เรียนรู้กฎหมาย

เรียนรู้กฎหมาย เพื่อการศึกษาความรู้กฎหมายเเบ่งปั?

ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในประเทศไทย ครอบคลุมการกระทำที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน...
28/07/2025

ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในประเทศไทย ครอบคลุมการกระทำที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ซึ่งมีโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

#สรุปกฎหมาย

กฎหมายแพ่งทั่วไป ข้อมูลพื้นฐานสำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเข้าปี 1 นะครับ #เรียนรู้กฎหมาย  #สรุปกฎหมาย  #กฎหมายมหาชน  #กฎหมาย  ...
10/06/2025

กฎหมายแพ่งทั่วไป ข้อมูลพื้นฐานสำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเข้าปี 1 นะครับ

#เรียนรู้กฎหมาย #สรุปกฎหมาย #กฎหมายมหาชน #กฎหมาย #มหาชน #นิติศาสตร์ #โน๊ตย่อ #โน๊ต #นิติศาสตร์มหาสารคาม #ความรู้ #นิติมมส #โน๊ตกฎหมายมหาชน #ความยุติธรรม #เรารักกฎหมาย

📍สรุปกฎหมายอาญา3 -ลักทรัพย์ 334-ลักทรัพย์แบบเหตฉกรรจ์ 335 เพิ่มโทษ-วิ่งราว 336-ความผิดกรรโชก 337-รีดเอาทรัพย์ 338-ชิงทรั...
27/05/2025

📍สรุปกฎหมายอาญา3

-ลักทรัพย์ 334
-ลักทรัพย์แบบเหตฉกรรจ์ 335 เพิ่มโทษ
-วิ่งราว 336
-ความผิดกรรโชก 337
-รีดเอาทรัพย์ 338
-ชิงทรัพย์ 339 วรรคหนึ่ง (โทษปกติ)
วรรคสอง-วรรคห้า (เพิ่มโทษเหตุฉกรรจ์)
-ปล้นทรัพย์ 340 วรรคหนึ่ง (โทษปกติ)
วรรคสอง-วรรคห้า (เพิ่มโทษเหตุฉกรรจ์)

#สรุปกฎหมายอาญา3 #โน๊ต

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ 2537ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ #นิติศาสตร์  #เตรียมสอบ  #ผู้พิพากษา  #อัยการ
22/02/2025

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ 2537
ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้
#นิติศาสตร์ #เตรียมสอบ #ผู้พิพากษา #อัยการ

 #สรุปกฎหมายแรงงานพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์
26/10/2024

#สรุปกฎหมายแรงงาน
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
พ.ร.บ.เงินทดแทน
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์

 #สรุปกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1 -ดำเนินพิจารณาซ้ำ 144-ฟ้องซ้ำ 147+148-ฟ้องซ้อน 173-ความแตกต่าง ดำ ซ้ำ ซ้อน-คำฟ้อง 172 -...
10/09/2024

#สรุปกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง1

-ดำเนินพิจารณาซ้ำ 144
-ฟ้องซ้ำ 147+148
-ฟ้องซ้อน 173
-ความแตกต่าง ดำ ซ้ำ ซ้อน
-คำฟ้อง 172
-คำให้การ 177
-ฟ้องแย้ง 177 ว.3
-ทิ้งฟ้อง 174
-ถอนฟ้อง 175
-การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การ 179+180
-ขาดนัดยื่นคำให้การ
•199 ระยะเวลา
•198 หน้าที่โจทก์
•198 ทวิ กระบวนพิจารณาฝ่ายเดียว
-ทางแก้การขาดนัดคำให้การ
•199 ขออนุญาตศาล
•199 ตรี ขอพิจารณาคดีใหม่
•199 จัตวา กำหนดระยะเวลาขอพิจารณาคดีใหม่
•199 เบญจ การพิจารณาคำขอพิจารณาคดีใหม่

#เรียนรู้กฎหมาย #ความรู้ #นักกฎหมาย

 #สืบเสาะหารักแท้หลักเกณฑ์การพิจารณาการพักการลงโทษและลดวันต้องโทษจำคุกการพักการลงโทษ๑. พฤติการณ์ในระหว่างคุมขังอยู่ในเรื...
03/05/2024

#สืบเสาะหารักแท้

หลักเกณฑ์การพิจารณาการพักการลงโทษและลดวันต้องโทษจำคุก

การพักการลงโทษ

๑. พฤติการณ์ในระหว่างคุมขังอยู่ในเรือนจำ คือ

๑.๑ ความอุตสาหะ

๑.๒ ความก้าวหน้าในการศึกษา

๑.๓ การทำงานหรือทำความชอบแก่ราชการเป็นพิเศษ

๑.๔ ความประพฤติขณะต้องโทษ

๒. พฤติกรรมก่อนต้องโทษจำคุก

๒.๑ ประวัติครอบครัว

๒.๒ อาชีพ

๒.๓ ข้อเท็จจริงในการกระทำผิด (สาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น)

๓. ผู้อุปการะและที่อยู่อาศัย โดยพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ฐานะ อาชีพ ตลอดจนสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย

ระยะเวลาที่นักโทษเด็ดขาดอาจได้รับการพักการลงโทษ มีดังนี้

- ชั้นเยี่ยม ไม่เกิน ๑ ใน ๓ ของกำหนดโทษ ที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด

- ชั้นดีมาก ไม่เกิน ๑ ใน ๔ ของกำหนดโทษ ที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด

- ชั้นดี ไม่เกิน ๑ ใน ๕ ของกำหนดโทษ ที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด

การลดวันต้องโทษจำคุก

๑. นักโทษเด็ดขาดอาจได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกให้เดือนละไม่เกิน ๕ วันแต่การลดวันต้องโทษจำคุกจะพึงกระทำได้เมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่า ๖ เดือน หรือไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดเวลา

๒. นักโทษเด็ดขาดได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า ๖ เดือน นับตั้งแต่วันต้องจำคุกจนถึงวันที่เข้าหลักเกณฑ์ คือ จำมาแล้ว ๑๘๐ วัน และเป็นชั้นดีขึ้นไป ทั้งนี้ให้รวมวันหักขังเข้าด้วย

