ตื่นเถิดชาวไทย

ตื่นเถิดชาวไทย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้นกว่าเดิม

31/08/2026

น้ำแข็ง ‘แอนตาร์กติกา’ ละลาย ปล่อย ‘สารปรอทโบราณ’ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ทำลายระบบประสาทสัตว์น้ำ-มนุษย์ ต่อให้ลดมลพิษได้ตอนนี้ ก็หยุดปรอทไม่ได้ทันที
“แอนตาร์กติกา” ทวีปที่อยู่ห่างไกลและบริสุทธิ์ที่สุดของโลก เป็นแหล่งกักเก็บสารเคมีอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง แต่เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้น้ำแข็งละลาย จนทวีปนี้กลายเป็นแหล่งปลดปล่อยสารพิษลงสู่มหาสมุทรใต้ โดยเฉพาะ “สารปรอท” ซึ่งเป็นโลหะหนักอันตราย ในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล
ในอดีต แอนตาร์กติกามีอุณหภูมิต่ำติดลบ ทำหน้าที่เหมือนกับตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ ที่คอยดักจับมลพิษทางอากาศ มลพิษทางทะเล และโลหะหนักชนิดต่าง ๆ รวมถึงปรอทที่พัดพามาจากซีกโลกอื่น โดยกักเก็บในชั้นน้ำแข็งมานานหลายทศวรรษ ช่วยไม่ให้ปรอทและมลพิษต่าง ๆ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารทางทะเลทั่วโลก แต่เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ชั้นน้ำแข็งหนาที่เคยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันกลับเริ่มพังทลายลงและปล่อยมลพิษสะสมเหล่านี้ออกมา
นักวิจัยทำการเจาะและเก็บตัวอย่างดินตะกอน จำนวน 16 ตัวอย่างจากไหล่ทวีปบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติก พบว่า อัตราการสะสมของสารปรอทในดินตะกอนบริเวณนี้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 160% นับตั้งแต่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการสะสมนี้กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและน่ากังวลเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950
นักวิจัยสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์วงจรและปริมาณสมดุลของปรอทของโลก พบว่า การละลายของธารน้ำแข็งส่งผลให้การปล่อยปรอทจากธารน้ำแข็งลงสู่มหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นถึง 550% นับตั้งแต่เริ่มยุคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ทีมวิจัยประมาณการว่าสารปรอทประมาณ 56% ที่ตรวจพบในดินตะกอนใต้ทะเลบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติกมาจากชั้นบรรยากาศโดยตรง ขณะที่ส่วนที่เหลือนั้นมีแนวโน้มว่าจะมาจากน้ำละลายของธารน้ำแข็ง การผุกร่อน และการกัดเซาะของน้ำแข็งและตะกอนในทวีปเอง
เมื่อปรอทจมลงสู่ตะกอนใต้ทะเล มันสามารถเปลี่ยนรูปเป็น "เมทิลเมอร์คิวรี" ซึ่งเป็นสารปรอทในรูปอินทรีย์ที่มีความเป็นพิษต่อระบบประสาทสูงและสามารถสะสมในสิ่งมีชีวิตได้ง่าย โดยเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารทางทะเล ตั้งแต่แพลงก์ตอน คริลล์ ปลา นกทะเล ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และสุดท้ายก็มาถึงมนุษย์
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1249463
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจSustain

31/08/2026

“เมื่อนวัตกรรมรังนกเงือกเทียมของเยาวชนไทยได้รับรางวัลบนเวทีอนุรักษ์นานาชาติ”
ชื่อของ พราว ญาณินท์ ตั้งคารวคุณ กำลังกลายเป็นที่จับตามอง หลังจากโครงการ Homes for Hornbills ของเธอไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่าง The Earth Prize 2026 (ผู้ชนะเลิศภูมิภาคโอเชียเนียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และ Top Honors Award Recipient จาก The Slingshot Challenge โดย National Geographic Society มาครองเมื่อเดือนกลางปีที่ผ่านมา
นอกเหนือจากการคว้ารางวัลใหญ่ระดับสากลแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ National Geographic ฉบับภาษาไทย สนใจและชวนพราวมาพูดคุย คือเรื่องราวเบื้องหลัง “นวัตกรรมรังนกเงือกเทียม” ที่เธอคิดค้นขึ้น ซึ่งเต็มไปด้วยโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่การนำขยะพลาสติก PET มาแปรรูปด้วยกระบวนการ Chemical Upcycling ไปจนถึงการผสานเส้นใยธรรมชาติ เพื่อพัฒนาวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ารังเทียมรูปแบบเดิม
แต่ความท้าทายไม่ได้จบลงเพียงการสร้างบ้านที่แข็งแรง เพราะนกเงือกเองก็มีเงื่อนไขในการเลือกบ้านที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่ขนาดของปากโพรง การระบายอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น ไปจนถึงพื้นที่สำหรับพ่อนกที่จะเกาะส่งอาหารให้แม่นกและลูกนก นั่นหมายความว่า รังเทียมหนึ่งรังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อให้อยู่ได้ แต่ต้องถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของนกเงือกจริง ๆ
“นวัตกรรมรังเทียม” ที่พราวพัฒนาขึ้นนั้นมีหน้าตาและคุณสมบัติอย่างไร? ตามไปทำความเข้าใจเบื้องหลังนวัตกรรมรังเทียมของ Homes for Hornbills ได้ในบทความนี้ https://ngthai.com/wildlife/82819/homes-for-hornbills/
#นกเงือก

แฟชั่นกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
30/06/2026

แฟชั่นกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่การช็อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน การเปิดแอปพลิเคชันเพื่อสั่งซื้อเสื้อผ้าตามปกติ อาจกำลังเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้แบบไม่ทันตั้งตัว

เมื่อพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลายคนมักจะคิดไปถึงการลดการปล่อยก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรม ลดการใช้พลาสติก หันมาใช้รถสาธารณะหรือรถ EV แทนรถยนต์ส่วนตัว แต่ยังมีอีกหนึ่งพฤติกรรมที่กระตุ้นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ดีไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การตามเทรนด์ Fast Fashion

Fast Fashion คือ การเลือกใช้เสื้อผ้าหรือสินค้าที่สอดรับกับเทรนด์ในช่วงนั้น โดยเป็นเสื้อผ้าที่เน้นความรวดเร็วและใช้ต้นทุนการผลิตไม่สูงนัก จึงทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้มีราคาที่เข้าถึงง่าย และเปลี่ยนได้บ่อยตามกระแสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภค

จากไอเดียการประกวดหนังสั้นของทีมผู้ชนะเลิศในเวที COOL THE EARTH : THE FINAL ROUND ในโครงการ Cool the Earth - 60 วิ เปลี่ยนโลกให้คูล ณ SCBX NEXT STAGE NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 69 ที่ผ่านมา มีการอัปเดตข้อมูลที่น่าสนใจในเรื่องของ Fast Fashion ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลเชิงลึกในประเด็นดังต่อไปนี้

เมื่อพิจารณาสถิติการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรม Fast Fashion จะพบว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 1.7 พันล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 10% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากทั่วโลก แต่ในทางกลับกันมูลค่าทางการตลาดของธุรกิจ Fast Fashion กลับพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนคาดว่าในปี 2030 จะมีมูลค่าสูงถึง 140,000,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หนึ่งแสนสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ผลกระทบจากอุตสาหกรรม Fast Fashion ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงขั้นตอนหลังการใช้งาน เพราะการเลือกซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่ในแต่ละครั้ง ก็เปรียบเหมือนการผลักดันให้เกิดการผลิต การขนส่ง และเกิดขยะจากเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งกระบวนการเหล่านี้นับเป็นร่องรอยที่กระตุ้นให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และส่งผลให้โลกร้อนได้ทั้งสิ้น

เริ่มจากวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิต ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นวัสดุที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ "ฝ้าย" ซึ่งแม้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราที่ต่ำ แต่กลับต้องใช้พื้นที่และน้ำในการผลิตมหาศาล โดยทั่วโลกใช้น้ำเพื่อปลูกฝ้ายมากถึง 93 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วต้องใช้น้ำ 10,000-20,000 ลิตร ต่อการผลิตเสื้อผ้าเพียง 1 กิโลกรัม หากเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้น การผลิตเสื้อเชิ้ตฝ้ายเพียง 1 ตัว ต้องใช้น้ำมากถึง 2,700 ลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำดื่มของคน 1 คน ตลอด 2.5 ปีเลยทีเดียว

ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ยังลุกลามจนเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการผลิตฝ้ายเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ

ไม่ใช่แค่ฝ้ายเท่านั้นที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โพลีเอสเตอร์หรือเส้นใยสังเคราะห์ก็เช่นกัน เนื่องจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณมาก โดยเสื้อโพลีเอสเตอร์เพียง 1 ตัว สามารถปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นท์ได้มากถึง 5.5 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ยังไม่รวมถึงขั้นตอนอื่น ๆ ในกระบวนการผลิต ทั้งขั้นตอนการย้อมสี กระบวนการขนส่ง และขยะจากเสื้อผ้าเก่าที่รอทำลายอีกจำนวนมหาศาล เพราะผ้าบางชนิดใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 100 ปี จากรายงานของ earth.org ในปี 2566 พบว่า ปริมาณขยะเสื้อผ้าทั้งหมดที่มีในโลกราว ๆ 1 แสนล้านตัวที่ผลิตขึ้นในแต่ละปี มีจำนวนมากถึง 92 ล้านตันที่ต้องถูกทิ้งในเตาเผาหรือหลุมฝังกลบ ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าภายปี 2576 ขยะเสื้อผ้าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 134 ล้านตัน / ปี โดยมีเพียง 1% ของจำนวนดังกล่าวเท่านั้น ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้

ที่น่าสนใจคือ เราทุกคนสามารถช่วยกันแก้ไขวิกฤติการณ์นี้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้เกิดการแก้ไขในวงกว้างหรือในภาคอุตสาหกรรม ด้วยวิธีคิดแบบ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการปรับพฤติกรรมที่ทำอยู่จนเป็นกิจวัตร ด้วยการหันมา Mix & Match เสื้อผ้าที่มีอยู่ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์การแต่งตัวที่ต้องการ ลดการซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์แฟชั่น แต่หันมาสนุกกับการหยิบเสื้อผ้าในตู้มาปรับลุคให้เข้ากัน จนได้ชุดใหม่ที่ทันเทรนด์ได้ไม่ต่างจากการซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่

นอกจากนี้ แนวคิด Circular Economy ยังนำมาปรับใช้กับภาคอุตสาหกรรม Fast Fashion ได้ ด้วยการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิลในการผลิต ซึ่งมีแบรนด์ระดับโลกมากมายที่ให้ความสำคัญในจุดนี้ อย่าง Adidas, Nike, Gucci ฯลฯ หรือแบรนด์ในไทยที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ แบรนด์ PIPATCHARA ที่เลือกใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตเสื้อผ้าและกระเป๋าจนโด่งดังในระดับ Global นอกจากการเลือกใช้วัสดุแล้ว การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกระบวนการผลิตอย่างการหมุนเวียนวัตถุดิบและลดการปล่อยของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกขั้นตอนการผลิต ก็มีส่วนช่วยโลกได้เช่นกัน

เมื่อผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมเลือกเดินไปในทิศทางเดียวกัน Fast Fashion ก็อาจไม่ใช่ตัวร้ายของโลกอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

