เต้าเต๋อซิ่นซี

เต้าเต๋อซิ่นซี ฝึกฝนสุขภาพกายและจิตให้แข็งแรง ด้วยเทคนิคเต้าเต๋อซิ่นซี
-- มูลนิธิเหลาจื่อเต้าเต๋อสากล

ท่านอาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ ได้ริเริ่มเทคนิคเต้าเต๋อซิ่นซี โดยนำหลักปรัชญาจาก คัมภีร์ "เต้าเต๋อจิง" ผสมผสานกับวิทยาการสมัยใหม่ อาทิ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์สังคม วิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์การคิดและสมองวิทยา ฯลฯ กลั่นกรองเป็นเทคนิคที่มีความ โดดเด่น เรียบง่าย กะทัดรัด สะดวกเรียนรู้ง่าย มีประสิทธิผลเด่นชัดและรวดเร็ว สามารถใช้ได้รอบด้าน ช่วยให้ตนฝึกปฏิบัติเพื่อ ยกระดับจิต ใช้

ในการปกครองบ้านเมือง ทั้งยังเป็นวิถีธรรมชาติที่ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขสันต์ กิจการงานเจริญรุ่งเรือง มีสิริมงคลสมความปรารถนา

เทคนิคนี้สามารถ พัฒนาสุขภาพกายและจิตแบบองค์รวมตามธรรมชาติด้วยตนเองและผู้อื่น โดยอาศัยรูปแบบการผสานระหว่างทฤษฎีกับความเป็นจริงเข้าด้วยกัน เป็นเทคนิคที่ล้ำยุคแต่เรียบง่าย เหมาะกับคนในยุคปัจจุบัน เนื่องจาก ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย ทำได้ด้วยตนเองใช้กิจกรรมที่หลากหลาย เช่น รำมวย กายบริหาร เต้นรำ ร้องเพลง สมาธิ ฯลฯ

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 18 กรกฎาคม 2569🌹รักษาจิตเดิมแท้ไว้ แล้วจะพบความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์เนื้อหา “ผู้คนต่า...
18/07/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 18 กรกฎาคม 2569

🌹รักษาจิตเดิมแท้ไว้ แล้วจะพบความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์

เนื้อหา “ผู้คนต่างมีผลงาน แต่ข้ากลับดื้อรั้นโง่งม”

คำว่า “มีผลงาน” หมายถึงการยึดมั่นในความสามารถ การกระทำ และความสำเร็จภายนอก ส่วน “ดื้อรั้นโง่งม” หมายถึงดูด้อยค่า ไม่โดดเด่น หรือความไม่สมบูรณ์ในสายตาของคนทั่วไป

ประโยคนี้หมายความว่า คนทั่วไปชอบแสดงผลงานและไล่ล่าความสำเร็จ แต่ท้ายที่สุดกลับถูกผลประโยชน์ไม่ว่าผลได้หรือเสียจองจำ ถูกสิ่งแวดล้อมภายนอกทำให้หลงทาง จนจิตใจไม่มีเวลาผ่อนคลายแม้สักชั่วขณะ ส่วนผู้ดำรงอยู่ในเต้า ภายในไม่ยึดติด ภายนอกไม่ไขว่คว้า แม้ภายนอกจะดูเหมือนหินดิบๆที่แข็งกระด้าง ยังไม่ได้รับการขัดเกลา แต่แท้จริงแล้วภายในกลับเต็มเปี่ยมและอุดมสมบูรณ์ นี่เองคือความหมายของคำว่า “ผู้คนต่างมีผลงาน แต่ข้ากลับดื้อรั้นโง่งม”

