เอนุภากร ทนายความ

เอนุภากร  ทนายความ ยินดีให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายทุกก?

-ยินดีให้คะปรึกษาทางด้านกฎหมาย ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา
-ร่างสัญญาต่างๆเพื่อใช้ประกอบทางธุกกิจให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด
-แปลเอกสารพร้อมลงลายรับรองจากทนายความผู้มีอำนาจตามกฎหมาย
-รับซื้อขาย-ขายฝากที่ดิน จำนำทะเบียนรถ
-ขอวีซ่าพร้อมใบประกอบอาชีพในประเทศไทย ของแรงงานต่างด้าว พม่า ลาว กัมพูชา และประเทศต่างๆ

👩‍⚖️⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568🔥📌 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 267, 268 ⚖️จำเลยทั้งสองให้กา...
11/05/2026

👩‍⚖️⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568🔥

📌 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 267, 268 ⚖️

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ❌ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ 🙇‍♂️

📌 ระหว่างพิจารณา นายขจรฤทธิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ✅

📌 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ⚖️

ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท 💸

ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ จำเลยทั้งสองเป็นทั้งผู้ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารอันเป็นเท็จนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ⚖️

จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท 💸

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 📉

ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท

ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท

รวมจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท

โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด (ที่ถูก คนละ) 1 ปี ⏳
ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 👮‍♂️
ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

📌 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ⚖️

📌 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ⚖️

ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง

จำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 📉

คงจำคุกคนละ 3 เดือน ❗
ไม่รอการลงโทษจำคุก ❌
ไม่ลงโทษปรับ ❌
และไม่คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

📌 จำเลยที่ 1 ฎีกา ⚖️

📌 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น

จึงไม่อยู่ในบังคับที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ⚖️

เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องว่า

ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกณฐกฤษ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุพรรณบุรี 👮‍♂️

ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่สอบสวนคดีอาญาว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 39280 หายไป อันเป็นความเท็จ ❌

ความจริงแล้วโฉนดที่ดินดังกล่าวมิได้หายไป แต่อยู่กับนายขจรฤทธิ์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง

ทำให้ร้อยตำรวจเอกณฐกฤษหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวในรายงานประจำวัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พนักงานสอบสวนนั้น

แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าว

โดยร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายรุ่งโรจน์ และนายโกวิทย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี 🏢

ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ

ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน

อันเป็นเอกสารราชการที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน

และได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานที่ดินนั้น

📌 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า นายขจรฤทธิ์เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ ❓

ศาลเห็นว่า การแจ้งความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงาน 👮‍♂️

แต่ไม่ได้เกิดความเสียหายแก่นายขจรฤทธิ์โดยตรง ❌

เพราะนายขจรฤทธิ์เป็นเพียงเจ้าหนี้ที่ถือโฉนดไว้เป็นประกัน

สิทธิของนายขจรฤทธิ์ไม่ได้ลดลงจากการกระทำของจำเลย

ดังนั้น นายขจรฤทธิ์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ❗

และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4), มาตรา 30 ⚖️

การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ❌

และเมื่อไม่ใช่คู่ความ ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ชอบเช่นกัน

📌 อีกประเด็น ⚖️
การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็น “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” ไม่ใช่หลายกรรม

แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้น แต่เป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ 📌

📌 พิพากษา 🔥

ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายขจรฤทธิ์ ❌
ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ❌
ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ❌

📌แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า

การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ⚖️

👉ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 268 ประกอบมาตรา 267

จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท

ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78

คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท

⚖️✨นอกจากที่แก้ 👉ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ✅

👩‍⚖️✨ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2569⭐️⭐️⭐️📌 อยู่กินฉันสามีภริยา แม้ยังไม่จดทะเบียนสมรส ก็อาจมี “ #กรรมสิทธิ์รวม” ในทรัพย์สิ...
09/05/2026

👩‍⚖️✨ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2569⭐️⭐️⭐️

📌 อยู่กินฉันสามีภริยา แม้ยังไม่จดทะเบียนสมรส ก็อาจมี “ #กรรมสิทธิ์รวม” ในทรัพย์สินได้ ⚖️🏡

👉โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทุกแปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้โจทก์ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาดำเนินการออกเอกสารสิทธิ (ใบแทน) และแสดงเจตนาดำเนินการแทนจำเลยต่อไป

🤔จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง❌

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17775, 180904, 25312, 58422, 56089, 62542, 3315, 17944, 45446 และ 16538 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

⚖️ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

📌 โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2526 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 จึงจดทะเบียนสมรส และหย่ากันเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544

🏡 สำหรับที่ดินบางแปลง คู่ความไม่อุทธรณ์และไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่าง

❓เหลือปัญหาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรสหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันจากธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย โดยทั้งสองร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง และเป็นนายหน้าขายที่ดินมาตั้งแต่เริ่มอยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 💰📑

