ทนายฤทธิ์ฤชา

ทนายฤทธิ์ฤชา 🇹🇭 We guide you through every legal step in Thailand with Licensed Attorneys.
🏢 Property • 👨‍👩‍👧 Family • 📝 Wills• 💼 Business

📌การตั้งผู้จัดการมรดก (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ฟ้องผี") คืออะไร?การตั้งผู้จัดการมรดก คือ กระบวนการทางศาลในการขอให้ศาลมีค...
24/04/2026

📌การตั้งผู้จัดการมรดก (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ฟ้องผี") คืออะไร?

การตั้งผู้จัดการมรดก คือ กระบวนการทางศาลในการขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคล (หรือหลายคน) เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ตายในการรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้สิน และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม

➡️ทำไมถึงต้องตั้งผู้จัดการมรดก?
แม้ตามกฎหมาย ทรัพย์มรดกจะตกทอดแก่ทายาททันทีที่ผู้ตายเสียชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยงานต่างๆ (เช่น กรมที่ดิน, ธนาคาร, กรมการขนส่งทางบก) จะไม่ยอมให้ทายาทคนใดคนหนึ่งไปเบิกเงินหรือโอนชื่อในโฉนดที่ดินได้เองโดยพลการ เพื่อป้องกันข้อพิพาทหรือการยักยอกทรัพย์ระหว่างทายาทด้วยกัน หน่วยงานเหล่านี้จึงมักเรียกร้องให้ต้องมี "คำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดก"เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นมีอำนาจจัดการทรัพย์สินตามกฎหมายอย่างแท้จริง

👫 ใครเป็นผู้จัดการมรดกได้บ้าง?
คุณสมบัติพื้นฐานตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ คือ:
1. บรรลุนิติภาวะ
2.ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
3.ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

❤️ ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดก ได้แก่:
1. ทายาทโดยธรรม
2. ผู้รับพินัยกรรม
3. ผู้มีส่วนได้เสีย:บุคคลอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดก (เช่น ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่มีทรัพย์สินทำมาหาได้ร่วมกัน, เจ้าหนี้ของผู้ตาย หรือ พนักงานอัยการ)

⚠️เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการยื่นขอตั้งผู้จัดการมรดก
✅ใบมรณบัตรของผู้ตาย
✅ทะเบียนบ้านของผู้ตาย(ที่มีการประทับตราว่า "ตาย")
✅บัตรประจำตัวประชาชน และ ทะเบียนบ้าน ของผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
✅ทะเบียนสมรส หรือ ทะเบียนหย่า (ของผู้ตายและผู้ร้อง)
✅สูติบัตร (กรณีผู้ร้องเป็นบุตร หรือต้องการพิสูจน์สายโลหิต)
✅ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล(ถ้ามี)
✅ บัญชีเครือญาติ(แผนผังครอบครัวที่แสดงลำดับชั้นทายาททั้งหมดของผู้ตาย)
✅ใบมรณบัตรของทายาทคนอื่น (ในกรณีที่มีทายาทลำดับก่อนหน้า หรือลำดับเดียวกันเสียชีวิตไปก่อนแล้ว)
✅เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้ตาย เช่น โฉนดที่ดิน, น.ส.3, สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร, ทะเบียนรถยนต์/รถจักรยานยนต์, ใบหุ้น เป็นต้น
✅ พินัยกรรม (หากผู้ตายได้ทำไว้)
✅หนังสือให้ความยินยอมของทายาท

🌟เพื่อความสะดวกในการร้องจัดการมรดกทักแชทปรึกษาทนายได้เลยครับ

#มรดกตกทอด #ที่ดิน #ตั้งผู้จัดการมรดก #ฟ้องผี

📌"ผิดนัดโอนที่ดิน... ไม่ใช่การฉ้อโกงเสมอไป" (ฎีกาที่ 1674 - 1675/2543)➡️เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น:จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายท...
21/04/2026

📌"ผิดนัดโอนที่ดิน... ไม่ใช่การฉ้อโกงเสมอไป" (ฎีกาที่ 1674 - 1675/2543)

➡️เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น:
จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านในโครงการกับผู้เสียหาย โดยที่ขณะทำสัญญา จำเลยยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น (อยู่ระหว่างทำสัญญากับเจ้าของที่ดินเดิม) ต่อมาเกิดปัญหาพิพาทระหว่างจำเลยกับเจ้าของที่ดิน ทำให้จำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้ผู้เสียหายได้ตามนัด และไม่มีเงินคืนให้ทันที จึงถูกฟ้องในข้อหา "ฉ้อโกง"