ผู้ดำรงอยู่ในเต้าได้ตื่นรู้แล้ว จึงไม่แสวงหาความหรูหราที่รูปภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับแก่นแท้ของชีวิต บทที่ 22 กล่าวว่า “ความซื่อตรง มิอาจเป็นคำเลื่อนลอยแต่อย่างใดเลย เพราะสามารถทำให้เราหวนสู่เต้าอย่างแท้จริง” แท้จริงแล้ว การตื่นรู้ที่แท้คือความซื่อตรงอย่างสมบูรณ์ การตื่นรู้ไม่จำเป็นต้องอาศัยถ้อยคำไพเราะเพราะพริ้งหรือความรู้สึกอัศจรรย์ใดๆ
การตื่นรู้ คือการกล้าที่จะยอมรับความลุ่มหลงในชื่อเสียงลาภยศและความอ่อนแอของตน โดยไม่รู้สึกอับอายขายหน้าและไม่หาข้อแก้ตัวให้กับสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป ความซื่อตรงต่อตนเองเช่นนี้จะนำมาซึ่งพลังอันน่าอัศจรรย์ เมื่อไม่จำเป็นต้องคอยรักษาภาพลักษณ์ที่ “สมบูรณ์แบบ” ของตนอีกต่อไป ชีวิตก็จะเป็นอิสระอย่างแท้จริง

เมื่อเราเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ก็จะเปี่ยมด้วยพลัง ความจริงแท้นี้ทำให้เราเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิตได้โดยตรง แทนที่จะหลงวนเวียนอยู่ในกรอบของแนวคิดต่างๆ ผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับด้านมืดของตน ย่อมอยู่ใกล้ความจริงมากกว่าคนที่มีแต่แนวคิดและทฤษฎีท่วมหัว เมื่อยืนต่อหน้าความซื่อตรงแท้ สิ่งปรุงแต่งทั้งหมดจะสลายไป และคงเหลืออยู่คือความเรียบง่าย และจิตเดิมแท้ที่ทรงพลังที่สุด

บทที่ 39 กล่าวว่า “ไม่ขอเป็นหยกงาม แต่เป็นศิลาที่เปี่ยมค่า” ปัญญาแท้จริง กลับซ่อนเร้นความชาญฉลาดไว้ในความโง่งม และใช้ความไม่โอ้อวดเผยความกระจ่างแจ้ง การยินดีรักษาความโง่งมและความธรรมดาสามัญเช่นนี้ ในสายตาของผู้คน เขาอาจดูเหมือนเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้นหรือไม่รู้จักเอาตัวรอด แต่แท้จริงแล้ว เพราะเขารักษาจิตเดิมแท้ของตนไว้ได้ จึงได้รับความเป็นอิสระและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริง

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ
🌹🌹🌹

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569🌹หวนคืนสู่เต้าในทุกแห่งหน และเป็นอิสระอยู่ทุกขณะเนื้อหา “ล่องลอยไป เ...
17/07/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569

🌹หวนคืนสู่เต้าในทุกแห่งหน และเป็นอิสระอยู่ทุกขณะ

เนื้อหา “ล่องลอยไป เหมือนคลื่นทะเล ล่องลอยไป เหมือนลมพัดโหมโดยไร้จุดหมาย”

ประโยค “ล่องลอยไป เหมือนคลื่นทะเล” หมายถึงคลื่นน้ำที่เคลื่อนไหวอย่างเนิบช้าและอ่อนโยน ใช้พรรณนาถึงความสงบและผ่อนคลาย และประโยค “ล่องลอยไป เหมือนลมพัดโหมโดยไร้จุดหมาย” หมายถึงเสียงลมที่พัดแผ่วเบา ใช้พรรณนาถึงความพลิ้วไหว เป็นอิสระ และไร้การยึดติด ประโยคเหล่านี้หมายความว่า ผู้ดำรงอยู่ในเต้าย่อมมีจิตใจดุจมหาสมุทร กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แม้จะมีคลื่นลมรุนแรงและพายุโหมกระหน่ำ แต่เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว มหาสมุทรก็ยังคงกว้างใหญ่และลุ่มลึกเช่นเดิม จิตใจของผู้มีเต้ายังเปรียบดั่งสายลมอันบริสุทธิ์ ทั้งพริ้วไหวไปตามลมและโบยบินอย่างอิสระไร้จุดสิ้นสุด ไม่ยึดติดว่ามาจากที่ใด ไม่ยึดติดว่าจะสิ้นสุดที่ใด และไม่สำคัญว่าจะเป็นหรือตาย สภาวะจิตที่ทะลุปรุโปร่งและเป็นอิสระเช่นนี้ เกิดจากการที่เขาได้ละทิ้งความรู้ทางโลกที่คอยจะครอบครองทุกสิ่ง เขาไม่อวดภูมิปัญญาของตน และไม่ยึดติดกับรูปแบบภายนอก ไม่ยึดอยู่กับ “มี” และไม่ติดค้างอยู่กับ “ไม่มี” เมื่อปล่อยวางทั้ง “มีและไม่มี” จึงจะเข้าถึงเต้ายิ่งใหญ่ได้ ดังนั้น จึงกล่าวว่า “ล่องลอยไป เหมือนคลื่นทะเล ล่องลอยไป เหมือนลมพัดโหมโดยไร้จุดหมาย”

