22/09/2021
ลักทรัพย์หรือไม่?
๑.มาขอซื้อกล้วย คนขายบอกราคาหวีละ ๑๐๐ บาท วึ่งแพงเกินความเป็นจริง ด้วยความโกรธจึงเอากล้วยไปเตะเล่น ไม่ผิดลักทรัพย์ คำพิพากษาฏีกา ๓๐๑/๒๔๗๒....แต่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
๒.ไม่ยอมจ่ายเงินให้โสเภณีที่ตนเพิ่งใช้บริการ โสเภณีโกรธจึงเอาไม้ตี และด้วยความกลัวว่าจะถูกยิงจึงเอาปืนของลูกค้าไปทิ้งน้ำ ไม่ผิดลักทรัพย์ คำพิพากษากีกา ๒๑๖/๒๕๐๙....ผิดทำให้เสียทรัพย์
๓.ลักกระบือแล้วฆ่าเอาเนื้อมาทาน ผิดลักทรัพย์ ไม่ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อีก คำพิพากษาฏีกา ๙๕๒/๒๔๖๘
๔.หักอ้อยในไร่เขาไปกิน ผิดลักทรัพย์ ไม่ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อีก คำพิพากษาฏีกา ๔๖๓/๒๔๖๘
๕.เอาสุราเขาไปกิน ผิดลักทรัพย์ ไม่ผิดทำให้เสียทรัพย์อีก คำพิพากษาฏีกา๙๑๙/๒๕๐๓
๖.เอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำราคา ๓๐,๐๐๐บาทของผู้เสียหายไปเพื่อเป็นการตอบแทนในการร่วมประเวณี แต่ผู้เสียหายไม่ยอมชำระเงิน ๕,๐๐๐บาทตามที่ตกลงกันไว้ เป็นการเอาไปเพื่อหักใช้หนี้ และทรัพย์ที่จำเลยเอาไปจำเลยมีความเข้าใจว่ามีราคาไม่เกินจำนวนหนี้ที่เป็นหนี้จำเลยอยู่ เอาทรัพย์ไปเพราะเชื่อว่าเป็นประโยชน์ที่ตนควรได้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ คำพิพากษาฏีกา ๓๒๘๖/๒๕๓๕
ลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ ต้องฟ้องร้องต่อศาลให้ชำระหนี้ จะไปยึดทรัพยบังคับชำระหนี้กันตามอำเภอใจไม่ได้ ถ้ากระทำดังนั้นมีความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะการยึดทรัพย์เพื่อบังคับชำระหนี้กันขัดกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง กฏหมายไม่ยินยอมให้กระทำ แต่หากผู้กระทำกระทำไปโดยสำคัญผิดว่าตนมีอำนาจกระทำได้ ก็เป็นเรื่องสำคัญผิดว่า หากข้อเท็จจริงใดมีอยู่จริง ทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำผิดนั้นมีอยู่จริง ผู้กระทำไม่มีความผิด ได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง ผู้นั้นย่อมแก้ตัวให้ตนไม่ต้องรับผิดได้ คำพิพากษาฏีกา ๓๙๐/๒๔๕๕ , ๑๔๙๔/๒๔๕๕ล ๑๐๔๒/๒๔๖๘, ๔๖๗/๒๔๗๖, ๒๕๑/๒๕๑๓, ๒๐๔๑/๒๕๑๕ และ ๒๒๗๘/๒๕๑๕
ข้อสังเกตุ.....บุคคลจะอ้างว่าตนไม่รู้กฏหมายเพื่อให้ตนพ้นความรับผิดทางอาญาไม่ได้ ดังนั้นจะมาแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าลุกหนี้ไม่ชำระหนี้แล้วสามารถยึดทรัพย์มาชำระหนี้ได้นั้น คงไม่ถูกต้อง ไม่งั้นใครทำอะไรผิดกฏหมายก็อ้างว่าเข้่าใจว่าตนมีสิทธิ์ทำได้ ซึ่งคงไม่ถูกต้อง ทั้งการที่ศาลฏีกาท่านวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่าสำคัญผิดในข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นเรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริง หากข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่จริงทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด และแม้จะมีข้อเท็จจริงอยู่จริงว่าลูกหนี้เป็นหนี้ก็ไม่มีเหตุอะไรที่ทำให้สำคัญผิดสามารถบังคับชำระหนี้ได้เองโดยไม่ต้องฟ้องศาล แม้ข้อเท็จจริงมีอยู่จริงว่าลูกหนี้เป็นหนี้แต่ก็ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ตามอำเภอใจ การกระทำดังกล่าวแม้ยึดทรัพย์ไปเท่าที่เป็นหนี้ก็น่าจะมีความผิด แต่เมื่อมีคำพิพากษาฏีกาเคยวางแนวไว้ก็ด้วยความเครารพในคำวินิจฉัยครับ
เป็นเคหสถานหรือไม่
๑.ร้านขายของ กลางคืนใช้หลับนอน ถือเป็นเคหสถานเฉพาะเวลากลางคืน คำพิพากษาฏีกา ๒๑๙๓/๒๕๓๑ .......ดังนั้นลักทรัพย์ในเวลากลางวันผิดลักทรัพย์ แต่ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนผิดลักทรัพย์ในเคหสถานซึ่งมีอัตราโทษสูงขึ้น ทั้งเมื่อเป็นเคหสถานการเข้าตรวจคนของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีหมายค้นเว้นเข้าข้อยกเว้นตามกฏหมายที่ไม่ต้องมีหมายค้น