ต่อมาในปี 2538 และ 2539 จำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลง แม้จะใช้ชื่อจำเลยเพียงคนเดียว แต่จำเลยไม่นำสืบให้เห็นว่าใช้เงินส่วนตัวของตนเอง ศาลจึงรับฟังได้ว่าเป็นการดำเนินกิจการร่วมกับโจทก์ 🤝

แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองยังไม่ตกแก่จำเลยทันที แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองได้ และเมื่อจำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากมูลหนี้ดังกล่าว จึงถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการร่วมทำมาหาได้ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา

📌 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็น “กรรมสิทธิ์รวม” ของโจทก์และจำเลย คนละกึ่งหนึ่ง

❗แต่ไม่ใช่ “สินสมรส”

เพราะทรัพย์ดังกล่าวได้มาก่อนจดทะเบียนสมรส แม้ภายหลังจะจดทะเบียนสมรสกัน ก็ไม่ทำให้ทรัพย์ที่ได้มาก่อนกลายเป็นสินสมรสตามกฎหมาย

⚖️ ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และคืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกา 100 บาทแก่โจทก์

📚 หลักสำคัญของคดีนี้
“การอยู่กินฉันสามีภริยา แม้ไม่จดทะเบียนสมรส หากร่วมกันทำมาหาได้ ก็อาจเกิดกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินได้ แต่ยังไม่ถือเป็นสินสมรส จนกว่าจะมีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย” ⚖️

#กฎหมายครอบครัว🤍
#สินสมรส💵
#กรรมสิทธิ์รวม
#อยู่กินฉันสามีภริยา
#คดีครอบครัว
#ความรู้กฎหมาย
#กฎหมายใกล้ตัว
#สิทธิในทรัพย์สิน
#ฎีกาน่าสนใจ
#เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️✨

✨⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568⭐️⭐️⭐️⚖️ ผู้ค้ำประกัน “ไล่เบี้ย” ได้แค่ไหน? จ่ายแทนลูกหนี้แล้ว จะเรียกคืนทั้งหมดได้จริง...
08/05/2026

✨⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568⭐️⭐️⭐️

⚖️ ผู้ค้ำประกัน “ไล่เบี้ย” ได้แค่ไหน? จ่ายแทนลูกหนี้แล้ว จะเรียกคืนทั้งหมดได้จริงหรือไม่? 💸📜

❓โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 656,103.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน ได้ชำระหนี้แทนจำเลยแก่เจ้าหนี้ไปแล้ว จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย 🔍

📌 จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

⚖️ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 656,103.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

📌 จำเลยอุทธรณ์

⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2565 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

📌 โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

⚖️ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่คู่ความไม่ฎีกาคัดค้าน รับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยกู้ยืมเงิน 150,000 บาท จากนางมาลีรัตน์ ตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2550 และยอมเสียดอกเบี้ย 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าจะชำระต้นเงินครบถ้วน โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 22243 ให้ยึดถือเป็นหลักประกัน และโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้

ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์จึงชำระเงิน 350,000 บาท ให้แก่นางมาลีรัตน์แทนจำเลย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 หลังจากนั้นโจทก์ไล่เบี้ยเอาจากจำเลยให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยเพิกเฉย

📌 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า
โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยได้เพียงใด

⚖️ ศาลฎีกาเห็นว่า
ข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินระบุว่า ในการกู้ยืมเงิน 150,000 บาท จำเลยยอมเสียดอกเบี้ย 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าจะชำระต้นเงินครบถ้วน คิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 80 ต่อปี 😳

ซึ่งเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นโมฆะ ❌

ตาม
📖 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ประกอบมาตรา 654
และ
📖 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1)

โดยข้อเท็จจริงเรื่องการคิดดอกเบี้ยนี้ ปรากฏชัดจากหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลเอง จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่นอีก

⚖️ อีกทั้ง แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะไว้ ศาลก็มีอำนาจหยิบยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

📌 เมื่อดอกเบี้ยเป็นโมฆะ
เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิบังคับเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวได้เลย และผู้ค้ำประกันซึ่งชำระหนี้แทน ก็มีสิทธิไล่เบี้ยได้เพียงเท่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น ⚠️

ตาม
📖 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693
และมาตรา 229 (3)

ผู้ค้ำประกันจึงเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ได้เฉพาะหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย ไม่อาจใช้สิทธิเกินไปกว่าเจ้าหนี้เดิมได้

⚖️ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้จำเลยรับผิดเพียงต้นเงิน 150,000 บาท เพราะเป็นจำนวนที่เรียกได้ตามกฎหมาย

แต่ในส่วนดอกเบี้ยผิดนัดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้ตั้งแต่วันที่ชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ คือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 ไม่ใช่วันที่ 10 เมษายน 2565 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนด

📌 ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่า
ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

💡 หลักสำคัญของคดีนี้คือ
“ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยได้ แต่จะเรียกเกินกว่าสิทธิที่เจ้าหนี้มีตามกฎหมายไม่ได้”

📚 คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า
แม้ลูกหนี้จะยอมตกลงดอกเบี้ยกันเอง แต่หากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงส่วนนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ และศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะไม่ได้ต่อสู้ประเด็นนี้ไว้ก็ตาม ⚖️

#กฎหมาย #ค้ำประกัน #ดอกเบี้ยเกินอัตรา #ผู้ค้ำประกัน #ไล่เบี้ย #กฎหมายแพ่ง #ทนายความ #ความรู้กฎหมาย #ฎีกาน่าสนใจ #เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️

⚖️ “ #ฆ่าผู้อื่น” มาตรา 288 หนึ่งในความผิดที่ร้ายแรงที่สุดตามกฎหมายอาญาไทย📌 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 บัญญัติว่า“ผู้ใดฆ...
08/05/2026

⚖️ “ #ฆ่าผู้อื่น” มาตรา 288 หนึ่งในความผิดที่ร้ายแรงที่สุดตามกฎหมายอาญาไทย

📌 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 บัญญัติว่า

“ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี”

หลายคนเข้าใจว่า
“ฆ่า” ต้องมีเจตนาอยากให้ตายเท่านั้น
แต่ในทางกฎหมายอาญา “เจตนา” ไม่ได้หมายถึงเพียงการตั้งใจโดยตรงเสมอไป

⚠️ หากผู้กระทำ “เล็งเห็นผลได้” ว่าการกระทำของตนอาจทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

กฎหมายก็ถือว่ามีเจตนาฆ่าได้เช่นกัน ตามมาตรา 59 วรรคท้าย

📍ตัวอย่างเช่น
🔹 ใช้อาวุธปืนยิงระยะใกล้
🔹 แทงบริเวณสำคัญของร่างกาย
🔹 ใช้ของแข็งตีศีรษะอย่างรุนแรง
🔹 ยิงเข้าไปในกลุ่มคน
แม้จะอ้างว่า “ไม่ได้ตั้งใจให้ตาย” ศาลก็อาจเห็นว่าเป็นการเล็งเห็นผลแห่งความตายได้

📚 แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

🔸 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2502
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในบริเวณสำคัญของร่างกาย แม้อ้างว่าผู้ตายมีของขลัง อยู่ยงคงกระพัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การใช้อาวุธปืนยิงในลักษณะดังกล่าว ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ถูกยิงอาจถึงแก่ความตาย
จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288

🔸 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2567/2544
จำเลยยิงปืนเข้าไปในกลุ่มคนในที่จำกัด
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ไม่ได้เจาะจงบุคคลใด แต่ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนอาจทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต
ถือเป็นเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล

🔸 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2528
จำเลยยิงผู้เสียหายจนไขสันหลังขาด ผู้เสียหายเสียชีวิตภายหลังจากอาการติดเชื้อ
ศาลเห็นว่าความตายยังมีเหตุสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลย
จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

📌 สิ่งสำคัญในคดีมาตรา 288
ศาลจะพิจารณาจาก “พฤติการณ์ทั้งหมด” ไม่ใช่ดูแค่คำพูดของผู้กระทำว่าอยากให้ตายหรือไม่

เช่น
✅ อาวุธที่ใช้
✅ ตำแหน่งบาดแผล
✅ ความรุนแรง
✅ จำนวนครั้งที่ลงมือ
✅ พฤติการณ์ก่อนและหลังเกิดเหตุ

⚠️ ความแตกต่างระหว่าง
มาตรา 288 กับมาตรา 290

🔹 มาตรา 288 = มีเจตนาฆ่า หรือเล็งเห็นผลได้ว่าจะตาย
🔹 มาตรา 290 = เพียงตั้งใจทำร้าย แต่ผลกลับทำให้ถึงแก่ความตาย

❗️❗️ตัวอย่างเช่น การทะเลาะวิวาททั่วไป ชกต่อยโดยไม่ได้ใช้อาวุธร้ายแรง

หากไม่มีพฤติการณ์ชัดว่าอยากให้ตาย
ศาลอาจลงโทษเพียงฐาน “ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย” ตามมาตรา 290 แทน

📚 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4683/2548
ศาลวินิจฉัยว่า การร่วมทะเลาะวิวาท แม้ผู้เสียหายเสียชีวิต
แต่หากข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า
ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 288

🚨 คดีฆ่าผู้อื่น เป็นคดีที่ศาลให้ความสำคัญสูงมาก
เพราะเกี่ยวกับ “สิทธิในชีวิต” ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์

