28/08/2026
📣การครอบครองปรปักษ์ที่ดินสำเร็จนั้นเป็นเรื่องยากกก ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบที่คนทั่วไปเข้าใจกัน ‼️
--------
🙂คนทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้กฎหมาย มักคิดไปเองว่าการเข้าไปครอบครองปรปักษ์ที่ดินอสังหาริมทรัพย์ของคนอื่นนั้นทำง่าย โดยแค่เข้าไปอยู่ เข้าไปอาศัยในที่ดินของคนอื่นให้มีระยะเวลาครบ 10 ปี ก็จะได้ที่ดินเขามาเลยนั้น ล้วนเป็นความเข้าใจที่ผิดทั้งหมดนะครับ !!!
เพราะตามกฎหมายแล้ว การแย่งที่ดินผู้อื่นเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์มานั้น "เป็นเรื่องยาก" ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แบบที่คนทั่วไปพูดเล่ากัน หรือบอกต่อกันครับ
ซึ่งการแย่งที่ดินของคนอื่นโดยถูกต้องตามกฎหมายนี้ มีกำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ภาษาชาวบ้านนิยมเรียกวิธีการนี้ว่า "การครอบครองปรปักษ์ที่ดิน" โดยวิธีการนี้จะมีหลักเกณฑ์และองค์ประกอบในการแย่งที่ดินมากมายหลายอย่างหลายขั้นตอนมากๆ และจะต้องมีการดำเนินการครบถ้วนทุกข้อทุกขั้นตอนด้วย ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้จึงจะทำให้คนแย่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นมาสำเร็จ ซึ่งผมจะขออธิบายดังนี้
--------
✅1. ที่ดินที่ไปแย่งของเขามานั้น ต้องเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์
= พูดง่ายๆ ว่าที่ดินที่ไปแย่งของคนอื่นมาต้องเป็น "ที่ดินมีโฉนด" ไม่ว่าจะแย่งบางส่วนของเนื้อที่ดิน หรือแย่งที่ดินหมดเลยทั้งแปลงก็ตาม ที่ดินดังกล่าวจะต้องเป็นที่ดินที่เจ้าของเขามีโฉนดในที่ดินเท่านั้น จึงจะใช้หลักในเรื่องครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายนี้มาอ้างได้
✅2. ที่ดินที่ไปแย่งมานั้น ต้องไม่ใช่ที่ดินของหลวง ของศาสนา ของพระมหากษัตริย์
= ที่หลวงหรือ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน มักมีกฎหมายคุ้มครองไว้โดยเฉพาะไม่ให้ใครสามารถอ้างครอบครองปรปักษ์ได้ แม้ต่อให้มีการเข้าไปครอบครองเกิดขึ้นจริง และครบกำหนดระยะเวลาในการครอบครองปรปักษ์แล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้ได้สิทธิ์ในที่ดินนั้นไปได้ ที่ดินพวกนี้จึงไม่อาจอ้างเรื่องครอบครองปรกปักษ์มาเป็นของตนเองได้ การครอบครองปรปักษ์ไม่สามารถใช้ได้กับที่ดินอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท
✅3. เหตุผลในการแย่งต้องใช้เหตุผลว่า ที่ดินที่แย่งเป็นของผู้อื่นไม่ใช่อ้างว่าที่ดินผืนนั้นเป็นของตนเองมาตั้งแต่ต้น
= หลักของการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายคือ "การแย่งทรัพย์สินของผู้อื่น" หากทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของตนเองอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องการแย่งทรัพย์สินของผู้อื่น เพราะตนเองจะแย่งทรัพย์สินของตนเองไม่ได้ เป็นเหตุผลย้อนแย้ง หากมีการให้เหตุผลอย่างนี้ปรากฏในคดีเกิดขึ้นแล้วศาลจะไม่ให้กรรมสิทธิ์ในการครอบครองปรปักษ์แก่ผู้ร้องขอดังกล่าว
✅4. การเข้าไปแย่งนั้น เพื่อต้องการเป็นเจ้าของด้วยตนเอง ไม่ใช่กระทำแทนผู้อื่น
= หากการครอบครองที่ดินนั้นมีลักษณะเป็นเพียงการครอบครองแทนผู้อื่น หรือครอบครองโดยอาศัยสิทธิของบุคคลอื่น เช่น อยู่อาศัยในฐานะบริวารเจ้าของที่ดิน, ตนเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่า, เป็นตัวการตัวแทนในการครอบครองที่ดิน, เป็นลูกจ้างดูแลที่ดินนายจ้าง, เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับเจ้าของคนอื่น, หรือเข้าครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายก่อนมีการไปจดทะเบียน กรณีตัวอย่างเหล่านี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบเพื่อตนเอง ทำให้ไม่เป็นการครอบครองปรปักษ์
