สำนักกฎหมาย สุวภาพ ทนายความ

สำนักกฎหมาย สุวภาพ ทนายความ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สำนักกฎหมาย สุวภาพ ทนายความ, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, ถนนห้วยเเก้ว ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองChiang Mai, Chiang Mai.

22/08/2026

ฎีกาที่ 1184-1187/2565 (ป.) #อาญา ฎีกาน่าสนใจ #การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ [ใช้เกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต] 🌟🌟🌟🌟

🔥 ปัญหามีว่า : นายจ้างอนุญาตให้ลูกจ้างใช้บัตรฯ ของตน [บัตรฯ ที่ธนาคารออกให้ไว้ใช้ชำระค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากฯ] ***โดยนายจ้างได้บอกข้อมูลบัตร รหัสผู้ใช้ และรหัสผ่านแก่ลูกจ้างเพื่อให้ลูกจ้างทำธุรกรรมฯ แทนตน และนำไปใช้ทางธุรกิจ
***หากลูกจ้างนำข้อมูลบัตรดังกล่าว ไปใช้โอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารของนายจ้าง เข้าบัญชีเงินฝากของตน “ #ซึ่งเกินไปกว่าที่นายจ้างสั่งให้ทำ” และไม่ได้รับมอบหมายให้ทำ ดังนี้ :

🔶 การกระทำของลูกจ้าง #จะมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบหรือไม่ ?

.

1. โจทก์ร่วม [นายจ้าง] เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร และขอใช้การทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์อื่นใด ทางธนาคารฯ ได้ให้รหัสผู้ใช้ และรหัสผ่านแก่โจทก์ร่วม [นายจ้าง]

2. ซึ่งโจทก์ร่วม [นายจ้าง] สามารถใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้ และรหัสผ่านบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ชำระหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด ใช้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม [นายจ้าง] ไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่น ใช้ในการเบิกถอนเงินสด หรือใช้ในธุรกรรมอย่างอื่น

3. ***จึง #ถือว่าการใช้ #ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้ และรหัสผ่าน ในการทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ต #เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ตามความหมายของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ในมาตรา 1 (14) (ข) แห่ง ป.อ.
[ หมายเหตุ : เพราะเป็น “วิธีใช้” บัตรอิเล็กทรอนิกส์ “โดยทั่วไป” “ในอีกวิธีหนึ่ง” นั่นเอง ตามแนวฎีกาที่ 350/2564 ได้วินิจฉัยไว้ **จึงมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ได้]

4. #ความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ตาม ป.อ. มาตรา 269/5 #มีวัตถุประสงค์เพื่อลงโทษผู้ยึดถือหรือครอบครองหรือเก็บได้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์อันแท้จริงของผู้อื่น แล้วนำออกใช้โดยตนเองไม่มีสิทธิใด ๆ #หรือลักลอบนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งของผู้อื่นไปใช้ #อันเป็นการใช้โดยมิชอบ

5. #แม้ข้อมูลบัญชีเงินฝากรหัสผู้ใช้และรหัสผ่าน ที่โจทก์ร่วม [นายจ้าง] #ได้รับมาจากธนาคารฯ เป็นข้อตกลงระหว่างธนาคารฯ และโจทก์ร่วม [นายจ้าง] ในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยโจทก์ร่วม [นายจ้าง] #ต้องเก็บรักษาเป็นความลับของตนมิให้ผู้ใดล่วงรู้ ก็ตาม

6. **แต่การที่ โจทก์ร่วม [นายจ้าง] #ผู้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ** #ให้ลูกจ้าง [จำเลย] #ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตน
***โดยการบอก “ข้อมูล” บัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้ และรหัสผ่านแก่ลูกจ้าง [จำเลย] ก็เพื่อให้จำเลยในฐานะลูกจ้างทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตแทนโจทก์ร่วม [นายจ้าง] ให้เป็นไปตามที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำเท่านั้น #หาใช่นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เกินกว่าที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำไม่