ดังนั้น หลายครั้งเพียงอารมณ์ชั่ววูบไม่กี่นาที
อาจกลายเป็นคดีอาญาร้ายแรงที่เปลี่ยนชีวิตทั้งผู้กระทำและครอบครัวไปตลอดกาล

#กฎหมายอาญา ☠️
#มาตรา288 #ฆ่าผู้อื่น
#เจตนาเล็งเห็นผล
#ทนายความ
#ความรู้กฎหมาย #เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️⚖️

⛩️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8583/2568👩‍⚖️⏳⚖️ ศาลฎีกา: “คดีรื้อฟื้นอาญา” หากศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ถือเป็นที่สุด ไม่มีสิทธิฎีกา📌 คด...
07/05/2026

⛩️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8583/2568👩‍⚖️⏳

⚖️ ศาลฎีกา: “คดีรื้อฟื้นอาญา” หากศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ถือเป็นที่สุด ไม่มีสิทธิฎีกา

📌 คดีนี้ เดิมศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้ง 4 มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 และมาตรา 83

🔹 จำเลยที่ 1 ถูกจำคุก 2 ปี ปรับ 4,000 บาท
🔹 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน
🔹 ศาลให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 พร้อมคุมประพฤติ และกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ

✍️ต่อมา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้อง “ขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่” โดยอ้างว่า

📝 ระหว่างต่อสู้คดีที่ผ่านมา
ยังไม่ได้เสนอพยานหลักฐานสำคัญบางอย่าง
ซึ่งอาจเป็นคุณแก่ตนเอง

จึงต้องการนำ “พยานใหม่” มาแสดงต่อศาล

⚖️ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า
ข้อเท็จจริงตามคำร้อง “ไม่เข้าเงื่อนไข” ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5

จึงมีคำสั่ง “ไม่รับคำร้อง”

📌 จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

📌 จากนั้นจำเลยฎีกา

🔍 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้ไต่สวนคำร้องก่อน
ก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย

เพราะศาลมีอำนาจพิจารณาได้ว่า
“คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว”
จากข้อเท็จจริงในคำร้อง

และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแล้วว่า

❌ คำร้องของจำเลยไม่เข้าเกณฑ์รื้อฟื้นคดีตามมาตรา 5

ก็ถือว่าเป็นการ “ยกคำร้อง” แล้วในเนื้อหา

📌 แม้ถ้อยคำในคำพิพากษาจะใช้คำว่า “พิพากษายืน” ก็ตาม

⚖️ ประเด็นสำคัญคือ

พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า

🛑 “คำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด”

ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยืนตามศาลชั้นต้น
คดีจึง “ถึงที่สุดแล้ว”

❌ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา

📌 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกฎีกา

💡 หลักสำคัญของคดีนี้

การขอรื้อฟื้นคดีอาญา
ไม่ใช่เพียงอ้างว่า “มีพยานใหม่”

แต่ต้องเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
และหากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกคำร้องแล้ว
คำสั่งนั้นถือเป็นที่สุดทันที ⚖️

#กฎหมาย #ฎีกา #รื้อฟื้นคดีอาญา #คดีอาญา #ศาลฎีกา #นักกฎหมาย #ความรู้กฎหมาย
#เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️✨

📌 แชร์เคสจริงสายธุรกิจต้องรู้ ⚖️“คุยงาน–พรีเซนต์ไอเดีย” ระวังให้ดี ไม่ใช่ทุกกรณีจะฟ้องฉ้อโกงได้👉โจทก์นำ “สิทธิบัตรกรรมวิ...
07/05/2026

📌 แชร์เคสจริงสายธุรกิจต้องรู้ ⚖️
“คุยงาน–พรีเซนต์ไอเดีย” ระวังให้ดี ไม่ใช่ทุกกรณีจะฟ้องฉ้อโกงได้

👉โจทก์นำ “สิทธิบัตรกรรมวิธีผลิตข้าวสำเร็จรูป” ไปเสนอให้จำเลย 🍚มีการอธิบายขั้นตอนการผลิต และมีการพูดคุยเจรจากัน

แต่สุดท้าย…การเจรจายุติ ❌
โจทก์จึงฟ้องว่าจำเลย “ฉ้อโกง”

🔎 ศาลมองยังไง?

กฎหมายกำหนดว่า “ฉ้อโกง” ต้องมี
👉 การหลอกลวง
👉 และได้ไปซึ่งทรัพย์สิน

แม้ “สิทธิบัตร” จะเป็นทรัพย์สินก็จริง 📘
แต่การโอนสิทธิ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามกฎหมาย ✍️

⚠️ คดีนี้ไม่มีการโอนสิทธิ
⚠️ และไม่พบพฤติการณ์หลอกลวง

📌 แถมข้อเท็จจริงยังชัดว่า
โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอข้อมูลเอง

👉 ศาลจึงวินิจฉัยว่า ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง

💡 ประเด็นสำคัญ
ถ้ามีการเอากรรมวิธีไปใช้จริง
👉 ต้องไปฟ้อง “ละเมิดสิทธิบัตร” แทน ไม่ใช่คดีอาญา

📍 สรุปสั้น
“เล่าให้ฟังเอง” = เสี่ยงเอง
“ยังไม่ได้ทรัพย์” = ไม่ใช่ฉ้อโกง

⚖️ ศาลฎีกาพิพากษายืน ยกฟ้อง

#เอนุภากรทนายความ 👩‍⚖️⚖️
#กฎหมายธุรกิจ
#ฉ้อโกง
#สิทธิบัตร
#รู้กฎหมายก่อนเสียเปรียบ✨

⚖️👩‍⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2568🔥✨📌 โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (...
06/05/2026

⚖️👩‍⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2568🔥✨

📌 โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งปัจจุบันคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ระหว่างบริษัท ซ. กับจำเลยเสีย และมีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศเหนือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาที่ดินปัจจุบัน 1,643,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งแยกจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

⚖️ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

🏛️ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 (เดิม) หรือเลขที่ 9291 (ใหม่) ด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายออกคนละครึ่ง โดยโจทก์ต้องชำระเงิน 1,015,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

🔁 โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

⚖️ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

📜 โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

👩‍⚖️ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ศ. หรือ ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามร่วมกับกรรมการอื่นกระทำการผูกพันโจทก์ได้ จำเลยเป็นบุตรของนาย พ. เมื่อปลายปี 2543 นาย ศ. กับนาย พ. ร่วมกันจองซื้อที่ดินจัดสรรแปลงหมายเลข บี 26 เนื้อที่ 408 ตารางวา ในโครงการ บ. ของบริษัท ค. ซึ่งเป็นที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 มีชื่อบริษัท ซ. เป็นผู้ครอบครองและได้ทำประโยชน์ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวตกลงราคาตารางวาละ 6,500 บาท และวางเงินมัดจำไว้ 400,000 บาท นาย ศ. กับนาย พ. ตกลงแบ่งที่ดินคนละกึ่งหนึ่งโดยที่ดินด้านทิศเหนือเป็นของนาย ศ. ส่วนที่ดินด้านทิศใต้เป็นของนาย พ. และมอบหมายให้นาย พ. เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวกับผู้ขายเพียงผู้เดียว กับมอบหมายให้นาย พ. ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ซึ่งมีนางสาว ล. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ปลูกสร้างบ้านรับรองให้แก่โจทก์ 1 หลัง บนที่ดินด้านทิศเหนือ โจทก์จ่ายเงินค่าก่อสร้างแล้ว 1,500,000 บาท บ้านรับรองของโจทก์สร้างเสร็จปี 2545 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2547 โครงการผู้ขายมีหนังสือแจ้งให้นาย พ. นำเงินค่าที่ดินที่ค้าง 1,640,000 บาท ไปชำระเพื่อกำหนดนัดวันโอนสิทธิในที่ดิน จากนั้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2549 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 เนื้อที่ 408 ตารางวา ดังกล่าวจากบริษัท ซ. และได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองและทำประโยชน์แล้ว วันที่ 21 มีนาคม 2550 โจทก์มีหนังสือแจ้งนาย พ. กับจำเลยให้แบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 200 ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงโดยโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินค้างชำระ 250,000 บาท กับค่าก่อสร้างค้างชำระ 250,000 บาท รวม 500,000 บาท ให้ในวันแบ่งแยกและโอนสิทธิครอบครองในที่ดิน ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2550 จำเลยได้ขอแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือเนื้อที่ 210 ตารางวา ออกจากเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 จึงเหลือเนื้อที่ดิน 198 ตารางวา ส่วนที่ดินด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 210 ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 ให้ จากนั้นปี 2554 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ให้แทน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 เนื้อที่ 208 ตารางวา ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้ขอรังวัดออกโฉนดไว้ด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานโฉนดหมายเลขอะไร และปัจจุบันที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่

🧠 พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงด้านทิศใต้ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินแปลงด้านทิศเหนือที่ถูกต้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า ที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ประกอบกับทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดินทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดยที่ดินด้านทิศใต้คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

⚖️ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบหมายให้นาย พ. บิดาจำเลยเป็นตัวแทนซื้อที่ดินร่วมกับนาย พ. แล้วนาย พ. จะแบ่งแยกที่ดินส่วนของโจทก์ให้ในภายหลังโดยโจทก์ชำระเงินให้นาย พ. ไปบางส่วนแล้ว แต่ต่อมานาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่า นาย พ. ชักชวนนาย ศ. กรรมการโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ดังนี้ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า นาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาทหรือไม่ หากฟังได้ว่านาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์โดยนาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จึงจะนำไปสู่ประเด็นเรื่องอายุความว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์สินจากตัวแทนที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนที่มีอายุความ 10 ปี หรือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คือที่ดินส่วนของโจทก์คืนโดยไม่มีกำหนดอายุความ แต่หากฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่านาย พ. ไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาท และจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยตนเองแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัยโดยยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องการเป็นตัวแทนก่อน จึงไม่ชอบ

