศาลก็มีดุลพินิจที่จะไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองก็ได้ เพราะจำเลยจะเสียหายด้วยเช่นกัน (ฎ.24/40 )
- ศาลที่มีอำนาจสั่งคำร้องตาม 254 นั้นถ้าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ไม่ว่าจะเป็นของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ศาลนั้นๆเท่านั้นที่มีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้อง ( หมายความว่าศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ต้องรับสำนวนลงสารบบแล้วจึงจะอยู่ในอำนาจศาลชั้นอุทธรณ์ หรือฎีกา หากยังไม่ลงสารบบ เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่ง)
#คู่ความขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา (มาตรา 264)
- ผู้มีสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณานั้น กฎหมายให้คำว่า คู่ความ ทั้งโจทก์จำเลย จึงเป็นผู้มีสิทธิขอตาม 264 แต่ผู้ที่ไม่ใช้คู่ความในคดี จะขอคุ้มครองไม่ได้ ดังนั้นบุคคลภายนอกหรือผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยจะร้องขอคุ้มครองไม่ได้ (ฎ. 2058/35) กรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดี ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองตาม 264 (ฎ.4741/33)
- เงินที่วางตาม 264 คู่ความที่มีสิทธิต้องมารับไปภายใน 5 ปี ตาม มาตรา 323
- การขอคุ้มครองตาม 264 ต้องขอคุ้มครองในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งอาจจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ได้ ดังนั้น คดีที่ถึงที่สุดไปแล้วคู่ความจะมาขอคุ้มครองตาม 264 ไม่ได้(ฎ. 5662-3/45)
- การที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคำพิพากษาคดีอื่น มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณา มิใช่เป็นการสั่งจำหน่ายเสียจากสารบบความตาม 132 คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงขอคุ้มครองตาม 264 ได้ (ฎ. 421/24)
- การขอคุ้มครองตาม 264 จะขอให้คุ้มครองในกรณีฉุกเฉินไม่ได้ และกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้วางเงินต่อศาลตาม 264 จำเลยจะขอวางหลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันหาได้ไม่
- การขอตาม 264 นั้นต้องอยู่ในขอบข่ายแห่งประเด็นและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ หรือประโยชน์ตามข้อต่อสู้ข้อเถียงของจำเลยที่ยกขึ้นอ้างในคำให้การ คู่ความจะขอให้คุ้มครองนอกเหนือไปจากนั้นไม่ได้ เพราะ การขอคุ้มครองตาม 264 เป็นการขอคุ้มครองเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดี ได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษานั้น(. 2239/32)
- คดีฟ้องถอนอำนาจปกครองเด็ก โจทก์ขอให้จำเลยส่งเด็กให้โจทก์ในระหว่างพิจารณาได้ (ฎ. 2151/23)
- กรณีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงิน ถือว่าไม่เป็นการพิพาทกันด้วยทรัพย์สิน สิทธิ ประโยชน์ ในคดี ดังนั้นโจทก์จะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาว่างศาลตาม 264 ไม่ได้ (ฎ.1244/32)
#ผลของคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตาม 264
- มาตรา 264 วรรคสอง ให้นำผลของคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณาว่าจะมีระยะเวลาเพียงใดนั้น ให้นำมาตรา 260 มาบังคับใช้ แต่อย่างไรก็ตาม คู่ความอาจตกลงกันให้คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ มีผลจนคดีถึงที่สุดก็ได้ (ฎ. 168/13)
#คำขอในเหตุฉุกเฉิน (มาตรา 267)
- เมื่อโจทก์มีคำขอตาม 254 พร้อมกับยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉิน ตาม 266,267 บัญญัติให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน แต่ถ้าหากศาลมิได้พิจารณาคำขอเป็นการด่วน โดยศาลนัดไต่สวนอีก 3-4 วัน ต่อมา กรณีเช่นนี้จะถือว่าคำสั่งศาลที่ออกตามคำขอดังกล่าวเป็นกรณีมีเหตุฉุกเฉินตาม 267 ไม่ได้ แต่เป็นการพิจารณาไต่สวนคำร้องของโจทก์อย่างวิธีธรรมดา (ฎ. 1509/14)
เรียนรู้กฎหมาย