สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Public

สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Public สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ
Lawyer & Notary Public

สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ สถานที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการ ให้คำปรึกษากฎหมายแก่บุคคลทั่วไปและเป็นที่ปรึกษากฏหมายแก่องค์กรธุรกิจ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร เกี่ยวกับคดีดังต่อไปนี้
- รับเป็นทนายความ ว่าความคดีแพ่งและคดีอาญา
- รับเป็นทนายความ ว่าความในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
- รับเป็นทนายความ ว่าความในศาลปกครอง
- รับปรึกษาความ
- รับทำสัญญาประเภทต่างๆ
- รับทำพินัยกรรม


- ร้องขอศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก
- ร้องขอศาลทำนิติกรรมสัญญาต่างๆ แทนผู้เยาว์
- ร้องขอศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลไร้ความสามารถ
- ร้องขอศาลมีสั่งเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ

รับรองเอกสาร Notarial Services Attorney (Notary Public)
เรายินดีให้บริการท่าน

ติดต่อทนายความ
..............สถานที่ติดต่อ สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ 588/19 ถนนเจริญเมือง(อยู่หัวมุมสี่แยกหนองประทีป) ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 โทร 053-246840, มือถือ 063-6273416 (ในเวลาทำการ)
...............APIRAGSERI LAW OFFICE 588/19 CHAROEN MUEANG ROAD(NHONGPHA TEEP INTERSECTION ) T.THASALA A.MUEANG CHIANGMAI THAILAND 50000 Tel.053-246840 , Mobile 063-6273416 (During working hours)
E-mail: [email protected]

🥗แขวนตะกร้ารับพัสดุของเราไว้หน้าบ้าน เพื่อนบ้านมาแอบอ้างใช้ ที่อยู่บ้านเลขที่ พิกัด gps ในการรับพัสดุของเพื่อนบ้านเป็นบ้...
01/09/2026

🥗แขวนตะกร้ารับพัสดุของเราไว้หน้าบ้าน เพื่อนบ้านมาแอบอ้างใช้ ที่อยู่บ้านเลขที่ พิกัด gps ในการรับพัสดุของเพื่อนบ้านเป็นบ้านของเรา โดยที่เราไม่ได้อนุญาตให้เขาใช้ตะกร้าด้วย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เราอย่างมาก การกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ? มีวิธีแก้ไขอย่างไร ?

----------
🫡 ทาองออกวิธีแก้ปัญหาเพื่อนบ้านสร้างความเดือดร้อนกรณีนี้ มีวิธีการดำเนินการตามกฎหมายดังนี้ครับ
✏️1. เจราด้วยสันติวิธีพูดคุยแจ้งให้เพื่อนบ้านทราบว่าการกระทำดังกล่าวทำให้เราเดือดร้อนขอให้ยกเลิกพฤติกรรมนั้นเสีย
✏️2. ยกเลิกการวางพัสดุ เอาตะกร้ารับพัสดุแขวนหน้าบ้านของเราออกไปเลยครับ เพื่อไม่ให้ขนส่งหรือไรเดอร์นำสินค้ามาใส่ในตะกร้าอีกต่อไป หากจะรับพัสดุก็ต่อเมื่อขนส่งหรือไรเดอร์เอาพัสดุมาส่งมอบให้เองกับมือเราหรือคนในบ้านแทนเท่านั้น
✏️3. ถ้าเราจำเป็นต้องวางตะกร้ารับพัสดุแขวนหน้าบ้าน ให้ติดป้ายแขวงติดแจ้งเตือน ขนส่งหรือไรเดอร์ด้วยข้อความว่า....

- "เนื่องจากมีบุคคลแอบอ้างชื่อที่อยู่บ้านหลังนี้โดยที่เจ้าของบ้านไม่ได้สั่งพัสดุบ่อยครั้ง ทำให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ดังนั้น หากพัสดุที่สั่งไม่ใช่บุคคลชื่อนี้...(ชื่อเรา/คนในบ้าน).... หรือเบอร์โทรติดต่อนี้ ....(เบอร์โทรเรา).... อย่านำพัสดุมาวางในตะกร้านี้เด็ดขาด เพราะจะมีความผิดอาญาตามกฎหมาย"

แปะติดไว้กับตะกร้ารับพัสดุหน้าบ้านให้ขนส่งหรือไรเดอร์ทราบก่อนส่งพัสดุวางในตะกร้าครับ
✏️4. ให้จัดทำหรือจ้างทนายความร่าง "หนังสือบอกกล่าวทวงถาม(โนติส)" ส่งไปยังเพื่อนบ้านอย่างเป็นทางการ ระบุว่าเราไม่ยินยอมให้เขาใช้ที่อยู่ของเราในการรับพัสดุของเขา และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ อันเกิดแก่พัสดุนั้น หากยังคงมีพัสดุของเขามาส่งนับแต่วันที่........ นี้เป็นต้นไป จะให้ทนายความดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับเขา
✏️5. หากเพื่อนบ้านยังดื้อ ยังมีพฤติกรรมสร้างความเดือดร้อนดังกล่าวอยู่อีก ก็ให้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ ในความผิดฐานทำให้เดือดร้อนรำคาญ อันเกิดจากการที่ถูกบุคคลแอบอ้างข้อมูลของเราเพื่อสั่งสินค้า จนส่งผลให้มีพัสดุที่ไม่ใช่ของเรามาส่งที่บ้านบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญกับเรา อันถือเป็นการกระทำโดย "รังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 ซึ่งมีโทษตามกฎหมายครับ
ช่องทางที่เราพอจะดำเนินการได้ตามกฎหมายจะมีเพียงเท่านี้นะครับ 🙂

---------

บทความโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
เวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 - 17.00 น. / เสาร์ 8.30 -16.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ติดต่อทนายความความ 3 ช่องทาง
Line อภิรักษ์เสรีทนายความ
tel. 063 6273416 (ในเวลาทำการ)
tel. 053 246840 (ในเวลาทำการ)
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีแพ่ง #คดีอาญา #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีอาญาในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ

📣ลูกหรือทายาทห้ามเจ้าหนี้ฟ้องตนในหนี้ของพ่อแม่ที่ตายไปก่อได้หรือไม่ ?------พ่อหรือแม่ไปก่อหนี้ไว้แล้วตายไป ในเรื่องนี้ลู...
31/08/2026

📣ลูกหรือทายาทห้ามเจ้าหนี้ฟ้องตนในหนี้ของพ่อแม่ที่ตายไปก่อได้หรือไม่ ?