๓. นักโทษเด็ดขาดได้รับโทษจำคุกมาในกรณีต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลา ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี จึงจะเริ่มได้รับผลประโยชน์จากการลดวันต้องโทษจำคุกตามชั้นที่มีตามหลักเกณฑ์

นักโทษเด็ดขาดอาจได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามชั้นและตามจำนวนวัน ดังต่อไปนี้

- ชั้นเยี่ยม เดือนละ ๕ วัน

- ชั้นดีมาก เดือนละ ๔ วัน

- ชั้นดี เดือนละ ๓ วัน

การขอความร่วมมือสืบเสาะข้อเท็จจริงผู้ได้รับการพักการลงโทษและลดวันต้องโทษจำคุก

เมื่อเรือนจำ/ทัณฑสถานตรวจสอบรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่เข้าเกณฑ์พักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษจำคุกแล้ว เรือนจำ/ทัณฑสถาน จะส่งหนังสือขอความร่วมมือสืบเสาะข้อเท็จจริงนักโทษเด็ดขาดถึงผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติ

ระยะเวลาการสืบเสาะข้อเท็จจริงผู้ได้รับการพักการลงโทษและลดวันต้องโทษจำคุก

สำนักงานคุมประพฤติต้องส่งรายงานการสืบเสาะข้อเท็จจริงนักโทษเด็ดขาดไปยังเรือนจำหรือทัณฑสถาน ภายใน ๑ เดือน อย่างช้าไม่เกิน ๒ เดือน นับตั้งแต่วันที่สำนักงานคุมประพฤติรับเรื่อง

 #ฝากเธอไปขังจนกว่าเธอจะรักเรา“การผัดฟ้องและฝากขัง" คือ การที่พนักงานสอบสวนร้องขอให้ศาลขังตัวผู้ต้องหาไว้ ระหว่างที่ทำกา...
03/05/2024

#ฝากเธอไปขังจนกว่าเธอจะรักเรา

“การผัดฟ้องและฝากขัง" คือ การที่พนักงานสอบสวนร้องขอให้ศาลขังตัวผู้ต้องหาไว้ ระหว่างที่ทำการรวบรวมพยานหลักฐานในคดี ก่อนทำการสรุปความเห็นในสำนวนยื่นเรื่องให้พนักงานอัยการ ร่างคำฟ้องให้ศาลพิจารณาต่อไป

การผัดฟ้องในศาลแขวง

ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงนั้น ถ้าไม่อาจฟ้องผู้ต้องหาภายใน 48 ชั่วโมง พนักงานอัยการต้องนำตัวผู้ต้องหามาศาลและยื่นคำร้องขอฝากขังและผัดฟ้องต่อศาล ศาลอนุญาตได้ไม่เกิน 5 คราว คราว ละไม่เกิน 6 วัน ตาม วิ.แขวง มาตรา 7



การฝากขังในศาลอาญาหรือศาลจังหวัด

ความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูงไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้เพียงครั้งเดียว ไม่เกิน 7 วัน กรณีที่ความผิดอาญาอัตราโทษจำคุก สูงเกินกว่า 6 เดือน ไม่ถึง 10 ปี หรือปรับเกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดกัน แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน 12 วัน และรวมกันไม่เกิน 48 วัน

สำหรับกรณีความผิดอาญาอัตราโทษสูงตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไปจะมีโทษปรับหรือไม่ ศาลมีอำนาจสั่งขัง หลายครั้งติดกัน ครั้งละไม่เกิน 12 วัน แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 84 วัน ดังนั้นผู้ต้องหาจะถูกฝากขังสูงสุดได้ไม่เกิน7ครั้ง ในกรณีที่จังหวัดใดไม่มีศาลแขวง และศาลจังหวัดนำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาใช้บังคับ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะต้องขอผัดฟ้องและฝากขังผู้ต้องหาในคดี ที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติในศาลแขวง



วิ.แขวง มาตรา 7 ในการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ เมื่อมีการจับตัวผู้ต้องหาแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงาน-อัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหาจากที่จับมายังที่ทำการของพนักงานสอบสวนจากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาล เข้าในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วย

ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลให้ทันภายในกำหนดเวลาดังกล่าวในวรรคแรก ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวันแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราว ในการวินิจฉัยคำร้องเช่นว่านี้ถ้ามีการขอให้ขังผู้ต้องหาด้วย หรือผู้ต้องหาแสดงตัวต่อศาล ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่า จะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น หรืออาจเรียกพยานมาเบิกความประกอบก็ได้

เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องครบสามคราวแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะอนุญาตตามขอนั้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้แสดงถึงเหตุจำเป็นและนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ถ้ามีการขอให้ขังผู้ต้องหาด้วย หรือผู้ต้องหาแสดงตัวต่อศาลให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้คราวละไม่เกินหกวันแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราว

ผู้ต้องหาจะแต่งทนายเพื่อแถลงข้อคัดค้าน และซักถามพยานก็ได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87

ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี

ในกรณีความผิดลหุโทษ จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใครและที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น

ในกรณีที่ผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว และมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือการฟ้องคดี ให้นำตัวผู้ถูกจับไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา 83 เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้
โดยให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้
ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่
และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น
หรืออาจเรียกพยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

ในกรณีความผิดอาญาที่ได้กระทำลงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกินเจ็ดวัน ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินแปดสิบสี่วัน

ในกรณีตามวรรคหกเมื่อศาลสั่งขังครบสี่สิบแปดวันแล้ว หากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขังต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนได้แสดงถึงเหตุจำเป็น และนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ในการไต่สวนตามวรรคสามและวรรคเจ็ด ผู้ต้องหามีสิทธิแต่งทนายความเพื่อแถลงข้อคัดค้านและซักถามพยาน ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความเนื่องจากยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามมาตรา 134/1 และผู้ต้องหาร้องขอ ให้ศาลตั้งทนายความให้
โดยทนายความนั้นมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 134/1 วรรคสาม โดยอนุโลม