✅ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า:
1. คนขายไม่จำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์ในวันที่ทำสัญญา:กฎหมายอนุญาตให้เราทำสัญญาขายของที่ "กำลังจะได้มา" ได้ เพียงแต่เมื่อถึงวันนัดโอน เราต้องหามาโอนให้ได้ตามสัญญา
2. ไม่ใช่การหลอกลวง: ผู้เสียหายรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นว่าที่ดินยังเป็นของคนอื่น และจำเลยไม่ได้ตั้งใจจะโกงมาตั้งแต่แรก แต่ปัญหามันเกิดจาก "เหตุขัดข้องในอนาคต" ที่ทำให้โอนไม่ได้
3. เป็นเรื่องทางแพ่ง: การที่โอนไม่ได้หรือคืนเงินไม่ได้ตามกำหนด ถือเป็นการ "ผิดสัญญาทางแพ่ง"ซึ่งต้องไปฟ้องบังคับคดีหรือเรียกเงินคืนกันเอง ไม่ใช่ความผิดอาญาฐานฉ้อโกง

✅ สรุปคือ: ถ้าตอนทำสัญญาเขาไม่ได้หลอก แต่ตอนหลังเกิดปัญหาจนโอนที่ไม่ได้ แบบนี้คือผิดสัญญา (แพ่ง) ต้องฟ้องเอาเงินคืน แต่ยังไม่ถือว่าฉ้อโกง(อาญา)

⚠️ บางทีคดีฉ้อโกงของคุณอาจเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่ง ซึ่งไม่มีโทษจำคุก หากสงสัยทักแชทมาปรึกษาทนายได้ครับ

#ฉ้อโกง #ฉ้อโกงประชาชน #ผิดสัญญา #ทนายความ #ซื้อขายที่ดิน

📌​เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย (มาตรา 1516)(1) เรื่องชู้สาวหรือนอกใจ: การที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องคน...
20/04/2026

📌​เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย (มาตรา 1516)

(1) เรื่องชู้สาวหรือนอกใจ: การที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องคนอื่นเหมือนเป็นคู่สมรสของตน การเป็นชู้หรือมีชู้ หรือการร่วมประเวณีกับคนอื่นเป็นประจำ รวมถึงการกระทำกับคนอื่นหรือยอมรับการกระทำของคนอื่นเพื่อสนองความใคร่เป็นประจำ อีกฝ่ายสามารถฟ้องหย่าได้

(2) การประพฤติชั่ว: หากคู่สมรสทำตัวไม่ดี ไม่ว่าสิ่งนั้นจะผิดกฎหมายอาญาหรือไม่ก็ตาม แต่อีกฝ่ายสามารถฟ้องหย่าได้หากการกระทำนั้นส่งผลให้: ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ,ถูกคนอื่นดูถูกเกลียดชังเพราะยังเป็นคู่สมรสกับคนที่ประพฤติชั่วอยู่ ,ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนมากเกินไป เมื่อเทียบกับสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกัน

(3) ทำร้ายร่างกาย จิตใจ หรือหมิ่นประมาท: การทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ รวมถึงการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่าย หรือทำต่อพ่อแม่ (บุพการี) ของอีกฝ่าย หากเป็นการกระทำที่ "ร้ายแรง" ก็สามารถฟ้องหย่าได้

(4) ทิ้งร้าง: การจงใจทิ้งอีกฝ่ายไปนานเกิน 1 ปี

(4/1) ต้องโทษจำคุก: คู่สมรสถูกศาลตัดสินให้จำคุกและติดคุกมาแล้วเกิน 1 ปี โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้ยินยอม หรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย และการเป็นคู่สมรสกันต่อไปจะทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนหรือเสียหายเกินสมควร

(4/2) แยกกันอยู่: การที่คู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขได้แล้วเป็นเวลาเกิน 3 ปี หรือเป็นการแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกิน 3 ปี

(5) เป็นคนสาบสูญ: ศาลสั่งให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนสาบสูญ หรือหายตัวไปจากภูมิลำเนาเกิน 3 ปีโดยไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร

(6) ทอดทิ้ง หรือเป็นศัตรูร้ายแรง: การไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายตามสมควร หรือทำตัวเป็นศัตรู (ปฏิปักษ์) ต่อการเป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง ซึ่งทำให้เดือดร้อนเกินกว่าจะทนได้เมื่อเทียบกับสภาพความเป็นอยู่

(7) วิกลจริต: คู่สมรสเป็นคนวิกลจริตติดต่อกันมาเกิน 3 ปี โดยความวิกลจริตนั้นมีลักษณะรักษายากหรือรักษาไม่หาย และมีความรุนแรงถึงขั้นที่อีกฝ่ายไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป

(8) ผิดทัณฑ์บน: คู่สมรสทำผิดสัญญาหรือทัณฑ์บนที่ได้เขียนตกลงกันไว้เป็นหนังสือ (ลายลักษณ์อักษร) เกี่ยวกับเรื่องความประพฤติ

(9) เป็นโรคร้ายแรง: คู่สมรสเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายแก่อีกฝ่าย และเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้

(10) ปัญหาทางสรีระ: คู่สมรสมีสภาพร่างกายที่ทำให้ไม่สามารถร่วมประเวณีได้ หรือไม่สามารถกระทำการหรือยอมรับการกระทำเพื่อตอบสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล

✅​ ปรึกษาทนายคดีหย่า ทักแชทได้เลยครับ
#ทนายความ #ฟ้องหย่า #ฟ้องชู้ #ปรึกษาทนายคดีครอบครัว

📌 การปล่อยตัวชั่วคราวคืออะไรการปล่อยตัวชั่วคราว คือ การอนุญาตให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยพ้นจากการควบคุมของเจ้าพนักงานหรือศาลตา...
30/03/2026

📌 การปล่อยตัวชั่วคราวคืออะไร
การปล่อยตัวชั่วคราว คือ การอนุญาตให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยพ้นจากการควบคุมของเจ้าพนักงานหรือศาลตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันมิให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมหรือขังไว้นานเกินกว่าที่จำเป็นในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี โดยยึดหลักการตามรัฐธรรมนูญที่ว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้

✅สามารถยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ใน 4 ช่วงเวลาหลัก ดังนี้ :
1. ระหว่างฝากขัง: เมื่อผู้ต้องหาถูกพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการขออำนาจศาลฝากขังระหว่างที่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
2. ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น: เมื่อจำเลยถูกพนักงานอัยการฟ้องต่อศาลแล้ว
3. ชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา:เมื่อจำเลยถูกกักขังหรือจำคุกโดยผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์
4. กรณีอื่น ๆ:เช่น ถูกกักขังตามหมายจับของศาลที่จงใจไม่มาศาล หรือกรณีละเมิดอำนาจศาล

⚠️ข้อสังเกต:เมื่อขั้นตอนการดำเนินคดีเปลี่ยนไป (เช่น จากสอบสวนไปสู่พิจารณา) ต้องยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวใหม่

🌟วิธีการดำเนินการ
➡️ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง:*ผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น บุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส ญาติพี่น้อง ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
➡️ประเภทของการปล่อยตัว:แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
(1) ปล่อยตัวโดยไม่ต้องทำสัญญาประกัน
(2) ทำสัญญาประกันว่าจะปฏิบัติตามนัด
(3) มีประกันและหลักประกัน
(ใช้เงินสด หลักทรัพย์ หรือบุคคลเป็นหลักประกัน)

📝 เอกสารที่ต้องใช้:
1.บัตรประชาชน
2.ทะเบียนบ้าน
3.หนังสือยินยอมของคู่สมรส (ถ้ามี)
4.เอกสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดิน สมุดเงินฝากธนาคาร หรือหนังสือรับรองจากบริษัทประกันภัย [ฃ

❤️การอุทธรณ์คำสั่งขอปล่อยตัวชั่วคราว
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ตามกฎหมาย โดยวิธีคือ
1. ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลชั้นต้น
2. ศาลชั้นต้นจะรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์โดยเร็ว
3. หากศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นว่าไม่อนุญาต คำสั่งนั้นถือเป็นที่สุด แต่จำเลยยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวใหม่ได้หากมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป

#ประกันตัว #อุทธรณ์คำสั่ง #ทนายความ #จำคุก #เรือนจำ #สู้คดี

📌การพักการลงโทษคืออะไรการพักการลงโทษ หมายถึง การปลดปล่อยนักโทษออกไปก่อนครบกำหนดโทษ**ตามคำพิพากษาของศาล ภายใต้เงื่อนไขการ...
29/03/2026