📌 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับประเด็นแห่งคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

#กฎหมายใกล้ตัว
#คำพิพากษาศาลฎีกา
#วิแพ่ง
#สิทธิในที่ดิน
#นิติกรรม
#ตัวแทน
#อายุความ
#เอนุภากรทนายความ
#ทนายความ
#ความรู้กฎหมาย⚖️✨

📌 อาญา มาตรา 309  “ข่มขืนใจผู้อื่น”        #แค่ขู่ให้กลัวก็ผิดแล้วนะคะ ⚖️   หลายคนเข้าใจว่า ความผิดอาญาต้องมี “การทำร้าย...
06/05/2026

📌 อาญา มาตรา 309 “ข่มขืนใจผู้อื่น”
#แค่ขู่ให้กลัวก็ผิดแล้วนะคะ ⚖️

หลายคนเข้าใจว่า ความผิดอาญาต้องมี “การทำร้ายร่างกาย” แต่จริง ๆ แล้ว แค่ “ข่มขืนใจ” หรือใช้ความกลัวบังคับ ก็ผิดได้แล้วค่ะ

🔎 กฎหมายว่าอย่างไร?

ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่น
ให้กระทำ / ไม่กระทำ / หรือจำยอมต่อสิ่งใด
โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อ
ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน
👉 ผู้นั้นมีความผิดตามมาตรา 309

🎯 องค์ประกอบความผิด

1. มีการ “ข่มขืนใจ” (บีบบังคับ กดดัน)
2. ทำให้ผู้ถูกกระทำ “กลัว” ภัยบางอย่าง
3. เพื่อให้เขา
▪️ กระทำการ
▪️ ไม่กระทำการ
▪️ หรือจำยอม

📍 ตัวอย่างใกล้ตัว
• ขู่ปล่อยคลิป/รูป → เพื่อให้โอนเงิน
• ขู่ทำร้าย → หากไม่ยอมเซ็นเอกสาร
• ขู่ให้เสียชื่อเสียง → เพื่อบีบให้ลาออก

👉 ยังไม่ต้องทำจริง แค่ทำให้ “กลัวและยอม” ก็เข้าองค์ประกอบแล้วค่ะ

⚠️ โทษ
จำคุกไม่เกิน 3 ปี
หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ

📌 หากใช้อาวุธ หรือกระทำร่วมกันหลายคน → โทษหนักขึ้น

💡 สรุปสั้น
“ขู่ให้กลัว เพื่อบังคับให้ทำตาม”
= ผิดอาญา มาตรา 309

กฎหมายคุ้มครอง “เสรีภาพในการตัดสินใจ” ของทุกคนนะคะ
อย่าคิดว่าไม่ลงมือ = ไม่ผิดค่ะ ⚖️✨

#เอนุภากรทนายความ 👩‍⚖️
#กฎหมายใกล้ตัว
#อาญา309
#ข่มขืนใจ🥲

👩‍⚖️✨ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568⚖️✅📚⚖️ คดีที่ดิน “ใบจอง (น.ส.2)” ใครมีสิทธิฟ้อง? ใครมีสิทธิครอบครอง?👉โจทก์ฟ้องขอให้บั...
05/05/2026

👩‍⚖️✨ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568⚖️✅

📚⚖️ คดีที่ดิน “ใบจอง (น.ส.2)” ใครมีสิทธิฟ้อง? ใครมีสิทธิครอบครอง?

👉โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินภายใน 15 วัน หากไม่ทำให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย 🧱🚧

❌จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ห้ามยุ่งเกี่ยวที่ดิน 🚫

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องทั้งฟ้องและฟ้องแย้ง 🏛️
ทั้งสองฝ่ายฎีกา และศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

🔎 ประเด็นที่ 1: โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
📌 ที่ดินตาม “ใบจอง (น.ส.2)” แม้ยังโอนไม่ได้ แต่สามารถ “ตกทอดโดยทางมรดก” ได้
📌 คำว่า “ตกทอดโดยทางมรดก” หมายถึงทั้ง

* ทายาทโดยธรรม
* ผู้รับพินัยกรรม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าของเดิมทำพินัยกรรมยกที่ดินให้โจทก์ ✍️
➡️ โจทก์ในฐานะ “ผู้รับพินัยกรรม” จึงมีสิทธิและมีอำนาจฟ้องได้

❗ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่มองว่าพินัยกรรมเป็นการเลี่ยงกฎหมาย