๒.ใช้เป็นที่อยู่อาศัยตามปกติ แม้มีลักษณะชั่วคราว เช่น ที่พักคนงานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างก็เป็นเคหถสถาน คำพิพากษาฏีกา ๒๔๕๗/๒๕๑๖
๓.เต้นลูกเสือที่จัดขึ้นระหว่างพักแรม หรือเพิงพักคนจับปลาในฤดูจับปลา เป็นเคหสถาน คำพิพากษาฏีกา ๑๙๗/๒๔๗๕
๔.สถานที่ต้องมีคนมานอนเฝ้าทุกคืนเพื่อดูแลทรัพย์สินซึ่งอยู่ในสถานที่นั้น เช่น โรงภาพยนต์ ก็เป็นเคหสถาน คำพิพากษาฏีกา ๔๕๔/๒๔๗๕
๕.สถานที่จัดเฉพาะที่ใช้อยู่อาศัยเท่านั้นในสนามเทนนิส หรือในคลังสินค้า เป็นเคหสถาน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกส่วนของสนามเทนนิสหรือทุกแห่งในคลังสินค้าเป็นเคหสถาน คงเป็นเคหสถานเฉพาะที่ใช้อยู่อาศัยเท่านั้น คำพิพากษาฏีกา ๓๙๓/๒๕๐๙(ประชุมใหญ่)
๖.ใต้ถุนเรือนมีฝาขัดแตะกั้นห้อง พื้นเป็นดิน กลางวันใช้ขายของ กลางคืนเก็บของขึ้นเรือน ก็ถือเป็นบริเวณต่อเนื่องกับตัวเรือน จึงเป็นเคหสถาน คำพิพากษาฏีกา ๕๑๓/๒๔๙๓
๗.เล้าไก่ไม่ใช่ที่คนอยู่อาศัยก็จริง แต่ห่างจากเรือน ๑ เมตร แม้แยกจากตัวเรือนไปแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในที่ดินอันเป็นบริเวณของโรงเรือนที่มีรั่วอยู่ มิใช่อยู่ในที่ซึ่งเป็นบริเวณต่างหากจากโรงเรือนที่ใช้อยู่อาศัย การลักไก่ในเล้า เป็นการลักทรัพย์ในเคหสถานแล้ว คำพิพากษาฏีกา ๓๙๓/๒๕๐๙
ทำสัญญาจะซื้อจะขาย ผู้จะขายหาต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่จะขายในขณะทำสัญญาไม่ เพียงแต่ต้องขวนขวายหาทรัพย์นั้นมาโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้จะซื้อได้ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาเท่านั้น ผู้เสียหายทราบตั้งแต่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยแล้วว่า ที่ดินแปลงที่ทำสัญญายังเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่น จำเลยไม่ได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงควรบอกให้แจ้งแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับเจ้าของที่ดิน ทำให้จำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้เสียหายได้ การที่จำเลยไม่มีคืนเงินให้ผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ยอมเอาที่ดินตามโครงการณ์อื่นของจำเลยตามที่จำเลยเสนอ เป็นความรับผิดทางแพ่ง หาใช่การหลอกลวงอันจะเป็นความผิดทางอาญาได้ คำพิพากษาฏีกา ๑๖๗๔-๑๖๗๕/๒๕๔๓
ข้อสังเกตุ....๑.หากมีการหลอกว่าที่ดินเป็นของตนในระหว่างที่ทำสัญญาจะซื้อขาย อาจเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จอาจผิดฉ้อโกงได้
๒.ตามคำพิพากษาฏีกานี้ เมื่อจำเลยไม่มีเงินคืน แม้ไม่เป็นความผิดฐานฉ้แโกง แต่ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องทางแพ่งพร้อมเรียกเงินคืนได้ในกรณีผิดสัญญา
ตามประเพณีการซื้อขายลำใยทางภาคเหนือ เมื่อลำใยออกดอกจะมีผู้ซื้อมาดู และตกลงราคากัน ปกติจะชำระเงินครึ่งหนึ่งก่อน อีกครึ่งชำระเมื่อเก็บผลลำใยแล้ว ถ้าต่อมาลำใยไม่มีผลไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ฝ่ายผู้ขายไม่ต้องคืนเงินที่ได้รับ และผู้ซื้อเป็นผู้ดูแลลำใย รดน้ำเอง ถือเป็นการเสี่ยงโชค โดยคำนวณจากดอกลำใยสุดแท้แต่ดินฟ้าอากาศจะเอื้ออำนวย สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่สัญญาจะซื้อจะขาย แต่เป็นการซื้อขายแน่นอนแล้ว โจทก์จึงเรียกเงินคืนจากจำเลยไม่ได้ คำพิพากษาฏีกา ๙/๒๕๐๕ ........เป็นการตีความสัญญาตามจารีตประเพณีที่กระทำกันมา