ความราบรื่นและอุปสรรคในชีวิต แม้จะดูไม่เที่ยง แต่แท้จริงกลับเผยให้เห็นพลังชีวิต เมื่อเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น แทนที่จะบ่นก่นตัดพ้อต่อสถานการณ์หรือพยายามเปลี่ยนแปลงผู้อื่น มิสู้มองเส้นทางตรงหน้าให้ชัด และทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุดจะดีกว่า ชีวิตเปรียบดั่งมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยคลื่นลม เราไม่อาจหยุดคลื่นลูกใหญ่ไม่ให้มา แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะขึ้นกระดานโต้คลื่นแล้วพุ่งไปตามกระแสคลื่นได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเผชิญกับสิ่งใด จงใช้ความสงบรับมือกับความเคลื่อนไหว และค้นหาเสาค้ำจุนอันมั่นคงภายในตน นั่นคือการฝึกฝนความสามารถที่พึ่งพาตนเองได้ สร้างทัศนคติที่มุ่งพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ และขัดเกลาจิตใจให้มั่นคงไม่หวั่นไหว
เมื่อมีเสาค้ำจุนเหล่านี้แล้ว แม้ต้องเผชิญพายุโหมกระหน่ำ ก็ยังสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

ชีวิตนี้ มนุษย์ควรฝึกฝนตนเองให้สามารถวางใจและไม่สะทกสะท้านท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ค้นหาความสมดุลท่ามกลางชีวิตที่ลุ่มๆดอนๆ และสร้างความเข้มแข็งแต่ยืดหยุ่นผ่านการยอมรับสิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิตตามความเป็นจริง ประโยค “ล่องลอยไป เหมือนคลื่นทะเล” คือการใช้ความสงบลุ่มลึกดุจทะเลในการฝึกความตั้งมั่นของจิต ส่วนประโยค “ล่องลอยไป เหมือนลมพัดโหม” คือการใช้ความอิสระดุจสายลมในการฝึกการปรับตัวต่อทุกสถานการณ์
ผู้ดำรงอยู่ในเต้ามีใจที่กว้างพอที่จะโอบรับทั้งภูเขาและมหาสมุทร สงบนิ่งและกว้างไกลไร้ขอบเขต กระทำสิ่งใดก็ไม่ติดขัด เป็นอิสระดุจสายลม มีเพียงเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถหวนคืนสู่เต้าในทุกแห่งหน และเป็นอิสระอยู่ทุกขณะ

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ
🌹🌹🌹

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 16 กรกฎาคม 2569🌹 สภาวะสูงสุดที่เราจะเป็นได้ในท้ายที่สุด อยู่ที่สภาวะจิตเท่านั้นเมื่...
16/07/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 16 กรกฎาคม 2569

🌹 สภาวะสูงสุดที่เราจะเป็นได้ในท้ายที่สุด อยู่ที่สภาวะจิตเท่านั้น
เมื่อใจสงบมั่นคง ทุกสิ่งก็สงบลงเอง

เนื้อหา “ผู้คนต่างรอบรู้และเข้าใจ แต่ข้ากลับสับสนเลอะเลือน ผู้คนต่างฉลาดหลักแหลม แต่ข้ากลับซื่อสัตย์จริงใจ”

คำว่า “รอบรู้และเข้าใจ” หมายถึงความโดดเด่นและเปล่งประกาย ส่วน “สับสนเลอะเลือน” หมายถึงความเรียบง่าย ไม่แสดงตน หรือดูคล้ายไม่โดดเด่น

ประโยค “ผู้คนต่างรอบรู้และเข้าใจ แต่ข้ากลับสับสนเลอะเลือน” หมายความว่า ผู้คนมักใช้ความฉลาดแกมโกงเพื่อแย่งชิงชื่อเสียงและผลประโยชน์ แต่ผู้ดำรงอยู่ในเต้ากลับเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับการแบ่งแยกชั่วดี คำว่า “ฉลาดหลักแหลม” มีอีกความหมายหนึ่งคือความเข้มงวด จู้จี้ และชอบจับผิด ส่วน “ซื่อสัตย์จริงใจ” หมายถึงความใจกว้างและผ่อนปรน

ประโยค “ผู้คนต่างรอบรู้และเข้าใจ แต่ข้ากลับสับสนเลอะเลือน” หมายความว่า ผู้คนมักชอบสร้างกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมผู้อื่น แต่ผู้ดำรงอยู่ในเต้ากลับสำรวมตนอย่างสงบ และปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความเมตตาและใจกว้างเสมอ เหตุที่ผู้คนสันทัด “การรอบรู้” อวดฉลาด และใช้ความ “ฉลาดหลักแหลม” ก็เพื่อสร้างอำนาจบารมี เหตุเพราะไม่เข้าใจโทษของการฝืนแทรกแซงสิ่งต่างๆ และยังไม่สามารถตัดทอนความรู้ทางโลกออกไปได้ ดังนั้น ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงแก่นแท้ย่อมไร้ความเกรงกลัว บทที่ 57 กล่าวว่า “เมื่อเล่นเล่ห์เพทุบายเกลื่อนกลาด สิ่งชั่วร้ายก็ยิ่งทวีคูณ เมื่อกฎหมายเข้มงวด โจรผู้ร้ายก็ยิ่งชุกชุม” ยิ่งมีการแทรกแซงและควบคุมมากเท่าไร โลกก็ยิ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น สภาวะที่ดีที่สุดคือการปกครองด้วยเต้า นั่นคือเริ่มจากการดำเนินอยู่บนหนทางเต้าเสียก่อน แล้วจึงปล่อยให้ผู้คนและโลกค่อยๆ พัฒนาไปตามธรรมชาติอย่างเงียบๆ

ผู้ดำรงอยู่ในเต้าเข้าใจหลักการนี้อย่างลึกซึ้ง จึงยินดีอยู่ที่ต่ำด้วยความเต็มใจ และโอบรับทุกสิ่งอย่างพึงพอใจและผ่อนคลาย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเลอะเลือนอันหาได้ยาก” กล่าวคือ เขามีพื้นที่ว่างในใจมากพอ แม้เผชิญกับข้อบกพร่องของผู้อื่น ก็ไม่จับผิด ไม่คอยเอาชนะ และไม่ปฏิบัติอย่างแข็งกระด้าง แต่กลับมอบพื้นที่ให้ผู้อื่นได้พัฒนาคุณสมบัติเต้า ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าการให้สิ่งอื่นใดๆ เสียอีก

ตลอดเส้นทางชีวิต สภาวะสูงสุดที่เราจะเป็นได้ในท้ายที่สุด อยู่ที่สภาวะจิตเท่านั้น
ผู้มีปัญญาไม่แข่งขันว่าใครสูงใครต่ำ และไม่หมกมุ่นอยู่กับการตัดสินว่าใครถูกใครผิด การไม่แก่งแย่ง คือความมั่นคงภายในที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความสงบนิ่งคือพลังอันยิ่งใหญ่ที่สุด การไม่แก่งแย่ง เกิดจากการมองทะลุภาพลวงตาของการแพ้ชนะ จึงไม่มีศัตรูอยู่ในใจ ความสงบนิ่งเปรียบดั่งดาบแห่งปัญญาอันคมกริบ ที่ไม่ทำร้ายสิ่งภายนอก แต่ฟันเพียงความหลงผิดภายในตนเองเท่านั้น เมื่อความสงบลึกจนถึงที่สุด ก็จะเข้าถึงสภาวะ “สุดขั้วแห่งความว่างเปล่า”
พายุแห่งโลกโลกีย์อาจโค่นไม้ใหญ่เต็มโอบให้ล้มครืน แต่ก็ไม่อาจพัดพาความว่างเปล่าไปได้
ดังนั้น เมื่อใจสงบมั่นคง ทุกสิ่งก็สงบลงเอง

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ
🌹🌹🌹

🔆โครงการฝึกอบรมเทคนิคสร้างพลังชีวิตเพื่อสุขภาพ อบจ.ภูเก็ต วันที่ 3 เช้าวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ..รับฟังการบรรยายเรื่องเต้...
15/07/2026

🔆โครงการฝึกอบรมเทคนิคสร้างพลังชีวิตเพื่อสุขภาพ อบจ.ภูเก็ต วันที่ 3 เช้าวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ..รับฟังการบรรยายเรื่องเต้าเต๋อจิงนำทางจากการรักษากาย ....สู่การเยียวยาใจ โดยพญ.ปุณฑริกา และการบรรยายเทคนิคพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มีสุขภาพแข็งแรง โดย อ.โสภิณ และอ.อัญญาวีร์💗🌻💗

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569🌹ระดับของความเป็นอิสระและผาสุก ย่อมแปรผันตามระดับการยอมรับโลกภายนอกภ...
15/07/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569

🌹ระดับของความเป็นอิสระและผาสุก ย่อมแปรผันตามระดับการยอมรับโลกภายนอก

ภารกิจสำคัญของการศึกษาและประยุกต์ใช้ “เต้าเต๋อจิง” คือการเป็นคนที่มีความสุข การที่มนุษย์ทุกข์กังวล ก็เพราะยึดติดกับรูปลักษณ์ที่ภายนอก และเกาะจับกับ “ตัวฉัน” ที่ภายในดังนั้น จึงต้องฝึกการยอมรับ และการยอมรับก็คือความโอบอ้อมอารีที่กว้างใหญ่ไพศาล ตราบใดที่ยังมีแม้เพียงเรื่องเดียวที่ยอมรับไม่ได้ ก็ยังไม่อาจเป็นอิสระจากความทุกข์ได้ เมื่อยอมรับได้อย่างแท้จริง “ตัวฉัน” ก็จะเลือนหายไป เมื่ออนุญาตให้ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เป็นจริง ความยึดติดก็จะหายไป ดังนั้น ระดับของความเป็นอิสระและผาสุก ย่อมแปรผันตามระดับการยอมรับโลกภายนอก
“เต้าเต๋อจิง” บทที่ 13 กล่าวว่า “การถูกโปรดปรานหรือเหยียดหยาม ย่อมทำให้หวั่นไหว สนใจมหาภัยดุจสนใจร่างกายตน” หากเพียงคำพูดประโยคเดียวของผู้อื่นก็ทำให้เราเกิดความทุกข์ใจ แสดงว่าความทุกข์นั้นมิได้ก่อเกิดจากพวกเขา แต่จากตัวเราเอง หากในใจไม่มีความยึดติดแต่อย่างใด พายุลมจากภายนอกก็ไม่อาจพัดให้เราหวั่นไหวได้ ความรู้อันล้ำลึก แท้จริงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงผู้อื่น แต่คือการมองเห็นตนเองอย่างชัดเจน แล้วค่อยๆ ปล่อยวาง การเปลี่ยนแปลงความคิดของตนนั้น ยากเสียยิ่งกว่าการเอาชนะคนนับพันนับหมื่น ทว่าทรงพลังมากกว่าอีกด้วย