------
พ่อหรือแม่ไปก่อหนี้ไว้แล้วตายไป ในเรื่องนี้ลูกหรือทายาทมักจะคิดว่าตนเองไม่ใช่ลูกหนี้ พ่อแม่ต่างหากที่เป็นคนก่อหนี้ลูกจึงไม่ควรต้องรับผิดชอบแทนพ่อแม่ซิ อย่างนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนะครับ เพราะตามกฎหมายแล้วเรื่อง "อำนาจฟ้อง" ของเจ้าหนี้กับ "ความรับผิดในหนี้" ของลูกหรือทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของพ่อกับแม่ มันเป็นเรื่องคนละประเด็นกันเอามารวมกันไม่ได้ ซึ่งต้องแยกทำความเข้าใจแบบนี้
⭕️1. ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง หรือสิทธิในการฟ้องคดีของเจ้าหนี้
เจ้าหนี้ไม่ว่าจะเจ้าหนี้บุคคลธรรมดา หรือเจ้าหนี้นิติบุคคลอย่างสถาบันการเงิน ธนาคาร ไฟแนนซ์ บริษัสินเชื่อต่างๆ นั้น เขา "มีอำนาจฟ้อง" ทายาทของลูกหนี้ตัวเองที่ตายไปได้ เนื่องจากเมื่อลูกหนี้ตาย หนี้สินทั้งหลายเหล่านั้นยังคงเป็นหนี้ของกองมรดก เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ทายาทผู้ตาย ทำการชำระหนี้แทนหรือบังคับชำระหนี้จากกองมรดกของลูกหนี้นั้นได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1737) ทายาทไม่สามารถอ้างเหตุผลว่า "ตนเองไม่ใช่ลูกหนี้" เพื่อห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ทั้งหลายเหล่านั้นฟ้องคดีกับตนเอง หรือไปขัดขวางไม่ให้เจ้าหนี้ฟ้องคดีเพื่อบังคับชำระหนี้กับตนได้เลย ดังนั้น ถ้าพ่อแม่ตายแล้วลูกเป็นทายาท เจ้าหนี้ฟ้องทายาทได้เสมอ
⭕️2. ประเด็นเรื่องความรับผิดในหนี้ของลูกหรือทายาทผู้ตาย
ทายาทจะต้องชดใช้หนี้ดังกล่าวแทนพ่อแม่ตนเองที่ตายไปหรือไม่นั้น เป็นเรื่องความรับผิดในหนี้ ไม่ใช่อำนาจฟ้อง แม้ว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายจะมีอำนาจฟ้อง แต่กฎหมายได้วางหลักคุ้มครองทายาทไว้เพื่อไม่ให้ทายาทต้องเดือดร้อนเกินสมควร โดยกำหนดให้ทายาทไม่ต้องรับผิดในหนี้ของเจ้ามรดกเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ (ป.พ.พ. มาตรา 1601) หมายความว่า กรณีทายาทไม่ได้รับมรดกเลย ก็ไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาใช้ชำระหนี้ของพ่อแม่เลยแม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าหากเป็นกรณีทายาทได้รับมรดกมา ก็ต้องรับผิดชอบชำระหนี้นั้น แต่ไม่เกินมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับมาเท่านั้น รับมาแค่ไหนใช้เท่าที่รับมา ไม่ต้องรับเกินไปกว่านั้น หรือต้องรับผิดในหนี้ที่เหลือทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น ถ้าพ่อหรือแม่เป็นหนี้ 2,000,000 บาท แต่ทิ้งมรดกไว้ให้ลูกเพียง 50,000 บาท ลูกมีหน้าที่รับผิดชำระหนี้ให้เจ้าหนี้เพียง 50,000 บาทเท่านั้น ส่วนหนี้ที่เหลืออีก 1,950,000 บาท ลูกไม่ต้องนำเงินส่วนตัวของตนเองมาชดใช้หนี้ของพ่อแม่ที่เหลือทั้งหมดครับ
ดังนั้น ลูกหรือทายาทจะใช้เหตุผลว่าตนไม่ใช่คนก่อหนี้ จึงไปห้ามเจ้าหนี้ของพ่อกับแม่ที่ตายไปไม่ให้ฟ้องตนเองไม่ได้ แต่ลูกหรือทายาทสามารถยกข้อต่อสู้ตามกฎหมายมรดกเพื่อปฏิเสธความรับผิดในหนี้ของพ่อกับแม่ที่ได้ก่อขึ้นก่อนตายได้

----------
บทความโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
เวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 - 17.00 น. / เสาร์ 8.30 -16.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ติดต่อทนายความความ 3 ช่องทาง
Line อภิรักษ์เสรีทนายความ
tel. 063 6273416 (ในเวลาทำการ)
tel. 053 246840 (ในเวลาทำการ)
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีแพ่ง #คดีอาญา #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีอาญาในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ

🔐ล็อกกุญแจห้องไม่ให้ผู้เช่าเข้าใช้เนื่องจากไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของห้องเช่ามีความผิดอาญาหรือไม่ ?----------เรื่องนี้เจ้าขอ...
29/08/2026

🔐ล็อกกุญแจห้องไม่ให้ผู้เช่าเข้าใช้เนื่องจากไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของห้องเช่ามีความผิดอาญาหรือไม่ ?

----------
เรื่องนี้เจ้าของห้องเช่าจะมีความผิดอาญาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ "สัญญาเช่า" กำหนดให้สิทธิให้ทำได้เอาไว้หรือไม่เป็นสำคัญนะครับ โดยแยกได้ดังนี้
⭕️1. กรณีที่สัญญาเช่านั้น "มีข้อตกลง" ในสัญญาเช่ากำหนดไว้
= ถ้าหากในสัญญาเช่าระบุเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า "หากผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่ามีสิทธิปิดกั้นทางเข้าออก เปลี่ยนกุญแจ หรือเข้ายึดถือครอบครองสถานที่เช่าได้ทันที" อย่างนี้ ผลทางกฎหมายจะทำให้เจ้าของห้องเช่าที่เป็นผู้ให้เช่านั้นไม่มีความผิดทางอาญาใดๆ ตามกฎหมายเลย เพราะถือเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าที่ตกลงกันไว้ ซึ่งข้อตกลงในสัญญาลักษณะนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนสามารถกระทำได้ครับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4854/2537)
⭕️2. กรณีที่สัญญาเช่า "ไม่มีข้อตกลง" ในสัญญาเช่ากำหนดไว้
= หากในสัญญาไม่ได้ระบุสิทธิใดๆ ให้เจ้าของห้องเช่ากระทำเช่นนั้นได้ การล็อกห้องจะส่งผลให้ผู้ให้เช่าอาจมีความผิดอาญาในฐานความผิดดังนี้
🟡> ความผิดฐานบุกรุก รบกวนการครอบครอง
= การล็อกห้องหรือเปลี่ยนกุญแจเพื่อรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เช่าโดยปกติสุข จัดว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และหากกระทำในเวลากลางคืนหรือร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปแล้วอาจมีความผิดหนักขึ้นตามมาตรา 365 ได้ครับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1980/2514)
🟡> ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น
= หากการล็อกห้องนั้นเป็นการทำให้ผู้เช่าต้องจำยอมต่อสิ่งใดโดยการขู่เข็ญหรือทำให้กลัว ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 เพิ่มเติมอีกฐานความผิดหนึ่งด้วยได้ครับ
และทั้งนี้เจ้าของห้องเช่าก็จะมีความผิดทางแพ่งฐานละเมิดต่อผู้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ทำให้ผู้เช่ามีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวทั้งหมดได้ครับ พร้อมกันนี้ผู้เช่าก็ยังคงมีสิทธิในสัญญาเช่าต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามสัญญาเช่าอีกด้วยเช่นเดียวกันนะครับ
ดังนั้น เจ้าของห้องเช่าที่เป็นผู้ให้เช่า จะมีความผิดหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับ "ข้อตกลงในสัญญาเช่า" ที่ทำกันไว้กับผู้เช่าล้วนๆ ครับ 🙂

----------
บทความโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
เวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 - 17.00 น. / เสาร์ 8.30 -16.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ติดต่อทนายความความ 3 ช่องทาง
Line อภิรักษ์เสรีทนายความ
tel. 063 6273416 (ในเวลาทำการ)
tel. 053 246840 (ในเวลาทำการ)
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีแพ่ง #คดีอาญา #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีอาญาในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ

📝ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั้...
29/08/2026

📝ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั้นเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ ซึ่งมีอายุความร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด สิ่งที่เราควรจำโดยละเอียดมากกว่าในประเด็นอายุความร้องทุกข์นี้ก็คือ...
- ถ้ารู้เรื่องความผิดแต่ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด อายุความร้องทุกข์ก็จะยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะรู้ตัวผู้กระทำความผิด กรณีอย่างนี้ผู้เสียหายจึงจะสามารถไปร้องทุกข์กับตำรวจเกินกว่าระยะเวลา 3 เดือนได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1011/2532)
- แต่... อายุความร้องทุกข์กับอายุความฟ้องคดีอาญา ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเน้อ !! อายุความฟ้องคดีอาญาอยู่ใน ป.อ.มาตรา 95 ส่วนอายุความร้องทุกข์อยู่ใน ป.อ.มาตรา 96 ซึ่งในความผิดฐานฉ้อโกง มีระวางโทษจำคุกเกิน 1 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี ดังนั้น คดีฉ้อโกงจึงมีอายุความที่ต้องฟ้องคดีอาญาภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตาม มาตรา 95(3)
- กรณีอย่างนี้ หากผู้เสียหายเพิ่งมาทราบเรื่องฉ้อโกง และทราบตัวผู้กระทำผิดในปัจจุบัน แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วพบว่า "เหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 10 ปี" ถือว่าคดีขาดอายุความฟ้องคดีอาญาไปแล้ว ไม่ว่าผู้เสียหายจะเพิ่งมารู้เรื่องภายหลังนั้นก็ตาม
- หรือแม้ผู้เสียหายจะรีบไปแจ้งความร้องทุกข์ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันที่ทราบเรื่อง เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความร้องทุกข์ตามมาตรา 96 แต่เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นเกินระยะเวลา 10 ปีไปแล้วก็ยังไม่ได้ฟ้อง คดีก็ยังคงขาดอายุความฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 95 อยู่ดีนั่นเองครับ
หลักที่ควรเข้าใจคือ อายุความฟ้องคดีอาญาใหญ่กว่าอายุความร้องทุกข์เสมอ

📣การครอบครองปรปักษ์ที่ดินสำเร็จนั้นเป็นเรื่องยากกก ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบที่คนทั่วไปเข้าใจกัน ‼️--------🙂คนทั่วไปที่ไม่ได้ม...
28/08/2026

📣การครอบครองปรปักษ์ที่ดินสำเร็จนั้นเป็นเรื่องยากกก ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบที่คนทั่วไปเข้าใจกัน ‼️

--------

🙂คนทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้กฎหมาย มักคิดไปเองว่าการเข้าไปครอบครองปรปักษ์ที่ดินอสังหาริมทรัพย์ของคนอื่นนั้นทำง่าย โดยแค่เข้าไปอยู่ เข้าไปอาศัยในที่ดินของคนอื่นให้มีระยะเวลาครบ 10 ปี ก็จะได้ที่ดินเขามาเลยนั้น ล้วนเป็นความเข้าใจที่ผิดทั้งหมดนะครับ !!!
เพราะตามกฎหมายแล้ว การแย่งที่ดินผู้อื่นเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์มานั้น "เป็นเรื่องยาก" ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แบบที่คนทั่วไปพูดเล่ากัน หรือบอกต่อกันครับ
ซึ่งการแย่งที่ดินของคนอื่นโดยถูกต้องตามกฎหมายนี้ มีกำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ภาษาชาวบ้านนิยมเรียกวิธีการนี้ว่า "การครอบครองปรปักษ์ที่ดิน" โดยวิธีการนี้จะมีหลักเกณฑ์และองค์ประกอบในการแย่งที่ดินมากมายหลายอย่างหลายขั้นตอนมากๆ และจะต้องมีการดำเนินการครบถ้วนทุกข้อทุกขั้นตอนด้วย ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้จึงจะทำให้คนแย่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นมาสำเร็จ ซึ่งผมจะขออธิบายดังนี้

--------

✅1. ที่ดินที่ไปแย่งของเขามานั้น ต้องเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์
= พูดง่ายๆ ว่าที่ดินที่ไปแย่งของคนอื่นมาต้องเป็น "ที่ดินมีโฉนด" ไม่ว่าจะแย่งบางส่วนของเนื้อที่ดิน หรือแย่งที่ดินหมดเลยทั้งแปลงก็ตาม ที่ดินดังกล่าวจะต้องเป็นที่ดินที่เจ้าของเขามีโฉนดในที่ดินเท่านั้น จึงจะใช้หลักในเรื่องครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายนี้มาอ้างได้

✅2. ที่ดินที่ไปแย่งมานั้น ต้องไม่ใช่ที่ดินของหลวง ของศาสนา ของพระมหากษัตริย์
= ที่หลวงหรือ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน มักมีกฎหมายคุ้มครองไว้โดยเฉพาะไม่ให้ใครสามารถอ้างครอบครองปรปักษ์ได้ แม้ต่อให้มีการเข้าไปครอบครองเกิดขึ้นจริง และครบกำหนดระยะเวลาในการครอบครองปรปักษ์แล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้ได้สิทธิ์ในที่ดินนั้นไปได้ ที่ดินพวกนี้จึงไม่อาจอ้างเรื่องครอบครองปรกปักษ์มาเป็นของตนเองได้ การครอบครองปรปักษ์ไม่สามารถใช้ได้กับที่ดินอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท

✅3. เหตุผลในการแย่งต้องใช้เหตุผลว่า ที่ดินที่แย่งเป็นของผู้อื่นไม่ใช่อ้างว่าที่ดินผืนนั้นเป็นของตนเองมาตั้งแต่ต้น
= หลักของการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายคือ "การแย่งทรัพย์สินของผู้อื่น" หากทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของตนเองอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องการแย่งทรัพย์สินของผู้อื่น เพราะตนเองจะแย่งทรัพย์สินของตนเองไม่ได้ เป็นเหตุผลย้อนแย้ง หากมีการให้เหตุผลอย่างนี้ปรากฏในคดีเกิดขึ้นแล้วศาลจะไม่ให้กรรมสิทธิ์ในการครอบครองปรปักษ์แก่ผู้ร้องขอดังกล่าว

✅4. การเข้าไปแย่งนั้น เพื่อต้องการเป็นเจ้าของด้วยตนเอง ไม่ใช่กระทำแทนผู้อื่น
= หากการครอบครองที่ดินนั้นมีลักษณะเป็นเพียงการครอบครองแทนผู้อื่น หรือครอบครองโดยอาศัยสิทธิของบุคคลอื่น เช่น อยู่อาศัยในฐานะบริวารเจ้าของที่ดิน, ตนเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่า, เป็นตัวการตัวแทนในการครอบครองที่ดิน, เป็นลูกจ้างดูแลที่ดินนายจ้าง, เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับเจ้าของคนอื่น, หรือเข้าครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายก่อนมีการไปจดทะเบียน กรณีตัวอย่างเหล่านี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบเพื่อตนเอง ทำให้ไม่เป็นการครอบครองปรปักษ์

✅5. ต้องมีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินที่แย่งนั้น เหมือนเป็นเจ้าของเกิดขึ้นจริง
= เจตนาของกฎหมายในการครอบครองปรปักษ์คือไม่ต้องการให้ผู้ใดทิ้งที่ดินให้รกร้างว่างเปล่าโดยปราศจากการทำประโยชน์ในที่ดินนั้น หากบุคคลที่แย่งไม่ได้เข้าไปครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินอย่างจริงจัง ก็ย่อมไม่อาจอ้างสิทธิในการครอบครองปรปักษ์ได้ เช่น เข้าไปล้อมรั้วแต่ไม่ได้ทำประโยชน์, ต้อนสัตว์เข้าไปหากินในที่ดินนั้นเป็นครั้งคราว, ไม่หวงกันไม่ให้คนนอกเข้าไปได้, สร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแต่ไม่มีการใช้ประโยชน์อื่นๆ เป็นต้น