หลักฐานทางทะเบียน เช่นทะเบียนสมรส เป็นเอกสารที่ไม่ใช่ความลับอันต้องปกปิด ดังนั้น "ผู้มีส่วนได้เสีย" มีโอกาศขอดูทะเบียนครอบครัวได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เว้นแต่เป็นการรับรองสำเนา การพิจารณาคำว่า " ผู้มีส่วนได้เสีย"ควรพิจารณาในความหมายอย่างกว้างโดยถือเอาผู้มีส่วนได้เสียตามความเป็นจริง ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี เช่น ชายหญิงที่เป็น "คู่รักชอบพอกัน" ในทางชู้สาวเท่านั้น ความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน คำว่า " คู่รัก" เป็นเพียงชายหญิงที่รักกันทางชู้สาวเท่านั้น การที่เป็นคู่รักชอบพอกันไม่เพียงพอที่จะฟังว่าเป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า กำลังจะมีนิติสัมพันธ์ในทางครอบครัวต่อกัน เช่น กำลังจะหมั้นกัน หรือกำลังจะสมรสกัน หรืออยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาอันเกินกว่าความสัมพันธ์เช่นคู่รักที่ชอบพอกัน กรณีเช่นนี้ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ คำวินิจฉัยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา เรื่องสำเร็จที่ ๓๒๕/๒๕๓๕........เป็นการตีความกฏหมายตามเจตนารมย์กฏหมาย
ข้าราชการที่เบิกค่าเช่าบ้านได้ คือ ข้าราชการที่ทางราชการมีคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ แต่ในคดีนี้ ทางราชการได้ย้ายที่ทำการใหม่ อันก่อให้เกิดสภาพเดียวกันกับการมีคำสั่งให้เดินทาง คือ ต้องเดินทางไปประจำไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ มีผลเช่นเดียวกับการมีคำสั่งของทางราชการนั้นเอง ถ้อยคำตามตัวอักษรที่ว่า " ได้รับคำสั่งให้เดินทาง" ไม่ชัดแจ้งว่ามีความหมายครอบคลุมถึงกรณีได้รับคำสั่งให้เดินทางหรือไม่ ชอบที่ศาลจะค้นหาความหมายของบทบัญญัตินี้ว่ามีขอบเขตมุ่งหมายเพียงใด เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลท้ายพระราชกฤษฏีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการฯ จะเห็นว่ากฏหมายฉบับนี้มีเจตนารมย์ที่จะช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่ที่อาศัยอันเนื่องมาจากทางราชการเป็นเหตุ เห็นได้ว่าการย้ายที่ทำการใหม่ทำให้ข้าราชการต้องเดินทางไปประจำสำนักงานใหม่นี้ ก็เนื่องจากทางราชการเป็นเหตุเช่นเดียวกับคำสั่งให้เดินทางและทำให้ข้าราชการได้รับความเดือดร้อนในที่อยู่อาศัย ถ้อยคำตามตัวอักษรที่ว่า "ได้รับคำสั่งให้เดินทาง" ย่อมมีความหมายเดียวกับ " กรณีย้ายที่ทำการใหม่ไปต่างท้องที่ด้วย" ข้าราชการจึงมีสิทธิ์ได้รับค่าเช่าบ้าน คำพิพากษาฏีกา๑๒๑๒/๒๕๓๙....นี้คือการตีความตามตัวอักษรกับการตีความตามเจตนารมย์ของกฏหมายที่ขัดแย้งกัน
การที่ศาลจะให้ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่ปรากฏในฟ้องหรือสูงกว่าที่โจทก์จะมีสิทธิ์ได้รับตามกฏหมาย ต้องเป็นกรณีศาลใช้ดุลพิินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๖) การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยไม่มีข้อวินิจฉัยว่าจำเลยไม่สุจริตในการสู้ความหรือในการดำเนินคดีนี้อย่างไร ตามสำนวนก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยสู้ความโดยไม่สุจริตอย่างไร จึงไม่มีเหตุตามกฏหมายที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราที่สูงกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนดอกเบี้ยจึงไม่ชอบ คำพิพากษาฏีกา ๒๙๖๓/๒๕๔๕
ข้อสังเกตุ ๑.ปกติกฏหมายห้ามไม่ให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินในคำฟ้อง แต่กฏหมายดังกล่าวเหมือนเป็นการแก้ลำจำเลยที่สู้ความหรือไม่ดำเนินคดีโดยไม่สุจริต จึงให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าในคำฟ้องได้
๒. กฏหมายให้สิทธิ์เฉพาะเรียก " ดอกเบี้ย" สู้งกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้อง แต่ไม่รวม " ต้นเงิน" ด้วย
๓.ดอกเบี้ยที่จะเรียกให้สูงกว่าฟ้องนั้น อย่างไรเสียก็เรียกเกินร้อยละ ๑๕นับแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้น ไม่ได้ คือเรียกได้สูงสุดเพียงร้อยละ ๑๕ เท่านั้น
# ท่านจิระประวัติ แบบประเสริฐ