ถ้าพนักงานสอบสวนต้องไปทำการสอบสวนในท้องที่อื่นนอกเขตของศาลซึ่งได้สั่งขังผู้ต้องหาไว้ พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอให้โอนการขังไปยังศาลในท้องที่ที่จะต้องไปทำการสอบสวนนั้นก็ได้ เมื่อศาลที่สั่งขังไว้เห็นเป็นการสมควรก็ให้สั่งโอนไป

23/04/2024

คำคู่ความ คือ
-คำฟ้อง
กระบวนพิจารณา ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ
-คำให้การ
ถ้อยคำหรือข้อความที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้อง รับ ปฏิเสธ
-ฟ้องแย้ง
คำฟ้องที่จำเลยฟ้องโจทก์มาในคำให้การในเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์
-คำให้การแก้ฟ้องแย้ง
การที่โจทก์ส่งคำฟ้องให้จำเลย แล้วจำเลยก็ให้การ แต่ลำเลยมีประเด็นที่อยากจะฟ้องโจทก์ในคดีที่เกี่ยวกันกับที่โจทก์ฟ้องมา จำเลยก็สามารถเขียนคำฟ้องในคำให้การนั้น
-คำร้อง
คำขอที่ยื่นต่อทางราชการ เพื่อให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้ร้อง
-คำขอ
การขอลิขสิทธิ์ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ตัวอย่าง คำขอออกหมายบังคับคดี
-คำแถลง คือ คำแถลงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้แถลงต่อศาล
เพื่อให้ศาลทราบ
-คำบอกกล่าว คือ คำบอกกล่าวถอนฟ้อง ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ

23/04/2024

#ประเทภคดี คือ ย่อ
คดี อ. = คดีอาญา
คดี ค. = คดีข้อหมายค้น
คดี จ. = คดีออกหมายจับ
คดี ผ. = คดีผัดฟ้อง
คดี ฝ. = คดีฝากขัง
คดี ก. = คดีร้องขอกันส่วน
คดี พ. = คดีแพ่ง
คดี ม. = คดีมโนสาเร่
คดี ฟ. = คดีฟองเงิน
คดี ช. = คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ
คดี ย. = คดียาเสพติด
คดี ภ. = คดีภาษี
คดี ร. = คดีแรงงาน
คดี ล. = คดีล้มละลาย
คดี ป. = คดีชั้นสืบพยานประเด็น
คดี ข. = คดีร้องขัดทรัพย์
คดี ฉ. = คดีร้องขอเฉลี่ยทรัพย์
คดี ถ. = คดีร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด
คดี ส. = คดีร้องขอสวมสิทธิ
คดี บ. = คดีร้องขอออกคำบังคับ
คดี ขก. = คดีขอคืนของกลาง
คดี รฟ. = คดีรื้นฟื้นคดีอาญาขี้นพิจารณาใหม่
คดี ผด. = คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน
คดี ยฝ. = คดีฝากขัง (ยาเสพติด)
คดี ยฟ. = คดีฟื้นฟูสมรรถภาพ (ยาเสพติด)
คดี มร. = คดีมาตราการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเพสติดให้โทษ
คดี ยก. = คดีขอคืนของกลาง (ยาเพสติด)
คดี คอ. = คดีครอบครัวและมรดก
คดี ผบ. = คดีผู้บริโภค
คดี ผบE. = คดีผู้บริโภคทางระบบอิเล็กทรอนิกส์
คดี ทณ. = คดีพาณิชย์
คดี มย. = คดีไม่ยุ่งยาก
คดี รส. = คดีร้องขอแสดงสิทธิในที่ดิน
คดี ทป. = คดีทรัพย์สินทางปัญญา
คดี ยช. = คดีเยาวชนและครอบครัว
คดี ลฟ. = คดีล้มละลายฟื้นฟูกิจการ
คดี สว. = คดีสิ่งแวดล้อม
คดี สฟ. = คดีชั้นสืบพยานด่อนฟ้อง
คดี กก. = คดีชั้นไกล่เกลี่ย
คดี บล. = คดีชั้นบังคับคดี (ขับไล่)
คดี วช. = คดีชั้นวิธีการชั่วคราว
คดี บท. = คดีชั้นบังคับคดีแทน
คดี บป. = คดีชั้นบังคับคดีนายประกัน
คดี ขช. = คดีร้องขอรับชำระหนี้จำนอง/บุรืมสิทธิ

 #สรุปกฎหมายมรดกกกกกกกกกกก1. ความหมายของคำว่า "มรดก"มรดกตามกฎหมาย มาตรา 1600 หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้ง ส...
17/03/2024

#สรุปกฎหมายมรดกกกกกกกกกกก

1. ความหมายของคำว่า "มรดก"
มรดกตามกฎหมาย มาตรา 1600 หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้ง สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่าง ๆ ด้วย เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ อาจแขกพิจารณาได้ดังนี้

1.1 ทรัพย์สิน คือวัตถุที่มีรูปร่างรวมทั้งวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ วัตถุที่มีรูปร่าง เช่น ที่ดิน บ้านเรือน รถยนต์ เงินตรา เป็นต้น ส่วนวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง ได้แก่ สิทธิทั้งหลายซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ เช่น สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ลิขสิทธิ์สิทธิในเครื่องหมายการค้า

1.2 สิทธิที่จะเป็นมรดกและตกทอดไปยังทายาทได้ ต้องเป็นสิทธิที่มีราคาและอาจถือเอาได้ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างดังจะได้กล่าวต่อไปในเรื่องทรัพย์สิน 1.3 หน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นความผูกพันในเรื่อง
หนี้สินซึ่งผู้ตายได้ทำไว้ เช่น หน้าที่ในการชำระหนี้เงินกู้
แม้ว่าทายาทมีหน้าที่จะต้องรับผิดในสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อขึ้นมาดังกล่าวก็ตาม
แต่ทายาทก็ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน กล่าวคือแม้จำนวนหนี้สินของผู้ตายจะมีจำนวนสูงกว่ามรดกที่ตนได้รับทายาทก็ไม่จำเป็นต้องเอาทรัพย์สิน ส่วนของตนไปชำระ