🔎 ประเด็นที่ 2: ใครมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท
📌 ที่ดินมีเพียงใบจอง = ยังไม่ใช่กรรมสิทธิ์ เป็น “ที่ดินมือเปล่า”
📌 ใช้หลักว่า “ใครครอบครองทำประโยชน์ ผู้นั้นมีสิทธิครอบครอง”

✅ ฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่สีเขียวประมาณ 32 ตารางวา 🌱
➡️ จำเลยจึงมี “สิทธิครอบครอง” ในส่วนนั้น
➡️ และมีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์รบกวน

❌ ส่วนพื้นที่อื่น
จำเลยนำสืบไม่ชัดเจนว่าครอบครองอย่างไร
➡️ จึงไม่ได้สิทธิครอบครอง

❌ ฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
➡️ จำเลยไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าโจทก์ปลูกอะไรตรงไหน
➡️ ศาลไม่อาจบังคับตามคำขอได้

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกา
แก้คำพิพากษาเป็นว่า
👉 ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองของจำเลยในพื้นที่สีเขียว
👉 นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
👉 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

📌 สรุปหลักกฎหมายสำคัญ
✨ ผู้รับพินัยกรรม = มีสิทธิรับ “ที่ดินใบจอง” ได้
✨ ใบจอง ≠ กรรมสิทธิ์ → ต้องดู “การครอบครองจริง”
✨ ใครครอบครองทำประโยชน์ = มีสิทธิครอบครอง (ป.พ.พ. ม.1367)
✨ ฟ้องต้องมีพยานชัดเจน ไม่ใช่แค่กล่าวอ้างลอยๆ

🏡 #กฎหมายที่ดิน #สิทธิครอบครอง
#ใบจอง 📝 #พินัยกรรม #ฎีกาน่าสนใจ ✨
#เอนุภากรทนายความ👩‍⚖️⚖️

🔥 วางเพลิงเผาทรัพย์ “เหตุฉกรรจ์” โทษถึงชีวิต! ⚖️   การวางเพลิงเผาทรัพย์ ไม่ใช่แค่ทำลายทรัพย์สิน  แต่คือการสร้าง “ความเสี...
05/05/2026

🔥 วางเพลิงเผาทรัพย์ “เหตุฉกรรจ์” โทษถึงชีวิต! ⚖️

การวางเพลิงเผาทรัพย์ ไม่ใช่แค่ทำลายทรัพย์สิน
แต่คือการสร้าง “ความเสี่ยงต่อชีวิตคนจำนวนมาก”

📌 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218
หากการวางเพลิงเข้า “เหตุฉกรรจ์” โทษจะรุนแรงขึ้นทันที

🔎 ลักษณะทรัพย์ที่เข้าข่ายเหตุฉกรรจ์ เช่น
🔹 โรงเรือนที่คนอยู่อาศัย
🔹 สถานที่สาธารณะ เช่น โรงมหรสพ สถานที่ประชุม
🔹 ยานพาหนะขนส่งสาธารณะ เช่น เรือ รถไฟ
🔹 ทรัพย์สาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา

💥 โทษ
👉 จำคุก 5 – 20 ปี
👉 จำคุกตลอดชีวิต
👉 หรือประหารชีวิต

⚠️ ประเด็นสำคัญของกฎหมาย
การพิจารณาไม่ได้ดูแค่ “ไฟไหม้มากแค่ไหน”
แต่ดูว่า “ทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงต่อสาธารณะหรือไม่”

✔ แม้ขณะเกิดเหตุไม่มีคนอยู่ในบ้าน
👉 ก็ยังถือเป็นโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย

✔ แม้เผาทรัพย์ของตัวเอง
👉 ถ้าเสี่ยงลุกลามไปทรัพย์ผู้อื่น ก็ผิดได้

✔ แม้ตั้งใจเผาเพียงจุดเดียว
👉 แต่ถ้ามีโอกาสลุกลาม ก็ถือว่าอันตรายต่อประชาชน

📚 ตัวอย่างสถานการณ์

🔸 เผาบ้านในชุมชนแออัด → ไฟอาจลามหลายหลัง
🔸 เผาร้านค้าในตลาด → กระทบคนจำนวนมาก
🔸 เผาโกดังใกล้ที่พักอาศัย → เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต
🔸 เผาสายไฟ/สถานีไฟฟ้า → กระทบระบบสาธารณะ

🔥 สรุป
มาตรา 218 ไม่ได้คุ้มครองแค่ “ทรัพย์”
แต่คุ้มครอง “ความปลอดภัยของสังคมโดยรวม”

เพราะไฟ…ไม่เลือกว่าจะหยุดที่ใคร

#กฎหมายอาญา #มาตรา218
#วางเพลิงเผาทรัพย์ #เหตุฉกรรจ์
#เอนุภากรทนายความ 👩‍⚖️⚖️

❗️ ❗️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569✨👩‍⚖️📌⚖️ คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติ...
04/05/2026

