ศูนย์เชี่ยวชาญกฎหมายและการจัดการข้อพิพาทในงานก่อสร้าง คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

ศูนย์เชี่ยวชาญกฎหมายและการจัดการข้อพิพาทในงานก่อสร้าง คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก ศูนย์เชี่ยวชาญกฎหมายและการจัดการข้อพิพาทในงานก่อสร้าง คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ, กฎหมาย, คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารเทพทวาราวดี เลขที่ 254 ซอยจุฬาฯ 42 ถนนพญาไท, Bangkok

หน่วยงานของรัฐก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของเอกชน !!! จะมีความรับผิดอย่างไร ? คดีนี้ กรุงเทพมหานครได้ทำสัญญาจ้างผู้รับเหมาให...
22/09/2026

หน่วยงานของรัฐก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของเอกชน !!! จะมีความรับผิดอย่างไร ?

คดีนี้ กรุงเทพมหานครได้ทำสัญญาจ้างผู้รับเหมาให้ดำเนินการปรับปรุงถนนพระยาสุเรนทร์ ซึ่งการก่อสร้างดังกล่าวนั้นผู้ฟ้องคดีเห็นว่าได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน แต่กรุงเทพมหานครอ้างว่าได้มีประกาศกำหนดให้ถนนพระยาสุเรนทร์เขตทางกว้าง 30 เมตรลงทะเบียนเป็นทางหลวงเทศบาลแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ซื้อฝากที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ ขนาด 16 ตารางวามาจากนาย ช. โดยโฉนดที่ดินดังกล่าวมีหลักเขตที่ดินที่เป็นจุดชี้แนวเขตของที่ดินชัดเจนว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีพื้นที่เริ่มต้นและสิ้นสุดที่ใด และไม่ปรากฎว่าการออกโฉนดที่ดินแปลงนี้เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงฟังได้ว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่ 1 ไร่ 16 ตารางวา และการประกาศกำหนดให้ถนนพระยาสุเรนทร์เขตทางกว้าง 30 เมตรลงทะเบียนเป็นทางหลวงเทศบาลนั้น เป็นเพียงการกำหนดมาตรฐานของเขตทางไว้เป็นการทั่วไป ไม่มีผลให้เกิดสิทธิโดยชอบในที่ดินตามกฎหมายแต่อย่างใด กรุงเทพมหานครจึงไม่อาจกำหนดเขตทางหลวงเทศบาลให้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ได้มาโดยชอบก่อนที่จะลงทะเบียนให้เป็นทางหลวงเทศบาลได้

กรณีนี้เมื่อไม่ปรากฎว่าได้มีการเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย รวมทั้งมิได้มีการตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นการตกลงซื้อขายหรือตกลงยินยอมอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือยินยอมให้ดำเนินการก่อสร้างถนนในที่ดินแปลงดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีในส่วนที่ถูกก่อสร้างรุกล้ำตกเป็นทางหลวงอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ดังนั้น การที่กรุงเทพมหานครได้ทำการก่อสร้างปรับปรุงและขยายถนนพระยาสุเรนทร์ วางท่อประปา และปักเสาไฟฟ้ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่กรุงเทพมหานครกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตาม ป.พ.พ. ม. 420

ท่านที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 356/2566

การใช้ดุลพินิจผ่อนผันการบอกเลิกสัญญาแม้ผู้รับจ้างยอมชำระค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไข     ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุ...
12/09/2026

การใช้ดุลพินิจผ่อนผันการบอกเลิกสัญญาแม้ผู้รับจ้างยอมชำระค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไข

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 131 (ปัจจุบันข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละ 10 กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อ 183) เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการที่หน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามอำเภอใจ โดยกฎหมายดังกล่าวมีการนำเงินค่าปรับร้อยละ 10 ของวงเงินค่าจ้างมาเป็นหลักเกณฑ์เพื่อประกอบการพิจารณาบอกเลิกสัญญา แต่มิได้หมายความว่าหน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาบอกเลิกสัญญาเมื่อจำนวนเงินค่าปรับเกินกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินค่าจ้างแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ผู้รับเหมามีหนังสือยินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ แม้เงินค่าปรับจะเกินกว่าร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้าง ก็มิได้หมายความว่าหน่วยงานของรัฐจะผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาโดยมิได้พิจารณาถึงผลงานของผู้รับเหมาว่าจะสามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่สมควรหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงต้องใช้ดุลพินิจผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาได้เท่าที่จำเป็น

คดีนี้ ผู้ว่าจ้างได้ว่าจ้างผู้รับเหมาปรับปรุงทางเดินเท้า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้รับเหมามีค่าปรับเกินร้อยละ 10 ของวงเงินค่าจ้าง และแม้ผู้รับเหมาได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ที่จะทำงานต่อจนแล้วเสร็จและยินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น แต่พฤติการณ์การทำงานของผู้รับเหมาที่ยังคงทำงานล่าช้า ขาดแคลนแรงงาน ไม่สามารถกำหนดวันทำงานแล้วเสร็จที่แน่นอน ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามที่ให้คำมั่นไว้ และไม่จัดส่งแผนงานก่อสร้างแม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะได้มีหนังสือทวงถามเร่งรัดหลายครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าผู้รับเหมาไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จ ผู้ว่าจ้างจึงควรพิจารณาบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา การที่ผู้ว่าจ้างพิจารณาผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาออกไปถึง 515 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดอายุสัญญาย่อมเป็นผลเสียทั้งต่อผู้รับเหมาที่ต้องเสียค่าปรับเพิ่มขึ้นและยังเป็นผลเสียต่อผู้ว่าจ้างในการจัดทำบริการสาธารณะที่ต้องล่าช้าออกไปเกินสมควร จึงไม่ถือเป็นการใช้ดุลพินิจเท่าที่จำเป็นในการผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ 131 ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของผู้ว่าจ้างทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินแล้ว เห็นว่าค่าปรับตามสัญญาเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วน

ท่านที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อ. 324/2566

รู้ว่างานก่อสร้างผิดแบบ แต่ไม่แจ้ง!!! ผู้ควบคุมงานต้องรับผิดอย่างไร ?     คดีนี้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างดำรงตำแหน่งนายช่างโย...
24/08/2026

รู้ว่างานก่อสร้างผิดแบบ แต่ไม่แจ้ง!!! ผู้ควบคุมงานต้องรับผิดอย่างไร ?

คดีนี้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างดำรงตำแหน่งนายช่างโยธา 2 ได้รับแต่งตั้งจากองค์การบริหารส่วนตำบลนาพละให้เป็นผู้ควบคุมงานโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ต่อมามีการกล่าวหาว่าการดำเนินการก่อสร้างดังกล่าวไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฎว่าการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กดังกล่าวไม่ถูกต้องตามรูปแบบรายการที่กำหนดในสัญญา

ดังนั้น การที่ผู้ควบคุมงานก่อสร้างได้เสนอความเห็นในหนังสือส่งมอบงานต่อประธานคณะกรรมการตรวจงานจ้างว่า ผู้รับจ้างขอส่งมอบงานจ้างและขอเบิกเงินค่าก่อสร้างโดยมิได้ระบุว่าการดำเนินการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบรูปรายการ ทั้งที่ทราบว่ามีการร้องเรียนกล่าวหาให้ตรวจสอบการดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฎว่าการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามรูปแบบรายการที่กำหนดในสัญญา กรณีจึงถือเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นสาเหตุให้คณะกรรมการตรวจงานจ้างได้ตรวจรับงานจ้างและองค์การบริหารส่วนตำบลนาพละได้จ่ายค่าจ้างตามสัญญาให้แก่ผู้รับจ้าง จึงเป็นกรณีที่ผู้ควบคุมงานก่อสร้างกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ตาม ป.พ.พ. ม. 420 และ พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ม. 8

ท่านที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อ. 1312/2564

“สร้างไม่เสร็จ ถูกบอกเลิกสัญญา ผู้รับเหมาต้องรับผิดค่าเสียหายอะไรบ้าง ?!?”      โดยหลักแล้ว ผู้ว่าจ้างสามารถเรียกค่าเสีย...
17/08/2026

“สร้างไม่เสร็จ ถูกบอกเลิกสัญญา ผู้รับเหมาต้องรับผิดค่าเสียหายอะไรบ้าง ?!?”

โดยหลักแล้ว ผู้ว่าจ้างสามารถเรียกค่าเสียหายจากผู้รับเหมาได้เฉพาะความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นจากการที่ผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตามสัญญา อย่างไรก็ตาม หากมีความเสียหายที่เกิดจากพฤติการณ์พิเศษ ผู้ว่าจ้างจะเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ต่อเมื่อผู้รับเหมาคาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นล่วงหน้าได้ว่าจะมีความเสียหายนี้ขึ้น ตาม ป.พ.พ. ม. 222

สำหรับคดีนี้ ผู้รับเหมารายเดิมก่อสร้างอาคารหอประชุมของสถานศึกษาไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ผู้ว่าจ้างจึงบอกเลิกสัญญาและว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่ให้ก่อสร้างงานส่วนที่เหลือต่อ ซึ่งเป็นการก่อสร้างในช่วงที่มีการเปิดภาคการศึกษา ผู้ว่าจ้างเห็นว่าการให้คนงานพักอาศัยในพื้นที่ก่อสร้างอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักศึกษาได้ จึงให้คนงานของผู้รับเหมารายใหม่พักนอกพื้นที่ก่อสร้าง และให้ผู้รับเหมารายเดิมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานต่อให้เสร็จตามสัญญาซึ่งผู้รับเหมาต้องรับผิดชอบตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเดิม แต่เนื่องจากในสัญญาจ้างเดิมไม่ได้กำหนดให้ต้องดำเนินการก่อสร้างในระหว่างปิดภาคการศึกษาและต้องก่อสร้างให้เสร็จก่อนเปิดภาคการศึกษาเท่านั้น และไม่ได้กำหนดห้ามให้คนงานเข้าพักในพื้นที่ก่อสร้างในระหว่างเปิดภาคการศึกษา รวมถึงผู้ว่าจ้างยังได้มีการขยายระยะเวลาก่อสร้างให้แก่ผู้รับเหมาหลายครั้งซึ่งรวมเวลาในช่วงเปิดภาคการศึกษาอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้จากการที่ผู้รับเหมารายเดิมก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาที่วิญญูชนคนทั่วไปจะรู้ได้ แต่เป็นความเสียหายที่เกิดจากพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งผู้รับเหมารายเดิมไม่อาจคาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดค่าใช้จ่ายนี้ขึ้น ดังนั้น ผู้รับเหมารายเดิมจึงไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222

ท่านที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อ. 511/2569

หน่วยงานของรัฐมีสิทธิ “ริบ” วัสดุก่อสร้างจากการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ?      คดีนี้เจ้าของอาคารได้ก่อสร...
06/08/2026

หน่วยงานของรัฐมีสิทธิ “ริบ” วัสดุก่อสร้างจากการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ?

คดีนี้เจ้าของอาคารได้ก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต นายกเทศมนตรีจึงมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้เข้ารื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของอาคารชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน โดยมิได้มีข้อความใดที่ระบุว่าเป็นการแจ้งการยึดวัสดุก่อสร้างและสิ่งของของเจ้าของอาคาร หนังสือดังกล่าวจึงมิใช่หนังสือแจ้งการยึดวัสดุก่อสร้างและสิ่งของให้เจ้าของอาคารทราบแต่อย่างใด และถึงแม้ ม. 43 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ประกอบกับข้อ 8 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2526) ออกตามความใน พ.ร.บ. ดังกล่าว จะกำหนดให้เจ้าของอาคารมารับวัสดุก่อสร้างและสิ่งของที่ยึดคืนภายในเวลากำหนด 30 วัน นับแต่วันที่มีการรื้อถอน จะเป็นกฎหมายที่ประชาชนพึงทราบ แต่เทศบาลก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบถึงการยึดวัสดุก่อสร้างและสิ่งของจากอาคารที่ถูกรื้อถอน

เมื่อนายกเทศมนตรีมิได้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบ เจ้าของอาคารจึงไม่อาจทราบและมาติดต่อขอรับคืนวัสดุก่อสร้างและสิ่งของภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ อีกทั้งนายกเทศมนตรีต้องเก็บรักษาวัสดุก่อสร้างและสิ่งของดังกล่าวไว้ ซึ่งหากนายกเทศมนตรีไม่ประสงค์จะเก็บรักษาไว้ก็ควรนำวัสดุก่อสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตามที่กฎหมายกำหนด จะถือว่าวัสดุก่อสร้างดังกล่าวตกเป็นของเทศบาลไม่ได้ ดังนั้น การที่นายกเทศมนตรีไม่คืนวัสดุก่อสร้างและสิ่งของให้แก่เจ้าของอาคาร และนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ จึงเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อเจ้าของอาคาร เทศบาลจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของอาคารตาม ม. 420 แห่ง ป.พ.พ. ประกอบกับ ม. 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ท่านที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 428/2567

สัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐ ข้อ 13 ใช้ปฏิเสธค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ทุกกรณีหรือไม่ ?สัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐข้อ 13 กำหนดว่าผ...
26/07/2026

สัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐ ข้อ 13 ใช้ปฏิเสธค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ทุกกรณีหรือไม่ ?

สัญญาจ้างก่อสร้างภาครัฐข้อ 13 กำหนดว่าผู้รับจ้างต้องรับรองว่าได้ตรวจสอบและทำความเข้าใจในรูปแบบรายการละเอียดโดยถี่ถ้วนแล้ว หากปรากฏว่าแบบรูปและรายการละเอียดนั้นผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไปจากหลักการทางวิศวกรรมหรือทางเทคนิค ผู้รับจ้างตกลงที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจการจ้าง หรือผู้ควบคุมงาน หรือบริษัทที่ปรึกษาผู้ควบคุมงานที่ผู้ว่าจ้างแต่งตั้ง เพื่อให้งานแล้วเสร็จบริบูรณ์ โดยจะคิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มขึ้นจากผู้ว่าจ้างไม่ได้

คดีนี้ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ผู้รับเหมาพบปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างตามแบบรูปและรายละเอียดเดิมได้ จึงมีการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปและรายละเอียด ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการแก้ไขดังกล่าว ผู้รับเหมาจึงไปเรียกค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากผู้ว่าจ้าง แต่ผู้ว่าจ้างปฏิเสธโดยอ้างสัญญาข้อ 13 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าการที่แบบรูปและรายการละเอียดผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไปจากหลักการทางวิศวกรรมหรือทางเทคนิคของคดีนี้เกิดจากบริเวณใต้ดินของพื้นที่ก่อสร้างมีสิ่งกีดขวางอยู่ ซึ่งผู้ประกวดราคาทุกรายไม่อาจเห็นได้ด้วยการประเมินด้วยสายตาเปล่าในขณะตรวจดูสถานที่ก่อสร้าง ทั้งผู้ว่าจ้างก็ไม่อาจคาดการณ์ถึงปัญหาดังกล่าวได้ สังเกตจากการออกแบบและกำหนดรายการละเอียดของผู้ว่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ก่อสร้าง จนเป็นเหตุให้ผู้รับเหมาไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างตามแบบรูปและรายละเอียดเดิมได้ ดังนั้น ผู้ว่าจ้างจึงไม่อาจอ้างสัญญาข้อ 13 เพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้รับเหมาได้

ท่านที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อ. 243/2569

จากเหตุไฟไหม้สถาน(กึ่ง)บันเทิง (?) ในกทม.ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ทำให้ผู้เสียชีวิตกว่า 30 คนและบาดเจ็บจำนวนมากเหต...
15/07/2026

จากเหตุไฟไหม้สถาน(กึ่ง)บันเทิง (?) ในกทม.ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ทำให้ผู้เสียชีวิตกว่า 30 คนและบาดเจ็บจำนวนมาก

เหตุไฟไหม้นี้ทำให้คิดถึงคดีสำคัญที่โด่งดังมากในออสเตรเลียซึ่งเกี่ยวข้องกับไฟไหม้ครั้งใหญ่เช่นกัน โดยคดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่างแรกที่ตัดสินเรื่องการแบ่งส่วนความรับผิดระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ กับเหตุไฟไหม้โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรและสถาปนิก
“เหตุไฟไหม้อาคาร Lacrosse: เมื่อไฟก้นบุหรี่ได้ลุกไหม้ลามไปทั้งอาคารที่ใช้วัสดุกรุอาคารไม่เหมาะสม ใครต้องรับผิดบ้าง?

เหตุดังกล่าวนำไปสู่คดี Owners Corporation No. 1 of PS613436T v LU Simon Builders Pty Ltd (Building and Property) [2019] VCAT 286 ตัดสินปี 2019 เป็นคดีสำคัญที่โด่งดังมากโดยมีการแบ่งส่วนความรับผิดของความเสียหายที่เกิดจากการออกแบบ เลือก ตรวจสอบ และติดตั้งวัสดุกรุอาคารที่ติดไฟได้ (selection, approval and installation of the ACPs that enabled the fire spread)

1. ข้อเท็จจริงของคดี
อาคาร Lacrosse เป็นอพาร์ทเม้นท์พักอาศัยจำนวน 21 ชั้น ตั้งอยู่ในย่าน Docklands เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2014 ได้เกิดเพลิงไหม้บริเวณระเบียงห้องชุดห้องหนึ่ง โดยไฟเริ่มจากก้นบุหรี่ที่ดับไม่สนิท ก่อนจะลุกติดสิ่งของบนระเบียงและลามเข้าสู่แผ่นกรุผนังภายนอกอาคาร และไหม้อาคารเสียหายรุนแรง
วัสดุที่ติดตั้งเป็นแผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิต หรือ Aluminium Composite Panel (ACP) ซึ่งมีแกนกลางเป็น polyethylene ที่ติดไฟได้ ส่งผลให้ไฟลุกลามขึ้นไปตามผนังภายนอกอาคารอย่างรวดเร็ว
คดีนี้ นิติบุคคลอาคารชุดร่วมและเจ้าของห้องชุดรวม 211 ราย เป็นผู้ร้อง โดยมีผู้ถูกร้อง ได้แก่
• ผู้รับเหมาก่อสร้างแบบออกแบบและก่อสร้าง (LU Simon Builders)
• ผู้ตรวจสอบและออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (Building Surveyor) และนายจ้าง (Gardner Group) (ตามกฎหมายของรัฐวิกตอเรีย ใบอนุญาตก่อสร้างอาจถูกออกได้โดย Private หรือ Municipal Building Surveyor
• สถาปนิกและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการออกแบบ (Elenberg Fraser)
• วิศวกรอัคคีภัย หรือ Fire Engineer (Thomas Nicolas)
• Mr. Gubitta ผู้ทิ้งก้นบุหรี่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเพลิงไหม้

2. ผลของคดีและความรับผิดของแต่ละฝ่าย
คดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของ คณะตุลาการคดีแพ่งและปกครองแห่งรัฐวิกตอเรีย (Victorian Civil and Administrative Tribunal หรือ VCAT) โดยมีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2019 ว่า ระบบวัสดุกรุผนังภายนอกทั้งที่ระบุไว้ในแบบเดิมและวัสดุที่นำมาติดตั้งจริง ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของ Building Code of Australia และผู้ถูกร้องแต่ละคนมีความรับผิดดังนี้
• ความรับผิดของผู้รับเหมาก่อสร้าง (LU Simon Builders)
ต้องรับผิดต่อเจ้าของห้องชุด เพราะโดยหลักแล้วผู้รับเหมาก่อสร้างได้รับประกันโดยปริยายว่าจะต้องก่อสร้างให้ถูกต้องตามกฎหมายรวมถึงการใช้วัสดุให้สอดคล้องกับที่กฎหมายกำหนดรวมถึงเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างอาคารนั้นๆด้วย (Section 8 of the Domestic Building Contracts Act 1995 (Vic)
อย่างไรก็ตาม VCAT วินิจฉัยว่า ผู้รับเหมาไม่ได้ประมาทเลินเล่อหรือขาดความระมัดระวังในการติดตั้งวัสดุดังกล่าว เนื่องจากในปี 2011 ความรู้และความเข้าใจของผู้ประกอบวิชาชีพในอุตสาหกรรมก่อสร้างเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอัคคีภัยของแผ่น ACP ยังมีอยู่อย่างจำกัด และไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าผู้รับเหมาควรมีความรู้ในเรื่องนี้มากกว่าสถาปนิก ผู้ตรวจสอบอาคาร หรือวิศวกรอัคคีภัย นอกจากนี้มีข้อเท็จจริงว่า ผู้รับเหมาตระหนักถึงข้อจำกัดเรื่องความเชี่ยวชาญของตน จึงได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม ที่ปรึกษา วิศวกรอัคคีภัยเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกับกฎหมายอาคาร และกำกับดูแลโครงการแล้ว จึงไม่อาจถือว่าผู้ก่อสร้างทำงานต่ำกว่ามาตรฐานของผู้รับเหมาที่มีความรู้ความสามารถตามสมควร และไม่ถือได้ว่าประมาทเลินเล่อเพียงเพราะติดตั้งวัสดุตามแบบและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
แม้ ผู้รับเหมาจะไม่ประมาทเลินเล่อ แต่ยังคงต้องรับผิดต่อเจ้าของอาคาร เพราะหน้าที่ในการใช้วัสดุที่เหมาะสม การก่อสร้างให้เป็นไปตามกฎหมาย และการทำให้งานเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้อาคาร เป็นหน้าที่โดยเด็ดขาดที่ผู้รับเหมาจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้ เพียงเพราะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรหรือได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการแล้ว
• ความรับผิดของผู้สำรวจ ตรวจสอบและออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (Building Surveyor/ Gardner Group)
ต้องรับผิด เพราะออกใบอนุญาตก่อสร้างให้แก่แบบและข้อกำหนดวัสดุที่ไม่เป็นไปตาม Building Code of Australia และไม่ได้ตรวจสอบหรือตั้งข้อสงสัยอย่างเพียงพอต่อรายละเอียดของระบบผนังภายนอกในรายงานวิศวกรรมอัคคีภัย
หน้าที่สำคัญของผู้ตรวจสอบดังกล่าว (Building Surveyor) คือการตรวจสอบว่าแบบและเอกสารประกอบเป็นไปตามกฎหมายอาคารก่อนออกใบอนุญาต การไม่ตรวจพบปัญหาดังกล่าวจึงเป็นความบกพร่องโดยตรงในงานที่ได้รับมอบหมาย
• ความรับผิดของสถาปนิก (Elenberg Fraser)
ต้องรับผิด เพราะแบบและข้อกำหนดเดิมเปิดช่องให้ใช้แผ่น ACP บนผิวอาคาร ทั้งที่ระบบดังกล่าวไม่เป็นไปตาม Building Code of Australia นอกจากนี้ เมื่อผู้รับเหมาก่อสร้างเสนอเปลี่ยนวัสดุ สถาปนิกพิจารณาเพียงสี รูปลักษณ์ และการรับประกันสินค้า โดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างเพียงพอว่าวัสดุที่เสนอใช้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยและกฎหมายอาคารหรือไม่
VCAT เห็นว่า สถาปนิกไม่ใช้ความระมัดระวังและทักษะตามสมควร ทั้งในฐานะผู้ออกแบบและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการออกแบบ
• ความรับผิดของ วิศวกรอัคคีภัย (Thomas Nicolas)
ต้องรับผิด เพราะไม่ได้ประเมินด้านวิศวกรรมอัคคีภัยของอาคารอย่างครบถ้วนตามระดับที่ควรดำเนินการ ไม่ตรวจพบว่าแผ่น ACP ที่เสนอใช้ไม่เป็นไปตาม Building Code และไม่ได้เตือนผู้รับเหมาและผู้เกี่ยวข้องถึงปัญหาดังกล่าว
แม้วิศวกรอัคคีภัยจะไม่ได้เป็นผู้เลือกสีหรือยี่ห้อวัสดุโดยตรง แต่ได้รับว่าจ้างให้ประเมินความปลอดภัยจากอัคคีภัยโดยเฉพาะ จึงมีหน้าที่ตรวจพบและแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของระบบผนังภายนอก
• ผู้ทิ้งก้นบุหรี่ (Mr. Gubitta)
เขาเป็นผู้ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในเบื้องต้นจากการทิ้งก้นบุหรี่ แต่ VCAT เห็นว่าความเสียหายร้ายแรงไม่ได้เกิดจากก้นบุหรี่เพียงอย่างเดียว หากไม่มีระบบวัสดุกรุอาคารที่ทำให้ไฟลุกลามขึ้นไปตามผนังภายนอกอย่างรวดเร็ว
โดยสรุปได้กำหนดความรับผิดและการแบ่งส่วนดังนี้

>> ให้ “ผู้รับเหมา” รับผิดต่อเจ้าของห้องชุดก่อน แล้วจึงไปเรียกให้ผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ชดใช้คืนได้ตามสัดส่วนดังนี้
• วิศวกรอัคคีภัย: 39%
• ผู้ตรวจสอบและออกใบอนุญาตอาคาร: 33%
• สถาปนิก: 25%
• ทิ้งก้นบุหรี่: 3%
อย่างไรก็ตาม ไม่มีคำสั่งให้ผู้ทิ้งก้นบุหรี่ ชดใช้เงินส่วน 3% แก่ผู้รับเหมา อันมีความหมายว่าผู้รับเหมาจะเรียกคืนเงินที่ตนเองต้องรับผิดต่อเจ้าของห้องชัดได้เพียงจากบุคคล 3 รายแรก รวมกัน 97% และยังต้องรับภาระส่วนที่เหลืออีก 3% ไว้เอง
บทเรียนสำคัญจากคดี

คดีนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ทำให้เกิดประกายไฟไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รับผิดหลักต่อความเสียหายทั้งหมด หากความบกพร่องในการออกแบบ การเลือกวัสดุ การตรวจสอบ หรือการอนุมัติ ทำให้เพลิงขนาดเล็กลุกลามกลายเป็นเหตุร้ายแรง
ระวัง คดีนี้ไม่ได้วางหลักว่าสถาปนิก วิศวกร หรือผู้ตรวจสอบอาคารจะต้องรับผิดทุกครั้งที่มีความเสียหายจากอาคารที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่กล่าวถึงหลักการว่า ผู้ประกอบวิชาชีพแต่ละรายต้องรับผิดชอบต่องานที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่และความเชี่ยวชาญของตน และไม่อาจอาศัยการมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเป็นเหตุให้พ้นจากหน้าที่ของตนเองได้

หมายเหตุ ข้อเท็จจริงเป็นการกล่าวโดยสรุปใจความสำคัญเท่านั้นและมิได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิงที่เกิดขึ้นในวันที่ 12 ก.ค. 69
รองศาตราจารย์ ดร.อังคณาวดี ปิ่นแก้ว
หากสนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
1. Owners Corporation No. 1 of PS613436T v LU Simon Builders Pty Ltd (Building and Property) [2019] VCAT 286, คำวินิจฉัยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2019
2. Tanah Merah Vic Pty Ltd v Owners Corporation No. 1 of PS613436T [2021] VSCA 72, Court of Appeal of the Supreme Court of Victoria
3. Australian Institute of Architects, “Summary of the Lacrosse Decision”

📢 อัพเดทกฎหมายใหม่กระทรวงการคลังประกาศใช้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ 3...
14/07/2026

📢 อัพเดทกฎหมายใหม่
กระทรวงการคลังประกาศใช้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569
🔍 วัตถุประสงค์
ระเบียบฯ นี้ ประกาศใช้เพื่อควบคุมมาตรฐานงานก่อสร้างให้เป็นไปตามหลักวิชาช่างในงานก่อสร้าง กำกับและติดตามการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามสัญญา และคัดกรองผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่เข้ารับงานกับภาครัฐเพื่อให้ได้ผู้ประกอบการที่มีคุณภาพและศักยภาพ รวมทั้งมีมาตรการลงโทษผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ละเลยการปฏิบัติตามสัญญาหรือตามหลักวิชาช่างในงานก่อสร้าง หรือประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและหน่วยงานของรัฐ
มีการยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 190 - 191 และให้บังคับใช้ตามระเบียบฯ นี้แทน
📌 ขอบเขตการบังคับใช้
งานก่อสร้างที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับงานก่อสร้างของกรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมทรัพยากรน้ำ กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือหน่วยงานรัฐอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด
งานก่อสร้างของหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง สำหรับงานก่อสร้างประเภทอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หรืออาคารชุมนุมคนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
งานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐทุกแห่งที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป
📅 เริ่มบังคับใช้
มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
📖 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/121888.pdf

“เสาไฟล้มเพราะพายุฝนฟ้าคะนอง ใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ?!?”ในช่วงฤดูฝน มักเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงอยู่บ่...
10/07/2026

“เสาไฟล้มเพราะพายุฝนฟ้าคะนอง ใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ?!?”
ในช่วงฤดูฝน มักเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะเหตุการณ์เสาไฟล้มทับบ้านเรือน รถยนต์ หรือประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นข่าวที่พบเห็นได้เป็นระยะ เช่น เหตุการณ์เสาไฟฟ้าล้มต่อเนื่องกว่า 40 ต้น บนถนนฉลองกรุงขณะเกิดพายุฝนรุนแรง ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหายหลายหลัง มีผู้บาดเจ็บ ไฟดับเป็นวงกว้าง และ อินเทอร์เน็ตล่ม

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ หลายคนอาจตั้งคำถามว่า "ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น?" ซึ่งการพิจารณาความรับผิดนั้น ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละกรณี ซึ่งข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ย่อมนำไปสู่ผลทางกฎหมายและความรับผิดที่แตกต่างกันด้วย

กรณีที่ 1: เสาไฟล้มเนื่องจากต้นไม้ที่เจ้าของไม่ได้บำรุงรักษาล้มทับขณะเกิดพายุฝนรุนแรง
หากผู้เสียหายพิสูจน์ได้ว่าการที่ต้นไม้ล้มทับเสาไฟฟ้าเกิดจากเจ้าของไม่ได้บำรุงรักษาต้นไม้อย่างเพียงพอ เจ้าของต้องรับผิดฐานละเมิดและรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ตาม ป.พ.พ. ม. 434 วรรคสอง ซึ่งกรณีนี้เจ้าของจะอ้างว่าพายุฝนรุนแรงเป็นเหตุสุดวิสัย เพื่อยกเว้นความรับผิดไม่ได้ เนื่องจากเหตุพายุฝนรุนแรงเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี และพายุฝนรุนแรงย่อมทำให้ต้นไม้โค่นล้มลงได้ เหตุดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เจ้าของต้นไม้อาจคาดการณ์และป้องกันได้ แต่เจ้าของต้นไม้กลับไม่ทำ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ตาม ป.พ.พ. ม. 8 (อ้างอิง ฎ. 281/2560)

กรณีที่ 2 เสาไฟล้มเนื่องจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ได้บำรุงรักษา และมีบุคคลได้รับอันตรายจากการถูกไฟฟ้าดูด
กรณีนี้กระแสไฟฟ้าถือเป็นทรัพย์อันตราย หากเสาไฟล้มลงจนทำให้บุคคลใดได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูดหรือเกิดความเสียหายอื่น เจ้าของหรือผู้ครอบครองเสาไฟที่ล้มลงต้องรับผิดฐานละเมิดและรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดจากความผิดของผู้เสียหายเอง ตาม ป.พ.พ. ม. 437 ซึ่งหากข้อเท็จจริงปรากฎว่าเสาไฟล้มเพราะเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ได้บำรุงรักษาเสาไฟ เจ้าของหรือผู้ครอบครองจะอ้างว่าความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. ม. 8 ไม่ได้ (อ้างอิง ฎ. 1659/2513 (ประชุมใหญ่), ฎ. 179/2522)

กรณี 3 เจ้าของมีหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องบำรุงรักษาเสาไฟ แต่กลับไม่บำรุงรักษาทำให้เสาไฟล้ม
หากเจ้าของมีหน้าที่ตามสัญญาต้องใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลรักษาหรือซ่อมแซมให้เสาไฟอยู่ในสภาพเรียบร้อยปลอดภัยแก่ผู้สัญจรไปมา แต่กลับละเลยไม่ดำเนินการดังกล่าว กรณีนี้หากเสาไฟล้มและก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น ถือว่าเจ้าของประมาทเลินเล่อ ต้องรับผิดฐานละเมิดและรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. ม. 420 (อ้างอิง ฎ. 8383/2559)

ต่อจาก part 2 : https://www.facebook.com/share/p/17ndAN1uWB/🧾 ผู้เสียหายควรทำอะไรในระหว่างนี้?ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป...
02/07/2026

ต่อจาก part 2 : https://www.facebook.com/share/p/17ndAN1uWB/

🧾 ผู้เสียหายควรทำอะไรในระหว่างนี้?

ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นอะไร ผู้ที่รถยนต์หรือทรัพย์สินเสียหายควรดำเนินการดังนี้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตน:

✅ ถ่ายภาพและวิดีโอความเสียหายทันที พร้อมบันทึกวันเวลา
✅ แจ้งความบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
✅ เก็บใบเสร็จค่าซ่อมแซมทุกรายการ
✅ แจ้งบริษัทประกันภัยของตน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์
✅ ติดตามผลการสอบสวนสาเหตุอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญในการเรียกร้อง

#กฎหมายก่อสร้าง #เสาไฟฟ้าล้ม #ฉลองกรุง #ความรับผิดละเมิด #สิทธิผู้เสียหาย #กฎหมายวิศวกรรม

ที่อยู่

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารเทพทวาราวดี เลขที่ 254 ซอยจุฬาฯ 42 ถนนพญาไท
Bangkok
10330

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ศูนย์เชี่ยวชาญกฎหมายและการจัดการข้อพิพาทในงานก่อสร้าง คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่