✅6. การเข้าไปในที่ดินนั้น ต้องกระทำโดยสงบไม่ได้ทะเลาเบาะแว้งกับเจ้าของที่ดินก่อนเข้าไป หรือตลอดเวลาที่ครอบครอง
= การเข้าไปแย่งที่ดินดังกล่าว จะต้องไม่มีการทะเลาะเป็นข้อพิาทต่างๆ กับเจ้าของที่ดินมาก่อน หรือตลอดเวลาที่เข้าไปครอบครอง ก่อนที่จะมาร้องขอครอบครองปรปักษ์กับศาล หากมีกรณีฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างกัน หรือมีการแจ้งความดำเนินคดีระหว่างกันเกี่ยวกับที่ดินผืนดังกล่าวเกิดขึ้น กฎหมายจะถือว่าเป็นการแย่งการครอบครองที่ไม่สงบ ทำให้ผู้นั้นไม่ได้กรรมสิทธิ์ในการร้องขอครอบครองปรปักษ์

✅7. การเข้าไปแย่งในที่ดินนั้น ต้องกระทำโดยเปิดเผย แอบครอบครองหลบซ่อนไม่ให้ใครรู้เห็นไม่ได้
= หากการครอบครองเป็นเพียงการแอบเข้าไปทำประโยชน์ หลบๆ ซ่อนๆ หรือเข้าใช้ที่ดินนั้นเป็นครั้งคราว โดยไม่มีการแสดงการครอบครองอย่างชัดเจนให้ผู้อื่นในสังคมทั่วไปรับรู้ ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์อันเกิดจากการครอบครองปรปักษ์ เพราะกฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าของเดิมสามารถโต้แย้งสิทธิของตนได้ หากเป็นการเปิดเผยให้รับรู้โดยทั่วไปในสังคมแล้ว เจ้าของเดิมยังไม่ยอมมาโต้แย้ง ย่อมถือว่าเจ้าของที่ดินเดิมเจตนาสละสิทธิในที่ดินดังกล่าวแก่ผู้แย่งนั่นเอง

✅8. มีระยะเวลาในการแย่งที่ดินเริ่มต้นและต่อเนื่องมาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยไม่ขาดช่วง
= การแย่งที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นต้องใช้ "เวลา" ในการแย่งเพื่อได้มาตามหลักกฎหมาย ซึ่งมีระยเวลาที่นาน เพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าของเดิมเขาไม่สนใจที่ดินละทิ้งที่ดินดังกล่าวไปแล้ว และหากเข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ไม่ถึง 10 ปี ก็ย่อมไม่อาจอ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินเดิม หรือต่อบุคคลทั่วไปได้
----------

ซึ่งหลักเกณฑ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราจะเห็นได้ว่า มันไม่ง่ายเลยที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ เหมือนตามที่ได้ยินคนนั้น คนนี้เขาพูดต่อๆ กันมาในวงสนทนาทั่วไปกันนั่นเองครับ อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาดว่าแค่เข้าไปอยู่ครบ 10 ปี แล้วได้สิทธิ์เลยนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ

----------
บทความโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
เวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 - 17.00 น. / เสาร์ 8.30 -16.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ติดต่อทนายความความ 3 ช่องทาง
Line อภิรักษ์เสรีทนายความ
tel. 063 6273416 (ในเวลาทำการ)
tel. 053 246840 (ในเวลาทำการ)
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีแพ่ง #คดีอาญา #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีอาญาในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ

🎯ที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ต้องแก้ปัญหาอย่างไร ?---------✏️วิธีการแก้ปัญหาที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะน...
06/08/2026

🎯ที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ต้องแก้ปัญหาอย่างไร ?

---------
✏️วิธีการแก้ปัญหาที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะนั้นมีอยู่ 3 วิธี
🔷1. ถ้าเจ้าของที่ดินดังกล่าวมีกำลังทรัพย์เพียงพอ ก็ใช้เงินแก้ปัญหานั้น โดยการขอซื้อที่ดินข้างเคียงที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นกรณีซื้อที่ดินนั้นทั้งแปลง หรือขอแบ่งแยกบางส่วนออกมาทำให้ที่ดินที่ถูกปิดล้อมมีทางออกเกิดขึ้น ปัญหาดังกล่าวก็จะยุติลงได้
🔷2. ทำนิติกรรมสัญญากับเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ปิดล้อมแล้วไปจดทะเบียนทางภาระจำยอมยังสำนักงานที่ดินร่วมกัน เพื่อใช้ภาระจำยอมดังกล่าวเป็นทางเข้าออกที่ดิน โดยจะเสียค่าตอบแทนหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ความตกลงกันของเจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อม กับเจ้าของที่ดินที่ปิดล้อมและมีทางออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าว
🔷3. ถ้าเจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อม ตกลงกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ได้ หรือมีกำลังทรัพย์ไม่เพียงพอ ให้ใช้สิทธิฟ้องศาลขอเปิดทางจำเป็นกับที่ดินแปลงที่ปิดล้อมนั้น
ซึ่งที่ดินไม่มีทางให้ออกสู่ทางสาธารณะนี้ หรือที่ภาษาชาวบ้านมักเรียกกันว่า "ที่ดินตาบอด" นั้น กฎหมายมีวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้เอาไว้โดยเฉพาะเพื่อให้เจ้าของที่ดินที่ไม่มีทางออกดังกล่าวไปดำเนินการก็คือ "การไปฟ้องศาลเพื่อขอเปิดทางจำเป็น" โดยเป็นการฟ้องที่ดินแปลงอื่นที่ล้อมที่ดินของตนเอง เพื่อให้มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ครับ

