28/02/2026
ถาม – นับจากวันที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนถึงวันที่ผู้ต้องหาปรากฎตัวต่อพนักงานสอบสวน ยังไม่ครบ 20 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ กม.ถือว่าเป็นบาดเจ็บสาหัส หากจะดำเนินคดีข้อหาทำร้ายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องรอเอกสารใบชันสูตรบาดแผลจากแพทย์ก่อน หรือรอให้พ้น 20 วันไปก่อน จึงจะถือว่ามีอำนาจสอบสวน และดำเนินคดีข้อหาดังกล่าวได้ เป็นหลักการสอบสวนที่ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร
ตอบ – การแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาในการกระทำความผิดกรรมเดียว หากได้แจ้งข้อหา และอธิบายข้อหาถึงการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้ลงมือทำผิดอย่างไร แล้วทำการสอบสวนตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมเป็นการสอบสวนโดยชอบในเรื่องของการแจ้งข้อหาแล้ว สำหรับอาการของผู้เสียหายว่าเป็นสาหัสหรือไม่ หรือในเวลาต่อไปจะถึงขั้นตายหรือไม่ ไม่กระทบต่ออำนาจสอบสวนที่สามารถเริ่มต้นสอบสวนทันทีได้แม้จะยังไมพ้น 20 วันก็ตาม ดังนั้น หากพนักงานสอบสวนประสงค์จะให้ผู้ต้องหารับโทษข้อหาทำร้ายฯ สาหัสแม้ยังไม่พ้น 20 วัน ก็สอบสวนได้ กล่าวคือ..อัยการจะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาเรื่องหนึ่งๆ ได้ จะต้องมีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน ซึ่งการสอบสวนนั้นจะต้องชอบด้วยกฎหมาย การแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาก่อนทำการสอบสวนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การสอบสวนคดีนั้นชอบด้วย กม. เมื่อมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้และนำตัวส่ง พงส.แล้ว หากเป็นความผิดกรรมเดียว พงส.สามารถแจ้งข้อหาในการกระทำผิดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ณ ขณะนั้นได้เลย เช่น ผู้ต้องหามีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ก็แจ้งข้อหาตาม ม.295 และทำการสอบสวนได้ สำหรับปัญหาว่าบาดแผลหรืออาการบาดเจ็บจะถึงขั้นสาหัสหรือไม่นั้น หากระหว่างนั้นได้พ้น 20 วันนับแต่วันก่อเหตุผู้เสียหายยังคงรักษาตัวใน รพ. พงส.ก็มีอำนาจแจ้งข้อหาตาม ม.297 เพิ่มเติมได้ เพราะถือว่ายังอยู่ในการสอบสวนของตน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องรอเอกสารการชันสูตรบาดแผลจากแพทย์เพื่อยืนยันอาการป่วยเจ็บทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วันก่อน ก็เริ่มแจ้งข้อหาและสอบสวนได้ ..บาดเจ็บสาหัส หรือตาย ที่เป็นผลมาจากการทำร้ายร่างกาย เป็นผลฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้ก่อเหตุในข้อหาทำร้ายร่างกายจะต้องได้รับโทษหนักขึ้น แม้การทำร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส หรือตาย จะถูกบัญญํติไว้คนละมาตราแยกต่างหากจากข้อหาทำร้ายร่างกาย ม.295 ก็ไม่ได้เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการสอบสวนว่าจะต้องแจ้งข้อหาและสอบสวนในข้อหาดังกล่าวเท่านั้นจึงจะทำให้เป็นการสอบสวนที่ชอบรวมถึงอัยการจึงจะมีอำนาจฟ้อง เมื่อได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผลของการกระทำมีความร้ายแรงเพิ่มและกฎหมายเอาผิดหนักขึ้น เช่น ในขณะแจ้งข้อหาและสอบสวน ได้สอบสวนแค่ข้อหาทำร้ายร่างกาย ม.295 แต่ถัดมาผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัส หรือตาย ก็ไม่กระทบต่ออำนาจฟ้องของอัยการที่มีอำนาจฟ้องจำเลย แลเพื่อให้จำเลยรับผิดตามข้อหาที่ถูกต้องที่ควรเป็น ตราบใดที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล (ศาลยังไม่พิพากษา) อัยการโจทก์ก็มีอำนาจแก้ไขคำฟ้อง โดยแก้ไขข้อหาจากเดิม ม. 295 เป็น ม.297 หรือ 290 ให้ถูกต้องสอดคล้องกับผลที่เกิดกับผู้เสียหายได้...ดังนี้ การยังไม่เริ่มต้นสอบสวนโดยรอเอกสารจากแพทย์ก่อน เพื่อจะได้แจ้งข้อหาให้ตรงกับสภาพอาการบาดเจ็บของผู้เสียหายนั้น จึงเป็นการจัดการคดีที่ไม่เป็นไปตามหลักการให้อำนาจแก่ พงส.ในการสอบสวน และอำนาจฟ้องของอัยการ
เครดิต สื่อกฎหมาย 4D