7. **การที่ ลูกจ้าง [จำเลย] ใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้ และรหัสผ่านของโจทก์ร่วม [นายจ้าง] **โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายจ้าง ไปยังบัญชีเงินฝากของลูกจ้าง (จำเลย) #โดยนายจ้างไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำ
〽️*** #ย่อมเป็นการทำโดยไม่มีอำนาจและนายจ้างไม่ได้ยินยอม **ทำให้โจทก์ร่วม [นายจ้าง] ได้รับความเสียหาย #สูญเสียเงินฝากในบัญชี

8. การกระทำของลูกจ้าง [จำเลย] ***จึงเป็นการ #ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบแล้ว ย่อมมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7
[และยังมีความผิดฐานลักทรัพย์ (ลักเงิน) จากบัญชีของโจทก์ร่วม (นายจ้าง) ตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) ด้วย]

🩵 ข้อสังเกต 1 : #แม้ตอนแรก ลูกจ้างจะได้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของนายจ้างไป #โดยชอบ เนื่องจากนายจ้างได้มอบหมายให้ลูกจ้างนำไปใช้ในธุรกิจของนายจ้าง และให้ทำธุรกรรมฯ ทางอินเทอร์เน็ตแทนนายจ้าง
*** #แต่ถ้าหาก ลูกจ้าง #นำไปใช้เกินขอบเขต ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง **ลูกจ้างก็มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ได้

🩷 ข้อสังเกต 2 : การนำ "ข้อมูลบัญชีเงินฝากฯ" ก็ดี หรือ การนำ “ข้อมูลบัตรเครดิต” (ก็ดี) ไปใช้ ซึ่งโดยหลัก มิใช่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามความหมาย ป.อ. มาตรา 1 (14) (ข) แบบตรง ๆ ***เพราะ "มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้“ เช่น มีการออกตัวเอกสารที่เป็นสมุดบัญชีเงินฝาก/ตัวบัตรธนาคารฯ หรือตัวบัตรเครดิต เป็นต้น
**แต่อย่างไรก็ดี หากนำข้อมูลบัญชีเงินฝากฯ หรือข้อมูลบัตรเครดิตดังกล่าว ไปใช้ทำธุรกรรมโดยมิชอบ ***ก็ย่อมมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ฯ ตาม ป.อ. มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ได้ **เพราะถือเป็น “วิธีใช้” บัตรอิเล็กทรอนิกส์ “โดยทั่วไป” “ในอีกวิธีหนึ่ง” นั่นเอง [ตามแนวฎีกาที่ 350/2564 และ 1184-1187/2565 (ป.) ได้วินิจฉัยไว้]./

08/08/2026
08/08/2026
08/08/2026
08/08/2026
06/07/2026

นักกฎหมายทีมชุดครุยชุดไหนกัน
แต่ไม่ว่าชุดไหนก็สง่างามทั้งสิ้น 🫡

14/06/2026

ฎีกาที่ 9091/2568 แพ่ง #มรดก #การแบ่งมรดก มาตรา 1750 #อำนาจหน้าที่ผจก.มรดก น่าสนใจมาก ๆ [น่าออกสอบ] 🌟🌟🌟🌟🌟

🔥ปัญหามีว่า : ผจก.มรดก (จำเลย) #ขายที่ดิน (ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์) “ #ต่ำกว่า” #ราคาที่บรรดาทายาทตกลงกัน **เนื่องจากผู้ซื้อพบว่าที่ดินมีเนื้อที่น้อยกว่าที่ระบุในหนังสือรับรองฯ และ ผจก.มรดกได้โทรศัพท์ติดต่อทายาทแล้ว #ซึ่งทายาทส่วนใหญ่ให้ความยินยอม [แต่โจทก์ไม่ยินยอมในการขาย]
จากนั้น ผจก.มรดก #นำเงินที่ขายได้มาแบ่งให้แก่บรรดาทายาทรวมถึงโจทก์ และ #ทำให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งน้อยกว่าที่ควร ดังนี้ :

🔶 การกระทำของ ผจก.มรดก #เป็นการทำให้กองมรดกฯหรือโจทก์ได้รับความเสียหาย หรือไม่ ? ?


1. ***ทายาทของผู้ตาย #ต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดินมรดกโดยการขายทรัพย์มรดกนั้น 💰 #แล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ✔️

2. 🔑🔑 #มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ❌

3. การขายที่ดินมรดก **เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาท ✨*** #มิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก

4. 🌟🌟จำเลย #ในฐานะผู้จัดการมรดก **ซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ #ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือ #เพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ✔️
👉 #มีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาท ตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ✔️

5. ปรากฏว่า **จำเลยจะขายที่ดินแก่ พ.(ผู้ซื้อ) #ในราคาต่ำกว่า ที่ประกาศขาย 🔑🔑 โดยจำเลย #โทรศัพท์แจ้งการขายและราคาขาย #ให้ทายาทส่วนใหญ่ทราบ ตามมติในการประชุมทายาท✨ ** #ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินตามราคาที่ พ. (ผู้ซื้อ) เสนอ✨ ✔️

6. 💥💥แม้ #ราคาที่ดิน ที่จำเลย #ขายแก่ พ. (ผู้ซื้อ) [ราคา 2.2 ล้านบาท] ** #ต่ำกว่าราคาตามมติในการประชุมทายาท [ราคา 3.2 ล้านบาท] [ต่างกัน 1 ล้านบาท]

7. 〽️**แต่เป็นราคาที่ #สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานมาก **

8. หลังจากจำเลยขายที่ดินแล้ว **จำเลย #แบ่งเงิน 💰ที่ได้จากการขายที่ดิน #ให้แก่ทายาทรวมถึงโจทก์ ✔️

9. 💥💥แม้โจทก์ #มิได้ให้ความยินยอมในการขาย ❌
👉 **แต่ถือได้ว่า การที่จำเลยขายที่ดิน #เป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดก หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตาย แล้ว ✔️

10. 🔥 #ไม่ทำให้กองมรดกหรือโจทก์ได้รับความเสียหาย
จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์./

14/06/2026

ฎีกาที่ 8028/2568 #วิแพ่ง มาตรา 322 #โยง ป.อ., ป.วิ.อ. และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ น่าสนใจมาก ๆ 🌟🌟🌟🌟🌟

💡ค่าปรับที่ค้างชำระในคดีอาญา Vs หนี้บุริมสิทธิจำนอง : #ใครจะมีสิทธิดีกว่า ?

: หนี้การชำระค่าปรับในคดีอาญา ***อยู่ใน “ลำดับหลัง” สิทธิ/บุริมสิทธิจำนอง” แม้จำเลยชำระค่าปรับในคดีอาญาไม่ครบ และถูก จ.พ.ค. ยึดทรัพย์สินฯ ออกขายทอดตลาดนำมาชำระค่าปรับที่ค้างก็ตาม ***แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ฯ ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิจำนองของผู้รับจำนอง
ดังนี้ เจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนฯ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322 ได้ ✔️


1. 🔥 ป.อ. มาตรา 29/1 วรรคสองและวรรคสาม
และ พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (7) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคหนึ่ง
❌*** #ไม่ได้กำหนดให้ค่าปรับในคดีอาญามีสิทธิเหนือบุริมสิทธิหรือสิทธิจำนองในคดีแพ่ง***❌

2. 🔑 เช่นนี้ ** #การชำระค่าปรับจึงอยู่ในลำดับหลังสิทธิจำนองของผู้ร้อง (ผู้รับจำนอง)

3. 💥ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ** #ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิจำนองของผู้ร้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322

4. 〽️ เช่นนี้ เมื่อ จ.พ.ค. ได้ยึดทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งก็คือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง [ซึ่งติดจำนองไว้กับผู้ร้อง] นำออกขายทอดตลาดฯ

👉 🌟 ผู้ร้อง (เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง) #จึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ดังกล่าว ได้ ✔️✔️

🩵 #ข้อสังเกต : คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง “ยกคำร้อง” ของผู้ร้อง
**ส่วนศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้อง ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นฯ./


