30/06/2026
แฟชั่นกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในยุคที่การช็อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน การเปิดแอปพลิเคชันเพื่อสั่งซื้อเสื้อผ้าตามปกติ อาจกำลังเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้แบบไม่ทันตั้งตัว
เมื่อพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลายคนมักจะคิดไปถึงการลดการปล่อยก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรม ลดการใช้พลาสติก หันมาใช้รถสาธารณะหรือรถ EV แทนรถยนต์ส่วนตัว แต่ยังมีอีกหนึ่งพฤติกรรมที่กระตุ้นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ดีไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การตามเทรนด์ Fast Fashion
Fast Fashion คือ การเลือกใช้เสื้อผ้าหรือสินค้าที่สอดรับกับเทรนด์ในช่วงนั้น โดยเป็นเสื้อผ้าที่เน้นความรวดเร็วและใช้ต้นทุนการผลิตไม่สูงนัก จึงทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้มีราคาที่เข้าถึงง่าย และเปลี่ยนได้บ่อยตามกระแสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภค
จากไอเดียการประกวดหนังสั้นของทีมผู้ชนะเลิศในเวที COOL THE EARTH : THE FINAL ROUND ในโครงการ Cool the Earth - 60 วิ เปลี่ยนโลกให้คูล ณ SCBX NEXT STAGE NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 69 ที่ผ่านมา มีการอัปเดตข้อมูลที่น่าสนใจในเรื่องของ Fast Fashion ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลเชิงลึกในประเด็นดังต่อไปนี้
เมื่อพิจารณาสถิติการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรม Fast Fashion จะพบว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 1.7 พันล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 10% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากทั่วโลก แต่ในทางกลับกันมูลค่าทางการตลาดของธุรกิจ Fast Fashion กลับพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนคาดว่าในปี 2030 จะมีมูลค่าสูงถึง 140,000,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หนึ่งแสนสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ผลกระทบจากอุตสาหกรรม Fast Fashion ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงขั้นตอนหลังการใช้งาน เพราะการเลือกซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่ในแต่ละครั้ง ก็เปรียบเหมือนการผลักดันให้เกิดการผลิต การขนส่ง และเกิดขยะจากเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งกระบวนการเหล่านี้นับเป็นร่องรอยที่กระตุ้นให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และส่งผลให้โลกร้อนได้ทั้งสิ้น
เริ่มจากวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิต ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นวัสดุที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ "ฝ้าย" ซึ่งแม้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราที่ต่ำ แต่กลับต้องใช้พื้นที่และน้ำในการผลิตมหาศาล โดยทั่วโลกใช้น้ำเพื่อปลูกฝ้ายมากถึง 93 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วต้องใช้น้ำ 10,000-20,000 ลิตร ต่อการผลิตเสื้อผ้าเพียง 1 กิโลกรัม หากเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้น การผลิตเสื้อเชิ้ตฝ้ายเพียง 1 ตัว ต้องใช้น้ำมากถึง 2,700 ลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำดื่มของคน 1 คน ตลอด 2.5 ปีเลยทีเดียว
ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ยังลุกลามจนเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการผลิตฝ้ายเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ
ไม่ใช่แค่ฝ้ายเท่านั้นที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โพลีเอสเตอร์หรือเส้นใยสังเคราะห์ก็เช่นกัน เนื่องจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณมาก โดยเสื้อโพลีเอสเตอร์เพียง 1 ตัว สามารถปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นท์ได้มากถึง 5.5 กิโลกรัมเลยทีเดียว
ยังไม่รวมถึงขั้นตอนอื่น ๆ ในกระบวนการผลิต ทั้งขั้นตอนการย้อมสี กระบวนการขนส่ง และขยะจากเสื้อผ้าเก่าที่รอทำลายอีกจำนวนมหาศาล เพราะผ้าบางชนิดใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 100 ปี จากรายงานของ earth.org ในปี 2566 พบว่า ปริมาณขยะเสื้อผ้าทั้งหมดที่มีในโลกราว ๆ 1 แสนล้านตัวที่ผลิตขึ้นในแต่ละปี มีจำนวนมากถึง 92 ล้านตันที่ต้องถูกทิ้งในเตาเผาหรือหลุมฝังกลบ ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าภายปี 2576 ขยะเสื้อผ้าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 134 ล้านตัน / ปี โดยมีเพียง 1% ของจำนวนดังกล่าวเท่านั้น ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้
ที่น่าสนใจคือ เราทุกคนสามารถช่วยกันแก้ไขวิกฤติการณ์นี้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้เกิดการแก้ไขในวงกว้างหรือในภาคอุตสาหกรรม ด้วยวิธีคิดแบบ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการปรับพฤติกรรมที่ทำอยู่จนเป็นกิจวัตร ด้วยการหันมา Mix & Match เสื้อผ้าที่มีอยู่ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์การแต่งตัวที่ต้องการ ลดการซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์แฟชั่น แต่หันมาสนุกกับการหยิบเสื้อผ้าในตู้มาปรับลุคให้เข้ากัน จนได้ชุดใหม่ที่ทันเทรนด์ได้ไม่ต่างจากการซื้อเสื้อผ้าชิ้นใหม่
นอกจากนี้ แนวคิด Circular Economy ยังนำมาปรับใช้กับภาคอุตสาหกรรม Fast Fashion ได้ ด้วยการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิลในการผลิต ซึ่งมีแบรนด์ระดับโลกมากมายที่ให้ความสำคัญในจุดนี้ อย่าง Adidas, Nike, Gucci ฯลฯ หรือแบรนด์ในไทยที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ แบรนด์ PIPATCHARA ที่เลือกใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตเสื้อผ้าและกระเป๋าจนโด่งดังในระดับ Global นอกจากการเลือกใช้วัสดุแล้ว การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในกระบวนการผลิตอย่างการหมุนเวียนวัตถุดิบและลดการปล่อยของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกขั้นตอนการผลิต ก็มีส่วนช่วยโลกได้เช่นกัน
เมื่อผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมเลือกเดินไปในทิศทางเดียวกัน Fast Fashion ก็อาจไม่ใช่ตัวร้ายของโลกอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน
แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน