24/05/2026
ีกาจากห้องบรรยายเนติฯ 🧠
นี่คือฎีกา " #พยานแพ่ง" ที่น่าสนใจจากห้องบรรยายเนติฯ ตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา
➊ คําพิพากษาศาลฎีกาประชุมใหญ่ที่ 332/2568 ***
(ศ.(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล) (พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 )
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) โจทก์ฟ้องเรียกค่าบริการสาธารณูปโภคตามกฎหมายการจัดสรรที่ดิน จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคย้อนหลังเกิน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) คดีจึงขาดอายุความ โดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ชัดแจ้งโดยระบุว่าอายุความในคดีนั้นเริ่มต้นนับตั้งแต่วันใด และครบกําหนด 5 ปีเมื่อใดอันเป็นการอ้างฐานระยะเวลา 5 ปี ตามกฎหมายแพ่งทั่วไป
( #วรรคนี้ดี) ประเด็นข้อพิพาทย่อมก่อตั้งขึ้นจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อจำเลยยกอายุความขึ้นต่อสู้โดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความไว้ชัดแจ้งว่านับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า "คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่" ส่วนปัญหาที่ว่าคดีจะขาดอายุความตามบทบัญญัติมาตราใด เป็นข้อกฎหมายที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นปรับใช้ให้ถูกต้องได้เอง แม้จำเลยจะอ้างอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) มาในคำให้การ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจเรียกเอาค่าการงานที่ทำขึ้น ศาลย่อมวินิจฉัยปรับใช้กำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ได้ ทั้งนี้ ในคดีผู้บริโภคแม้ศาลจะยกเรื่องอายุความขึ้นเองไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่หากคำให้การไม่ชัดเจน ศาลยังมีอำนาจสั่งให้แก้ไขเพื่อให้ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีชัดเจนขึ้นได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 26
--------
➋ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2550
(อ.ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์) (พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 84,90)
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย แต่พยานหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ถูกศาลชั้นต้นสั่งห้ามรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 และโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ทำให้ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบถึงสิทธิในการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราปกติ
( #วรรคนี้ดี) แม้โจทก์จะเป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 ก็ตาม ประกาศดังกล่าวหาใช่ข้อกฎหมายอันถือเป็นเรื่องที่ศาลจะรับรู้เองได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเอกสารเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยเป็นเอกสารที่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดถือได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินไปจากอัตราปกติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (เดิม)ในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 (ปัจจุบันดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี)
❒ #หมายเหตุ : เดิมมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4072/2545 ได้วินิจฉัยว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นเรื่องที่ศาลรู้เองได้ แต่ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2550 วินิจฉัยว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นปัญหาข้อเท็จจริง คู่ความจึงต้องนําสืบต่อศาล
----------
➌ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 482-483/2553
(ศ.(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล) (พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 93)
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) โจทก์นำสืบว่าต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจสูญหายโดยมีสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายมาแสดงเป็นหลักฐาน ต่อมาศาลอนุญาตให้โจทก์นำสำเนาเอกสารมาสืบแทนต้นฉบับ ส่วนหนังสือมอบอำนาจช่วงนั้น โจทก์ได้นำต้นฉบับมาแสดงต่อศาลเพื่อตรวจสอบแล้วเพียงแต่ขออ้างสำเนาส่งเป็นพยานแทน
( #วรรคนี้ดี) การที่โจทก์นำสืบว่าต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจหายไปโดยมีสำเนารายการประจำวันรับแจ้งมาแสดง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจมาแสดงต่อศาลได้และเมื่อศาลรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวก็เท่ากับศาลอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบแทนต้นฉบับ ศาลจึงมีอำนาจรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) และเมื่อศาลรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวและเชื่อว่ามีการมอบอำนาจกันจริงก็ไม่จำต้องนำผู้มอบอำนาจมาสืบอีก ส่วนสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงโจทก์ได้นำต้นฉบับมาสืบแล้วเพียงแต่ขออ้างส่งสำเนาแทนเท่านั้น จึงไม่ใช่การรับฟังสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ
----------
➍ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2545
(อ.ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์)(พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 84)
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) ศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ผิดพลาด แต่คู่ความสืบพยานจนเสร็จสิ้นและศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคดีจากพยานหลักฐานที่ปรากฏโดยมิได้ใช้ภาระการพิสูจน์ เป็นเหตุให้จำเลยแพ้คดี ต่อมาจำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายเรื่องการกำหนดภาระการพิสูจน์ที่ผิดพลาดนั้น
( #วรรคนี้ดี) แม้ภาระการพิสูจน์ต้องเป็นไปตามกฎหมายและศาลมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อคู่ความสืบพยานจนสิ้นกระแสความและศาลวินิจฉัยโดยมิได้ยกหน้าที่นำสืบมาเป็นเหตุให้จำเลยแพ้คดี ทั้งคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ผลแห่งคดีจึงไม่เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าภาระการพิสูจน์จะตกแก่ฝ่ายใด ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
---------
➎ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2543
(ศ.(พิเศษ) เข็มชัย ชุติวงศ์) (พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 87,90)
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) จำเลยอ้างส่งเอกสารโต้ตอบเรื่องความชำรุดบกพร่องของสินค้าเป็นพยานหลักฐานแต่ไม่ได้ส่งสำเนาให้โจทก์ อย่างไรก็ดีจำเลยได้ใช้เอกสารนั้นถามค้านพยานโจทก์ ส่วนพยานบุคคลชื่อ อ. นั้น จำเลยเคยระบุในบัญชีพยานเพิ่มเติมและศาลอนุญาตแล้ว ต่อมาจำเลยแถลงติดใจสืบพยานเพียง 3 ปากซึ่งไม่รวมพยานปาก อ. แต่ภายหลังจำเลยไม่อาจนำพยาน 1 ใน 3 ปากมาสืบได้ จึงขออ้าง อ. เข้าเบิกความแทน
( #วรรคนี้ดี) เอกสารโต้ตอบเรื่องความชำรุดของสินค้าเป็นพยานหลักฐานสำคัญในประเด็นแพ้ชนะคดี แม้จำเลยจะมิได้ส่งสำเนาให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 แต่เมื่อจำเลยใช้ถามค้านจนโจทก์มีโอกาสโต้แย้งแล้ว ย่อมไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ศาลจึงรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามมาตรา 87 (2) และเมื่อโจทก์มิได้คัดค้านความแท้จริงของเอกสารในขณะส่งศาล ย่อมถือว่ายอมรับความถูกต้องของสำเนานั้น สำหรับพยานบุคคลชื่อ อ. แม้จำเลยเคยแถลงไม่ติดใจสืบ แต่เมื่อยังสืบพยานไม่เสร็จสิ้นและเป็นพยานที่ระบุไว้ในบัญชีเดิมอยู่แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจอนุญาตให้เข้าเบิกความได้
❒ #หมายเหตุ คำพิพากษาฎีกานี้ได้ถูกนำไปออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ ปี 2560 วิชาพยานหลักฐานแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีการหยิบยกมาออกข้อสอบในชั้นเนติบัณฑิต
--------
➏ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2547
(อ.ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์)(พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 86)
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อในสัญญากู้ ศาลจึงส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์ และผลการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าน่าจะเป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง ต่อมาจำเลยจึงยื่นคำร้องขอยกเลิกการตรวจโดยอ้างว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินฐานะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
( #วรรคนี้ดี) ผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์ว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อจริง แม้จำเลย จะยื่นคำร้องขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์โดยอ้างเรื่องค่าใช้จ่ายซึ่งขัดต่อคำเบิกความเรื่องฐานะทางการเงินของจำเลย และเป็นการส่อพิรุธว่าจำเลยได้รู้ผลการตรวจพิสูจน์แล้วจึงขอยกเลิก เมื่อผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจพิสูจน์เสร็จสิ้นและแจ้งผลมายังศาลก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเลิก คำสั่งดังกล่าวจึงไม่อาจลบล้างผลการตรวจพิสูจน์ที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้วได้
--------
➐ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4036-4037/2530
(อ.ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์)(พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 86,88)
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) ในชั้นไต่สวนคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา (ปัจจุบันคือ คำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล)ทั้งโจทก์และจำเลยต่างอ้างสำนวนคดีเก่าที่เคยฟ้องร้องกันมาเป็นพยาน ศาลชั้นต้นจึงนำข้อเท็จจริงจากสำนวนนั้นมาใช้ประกอบการวินิจฉัยยกคำร้องฯ และต่อมาได้งดสืบพยานในคดีหลักโดยหยิบยกข้อเท็จจริงจากสำนวนเดิมมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์
( #วรรคนี้ดี) เมื่อสำนวนคดีก่อนได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลตั้งแต่ชั้นไต่สวนคำร้อง และข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจงดชี้สองสถานและงดสืบพยานเพื่อหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้
กรณีนี้ถือว่าพยานหลักฐานได้ปรากฏในสำนวนคดีนี้โดยชอบแล้ว ไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน
---------
➑ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6949/2541
(อ.ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์)(พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 84,87,94)
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินและสัญญากู้เป็นเอกสารปลอม แต่ให้การตอนหลังว่าหากศาลฟังว่าสัญญาจริงโจทก์ก็คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาในชั้นพิจารณาจำเลยยอมรับว่าทำสัญญากู้จริง แต่นำสืบว่าสัญญากู้ดังกล่าวมีที่มาจากเรื่องการเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินและแบ่งกำไรกัน
( #วรรคนี้ดี) คำให้การของจำเลยแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งและมิใช่คำให้การที่ขัดแย้งกันเอง จำเลยจึงมีสิทธิสืบพยานบุคคลเพื่อหักล้างพยานเอกสารได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 และเมื่อคดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทำสัญญาและรับเงินกู้หรือไม่ การที่จำเลยนำสืบถึงที่มาของสัญญากู้ว่าเกิดจากมูลหนี้หุ้นส่วนธุรกิจที่ดิน แม้จำเลยจะสละประเด็นเรื่องเอกสารปลอมในภายหลังแต่การนำสืบดังกล่าวยังคงเกี่ยวพันกับประเด็นข้อพิพาทและเป็นการแสดงรายละเอียดแห่งมูลหนี้เดิม จึงมิใช่การนำสืบนอกคำให้การและจำเลยหาจำต้องระบุรายละเอียดดังกล่าวไว้ในคำให้การไม่
❒ #หมายเหตุ คำพิพากษาฎีกานี้ถูกนำไปแต่งเป็นข้อสอบในสนามผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามเล็ก ปี 2552 วิชาพยานหลักฐานแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏว่าถูกหยิบยกขึ้นมาแต่งเป็นข้อสอบในชั้นเนติบัณฑิต
--------
➒ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1320/2559
(ศ.(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล) (พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 84/1)
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด เนื่องจากเหตุไฟไหม้ที่มีต้นเพลิงมาจากบ้านของจำเลย และไฟได้ลุกลามไปสร้างความเสียหายแก่บ้านของโจทก์
( #วรรคนี้ดี) เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟลุกลามไปไหม้บ้านโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จำเลยที่จะต้องนำสืบหักล้างว่าเหตุไฟไหม้นั้นไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของตน หากจำเลยหักล้างไม่ได้ต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย
❒ #หมายเหตุ คำพิพากษาฎีกานี้ถูกนำไปออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามจิ๋ว ปี 2562 แล้ว แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีการถูกหยิบยกมาแต่งเป็นข้อสอบเนติบัณฑิต
----------
➓ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2542
(อ.ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์)(พยานแพ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 177 )
( #ข้อเท็จจริงสำคัญ >>) จำเลยให้การเพียงว่าถูกโจทก์และธนาคารร่วมกันทำกลฉ้อฉล แต่ไม่ได้บรรยายรายละเอียดพฤติการณ์การกระทำโดยชัดแจ้ง ขณะที่โจทก์มีพยานเอกสารแสดงการซื้อที่ดินจากธนาคารโดยชอบ และจำเลยได้เข้าขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบถึงแผนการเพาะปลูกหรือการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจนก็ตาม
( #วรรคนี้ดี) เมื่อจำเลยมิได้บรรยายเหตุแห่งกลฉ้อฉลไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การ ย่อมเป็นคำให้การที่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงต้องห้ามมิให้นำสืบข้ออ้างดังกล่าว และแม้จะมีการสืบพยานในรายละเอียดไปแล้ว พยานหลักฐานนั้นย่อมรับฟังไม่ได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์พิสูจน์กรรมสิทธิ์จากเอกสารได้โจทก์ย่อมมีสิทธิในที่ดิน ส่วนค่าเสียหายนั้น การที่จำเลยขัดขวางมิให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ในตัว ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้ตามที่เห็นสมควรโดยไม่จำต้องมีการนำสืบถึงรายละเอียดการใช้ประโยชน์
🤍