📌การพักการลงโทษคืออะไร
การพักการลงโทษ หมายถึง การปลดปล่อยนักโทษออกไปก่อนครบกำหนดโทษ**ตามคำพิพากษาของศาล ภายใต้เงื่อนไขการคุมประพฤติที่กำหนดไว้ การพักการลงโทษนี้มิใช่สิทธิของผู้ต้องขัง แต่เป็นประโยชน์ที่ทางราชการมอบให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีความประพฤติดี มีความก้าวหน้าทางการศึกษา ทำงานเกิดผลดีแก่เรือนจำ หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ

✅ ชั้นของนักโทษและเกณฑ์การพักการลงโทษ
กฎหมายกำหนดเงื่อนไขระยะเวลาที่เหลืออยู่ในการจำคุกตามชั้นของนักโทษดังนี้:
➡️ นักโทษชั้นเยี่ยม:ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน1 ใน 3 ของกำหนดโทษ
➡️ นักโทษชั้นดีมาก:ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 4 ของกำหนดโทษ
➡️ นักโทษชั้นดี: ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 5 ของกำหนดโทษ

🌟 ขั้นตอนการขอพักการลงโทษ
ภายหลังจากเรือนจำประกาศรายชื่อผู้ที่อยู่ในหลักเกณฑ์แล้ว นักโทษและญาติจะต้องดำเนินการดังนี้:
1.ให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงาน:
นักโทษต้องแจ้งข้อมูลถิ่นที่อยู่และชื่อผู้อุปการะที่ถูกต้องแก่เจ้าพนักงานเรือนจำ

2.คัดสำเนาคำพิพากษา:นักโทษทำคำร้องผ่านเรือนจำ (ไม่เสียค่าธรรมเนียม) หรือให้ญาติไปติดต่อขอจากศาลเพื่อความรวดเร็วแล้วส่งให้เรือนจำ

3.การรับรองความประพฤติ: ญาติประสานงานกับเจ้าหน้าที่ปกครองและตำรวจในพื้นที่เพื่อขอเอกสารรับรองความประพฤติ (พ.3 หรือ พ.4 พิเศษ) แล้วนำมามอบให้เรือนจำ
การพิจารณา:เมื่อเอกสารครบ เรือนจำจะเสนอเรื่องเข้าคณะกรรมการเรือนจำ และส่งต่อไปยังกรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณาอนุมัติการปล่อยตัว,

⚠️ เงื่อนไขการปฏิบัติระหว่างพักการลงโทษ (8 ข้อ)
ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ดังนี้:
1. พักอาศัยอยู่ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้กับเรือนจำ
2. ห้ามออกนอกเขตท้องที่ที่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต
3. ห้ามประพฤติตนเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน ดื่มสุรา เสพยาเสพย์ติด หรือกระทำผิดอาญาซ้ำ
4. ประกอบอาชีพสุจริต
5. ปฏิบัติตามลัทธิศาสนา
6. ห้ามพกพาอาวุธ
7. ห้ามไปเยี่ยมบ้านหรือติดต่อกับนักโทษอื่นที่ไม่ใช่ญาติ
8. ต้องไปรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติ เจ้าพนักงานปกครอง หรือหัวหน้าสถานีตำรวจทุกเดือน

🔴 ผลของการปฏิบัติตามเงื่อนไข : หากประพฤติตามเงื่อนไขได้ครบถ้วนจนครบกำหนดโทษ จะได้รับใบบริสุทธิ์และถือว่าพ้นโทษตามคำพิพากษา แต่หากผิดเงื่อนไข จะถูกนำตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำตามเดิมและจะถูกลงโทษทางวินัยด้วย

#ขอพักโทษ #จำคุก #เรือนจำ

📌การที่คู่สมรสเซ็น หนังสือให้ความยินยอมแบบทั่วไป" (เช่น เซ็นยอมให้สามีหรือภรรยาไปทำสัญญาอะไรก็ได้กับธนาคาร) ไม่ถือเป็นกา...
19/03/2026

📌การที่คู่สมรสเซ็น หนังสือให้ความยินยอมแบบทั่วไป" (เช่น เซ็นยอมให้สามีหรือภรรยาไปทำสัญญาอะไรก็ได้กับธนาคาร) ไม่ถือเป็นการ "ให้สัตยาบัน" หนี้*ดังนั้น หากคู่สมรสที่ไปทำสัญญานั้นก่อหนี้ขึ้นมา อีกฝ่ายที่เซ็นยินยอมไว้ ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้น

เหตุผลของศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568

1. ไม่ใช่การจัดการสินสมรสร่วมกัน: การขอสินเชื่อหรือขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่เข้าข่ายนิติกรรมที่กฎหมายบังคับว่าต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสตามมาตรา 1476
2. ไม่ใช่การให้สัตยาบัน: การเซ็นยินยอมไว้ล่วงหน้าแบบกว้างๆ เป็นเพียงการอนุญาตให้อีกฝ่ายไปทำนิติกรรมได้ตามลำพัง แต่ไม่ใช่การตกลงยอมรับภาระหนี้ที่เกิดขึ้นมาแล้ว (การให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) จะต้องเป็นการแสดงออกว่ายอมรับหนี้ที่คู่สมรสอีกฝ่ายก่อขึ้นเสร็จสิ้นแล้ว)

ดังนั้น เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขหนี้ร่วมตามกฎหมาย คู่สมรสที่เซ็นยินยอมจึงไม่ต้องร่วมชดใช้หนี้กับอีกฝ่าย

---
ข้อควรระวัง: แม้ตามฎีกานี้คู่สมรสจะรอดพ้นความรับผิด แต่ในทางปฏิบัติ ธนาคารมักจะให้คู่สมรสเซ็นเป็น ผู้ค้ำประกัน หรือ ผู้กู้ร่วม ไปเลย ซึ่งถ้าเซ็นในฐานะนั้นจะต้องร่วมรับผิดชอบหนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

❤️ ปรึกษาทนายความทักแชทได้เลยครับ
#หนี้ #คู่สมรส #ให้สัตยาบัน #สู้คดี #ทนายความ

19/03/2026

🌟คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568
หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม ที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ มีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม มิใช่เป็นการให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้น

—————
📍ติดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ #สรรหาฎีกาเด็ด by ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ได้ทุกวันพุธ ผ่านช่องทางดังนี้
-เว็บไซต์ศาลฎีกา https://www.supremecourt.or.th
-page สื่อศาล
-สืบค้นฉบับย่อยาวเพิ่มเติมได้ที่ http://deka.supremecourt.or.th/
ในวันที่เผยแพร่ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

‼️หมายเหตุ : วิธีสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับย่อยาว
1.กรอกเฉพาะเลขคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น 5326/2568 ในช่อง ค้นหาจากหมายเลขคำพิพากษา แล้วคลิกค้นหา
2.เมื่อเจอคำพิพากษาที่ต้องการแล้ว ให้คลิกที่ “ดูฉบับย่อ” จะปรากฏข้อมูลทั้งย่อสั้นและย่อยาว

#สรรหาฎีกาเด็ด
#รวดเร็ว #แม่นยำ #เป็นประโยชน์
#แหล่งรวบรวมความรู้ทางกฎหมายเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

จำเลยมีหน้าที่ต้องทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยมีรายละเอียดหลักเกณ์ดังนี้ระยะเวลาในการย...
17/03/2026

จำเลยมีหน้าที่ต้องทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยมีรายละเอียดหลักเกณ์ดังนี้

ระยะเวลาในการยื่นคำให้การ
คดีแพ่งสามัญทั่วไป:*ฃจำเลยต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง

กรณีส่งหมายโดยวิธีปิดหมาย : กฎหมายถือว่าการปิดหมายจะมีผลใช้ได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ปิดหมาย ดังนั้นจำเลยจึงต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วันหลังจากนั้น รวมเป็นระยะเวลา 30 วัน*นับแต่วันที่ปิดหมาย

คดีมโนสาเร่ คดีผู้บริโภค หรือคดีไม่มีข้อยุ่งยาก: ศาลจะออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน โดยจำเลยสามารถยื่นคำให้การได้ใน วันนัดพิจารณาที่ระบุไว้ในหมายเรียกนั้น

วิธีการนับระยะเวลาวันถัดไป: ไม่ให้นับวันแรกที่ได้รับหมายหรือวันแรกที่ปิดหมายรวมเข้าในกำหนดเวลา โดยให้เริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้น

กรณีติดวันหยุดราชการ: หากวันสุดท้ายของกำหนดระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการ (ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดตามปกติหรือวันหยุดกรณีพิเศษ) จำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การใน วันเริ่มทำการใหม่ต่อจากวันหยุดนั้นได้

ข้อควรระวัง
หากจำเลยไม่สามารถยื่นคำให้การได้ทันตามกำหนด จำเลยต้องยื่น คำร้องขอขยายระยะเวลา ต่อศาลก่อนจะสิ้นสุดกำหนดเดิม โดยต้องอ้างเหตุผลความจำเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษเพื่อให้ศาลพิจารณา หากพ้นกำหนดแล้วจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ จะถือว่าจำเลย "ขาดนัดยื่นคำให้การ" ซึ่งจะมีผลเสียต่อการดำเนินคดีและการนำสืบพยานหลักฐานของจำเลยในภายหลัง

#สู้คดี #คำให้การ #ขาดนัดยื่นคำให้กาา #จำเลยขาดนัด

05/03/2026

ทนายไม่ใช่นักบำบัด...ถ้าอยากแค่มาระบาย รบกวนนัดพบจิตแพทย์นะครับ ❤️

📌การตรวจสอบทรัพย์สิน​ของลูกหนี้ตามคำพิพากษากรณีที่ท่านเป็น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และต้องการตรวจสอบทรัพย์สิน (ที่ดินและอสั...
26/02/2026

📌การตรวจสอบทรัพย์สิน​ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

กรณีที่ท่านเป็น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และต้องการตรวจสอบทรัพย์สิน (ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์) ของลูกหนี้เพื่อดำเนินการบังคับคดี ท่านสามารถดำเนินการได้ตามระเบียบของกรมที่ดินโดยมีรายละเอียดดังนี้

✅ สิทธิในการตรวจสอบ
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่คดีถึงที่สุดแล้ว หรือทนายความที่ได้รับมอบอำนาจ มีสิทธิตามกฎหมายในการขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ได้ โดยถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจตรวจสอบเพื่อการบังคับคดีตามมาตรา ๒๑๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และได้รับยกเว้นให้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๔ (๔)

✅เอกสารหลักฐานที่ต้องเตรียมมีดังนี้:
1.คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฉบับถึงที่สุด
2.หนังสือรับรองคดีถึงที่สุดหรือหมายบังคับคดี
3.หลักฐานระบุตัวตนลูกหนี้: ต้องระบุเลขประจำตัวประชาชน (๑๓ หลัก) ของลูกหนี้ หรือเลขทะเบียนนิติบุคคลให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการตรวจสอบผิดตัว
4.หนังสือมอบอำนาจ(กรณีไม่ได้มาดำเนินการด้วยตนเอง) พร้อมหลักฐานของผู้รับมอบอำนาจ

✅ขั้นตอนการดำเนินการ
1. การยื่นคำขอ: ยื่นคำขอตามแบบ ท.ด. ๙ ณ สำนักงานที่ดินแห่งใดแห่งหนึ่ง (กรณีขอตรวจด้วยระบบสารสนเทศ) หรือสำนักงานที่ดินท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่
2. ระบุวัตถุประสงค์: ในคำขอต้องระบุเหตุผลให้ชัดเจนว่า ขอตรวจสอบเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการบังคับคดีตามคำพิพากษา
3. การตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่จะสอบสวนหลักฐานและดำเนินการค้นหาในฐานข้อมูล หากตรวจพบทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่จะแจ้งผลให้ทราบ
4. การขอคัดสำเนา: เมื่อพบทรัพย์สินแล้ว ท่านสามารถขอคัดถ่ายสำเนาโฉนดที่ดินหรือหนังสือสัญญาที่ลูกหนี้เป็นคู่สัญญาได้ โดยเจ้าหน้าที่จะไม่ต้องปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลในเอกสารนั้นเพื่อให้ท่านนำไปใช้บังคับคดีได้โดยสมบูรณ์

⚠️ข้อควรทราบ
หากคดียังไม่ถึงที่สุด พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งไม่รับดำเนินการตรวจสอบหลักทรัพย์ เนื่องจากยังไม่ถือว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมาย
กรณีตรวจสอบในระบบสารสนเทศแล้วไม่พบข้อมูลเนื่องจากลูกหนี้ได้ที่ดินมานานก่อนจะมีระบบเลข ๑๓ หลัก เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ไปตรวจสอบ ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ที่ลูกหนี้มีภูมิลำเนาอยู่

#ตรวจสอบทรัพย์สิน #เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา #บังคับคดีที่ดิน #กฎหมายที่ดิน #กรมที่ดิน

📌ที่ดินส.ป.ก ต่างจากที่ดินทั่วไปอย่างไร ?ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ มีความแตกต่างจากที่ดินทั่วไป (ที่มีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับร...
21/02/2026

📌ที่ดินส.ป.ก ต่างจากที่ดินทั่วไปอย่างไร ?

ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ มีความแตกต่างจากที่ดินทั่วไป (ที่มีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์) อย่างชัดเจนในด้านสถานะทางกฎหมายและสิทธิในการครอบครอง โดยมีรายละเอียดความแตกต่างและเงื่อนไขการโอนขายดังนี้

🟥 ความแตกต่างระหว่างที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ และที่ดินทั่วไป

➡️ สถานะของเอกสาร
ที่ดินทั่วไป: โฉนดที่ดิน (น.ส. ๔) คือหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ซึ่งเจ้าของมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายจ่ายโอนได้อย่างสมบูรณ์ ส่วน น.ส. ๓ เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งแสดงถึงสิทธิครอบครอง

ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑: ไม่ใช่เอกสารสิทธิแต่เป็นเพียง “หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์” ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น

➡️ความเป็นเจ้าของ:
ที่ดินทั่วไป: บุคคลธรรมดา/นิติบุคคลเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑: สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยรัฐนำที่ดินของรัฐมาจัดสรรให้เกษตรกรผู้ยากไร้หรือมีที่ดินไม่เพียงพอเพื่อใช้ทำกิน

➡️วัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์:
ที่ดิน ส.ป.ก. ถูกกำหนดให้ใช้เพื่อเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยในเขตเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการพาณิชย์อื่น ๆ ที่ขัดต่อระเบียบได้

🟥 การโอนและการขายที่ดิน ส.ป.ก.

➡️ ห้ามโอนขายโดยเด็ดขาด: ตามมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดิน จะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้

➡️ ข้อยกเว้นการโอน : กฎหมายอนุญาตให้โอนได้เพียง ๓ กรณีเท่านั้น คือ:
๑. ตกทอดทางมรดก แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย
๒. โอนไปยังสถาบันเกษตรกร
๓. โอนคืนให้แก่ ส.ป.ก.เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดิน

การโอนสิทธิแก่เครือญาติ: ตามระเบียบ ส.ป.ก. ผู้รับจัดที่ดินสามารถโอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ให้แก่ สามีหรือภริยา บุตร หรือเครือญาติ*ฃได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด [ฃ

🟥 ผลทางกฎหมายกรณีฝ่าฝืนโอนขายที่ดินส.ป.ก.

➡️ นิติกรรมเป็นโมฆะ: การทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. ระหว่างเอกชนถือว่ามีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมนั้นจึงตกเป็น โมฆะ

➡️ ผู้โอนถูกเพิกถอนสิทธิ: หากเกษตรกรผู้นำที่ดินไปขายให้บุคคลอื่นถือว่าปฏิบัติผิดระเบียบอย่างร้ายแรง เมื่อเจ้าหน้าที่ทราบจะต้องดำเนินการ เพิกถอนสิทธิการเข้าทำประโยชน์ทันที

✅ สรุป: ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ไม่สามารถโอนขายให้บุคคลภายนอกได้เนื่องจากกรรมสิทธิ์ยังเป็นของรัฐ (ส.ป.ก.) และมีกฎหมายสั่งห้ามโอนไว้ชัดเจนเพื่อรักษาวัดถุประสงค์ในการเป็นที่ดินทำกินของเกษตรกรครับ
#ที่ดิน #สปก #สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร #ขายที่ดิน

📌การแบ่งโฉนดที่ดินกรรมสิทธิ์รวม คือการที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันตกลงแบ่งแยกที่ดินออกเป็นส่วนสัดเพื่อให้แต่ละคนมีชื่อเป็น...
20/02/2026

📌การแบ่งโฉนดที่ดินกรรมสิทธิ์รวม คือการที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันตกลงแบ่งแยกที่ดินออกเป็นส่วนสัดเพื่อให้แต่ละคนมีชื่อเป็นเจ้าของแยกแปลงกันตามที่ได้ครอบครองจริง โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานและเงื่อนไขสำคัญดังนี้

➡️เงื่อนไขเบื้องต้น
✅ มีการตกลงยินยอม: เจ้าของรวมทุกคนต้องตกลงกันว่าจะแบ่งที่ดินอย่างไร โดยปกติเจ้าของที่ดินทุกคนต้องมายื่นคำขอรังวัดพร้อมกัน

❌กรณีตกลงกันไม่ได้: หากผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนใดไม่ยินยอม เจ้าของรวมคนอื่นมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่ง*ให้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินได้

❤️ กรณีเจ้าของเดิมถึงแก่กรรม: ทายาทหรือผู้จัดการมรดกต้องจดทะเบียนโอนมรดกหรือลงชื่อผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายให้เรียบร้อยก่อน จึงจะดำเนินการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมต่อได้

➡️ ขั้นตอนการดำเนินงาน

1. ยื่นคำขอ (ฝ่ายทะเบียน): จัดทำคำขอ (ท.ด. ๙) หรือบันทึกข้อตกลง (ท.ด. ๑๖)
แสดงรูปแผนที่สังเขปของการแบ่งแยกและให้ผู้ขอลงชื่อรับรองรูปแผนที่ไว้

2. การรังวัด (ฝ่ายรังวัด): เจ้าหน้าที่จะนัดวันรังวัดและแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงทุกด้านให้มาเข้าร่วมระวังชี้แนวเขต ในวันรังวัด เจ้าของที่ดินต้องนำช่างรังวัดปักหลักเขตและนำชี้แนวเขตที่ต้องการแบ่งแยก ช่างรังวัดคำนวณเนื้อที่ ขึ้นรูปแผนที่ และเขียนรายงานการรังวัดส่งให้ฝ่ายทะเบียน

3. การจดทะเบียน (ฝ่ายทะเบียน):
พนักงานเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่าเนื้อที่ที่ได้รับจากการรังวัดสอดคล้องกับสัดส่วนกรรมสิทธิ์เดิมที่เคยจดทะเบียน "บรรยายส่วน"ไว้หรือไม่

หากเนื้อที่ดินที่ได้รับไม่ตรงตามส่วนที่บรรยายไว้ (เข้าลักษณะเป็นการโอนให้แก่กัน) จะต้องจดทะเบียนโอนส่วนเกินให้ถูกต้องเสียก่อนจึงจะแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้และ จัดทำ บันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (ท.ด. ๗๐)

➡️ ระยะเวลาในการดำเนินงาน
🔻กรณีที่ดินมีโฉนด: ขั้นตอนการจดทะเบียน (ไม่รวมเวลานัดรังวัด) ใช้เวลาประมาณ ๑๕๐ นาที แต่หากรวมทุกกระบวนการตั้งแต่รังวัดจนถึงแจกโฉนดเฉพาะรายจะใช้เวลาประมาณ ๖๔ วัน (ตามระเบียบ)

🔻กรณีที่ดินเป็น น.ส. ๓ หรือ น.ส. ๓ ข. : ต้องมีการปิดประกาศมีกำหนด ๓๐ วัน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้าน

🔴 ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
(ตามระเบียบอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)
- ค่าคำขอ: แปลงละ ๕ บาท
- ค่ารังวัด (โฉนด): แปลงละ ๔๐ บาท
- ค่าคำนวณเนื้อที่: แปลงละ ๓๐ บาท
- ค่าออกโฉนดที่ดินใหม่: แปลงละ ๕๐ บาท
- ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม:
* กรณีไม่มีทุนทรัพย์ (แบ่งตามสิทธิเดิม): แปลงละ ๕๐ บาท
*กรณีมีทุนทรัพย์(มีการโอนส่วนเกินหรือมีค่าตอบแทน): เรียกเก็บ ร้อยละ ๒ ของราคาประเมินทุนทรัพย์
- ภาษีและอากร (ถ้ามี): หากเนื้อที่ที่ได้รับไม่เท่ากับสัดส่วนเดิม อาจต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และอากรแสตมป์หรือภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่เกินสิทธิ
- กรณีมีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน จะมีค่าธรรมเนียมการมอบอำนาจเรื่องละ ๒๐ บาท และต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

🌟 หากมีปัญหาในการแบ่งแยกเพราะเจ้าของรวมคนอื่นไม่ยินยอมและต้องการให้ศาลมีคำสั่ง ทักข้อความหาผมได้เลยครับ

#ทนายคดีที่ดิน #แบ่งที่ดิน #ปรึกษาคดีที่ดิน #คดีที่ดิน #แบ่งขายที่ดิน #ที่ดิน #ที่ดินกรรมสิทธิรวม #กรมทึ่ดิน

ที่อยู่

Kamphaeng Phet

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 13:00 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายฤทธิ์ฤชาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายฤทธิ์ฤชา:

แชร์