1.4 สิทธิหน้าที่หรือความรับผิดชอบของผู้ตายที่จะตกทอดไปยังทายาทดังกล่าวนั้น ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วต้องมิใช่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย
ที่ว่าเป็นการเฉพาะตัวตามกฎหมาย หมายถึง เป็นสิทธิ หน้าที่ หรือความ
รับผิด ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติว่าไม่ตกทอดไปยังทายาท เช่น สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกินส่วนที่ว่าเป็นการเฉพาะตัวโดยสภาพ หมายถึง เป็นสิทธิหน้าที่หรือความ
รับผิดซึ่งผู้ตายมีต้องกระทำหรือต้องรับผิดด้วยตนเองโดยสภาพไม่อาจโอนไปให้ผู้อื่นกระทำ หรือรับผิดชอบแทนไม่ได้ ซึ่งได้แก่สิทธิหน้าที่และความรับผิดอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะตัวของเจ้ามรดก เช่น สิทธิตามสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็ง ถึงคุณสมบัติของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าตายสิทธิในการเช่าทรัพย์ไม่เป็นมรดกตกทอดแก่
ทายาท

2. การตกทอดของมรดก

2.1 เจ้ามรดกตาย
การตายของเจ้ามรดก หมายถึง การตายโดยธรรมชาติ กล่าวคือ หัวใจหยุดเต้น และสมองไม่ทำงาน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เจ้ามรคกต้องตายนั้นอาจเป็นเพราะเหตุใด ๆ ก็ได้ เช่น แก่ตาย เป็นโรคตาย ประสบอุบัติเหตุตาย หรือถูกทำร้ายตาย

2.2 เจ้ามรดกถูกศาสสั่งให้เป็นคนสาบสูญศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ใดเป็นคนสาบสูญได้ก็ต่อเมื่อมีคำร้องขอต่อศาล โดยมีเหตุ

2.2.1 เหตุปกติ
เมื่อบุคคลไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลร
นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี

2.2.2 เหตุพิเศษ

2.2.2.1 เมื่อบุคคลใดได้ไปในการรบหรือสงคราม และไม่มีใครรู้
แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง

2.2.2.2 เมื่อบุคคลได้เดินทางไปโดยยานพาหนะแล้วยานพาหนะ
นั้นอับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ตลอดระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทางอับป่าง หรือถูกทำลายหรือสูญหายไป

2.2.2.3 เมื่อบุคคลใดตกอยู่ในอันตรายแห่งชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน

ข้อ 22.2.1 หรือ 2.2.2.2 แล้วไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่อันตรายแก่ชีวิตดังกล่าวได้ผ่านพ้นไป

3. ผู้มีสิทธิรับมรดก

ผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกตามกฎหมาย แบ่งได้ 3 ประเภท

3.1 ทายาท
3.2 วัด
3.3 แผ่นดิน

3.1 ทายาท ได้แก่

3.1.1 ทายาทโดยธรรม

ทายาทโดยธรรมคือผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกโดยผลของ
กฎหมาย กล่าวคือ ในกรณีที่เจ้ามรดกตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำไว้แต่พินัยกรรมนั้นไม่มีผลไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ กฎหมายก็จะกำหนดว่าใครบ้างเป็นทายาทซึ่งมีสิทธิที่จะรับมรดกของเจ้ามรดกดังกล่าวอันได้แก่ ญาติของผู้ตายและคู่สมรสของผู้ตายทายาทโดยธรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

3.1.1.1 ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติตามกฎหมาย มี 6 ลำดับ แต่ละ

ลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังเรียงลำดับดังนี้
1) ผู้สืบสันดาน
2) บิดามารดา
3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
5) ปู่ ย่าตายาย
6) ลุง ป้า น้ำ อา
ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติหกลำดับดังกล่าว แยกพิจารณาได้ ดังนี้

1) ผู้สืบสันดาน

ผู้สืบสันดาน หมายถึง ผู้สืบเชื้อสายโดยตรงลงมาทุกชั้นของ
เจ้ามรดก ซึ่งได้แก่ บุตร หลาน เหลน ลื้อ ของเจ้ามรคก แต่กรณีผู้สืบสันดานต่างชั้นกันตามกฎหมายบุตรของเจ้ามรดกเป็นผู้สืบสันดานชั้นสนิทที่สุดจึงตัดผู้สืบสันดานในชั้น ถัดไป แต่ผู้สืบสันดานในชั้นถัดไปนั้นยังอาจมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่หรือการสืบมรดกเท่านั้นสำหรับบุตร หมายถึง บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเจ้ามรดกเป็นบิดาบุตรนั้นต้องเกิดจากบิดามารดาซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ถ้ามารดาเป็นเจ้าของมรคก แม้มารดากับบิดาจะมิได้จดทะเบียนสมรสกัน บุตรนั้นก็เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดา
บุตรยังรวมถึงบุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกด้วย ซึ่งบุตรบุญธรรมดังกล่าวต้องได้จดทะเบียนตามกฎหมายแล้วด้วย และรวมถึงบุตรนอกกฎหมายในกรณีที่บิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสกันแต่บิดามีพฤติการณ์รับรอง เช่น ให้ใช้นามสกุล แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา ดังนี้บุตรนั้นย่อมเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดา รับรองและจึงมีสิทธิรับมรดก หากเป็นเพียงบุตรนอกกฎหมายและบิดาไม่มีพฤติการณ์รับรองย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกเลย

2) บิดามารดา
บิดา มารดา หมายถึงบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้า
มรดก ถ้าเป็นบิดาเจ้ามรดก บิดาต้องไปจดทะเบียนสมรสกับมารดาของเจ้ามรดก แต่ถ้าเป็นมารคาของเจ้ามรคก แม้มารคากับบิคาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มารคาก็ย่อมเป็นมารคาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกเสมอ
บิดามารดานี้ ไม่หมายรวมถึงผู้รับบุตรบุญธรรม ซึ่งกฎหมาย
ไม่ถือเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 2 ของบุตรบุญธรรมและไม่มีสิทธิรับมรดกของเจ้าของมรดกซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของตน

3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หมายถึง พี่น้องซึ่งเกิดมาจาก
บิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายคนเดียวกับเจ้ามรดก

4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน หมายถึง พี่น้องซึ่งมี
แต่เฉพาะบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายคนเดียวกันกับเจ้ามรดก หรือเป็นพี่น้องซึ่งมีแต่เฉพาะมารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก

5) ปู่ ย่า ตา ยาย
ปู่ ย่า หมายถึงบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาที่ชอบ
ด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก
ตา ยาย หมายถึงบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของมารคา
เจ้ามรดก

6) ลุง ป้า น้า อา
ลุง ป้า น้ำ อา หมายถึงพี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาวของ
บิดาหรือมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ไม่รวมถึงลูกผู้พี่หรือลูกผู้น้องของ บิดาหรือมารดาเจ้ามรดกด้วย

ทายาท โดยธรรมที่เป็นญาติซึ่งมีหกลำดับดังกล่าวนั้น เป็นเพียงผู้อาจจะมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมเท่านั้น มิได้หมายความว่าเมื่อเจ้ามรคกตายแล้ว ทายาทดังกล่าวทุกลำดับมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายร่วมกัน แต่สิทธิที่จะรับมรดกของทายาทดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายดังนี้

ทายาทโดยธรรมลำดับก่อนตัดทายาทในลำดับหลัง
หมายความว่า หากทายาทโดยธรรมลำดับก่อนยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วทายาทโดยธรรมในลำดับถัดลงไปจะไม่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก ยกเว้นแต่ผู้สืบ สันดานและบิดามารดาของเจ้ามรดกจะไม่ตัดกัน
#ทายาทโดยธรรมที่เป็นคู่สมรส
คู่สมรส หมายถึง คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรคก
กล่าวคือต้องได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดกมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกเสมอ ทั้งนี้ไม่ว่าเจ้ามรดกจะมีทายาท โดยธรรมที่เป็นญาติดังกล่าวมาใน
#ทายาทโดยพินัยกรรม
ทายาทโดยพินัยกรรม หมายถึง ผู้มีสิทธิรับมรดกตามที่พินัยกรรม
ได้ระบุไว้กล่าวคือขณะที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไว้ว่า เมื่อตนตายไปแล้วจะยกทรัพย์สินให้แก่ใคร เป็นจำนวนเท่าใด ซึ่ง บุคคลจะได้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมนั้นอาจเป็นบุคคลอื่นที่มิได้เป็นญาติของเจ้ามรดกก็ได้
#ประเภทของทายางผู้รับพินัยกรรม
1) บุคคลผู้มีสิทธิรับมรคกทั้งหมดของเจ้ามรดกหรือตาม
เศษส่วน
หรือตามส่วนที่เหลือของทรัพย์มรดกซึ่งมีได้แบ่งแยกไว้ต่างเป็นพิเศษจากกองมรคก โดยจะเรียกว่า ผู้รับพินัยกรรมลักษณะทั่วไป
2) บุคคลผู้มีสิทธิรับมรดกเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างซึ่งผู้ทำ
พินัยกรรมเจาะจงไว้โดยเฉพาะหรือแยกไว้ต่างหากเป็นพิเศษจากกองมรดก โดยจะเรียก ว่า ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ
#พินัยกรรม
1) ความหมาย
พินัยกรรม คือ การแสดงเจตนาของเจ้ามรดกในเรื่อง
เกี่ยวกับทรัพย์มรดก และกิจการของตนก่อนตาย เพื่อให้การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนั้นมีผลต่อเมื่อตนถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งการแสดงเจตนาดังกล่าวต้องได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้

2) แบบของพินัยกรรม
การทำพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดว่าจะทำได้ก็แต่
ตามแบบใดแบบหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) พินัยกรรมแบบธรรมดา
(2) พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
(3) พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
(4) พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
(5) พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา

3) ผู้ทำพินัยกรรม
บุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไปสามารถทำพินัยกรรมได้ แต่
การทำพินัยกรรมของผู้เยาว์ คนวิกลจริต คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ สามีหรือภริยา กฎหมายได้กำหนดไว้ดังนี้
(1) ผู้เยาว์
ผู้เยาว์ทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุยังไม่ครบสิบห้าปี
บริบูรณ์ หากฝ่าฝืนพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะ
กฎหมายกำหนดให้ผู้เยาว์ซึ่งมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์
ขึ้นไปทำได้โดยไม่ได้รับความยินยอม

(2) คนวิกลจริต
พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นคนวิกล
จริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามรถทำขึ้นนั้น จะเสียเปล่าตกเป็นโมฆะก็ต้องเมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำวิกลจริตอยู่

(3) คนไร้ความสามารถ
คนวิกลจริต ซึ่งศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความ
สามารถ ซึ่งจะต้องมีผู้อนุบาลซึ่งศาลเป็นผู้ตั้ง แต่ผู้อนุบาลก็ไม่อาจทำพินัยกรรมแทนคนไร้ความสามารถได้ เพราะการทำพินัยกรรมเป็นสิทธิเฉพาะตัว พินัยกรรมซึ่งคนไร้ความสามารถทำขึ้นเป็นโมฆะ

(4) คนเสมือนไร้ความสามารถ พินัยกรรมซึ่งคนเสมือนไร้ความสามารถทำขึ้น มีผล
สมบูรณ์คนเสมือนไร้ความสามารถ คือบุคคลที่ไม่สามารถจัดทำการงานของตนเองได้ เนื่องจากกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเพราะประพฤติตนสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือเพราะติดสุรายาเมาและสามารถทำการงานของตนได้ แต่ในการจัดทำกิจการสำคัญ ๆ จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ซึ่งศาลเป็นผู้ตั้งเสียก่อนแต่การทำพินัยกรรมของคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ไม่มีกฎหมายห้าม หรือวางเงื่อนไขไว้แต่ประการใด คนเสมือนไร้ความสามารถจึงทำพินัยกรรมโดยลำพังตนเอง