เลิกใช้เถิดนะ หาวิธีใช้แบบอื่ินดีกว่า
16/06/2026

เลิกใช้เถิดนะ หาวิธีใช้แบบอื่ินดีกว่า

'ทิชชู่เปียก' อันตราย! ทำร้ายโลก!
ความนิยมของทิชชู่เปียกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก เช่น ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก นักเดินทาง และผู้ที่ใช้เครื่องสำอาง
ตลาดทิชชู่เปียกมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และมีการผลิตหลากหลายประเภทตั้งแต่ Baby Wipes, Facial Wipes ไปจนถึง Flushable Wipes ที่ถูกโฆษณาว่าสามารถทิ้งลงชักโครกได้
แต่ในความเป็นจริง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้เหมือนกระดาษชำระ ส่งผลให้เกิดการอุดตันในระบบน้ำเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สร้างให้เกิด Fatberg ขนาดใหญ่ในท่อระบายน้ำของเมืองใหญ่ทั่วโลก
◤ตัวเลขทางสถิติต่อไปนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดทิชชู่เปียกทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 3.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.21 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.2% ต่อปี
การผลิตทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านชิ้นต่อปี โดยจีนผลิตมากที่สุดราว 2 หมื่นล้านชิ้น
ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองสัดส่วนกว่า 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ส่วนยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นตลาดบริโภคหลักที่มีการใช้ต่อหัวสูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
อันตรายของทิชชู่เปียกมีหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพ เมื่อถูกทิ้งลงชักโครก ทิชชู่เปียกจะไม่แตกตัว แต่จะรวมกับไขมันและสิ่งปฏิกูลอื่นๆ จนเกิดเป็นก้อน Fatberg ที่ทำให้ระบบน้ำเสียอุดตัน
◤ งานวิจัยในสหราชอาณาจักรพบว่า กว่า 93% ของการอุดตันในท่อเกิดจากทิชชู่เปียก และรัฐบาลต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ไขปัญหานี้
ตัวอย่างชัดเจนของ Fatberg เกิดขึ้นในปี 2017 ที่ Whitechapel, London พบ Fatberg ยาว 250 เมตร หนัก 130 ตัน ต้องใช้งบประมาณกว่า 220,000 ปอนด์ในการกำจัด
Thames Water รายงานว่า ใช้เงินกว่า 1 ล้านปอนด์ต่อเดือนในการเคลียร์การอุดตันจากทิชชู่เปียกและไขมันในลอนดอน และ Thames Valley ในนิวยอร์ก เมืองที่มีระบบท่อระบายน้ำเก่าแก่ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
โดย New York City Department of Environmental Protection ระบุว่า ทิชชู่เปียกเป็นสาเหตุหลักของการอุดตันที่ต้องใช้งบประมาณหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปีในการแก้ไข
ส่วนซิดนีย์ ออสเตรเลีย Sydney Water รายงานว่า มีการอุดตันจากทิชชู่เปียกกว่า 75% ของเหตุการณ์ทั้งหมด และต้องใช้งบประมาณหลายล้านดอลลาร์ในการซ่อมบำรุง


'ทิชชู่เปียก' อันตราย! ทำร้ายโลก! โดยจักรกฤษณ์ สิริริน
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_897600

14/05/2026

ปลาหมอคางดำ
บุกทะเลพัทยา
#ข่าวทีวีช่องวัน31

17/03/2026

เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วย
ความไม่แน่นอน
สงคราม โรคระบาด เศรษฐกิจตกต่ำ อากาศแปรปรวน ฝุ่นพิษ โลกร้อน ลานีญา เอลนีโญ

ประเทศไทยน่าจะมีโปรเจกต์นี้ด้วย
23/02/2026

ประเทศไทยน่าจะมีโปรเจกต์นี้ด้วย

“บาร์เบโดส” ผุดโปรเจกต์ “เครื่องผลิตไฟฟ้าจากคลื่น” ได้ทั้งไฟและน้ำจืดในตัวเดียว

บาร์เบโดส (Barbados) ประเทศเกาะในแถบแคริบเบียน กำลังจะเปลี่ยนคลื่นในมหาสมุทรแอตแลนติกให้เป็นโอกาสครั้งใหญ่ หลังบรรลุข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ เวฟพิสตัน (Wavepiston) บริษัทเทคโนโลยีจากเดนมาร์ก เพื่อเปลี่ยนพลังงานจากคลื่นทะเลให้กลายเป็นไฟฟ้าและน้ำสะอาด

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประสบความสำเร็จในการศึกษาข้อมูลอย่างเข้มงวดนาน 6 เดือน ภายใต้ชื่อ โปรเจกต์ เว็บ (Project WEB - Wave Energy in Barbados) โดยในปี 2024 ทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจชายฝั่งเพื่อประเมินศักยภาพในการสร้างฟาร์มพลังงานคลื่น พบว่าท้องทะเลของบาร์เบโดส มีพลังงานเพียงพอที่จะขับเคลื่อนโครงการนี้สู่ระดับพาณิชย์

โดยไฮไลต์สำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีของ เวฟพิสตัน (Wavepiston) โดดเด่นกว่าระบบอื่น คือระบบ ดูอัล-เอาต์พุต (Dual-Output) ที่ใช้แรงดันไฮดรอลิกจากคลื่นทะเลมาขับเคลื่อนสองระบบพร้อมกัน

โดยสามารถขับเคลื่อนทั้งระบบผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน ที่มีกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 50 เมกะวัตต์ (MW) และระบบผลิตน้ำจืด (Desalination) ที่แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มบนเกาะ ด้วยกระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล ซึ่งถือเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (SIDS) อย่างบาร์เบโดส ที่มีพื้นที่จำกัดสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือกังหันลม

นอกจากนี้เครื่องผลิตไฟฟ้าจากคลื่นของบริษัท ยังออกแบบให้มีความทนทานต่อการเจอกับพายุรุนแรง ด้วยการใช้ใบพัดแบบยืดหยุ่น (Flexible Sail) ซึ่งผ่านการทดสอบจำลองสถานการณ์คลื่นยักษ์ สามารถลดทอนทำลายล้างของคลื่นได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ระบบมีความทนทานสูง และใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมที่ซับซ้อน

ทั้งนี้บาร์เบโดสตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2030 โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพง และเป็นการสร้างงานและทักษะใหม่ ๆ ให้กับเยาวชนในพื้นที่

อ่านเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ TNN Thailand
#เครื่องผลิตไฟฟ้าจากคลื่น #พลังงานสะอาด #พลังงานคลื่น #สิ่งแวดล้อม

เตรียมตัวรับมือ
18/02/2026

เตรียมตัวรับมือ

Weather: รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช เผยสภาวะอากาศโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านสู่ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” เร็วกว่าคาด ในส่วนของประเทศไทยนั้น จะส่งผลให้มีอากาศร้อนจัด โดยอุณหภูมิทั่วประเทศจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติตั้งแต่เดือนมี.ค.-ส.ค.69 ผู้เชี่ยวชาญเตือนประชาชนและเกษตรกรต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด รับมือความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่อาจยืดเยื้อไปถึงต้นปี 2570
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในคอมเมนต์ด้านล่าง..👇🏻
ที่มา: FB Witsanu Attavanich/ กรมอุตุนิยมวิทยา
ภาพ: Envato
_____
#เอลนีโญ #โลกร้อน #ฤดูร้อน #อากาศร้อน #สภาพอากาศ #อากาศร้อนจัด #ภัยแล้ง #วิกฤตสภาพอากาศ

28/12/2025

เทศกาลเลือกตั้ง
กำลังจะมาอีกรอบ
เลือกกันดีๆนะคะ

ที่อยู่

999 Thai Road, Moo Ban Ariya
Chon Buri
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตื่นเถิดชาวไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์