----------
⭕️โดยการฟ้องศาลนี้ มีหลักสำคัญที่เจ้าของที่ดินต้องรู้ก่อนใช้สิทธิทางศาลเพื่อดำเนินการคือ...
🟡1. ต้องเป็นตัวเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้อง ผู้เช่า ผู้อาศัย บริวารของเจ้าของที่ดินไม่มีสิทธิฟ้องดำเนินการแทน
🟡2. ฟ้องเจ้าของที่ดินที่ปิดล้อมหลายแปลงพร้อมกันได้ ไม่ใช่ฟ้องได้เพียงเจ้าของที่ดินแปลงเดียวที่ปิดล้อม หากจำเป็นต้องผ่านที่ดินหลายแปลงเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ
🟡3. แม้ที่ดินดังกล่าวมีทางออกได้ แต่ไม่สะดวกต้องถึงกับข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือมีทางชันระดับที่ดินสูงกว่ากันมากเช่น เขาดอย หน้าผาสูง ปิดล้อมที่ดินอยู่จึงจะเจอทางสาธารณะ อย่างนี้ก็สามารถใช้สิทธิขอทางจำเป็นผ่านที่ดินข้างเคียงได้ที่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้
🟡4. หากที่ดินดังกล่าวมีทางออกสู่ทางสาธารณะที่เป็นแม่น้ำลำคลองที่คนใช้สัญจรกันอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางออกบนดิน อย่างนี้เจ้าของที่ดินไม่มีสิทธิฟ้องทางจำเป็นเลย เพราะทางที่จะใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะนี้ กฎหมายกำหนดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นทางเดินบนดิน หรือถนนบนดิน ถ้าหากเป็นลำคลอง หรือแม่น้ำที่ประชาชนใช้สัญจรโดยปกติทุกวัน มีเรือโดยสารไปมา ก็เป็นทางสัญจรประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน ที่ดินนั้นจึงมีทางออกอยู่แล้ว ทำให้ฟ้องขอทางบนดินอีกไม่ได้
🟡5. ทางจำเป็นนี้กฎหมายไม่ได้กำหนดขนาดความกว้าง ความยาวของทางจำเป็นเอาไว้โดยเฉพาะ ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้ประโยชน์แก่ที่ดินของเจ้าของที่ดินเป็นสำคัญ ทางจำเป็นนี้จึงยาวเท่าไหร่ก็ได้เพื่ออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งหากเป็นการทำไร่ทำสวนในที่ดินตาบอด ที่จำเป็นต้องมีเครื่องจักร รถไถ รถบรรทุกเข้าออก อย่างนี้ก็จะขอความกว้างของทางให้เพียงพอที่จะให้ยานพาหนะนั้นเข้าออกได้ ไม่จำเป็นต้องกว้างเท่าคนเดินเข้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
🟡6. การขอเปิดทางจำเป็นนี้ ต้องเป็นการใช้สิทธิทางศาลเท่านั้น เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมจะใช้สิทธิเองโดยพลการ ผ่านที่ดินที่แปลงที่ปิดล้อมตนไม่ได้ ต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาอนุญาตโดยมีคำพิพากษาก่อนเท่านั้น หากกระทำไปโดยพลการต่อที่ดินแปลงที่ปิดล้อม อาจมีความผิดทางอาญาซึ่งมีโทษจำคุกได้
🟡7. เจ้าของที่ดินที่ไม่มีทางออกนั้น ต้องเสียค่าทดแทนเป็นเงินจำนวนหนึ่งให้กับเจ้าของที่ดินแปลงที่ใช้เป็นทางออกด้วย โดยศาลจะเป็นผู้กำหนดเงินจำนวนนี้ให้ตามความเหมาะสม เพราะการไปใช้ที่ดินคนอื่นให้ตนเองมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้นั้น เจ้าของที่ดินที่ถูกผ่านทางก็ย่อมมีความเสียหายเกิดขึ้นด้วย จึงต้องได้รับค่าทดแทนในส่วนที่ดินของตนเสียหายใช้เป็นทางจากเจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมด้วยเช่นเดียวกัน
🟡8. เมื่อมีคำพิพากษาศาลให้ทางจำเป็นแก่เข้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมแล้ว ไม่ต้องไปจดทะเบียนทางจำเป็นยังสำนักงานที่ดินอีกเป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องไปจดทะเบียนเสียก่อนจึงจะใช้ทางได้
🟡9. หากที่ดินที่ถูกปิดล้อมเกิดขึ้นมาจาก การแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่ที่มีออกเป็นที่ดินแปลงเล็กๆ แล้วทำให้ที่ดินแปลงเล็กไม่มีทางออก กฎหมายกำหนดให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ไม่มีทางออกนั้น ห้ามไปฟ้องขอเปิดทางจำเป็นกับที่ดินแปลงอื่น ที่ไม่ใช่แปลงที่แบ่งแยกออกมา ต้องไปฟ้องเปิดทางจำเป็นเอากับที่ดิน แปลงเดิมที่ตนแบ่งแยกออกมาเท่านั้น และไม่ต้องเสียค่าทดแทนใดๆ ให้กับเจ้าของที่ดินแปลงใดที่แบ่งแยกเพื่อใช้เป็นทางจำเป็นอีกด้วย
🟡10. การฟ้องขอเปิดทางจำเป็นตามกฎหมายนี้ ไม่มีอายุความกำหนดว่าจะต้องฟ้องภายในระยะเวลาเท่าไหร่ กี่เดือนหรือกี่ปี สามารถฟ้องเมื่อไหร่ก็ได้
🟡11. ทางจำเป็นนี้เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว หากต่อไปในอนาคตทางดังกล่าวหมดความจําเป็นในการใช้งานไป เช่น เจ้าของที่ดินที่ถูกปิดล้อมไปซื้อที่ดินข้างเคียงทำให้มีทางเข้าเอาสู่ทางสาธารณะอีกทางต่างหากแล้ว ก็ขอเปิดทางจําเป็นต่อไปอีกไม่ได้
ทั้งหมดนี้คือหลักสำคัญที่เจ้าของที่ดินตาบอดที่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้มควรรู้ครับ และที่สำคัญถ้าไม่สามารถดำเนินการเองได้ ต้องว่าจ้างผู้อื่นที่ดำเนินการได้อย่างทนายความเป็นผู้ดำเนินการแทน ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานราชการใดมีอำนาจรับดำเนินการดังกล่าวแทนได้ เนื่องจากเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคลระหว่างเอกชนกับเอกชน ไม่ใช่เรื่องที่กระทบต่อสังคมส่วนรวมหรือต่อแผ่นดินครับ