(5) สามีหรือภรรยา
สามีหรือภรรยาไม่มีอำนาจมีพินัยกรรมยกสินสมรส
ที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลอื่นได้ หากฝ่าฝืนพินัยกรรมส่วนที่ยกสินสมรสเกินกว่าส่วนของตนนั้นไม่มีผล

4. การเสียสิทธิรับมรดก
แม้ทายาทจะมีสิทธิความเป็นทายาทไม่ว่าในฐานะทายาทโดยธรรมหรือทายาท ผู้รับพินัยกรรม อาจเสียสิทธิรับมรดกไปได้หากได้มีการกระทำหรือการแสดงเจตนาตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดไว้ ซึ่งมี 4 กรณีคือ

4.1 การถูกกำจัดมิให้รับมรดก
การถูกกำจัดมิให้รับมรคก เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ทายาทโดยธรรมหรือโดยพินัยกรรมหมดความเป็นทายาทซึ่งมีสิทธิในการรับมรดก ทั้งนี้เพราะทายาท ดังกล่าวได้ยักย้าย ปิดบังทรัพย์มรดกหรือเป็นผู้ประพฤติไม่สมควร ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 และมาตรา 1606

4.2 การตัดมิให้รับมรดก
การตัดมิให้รับมรดกเป็นกรณีที่เจ้ามรดกมีความประสงค์จะไม่ให้ทายาท
ของตนได้รับมรดกโดยการแสดงเจตนาชัดแจ้งในพินัยกรรมหรือโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนังานเจ้าหน้าที่ เช่น นายอำเภอ แต่อาจมีกรณีที่มิได้เกิดจากการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งดังกล่าว หากแต่กฎหมายไม่ให้สิทธิทายาท โดยธรรมที่จะรับมรคกโดยกำหนดไว้ว่า "..เมื่อบุคคลใดทำพินัยกรรมจำหน่ายมรดกเสียทั้งหมด..." ก็เป็นอัน
แสดงว่าทายาทอื่นที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมย่อมหมดสิทธิรับมรดก ซึ่งทาาทที่จะถูกตัดมิให้รับมรดกนี้จะมีได้เฉพาะทายาทโดยธรรมเท่านั้น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608

4.3 การสละมรดก
การสละมรดก คือ การที่ทายาทโดยธรรม หรือทายาทโดยพินัยกรรมได้
แสดงเจตนาที่จะไม่รับทรัพย์มรดกส่วนที่ตกได้แก่ตน โดยการสละมรคกนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อเจ้ามรดกตายแล้ว และการสละมรดกนั้นต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น นายอำเภอหรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็ได้ อีกทั้งเมื่อทายาทผู้รับมรดกได้แสดงเจตนาสละมรคกโดยสมบูรณ์แล้วย่อมจะถอนไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612, 1613 และ
1619

4.4 อายุความมรดก
อายุความมรดกนั้นเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดอายุความในการฟ้องขอแบ่งมรดกไม่ว่าในฐานะทายาทโดยธรรม หรือทายาผู้รับพินัยกรรม และรวมถึงเจ้าหนี้ของเจ้ามรคกที่จะฟ้องเรียกชำระหนี้จากกองมรดก ซึ่งจะต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความ คือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่
เจ้ามรดกตาย ดังนี้ หากมิได้ฟ้องภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายเช่นนี้ บุคคลผู้นั้น ย่อมหมดสิทธิเรียกร้องในกองมรดกไป

5. การจัดการมรดกและการแบ่งปันมรดก
ปัญหาในการรวบรวมทรัพย์มรดกตลอดจนการติดตามทวงหนี้และการชำระหนี้กองมรดกก็เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีบุคคลหนึ่งหรือหลายคน เป็นผู้จัดการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยรวบรวมทรัพย์มรดก เรียกร้องหนี้สินจากลูกหนี้เข้ามารวมไว้ในกองมรดกและชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก แล้วจึงแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน บุคคลซึ่งมีหน้าที่ดังกล่าวเรียกว่าผู้จัดการมรดค และหากทรัพย์มรดกในกองมรคก ดังกล่าวเป็นเงินฝากในธนาคารหรือทรัพย์ที่จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ได้คืออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจดทะเบียนได้ซึ่งได้แก่ เรือกำปั่นมีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าต้นขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะ หากทายาทไปขอรับมรดกโดยขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดก หรือขอเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมักจะปฏิเสธที่จะดำเนินการให้ โดยอ้างว่าไม่อาจรู้ว่าใครเป็นทายาทที่แท้จริงจนกว่าจะมีคำสั่งศาลมาแสดง ทายาทจึงจำต้องร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ต่อศาล เพื่อนำคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกไปดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกดังกล่าว

 #สรุปวิธีพิจารณาความแพ่ง2  #กระบวนการอุทธรณ์มีข้อห้ามในการอุทธรณ์ 224 – 225 ย่อยคือ 226     224 คืออุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็...
08/02/2024

#สรุปวิธีพิจารณาความแพ่ง2

#กระบวนการอุทธรณ์มีข้อห้ามในการอุทธรณ์ 224 – 225 ย่อยคือ 226

224 คืออุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตรงกับฏีกาคือ 248 หลักเดียวกันเปลี่ยนเพียงทุนทรัพย์และอุทธรณ์ไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือกฎหมายดู 225
สรุปแล้วจะอุทธรณ์ได้หรือไม่ ดู 225 ใช้กับคดีแพ่งทั้งปวงไม่ว่าคดีภาษีอากร หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา คือการกรองที่สำคัญที่สุด แต่เฉพาะการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องดู 224 มีปัญหาอยู่คืออุทธรณ์มีทุนทรัพย์ดูวรรคหนึ่ง ไม่มีทุนทรัพย์ดูวรรคสอง ถ้าทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้าม เว้นแต่ได้ ความเห็นแย้ง รับการรับรอง หรืออนุญาต

วิธีการรับรองอยู่ที่ 224 วรรคท้าย

225 มีสองวรรค บ่อยเบอร์หนึ่งคือ 224 เป็นกรอบหลักที่อาจารย์ชอบออกสอบ ถามว่า 224 มีประเด็นอะไรไหม มีแต่ไม่ยาก 225 น่าจะใช้มากกว่าปัญหามากกว่าแต่ออกสอบน้อยกว่า ในวรรคแรกของ 225 บอกว่าคดีไม่ว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย

ต้องชัดแจ้ง และ ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น และ ต้องเป็นสาระ

226 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องโต้แย้งแล้วรอไว้อุทธรณ์หลังศาลมีคำพิพากษา สิ่งที่หลายท่านเข้าใจผิดคิดว่าโต้แย้งแล้วรอเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่จริงๆแล้วคำสั่งระหว่างพิจารณาคือสิทธิที่ต่ำที่สุด สิทธิใดที่เป็นการต้องห้ามตาม 224 คือคดีมีทุนทรัพย์เพราะทุนทรัพย์ต้องห้าม ต้องรอดชีวิตจากมาตราต่างๆมาก่อน นั่นคือปัญหาข้อขัดข้องทั้งหมดเพราะ 226 คือสิทธิที่เลวที่สุดในการอุทธรณ์

ญาติคือ 227 228 แต่เป็นคนละเรื่องกันเพราะ 226 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ส่วน 227 228 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา 226 กฎหมายเขียนไว้เลยว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และห้ามอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา

227 กฎหมายก็เขียนไว้ชัดว่า ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา มันคล้ายกัน แต่มันคนละเรื่องกันเด็ดขาด

ข้อแตกต่างที่ชัดที่สุดคือ คำสั่งระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาไม่ได้ ถ้าจะอุทธรณ์ต้องโต้แย้งไว้ก่อนแล้วค่อย อุทธรณ์ภายหลังที่มีคำพิพากษา ภายในหนึ่งเดือน

ในขณะที่ 227 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา 227 การอุทธรณ์ก็ต้องอยู่ภายในบังคับ 229 บอกว่าต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง

ถ้านอนรอจนกระทั่งคดีจบแล้วมาอุทธรณ์เกินหนึ่งเดือนไม่ได้ แล้ว 227 กับ 228 คือไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา แต่ มีสิทธิเลือกเอา คือ วรรคที่หนึ่งตอนท้าย ถ้ามีคำสั่งแบบนี้คู่ความอุทธรณ์แบบ 227 คือ ศาลมีคำสั่งปุ๊บอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน ถ้าไม่ทัน ก็อุทธรณ์ได้แบบ 226 คือ อุทธรณ์ได้เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว สรุปแล้วมาตรา 226 227 ต่างกันคือคนละเรื่องเด็ดขาด

#วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาและการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

จำเลยขอคุ้มครองชั่วคราว ( มาตรา 253-253 ทวิ)

การที่จำเลยจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน หรือหาประกันมาวางศาล เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายนั้น ก็เฉพาะที่มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คือ โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร และไม่มีทรัพย์สินที่อาจจะถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือ เป็นที่เชื่อได้ว่า เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งได้ ไม่จำเป็นต้องมีทั้งสองเหตุดังกล่าวประกอบกัน (ฎ. 1107/30) ไม่จำต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดจะแพ้ หรือชนะคดี เพราะศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงได้ตามมาตรา 161( ฎ. 1715/25)

- คำสั่งของศาลที่ให้โจทก์วางเงินค่าฤชาธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายตามมาตรา 253 มีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ก็ต้องวางเงินตามที่ศาลกำหนด (ฎ. 1487/29) หากไม่วาง ศาลต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม 253 วรรรคสาม (ฎ. 271/43)

- ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินตาม 253 ,253 ทวิ ศาลต้องทำการไต่สวนก่อน แต่ถ้าหากปรากฎชัดเจนแล้ว่าโจทก์ยอมรับว่าตนมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ศาลก็ไม่จำต้องไต่สวนในเหตุนี้อีก

- คดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้โจทก์ในคดีเดิมซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยวางเงินตาม 253 (ฎ.500/04)

- คำสั่งตาม 253 เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตาม 228(2) คู่ความย่อมอุทธรณ์ หรือฎีกาได้ ไม่ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา (ฎ. 1106/30)

#โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว (มาตรา 254)

- โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว ตาม 254 ไม่นำไปใช้ในคดีมโนสาเร่ และโจทก์เท่านั้นที่มีสิทธิของคุ้มครองได้ (ผู้เป็นโจทก์ มาแต่ศาลชั้นต้น) แม้จำเลยจะเป็นผู้อุทธรณ์ก็ไม่อานขอตาม 254 ได้ แต่ในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ จำเลยมีฐานะเป็นโจทก์ จึงมีสิทธิขอคุ้มครองตาม 254 ได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีอื่นถือว่าเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่มีสิทธิที่จะร้องขอคุ้มครองตาม 254

- โจทก์มีสิทธิขอคุ้มครอง ตาม 254 ได้ในระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ก็ตาม

- จำเลยจะขอทุเลาการบังคับคำสั่งศาลตาม 254 ไม่ได้ แต่อุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีตาม 228(2) เนื่องจาก การขอคุ้มครองตาม 254 เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการก่อนพิพากษา ส่วนการขอทุเลาเป็นขั้นตอนหลังศาลพิพากษาคดีหรือประเด็นแห่งคดี แล้ว ประกอบกับคำขอตาม 254 ต้องยื่นก่อนศาลพิพากษาคดี เท่านั้น

- คำขอตาม 254(1) และ(4) เป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด

- วัตถุประสงค์ของการขอคุ้มครองตาม 254 ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีในภายหลัง ดังนั้น สิ่งที่โจทก์จะขอคุ้มครองจึงต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้อง หรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีเท่านั้น เช่น คดีที่ร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายนั้น ไม่ใช่คำขอที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ผู้ร้องจึงจะมาขออายัดเงินบำนาญหรือเงินบำนาญพิเศษของผู้ตายไม่ได้(ฎ.173/23) และนั้นการขอคุ้มครองต้องขอภายในขอบเขตตามที่มาตรา 254 (1)-(4) ให้อำนาจไว้ คำขอที่นอกเหนือจากนี้จะขอคุ้มครองไม่ได้

- กรณีการอายัด หมายถึง การอายัดสิทธิเรียกร้องที่บุคคลภายนอกต้องชำระให้จำเลย ซึ่งจะต้องเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระด้วย

- ในครั้งแรกโจทก์ขออายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราว ส่วนในครั้งหลังขออายัดเงินที่จำเลยจะได้จากการขายที่ดินแลงเดียวกัน เป็นคนละเหตุ ดังนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ(ฎ.692/44)

- การยึดทรัพย์ชั่วคราวก่อนพิพากษา บุคคลภายนอกจะมาอ้างว่ามีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินยังไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้ (ฎ. 974/29) และเมื่อมีการยึดหรืออายัดในชั้นคุ้มครองชั่วคราวตาม 254(1) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นสามารถยึดหรืออายึดอีกได้ ไม่ต้องห้ามตาม 290 เพราะ มาตรา 290 ต้องเป็นการยึดหรืออายัดโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน ส่วนคำสั่งตาม 254 เป็นเพียงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา(ฎ. 9270/47) และเมื่อมีการอายัดตาม 290 ได้ หากมีการส่งเงินนั้นไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี การอายัดตาม 290 เสร็จสิ้นแล้ว การอายัดชั่วคราวตาม 254 ย่อมสิ้นผลไปโดยปริยาย

- กรณีห้ามจำเลยกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไป ตาม 254 (2) ใช้กับการขอให้ส่งบุตรคืนด้วย เพราะมิใช่บทบัญญัติให้ใช้เฉพาะทรัพย์เท่านั้น(ฎ. 1509/14)

- คำสั่งตาม 254(2) ต้องเป็นการห้ามจำเลย จะขอให้ห้ามบุคคลอื่นที่ไม่ใช่จำเลยกระทำ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือคำฟ้อง (คร.75/46)

- แม้การขอคุ้มครองชั่วคราวจะเข้าหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ศาลก็มีดุลพินิจที่จะไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองก็ได้ เพราะจำเลยจะเสียหายด้วยเช่นกัน (ฎ.24/40 )

- ศาลที่มีอำนาจสั่งคำร้องตาม 254 นั้นถ้าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ไม่ว่าจะเป็นของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ศาลนั้นๆเท่านั้นที่มีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้อง ( หมายความว่าศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ต้องรับสำนวนลงสารบบแล้วจึงจะอยู่ในอำนาจศาลชั้นอุทธรณ์ หรือฎีกา หากยังไม่ลงสารบบ เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่ง)

#คู่ความขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา (มาตรา 264)

- ผู้มีสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณานั้น กฎหมายให้คำว่า คู่ความ ทั้งโจทก์จำเลย จึงเป็นผู้มีสิทธิขอตาม 264 แต่ผู้ที่ไม่ใช้คู่ความในคดี จะขอคุ้มครองไม่ได้ ดังนั้นบุคคลภายนอกหรือผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยจะร้องขอคุ้มครองไม่ได้ (ฎ. 2058/35) กรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดี ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองตาม 264 (ฎ.4741/33)

- เงินที่วางตาม 264 คู่ความที่มีสิทธิต้องมารับไปภายใน 5 ปี ตาม มาตรา 323

- การขอคุ้มครองตาม 264 ต้องขอคุ้มครองในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งอาจจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ได้ ดังนั้น คดีที่ถึงที่สุดไปแล้วคู่ความจะมาขอคุ้มครองตาม 264 ไม่ได้(ฎ. 5662-3/45)

- การที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคำพิพากษาคดีอื่น มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณา มิใช่เป็นการสั่งจำหน่ายเสียจากสารบบความตาม 132 คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงขอคุ้มครองตาม 264 ได้ (ฎ. 421/24)

- การขอคุ้มครองตาม 264 จะขอให้คุ้มครองในกรณีฉุกเฉินไม่ได้ และกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้วางเงินต่อศาลตาม 264 จำเลยจะขอวางหลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันหาได้ไม่

- การขอตาม 264 นั้นต้องอยู่ในขอบข่ายแห่งประเด็นและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ หรือประโยชน์ตามข้อต่อสู้ข้อเถียงของจำเลยที่ยกขึ้นอ้างในคำให้การ คู่ความจะขอให้คุ้มครองนอกเหนือไปจากนั้นไม่ได้ เพราะ การขอคุ้มครองตาม 264 เป็นการขอคุ้มครองเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดี ได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษานั้น(. 2239/32)

- คดีฟ้องถอนอำนาจปกครองเด็ก โจทก์ขอให้จำเลยส่งเด็กให้โจทก์ในระหว่างพิจารณาได้ (ฎ. 2151/23)

- กรณีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงิน ถือว่าไม่เป็นการพิพาทกันด้วยทรัพย์สิน สิทธิ ประโยชน์ ในคดี ดังนั้นโจทก์จะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาว่างศาลตาม 264 ไม่ได้ (ฎ.1244/32)

#ผลของคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตาม 264

- มาตรา 264 วรรคสอง ให้นำผลของคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณาว่าจะมีระยะเวลาเพียงใดนั้น ให้นำมาตรา 260 มาบังคับใช้ แต่อย่างไรก็ตาม คู่ความอาจตกลงกันให้คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ มีผลจนคดีถึงที่สุดก็ได้ (ฎ. 168/13)

#คำขอในเหตุฉุกเฉิน (มาตรา 267)

- เมื่อโจทก์มีคำขอตาม 254 พร้อมกับยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉิน ตาม 266,267 บัญญัติให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน แต่ถ้าหากศาลมิได้พิจารณาคำขอเป็นการด่วน โดยศาลนัดไต่สวนอีก 3-4 วัน ต่อมา กรณีเช่นนี้จะถือว่าคำสั่งศาลที่ออกตามคำขอดังกล่าวเป็นกรณีมีเหตุฉุกเฉินตาม 267 ไม่ได้ แต่เป็นการพิจารณาไต่สวนคำร้องของโจทก์อย่างวิธีธรรมดา (ฎ. 1509/14)

เรียนรู้กฎหมาย

ที่อยู่

Khon Kaen

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรียนรู้กฎหมายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท