16/03/2026
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถตามกฎหมายและแนวปฏิบัติของบริษัทประกันภัย
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นค่าเสียหายประเภทหนึ่งที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย เมื่อรถยนต์ของตนได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการกระทำละเมิดของผู้อื่น จนทำให้ไม่สามารถใช้รถได้ในช่วงระยะเวลาที่ต้องนำรถเข้าซ่อมแซม ความเสียหายดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะค่าซ่อมแซมทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายจากการที่เจ้าของทรัพย์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของตนได้ตามปกติ ซึ่งกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อชดเชยการขาดประโยชน์ดังกล่าวได้
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า
“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”
บทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักทั่วไปของความรับผิดทางละเมิด ซึ่งกำหนดให้ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเมื่อการกระทำของตนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น เช่น การขับรถโดยประมาทจนชนรถของผู้อื่นได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติว่า
“ค่าสินไหมทดแทนนั้น ให้ใช้ตามความเสียหายที่แท้จริง”
หลักการดังกล่าวหมายความว่า ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงจากการกระทำละเมิด ซึ่งรวมถึงความเสียหายจากการที่ไม่สามารถใช้ทรัพย์สินของตนได้ตามปกติ ดังนั้น ในกรณีรถยนต์ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุจนต้องนำรถเข้าซ่อม เจ้าของรถย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ เนื่องจากไม่สามารถใช้รถเพื่อการเดินทางหรือประกอบกิจการได้ในช่วงเวลาดังกล่าว
ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมักคำนวณตามระยะเวลาที่รถต้องเข้าซ่อมจริง โดยผู้เสียหายต้องมีหลักฐานแสดงระยะเวลาการซ่อม เช่น ใบรับรถเข้าอู่ ใบประเมินค่าซ่อม หรือเอกสารจากอู่ซ่อมรถที่ระบุวันที่รับรถและวันที่ส่งมอบรถคืน ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้เสียหายไม่สามารถใช้รถได้จริงในช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับ แนวปฏิบัติและธรรมเนียมของบริษัทประกันภัย โดยทั่วไป บริษัทประกันภัยของฝ่ายที่เป็นผู้กระทำละเมิดมักพิจารณาจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถตามประเภทของรถและระยะเวลาการซ่อม โดยอัตราที่พบโดยทั่วไป เช่น รถยนต์ขนาดเล็กประมาณวันละ 300 ถึง 500 บาท รถเก๋งทั่วไปประมาณวันละ 500 ถึง 1,000 บาท ส่วนรถที่มีมูลค่าสูงหรือรถที่ใช้ในการประกอบกิจการอาจพิจารณาในอัตราที่สูงกว่านั้นตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวมักเป็นไปตามแนวปฏิบัติของบริษัทประกันภัยและข้อแนะนำของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งสนับสนุนให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
ในกรณีที่บริษัทประกันภัยไม่ยินยอมชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือชดใช้ในจำนวนที่ไม่เหมาะสม ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยสามารถเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากผู้กระทำละเมิดโดยตรง หรือดำเนินคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง
ดังนั้น ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจึงเป็นค่าเสียหายที่กฎหมายและแนวปฏิบัติของธุรกิจประกันภัยรับรองให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องได้ เพื่อชดเชยการสูญเสียประโยชน์ในการใช้ทรัพย์สินของตนในช่วงเวลาที่รถไม่สามารถใช้งานได้ อันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของผู้อื่น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรมและครบถ้วนตามหลักกฎหมาย.