❗️ ❗️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569✨👩‍⚖️

📌⚖️ คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง รวมทั้งลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 127 วรรคสอง, 145 วรรคสาม (2) 💊🚗 โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ⚖️ จึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน 👥 ศาลลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท 💰 อีกทั้งในส่วนของการเสพเมทแอมเฟตามีนและการเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน 🚗💉 ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงเลือกใช้บทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ⚖️ โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ 🙏 ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ทำให้ในฐานสมคบกันฯ 👥 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท 💰 และในฐานขับขี่ขณะเสพ 🚗 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน รวมโทษแล้วจำเลยที่ 1 ต้องจำคุก 25 ปี 3 เดือน ⛓️ และปรับ 500,000 บาท 💰 จากนั้นให้นำโทษจำคุก 4 เดือนจากคดีเดิมที่รอการลงโทษไว้ (คดีหมายเลขแดงที่ 736/2564) มาบวกเข้าด้วย ➕ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 7 เดือน และปรับ 500,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ 💸 ให้บังคับตามมาตรา 29, 30 โดยอาจกักขังแทนค่าปรับได้ ⛓️ แต่ไม่เกิน 2 ปี พร้อมทั้งริบของกลาง 📦

👉ต่อมา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ❗ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ❌ และเมื่ออุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดก็พิพากษายืน จากนั้นจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาต ⚖️ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญคือ จำเลยมีสิทธิขอให้กำหนดโทษใหม่หรือไม่ 🔍 โดยหลักของมาตรา 3 (1) จะใช้ได้ต่อเมื่อมีกฎหมายใหม่ที่เบากว่าออกใช้ภายหลัง และศาลยังคงใช้กฎหมายเก่าที่หนักกว่าในการลงโทษ ⚖️ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ระหว่างการพิจารณาได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ 📜 ซึ่งมีโทษเบากว่ากฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นก็ได้เลือกใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ✅ โดยลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แทนกฎหมายเดิม ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 3 (1) อีกทั้งหากจำเลยเห็นว่าโทษหนักเกินไป ก็ควรใช้สิทธิอุท 📌⚖️ คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง รวมทั้งลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 127 วรรคสอง, 145 วรรคสาม (2) 💊🚗 โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ⚖️ จึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน 👥 ศาลลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท 💰 อีกทั้งในส่วนของการเสพเมทแอมเฟตามีนและการเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน 🚗💉 ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงเลือกใช้บทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ⚖️ โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ 🙏 ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ทำให้ในฐานสมคบกันฯ 👥 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท 💰 และในฐานขับขี่ขณะเสพ 🚗 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน รวมโทษแล้วจำเลยที่ 1 ต้องจำคุก 25 ปี 3 เดือน ⛓️ และปรับ 500,000 บาท 💰 จากนั้นให้นำโทษจำคุก 4 เดือนจากคดีเดิมที่รอการลงโทษไว้ (คดีหมายเลขแดงที่ 736/2564) มาบวกเข้าด้วย ➕ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 7 เดือน และปรับ 500,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ 💸 ให้บังคับตามมาตรา 29, 30 โดยอาจกักขังแทนค่าปรับได้ ⛓️ แต่ไม่เกิน 2 ปี พร้อมทั้งริบของกลาง 📦

👉ต่อมา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ❗ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ❌ และเมื่ออุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดก็พิพากษายืน จากนั้นจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาต ⚖️ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญคือ จำเลยมีสิทธิขอให้กำหนดโทษใหม่หรือไม่ 🔍 โดยหลักของมาตรา 3 (1) จะใช้ได้ต่อเมื่อมีกฎหมายใหม่ที่เบากว่าออกใช้ภายหลัง และศาลยังคงใช้กฎหมายเก่าที่หนักกว่าในการลงโทษ ⚖️ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ระหว่างการพิจารณาได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ 📜 ซึ่งมีโทษเบากว่ากฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นก็ได้เลือกใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ✅ โดยลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แทนกฎหมายเดิม ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 3 (1) อีกทั้งหากจำเลยเห็นว่าโทษหนักเกินไป ก็ควรใช้สิทธิ อุทธรณ์หรือฎีกาตั้งแต่แรก แต่เมื่อไม่ดำเนินการจนคดีถึงที่สุด ❗ จึงไม่อาจกลับมาขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ได้อีก และการร้องขอดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการขอแก้ไขคำพิพากษา ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 🚫 ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ❌ และ #พิพากษายืน 📌✅

#กฎหมายยาเสพติด #คำพิพากษาศาลฎีกา ✨
#มาตรา3 #กฎหมายอาญา
#คดีอาญา #ทนายความ
#เนติบัณฑิต #เรียนกฎหมาย
#เอนุภากรทนายความ⚖️👩‍⚖️

ที่อยู่

Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เอนุภากร ทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เอนุภากร ทนายความ:

แชร์