----------

บทความโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
เวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 - 17.00 น. / เสาร์ 8.30 -16.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ติดต่อทนายความความ 3 ช่องทาง
Line อภิรักษ์เสรีทนายความ
tel. 063 6273416 (ในเวลาทำการ)
tel. 053 246840 (ในเวลาทำการ)
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีแพ่ง #คดีอาญา #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีอาญาในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ

❌หยุดความเข้าใจผิดพวกนี้เถอะครับ🔹- การนำรูปภาพผู้อื่น address ลิ้งค์ ไปโพสต์ด่าหรือประจานบุคคลนั้น🔹- การนำภาพผู้อื่นไปโพ...
31/07/2026

❌หยุดความเข้าใจผิดพวกนี้เถอะครับ

🔹- การนำรูปภาพผู้อื่น address ลิ้งค์ ไปโพสต์ด่าหรือประจานบุคคลนั้น
🔹- การนำภาพผู้อื่นไปโพสต์เพื่อทวงหนี้กู้ยืมส่วนตัวระหว่างตนกับบุคคลนั้น
🔹- การโพสต์วาร์ป หรือลิ้งค์ ให้ผู้อื่นไปติดตามบุคคลนั้นๆ
🔹- การข่มขู่ คุกคาม สตอลเกอร์
🔹- ฉ้อโกง หลอกลวง
ทั้งหมดล้วนไม่มีความผิดใดๆ ตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ (PDPA) เลยแม้แต่นิดเดียว เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีเจตนารมณ์ร่างเมื่อเพื่อให้นำไปใช้กับเรื่องพวกนี้ กฎหมายฉบับนี้เจตนาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กร หน่วยงาน ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าของตน ไปให้บุคคลที่สามหรือบุคคลภายนอกใช้ประโยชน์โดยไม่ชอบแค่นั้นเอง นี่คือเจตนาของกฎหมายฉบับนี้ ไม่เกี่ยวใดๆ กับการทะเลาะกันส่วนบุคคล
และสิ่งที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้หลักๆ ก็คือ อะไรก็ตามที่จัดว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายฉบับนี้แล้ว หากใครนำไปใช้ โดยเจ้าของไม่ทราบหรือไม่ยินยอมก็จะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ขึ้นทันทีนั้น ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดมากๆ
เพราะกฎหมายฉบับนี้การจจะนำมาใช้บังคับกับใครได้ สิ่งแรกที่ต้องดูก่อนเสมอคือ "กิจกรรม" ว่าบุคคลนั้นนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้เพื่อทำกิจกรรมอะไร หากเป็นกิจกรรมอันเป็นไปตามมาตรา 4 ที่กำหนดไว้ 6 กลุ่มกิจกรรมดังต่อไปนี้ ก็ห้ามนำกฎหมายฉบับนี้บังคับกับบุคคลที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ อันได้แก่...
🔹1. การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้นเท่านั้น
🔹2. การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรวมถึง ความมั่นคงทางการคลังของรัฐ หรือการรักษาความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งหน้าที่เกี่ยวกับ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นิติวิทยาศาสตร์ หรือการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
🔹3. บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะ เพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ หรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น
🔹4. สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา รวมถึงคณะกรรมาธิการที่แต่งตั้งโดยสภาดังกล่าว ซึ่งเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา หรือคณะกรรมาธิการ แล้วแต่กรณี
🔹5. การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
🔹6. การดำเนินการกับข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตและสมาชิกตามกฎหมายว่าด้วย การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต
ซึ่งกรณีการนำรูปภาพผู้อื่น address ลิ้งค์ ไปโพสต์ด่าหรือประจานใคร หรือโพสต์ทวงหนี้ส่วนตัวกับใครทั้งหมดล้วนเป็น "กิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนตน" ทำให้ไม่อยู่ในบังคับที่ให้นำกฎหมายฉบับนี้ไปใช้กับเรื่องดังกล่าวครับ
หากมีการพิพาทกันทะเลาะกันส่วนบุคคลกันเกิดขึ้นแม้จะมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ ก็เป็นเรื่องความผิดตาม "ประมวลกฎหมายอาญา" และ "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ไม่เกี่ยวใดๆ กับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เหมือนอย่างที่เข้าใจผิดกันครับ ถ้าจะเอาผิดใครก็ให้ไปแจ้งความหมิ่นประมาท ดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหายกันโน้น อย่ามาดึงกฎหมาย PDPA ไปใช้กันผิดๆ มั่วๆ เลยครับ

--------

อ้อ... ทิ้งท้ายอีกเรื่องกับการตีความ "ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 79 นั้น
ผู้ที่จะเป็น "ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" ได้จะต้องมีการบริหารจัดการข้อมูลจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจการด้วย ถ้าไม่มีก็ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามความหมายของกฎหมายฉบับนี้ ทำให้ไม่มีความความผิดตามมาตรา 79
ยกตัวอย่างผู้ที่สามารถเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายฉบับนี้ได้ เช่น โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย, ไปรษณีย์ขนส่ง, ผู้ให้บริการโทรศัพท์อินเตอร์เน็ต, ช่างภาพอิสระ, ร้านเครื่องสำอางที่มีการจัดทำสมาชิก, ร้านฟิตเนสที่มีการจัดทำสมาชิก เหล่านี้เป็นต้นครับ

---------
บทความโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
เวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 - 17.00 น. / เสาร์ 8.30 -16.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ติดต่อทนายความความ 3 ช่องทาง
Line อภิรักษ์เสรีทนายความ
tel. 063 6273416 (ในเวลาทำการ)
tel. 053 246840 (ในเวลาทำการ)
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีแพ่ง #คดีอาญา #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีอาญาในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ

28/07/2026

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
28 กรกฎาคม 2569
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการบริหาร สมาชิกทนายความ และ พนักงานสภาทนายความ
สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

📌ความผิดเกี่ยวกับชื่อเสียง หากคู่กรณีที่กระทำความผิดใช้บัญชีอวตาร บัญชีปลอม บน Facebook แม้ผู้เสียหายจะแจ้งความร้องทุกข์...
25/07/2026

📌ความผิดเกี่ยวกับชื่อเสียง หากคู่กรณีที่กระทำความผิดใช้บัญชีอวตาร บัญชีปลอม บน Facebook แม้ผู้เสียหายจะแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนให้เป็นคดีอาญาขึ้นมาได้ก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าตำรวจจะสามารถติดตามผู้กระทำความผิดเหล่านั้นมาลงโทษได้เสมอทุกคดีเนื่องจาก...
🔎- Facebook มักจะไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้าของตนเองให้กับผู้อื่นรู้ หากไม่ใช่กรณีความผิดที่เกี่ยวข้องกับ ความผิดต่อชีวิต ความผิดทางเพศ ความผิดต่อเยาวชน ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ดังนั้น หากเป็นความผิดส่วนตัวที่เกี่ยวกับชื่อเสียง อย่างการทะเลาะกันส่วนบุคคล ด่ากันไปกันมา ดูหมิ่น หมิ่นประมาท ความผิดพวกนี้ทาง Facebook มักไม่ให้ความร่วมมือกับทางตำรวจแม้จะมีหนังสือขอข้อมูลบัญชีผู้นั้นไปถึงก็ตาม (ประเด็นหลักคือเขาไม่ให้ความร่วมมือ)
🔎- การจะตามตัวบุคคลที่ใช้ Facebook ปลอม บัญชีอวตารเหล่านี้ ในขั้นตอนการติดตามจะต้องใช้ IP address ของบัญชีนั้นๆ ซึ่ง Meta หรือ Facebook เป็นเพียงผู้เดียวที่รู้ คนอื่นไม่มีใครรู้ ซึ่งหากรู้ได้ก็สามารถที่จะสืบค้นจากผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตว่า IP นี้ ใช้งานจากผู้ให้บริการเครือข่ายเจ้าไหน และ IP นี้ใช้จากเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนเป็นชื่อใคร นั่นจึงจะตามหาตัวบุคคลนั้นเจอ และสามารถออกหมายเรียกและดำเนินคดีฟ้องร้องต่อไปได้
🔎- คดีที่ตามเจอได้ตัวผู้กระทำความผิด ส่วนใหญ่นั้นเกิดจากความผลั้งเผลอประมาทเลินเล่อของผู้ใช้บัญชีปลอม หรือบัญชีอวตารเหล่านั้นเอง ไม่ว่าจะโดยข้อความ การเช็คอิน การโพสต์ภาพตัวเอง การถูกแท็กชื่อร่วมกับเพื่อนทำให้รู้ตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้น ไม่ใช่การติดตามตัวได้จาก IP address แต่อย่างใด หากไม่มีการพลาดลงข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ ตำรวจก็ไม่สามารถดำเนินการตามตัวได้ ทนายความก็ไม่สามารถตามตัวได้เช่นกัน
🔎- บัญชีปลอม บัญชีอวตาร เป็นคนละประเภทกับ การโพสต์ไม่แสดงตัวตนในกลุ่ม การโพสต์ไม่แสดงตัวตนหรือแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม แอดมินที่ดูแลกลุ่มดังกล่าวสามารรู้ได้ว่าบัญชีผู้นั้นเป็นใครหากบุคคลดังกล่าว ใช้ชื่อบัญชีเป็นชื่อจริง นามสกุลจริง แต่ถ้าหากเป็นบัญชีอวตาร บัญชีปลอมแอดมินกลุ่มก็ไม่สามารถรู้ตัวตนที่แท้จริงของบุคคลดังกล่าวได้
🔎- ส่วนใครที่ประกาศว่าตนสามารถตาม IP Address ของบัญชีปลอม บัญชีอวตาร ใน Facebook ได้โดยมีค่าใช้จ่ายอย่างนั้น อย่างนี้ในการติดตาม "ให้สันนิษฐานไว้ว่าเป็นมิจฉาชีพ" กำลังหลอกลวงคุณอยู่เพราะ Meta เท่านั้นที่รู้ ไม่ใช่บุคคลทั่วไปจะรู้ได้

---------

📝ดังนั้น หากต้องการดำเนินคดีในฐานความผิดเกี่ยวกับชื่อเสียง กับบัญชีปลอม บัญชีอวตารบน Facbook เราจะต้องมีข้อมูลบุคคลเหล่านั้นจากสิ่งที่ไม่ใช่ IP address เพื่อไปแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีด้วย หากไม่มีพนักงานสอบสวนก็ยากที่จะตามตัวเจอ รวมถึงทนายความเองก็ไม่สามารถฟ้องคดีกับศาลโดยตรงกับบุคคลเหล่านั้นได้ครับ

---------
บทความโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
เวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 - 17.00 น. / เสาร์ 8.30 -16.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ติดต่อทนายความความ 3 ช่องทาง
Line อภิรักษ์เสรีทนายความ
tel. 063 6273416 (ในเวลาทำการ)
tel. 053 246840 (ในเวลาทำการ)
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีแพ่ง #คดีอาญา #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีอาญาในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ

ที่อยู่

588/19 ถ. เจริญเมือง(อยู่หัวมุมสี่แยกหนองประทีป) ต. ท่าศาลา อ. เมือง จ. เชียงใหม่ โทร. 063 6273416
Chiang Mai
50000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00
เสาร์ 08:30 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+66636273416

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Publicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานกฎหมายอภิรักษ์เสรีทนายความ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ Notary Public:

ทางลัด

แชร์