❤️‍🔥 #เทียบ ค่าปรับ ในกรณีระหว่าง พนักงานอัยการ/รัฐ กับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่น หากมีการยึดทรัพย์จำเลยไว้ ***พนักงานอัยการโจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326 หรือไม่ ?
มี ฎีกาที่ 2796/2567 วินิจฉัยว่า พนักงานอัยการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอาญาให้จำเลยชำระค่าปรับเต็มตามจำนวนที่กำหนดในคำพิพากษา ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (7) ค่าปรับจึงไม่ใช่หนี้ตามที่บัญญัติใน ป.พ.พ. ที่จะต้องอยู่ภายใต้บุริมสิทธิของเจ้าหนี้รายอื่น **รัฐและพนักงานอัยการย่อมไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลยในคดีอาญา ** #จึงไม่ต้องยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขาย หรือจำหน่ายทรัพย์สินจากการยึดหรืออายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 326./
[หมายเหตุ : ถ้าหากดู ในย่อยาวของฎีกาปี 2567 **ประเด็นที่สู้กันคดีนี้จริง ๆ คือ ระหว่างพนักงานอัยการ/รัฐ กับ เจ้าหนี้จำนองที่ขอรับชำระหนี้ก่อน ใครมีสิทธิดีกว่า ? ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นทำนองเดียวกับฎีกาปี 2568 เลย
ท้ายที่สุด ตามฎีกาปี 2567 แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยไปแตะ ป.วิ.พ. มาตรา 326 แต่ก็ได้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินไปชำระค่าปรับก่อน แล้วจึงค่อยนำไปชำระให้กับเจ้าหนี้จำนอง ***ถือว่าผลการวินิจฉัยดูขัดกันกับฎีกาปี 2568 ตัวล่าสุด (ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ตามฎีกาปี 2568 นี้ **ศาลฎีกาได้วางข้อกฎหมายมา “ชัดเจนกว่า” ฎีกาปี 2567 ที่ว่า เหตุใด หนี้ค้างชำระค่าปรับในคดีอาญา จึงอยู่ใน “ลำดับหลัง” เจ้าหนี้จำนอง และถือเป็นฎีกาที่ใหม่และสดกว่า คงต้องถือผลฯ ตามฎีกาปี 2568 ล่าสุด]

🎾 #ข้อสังเกตเพิ่มเติม โยง : นอกจากนี้ หากทรัพย์สินของจำเลย ถูกพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดิน ไว้ตามกฎหมายฟอกเงิน
***มีฎีกาที่ 6223/2567 วินิจฉัยว่า #ผู้รับจำนองทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน #มีสิทธิได้รับชำระหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) #ตามสัญญาจำนองให้เสร็จสิ้นก่อน ✔️ #ก่อนที่จะนำทรัพย์สินไปคืนให้กับผู้เสียหายหรือนำเงินไปใช้คืนตามกฎหมายฟอกเงิน เช่นกัน

ฎีกาที่ 6223/2567 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้รับจำนองทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 5 #จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิของตนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนให้แก่ผู้เสียหายหรือสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง #จึงต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว #ไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนอง (ผู้คัดค้านที่ 5) #ก่อนนำเงินไปคืนให้แก่ผู้เสียหาย
ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสีย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น เมื่อศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 5 ได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 715 (1) และคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม ผู้คัดค้านที่ 5 จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต้นเงินที่คงค้างชำระตามสัญญาจำนองพร้อมด้วยดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ./

〽️ ส่วนหนี้ที่มีสิทธิ “ได้รับชำระก่อนเจ้าหนี้จำนอง” เช่น :
#หนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค #พร้อมค่าปรับ #ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร “ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน” [ที่ได้แจ้งรายการหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว]
ซึ่งตาม พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 50 วรรคสาม บัญญัติให้ถือว่า “หนี้ค่าบํารุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นหนี้บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์เหนือที่ดินจัดสรรของผู้ค้างชําระ“ #จึงมีสิทธิได้รับชำระก่อนเจ้าหนี้จำนอง
เมื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ได้แจ้งรายการหนี้ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว ดังนี้ จ.พ.ค. จะต้องกันเงินไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 335 วรรคสี่ และวรรคห้า [เทียบเคียง ฎีกาที่ 653/2566]./

ที่อยู่

ถนนห้วยเเก้ว ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองChiang Mai
Chiang Mai
50300

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักกฎหมาย สุวภาพ ทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักกฎหมาย สุวภาพ ทนายความ:

ทางลัด

แชร์