✅5. ต้องมีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินที่แย่งนั้น เหมือนเป็นเจ้าของเกิดขึ้นจริง
= เจตนาของกฎหมายในการครอบครองปรปักษ์คือไม่ต้องการให้ผู้ใดทิ้งที่ดินให้รกร้างว่างเปล่าโดยปราศจากการทำประโยชน์ในที่ดินนั้น หากบุคคลที่แย่งไม่ได้เข้าไปครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินอย่างจริงจัง ก็ย่อมไม่อาจอ้างสิทธิในการครอบครองปรปักษ์ได้ เช่น เข้าไปล้อมรั้วแต่ไม่ได้ทำประโยชน์, ต้อนสัตว์เข้าไปหากินในที่ดินนั้นเป็นครั้งคราว, ไม่หวงกันไม่ให้คนนอกเข้าไปได้, สร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแต่ไม่มีการใช้ประโยชน์อื่นๆ เป็นต้น
✅6. การเข้าไปในที่ดินนั้น ต้องกระทำโดยสงบไม่ได้ทะเลาเบาะแว้งกับเจ้าของที่ดินก่อนเข้าไป หรือตลอดเวลาที่ครอบครอง
= การเข้าไปแย่งที่ดินดังกล่าว จะต้องไม่มีการทะเลาะเป็นข้อพิาทต่างๆ กับเจ้าของที่ดินมาก่อน หรือตลอดเวลาที่เข้าไปครอบครอง ก่อนที่จะมาร้องขอครอบครองปรปักษ์กับศาล หากมีกรณีฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างกัน หรือมีการแจ้งความดำเนินคดีระหว่างกันเกี่ยวกับที่ดินผืนดังกล่าวเกิดขึ้น กฎหมายจะถือว่าเป็นการแย่งการครอบครองที่ไม่สงบ ทำให้ผู้นั้นไม่ได้กรรมสิทธิ์ในการร้องขอครอบครองปรปักษ์
✅7. การเข้าไปแย่งในที่ดินนั้น ต้องกระทำโดยเปิดเผย แอบครอบครองหลบซ่อนไม่ให้ใครรู้เห็นไม่ได้
= หากการครอบครองเป็นเพียงการแอบเข้าไปทำประโยชน์ หลบๆ ซ่อนๆ หรือเข้าใช้ที่ดินนั้นเป็นครั้งคราว โดยไม่มีการแสดงการครอบครองอย่างชัดเจนให้ผู้อื่นในสังคมทั่วไปรับรู้ ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์อันเกิดจากการครอบครองปรปักษ์ เพราะกฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าของเดิมสามารถโต้แย้งสิทธิของตนได้ หากเป็นการเปิดเผยให้รับรู้โดยทั่วไปในสังคมแล้ว เจ้าของเดิมยังไม่ยอมมาโต้แย้ง ย่อมถือว่าเจ้าของที่ดินเดิมเจตนาสละสิทธิในที่ดินดังกล่าวแก่ผู้แย่งนั่นเอง
✅8. มีระยะเวลาในการแย่งที่ดินเริ่มต้นและต่อเนื่องมาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยไม่ขาดช่วง
= การแย่งที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นต้องใช้ "เวลา" ในการแย่งเพื่อได้มาตามหลักกฎหมาย ซึ่งมีระยเวลาที่นาน เพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าของเดิมเขาไม่สนใจที่ดินละทิ้งที่ดินดังกล่าวไปแล้ว และหากเข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ไม่ถึง 10 ปี ก็ย่อมไม่อาจอ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินเดิม หรือต่อบุคคลทั่วไปได้
----------
ซึ่งหลักเกณฑ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราจะเห็นได้ว่า มันไม่ง่ายเลยที่จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ เหมือนตามที่ได้ยินคนนั้น คนนี้เขาพูดต่อๆ กันมาในวงสนทนาทั่วไปกันนั่นเองครับ อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาดว่าแค่เข้าไปอยู่ครบ 10 ปี แล้วได้สิทธิ์เลยนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ
----------
บทความโดย ทนาย ธนารักษ์ อภิรักษ์เสรี
(✅สำนักงานกฎหมาย อภิรักษ์เสรีทนายความ)
เวลาทำการ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 - 17.00 น. / เสาร์ 8.30 -16.00 น. หยุดวันอาทิตย์
ติดต่อทนายความความ 3 ช่องทาง
Line อภิรักษ์เสรีทนายความ
tel. 063 6273416 (ในเวลาทำการ)
tel. 053 246840 (ในเวลาทำการ)
#รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ออกโนติส #หนังสือบอกกล่าวทวงถาม #ทนายความ #คดีแพ่ง #คดีอาญา #คดีครอบครัว #คดีมรดก #จัดตั้งผู้จัดการมรดก #ร่างสัญญาต่างๆ #คดีปกครอง #คดีอาญาในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