บทที่ 29 กล่าวว่า “สรรพสิ่งทั่วหล้าแตกต่างกันไป บ้างก็นำ บ้างก็ตาม บ้างก็สำคัญมาก บ้างก็สำคัญน้อย บ้างก็แข็งแกร่ง บ้างก็อ่อนแอ บ้างก็สูงบ้างก็ต่ำ” ผู้คนบนโลกนี้นานาจิตตัง เรื่องราวทั้งหลายในโลกนี้จริงๆ เท็จๆ ปะปนกันไป ทุกสิ่งล้วนมีกงกรรมกงเกวียนของตน จึงไม่มีผู้ใดที่สมบูรณ์แบบ พลังของความรู้อันล้ำลึก ขึ้นอยู่ที่การ “มุ่งหาความร่วมมือ และเคารพความต่าง” การมุ่งหาความร่วมมือ หมายถึงมอบความรักและทะนุถนอมชีวิตของสรรพชีวิตทั้งหลาย มากกว่าการห่วงใยตนเองเพียงลำพัง แล้วสรรพชีวิตทั้งหลายก็จะหวนกลับมาเกื้อกูลและปกป้องเรา เพราะเราทั้งหลายได้เป็นส่วนหนึ่งของชะตากรรมเดียวกันแล้ว ส่วนการเคารพความต่างคือการเข้าใจว่าสรรพสิ่งต่างมีธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง อนุญาตให้ทุกคนเติบโตอย่างอิสระ และสร้างพื้นที่อันกว้างขวางให้แก่พวกเขา ในเวลาเดียวกัน ก็คือการเปิดพื้นที่ให้ตนเองได้เติบโตเช่นกัน

เหตุใด “ความรู้อันล้ำลึก” จึงทำให้ไร้กังวลได้ “ความรู้อันล้ำลึก” มีอีกความหมายหนึ่งว่า “การลดทอนวิชาความรู้” แต่ความจริงแล้วหมายถึงการเข้าใจกฎเกณฑ์ของชีวิตและโลกใบนี้อย่างถ่องแท้ แล้วใช้ความเข้าใจนั้นในการทำตนกลมกลืนกับคนทั่วหล้า พร้อมถ่ายทอดความรักออกไป ความรักมีมากเพียงใด เราก็จะยอมรับโลกใบนี้มากเพียงนั้น ความเป็นอิสระและความผาสุกจะลึกซึ้งมากขึ้น เมื่อรักษาความเรียบง่ายบริสุทธิ์ไว้ที่ภายใน และไม่แบ่งเขาแบ่งเราที่ภายนอก แล้วความทุกข์กังวลจะเกิดขึ้นจากที่ใดได้เล่า

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ
🌹🌹🌹

🔆โครงการฝึกอบรมเทคนิคสร้างพลังชีวิตเพื่อสุขภาพ อบจ.ภูเก็ต 13-17 กรกฎาคม 2569 เริ่มแล้วโดยมีสมาชิกเต้าเต๋อซิ่นซีภูเก็ต 12...
14/07/2026

🔆โครงการฝึกอบรมเทคนิคสร้างพลังชีวิตเพื่อสุขภาพ อบจ.ภูเก็ต 13-17 กรกฎาคม 2569 เริ่มแล้วโดยมีสมาชิกเต้าเต๋อซิ่นซีภูเก็ต 120 คนเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้...เปิดโครงการช่วงเช้า..ฟังอาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ บรรยายเรื่องชีวิตที่ผาสุก🙏 พร้อมนั่งสมาธิร่วมกัน 2 ชั่วโมง และ ฝึกกายบริหารเต้าซิ่น พัฒนาซอฟต์แวร์สมองซีกขวา โดย อ.โสภิณ ภาคบ่ายฝึกการเต้นรำเต้าซิ่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี🕺💃

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569🌹 เมื่อมีคุณธรรมสอดคล้องกับฟ้าดิน ทุกสิ่งจะได้มาโดยไม่ต้องเรียกหาเนื...
14/07/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569

🌹 เมื่อมีคุณธรรมสอดคล้องกับฟ้าดิน ทุกสิ่งจะได้มาโดยไม่ต้องเรียกหา

เนื้อหา “ผู้คนต่างมีสมบัติเหลือเฟือ แต่ข้ากลับขัดสน ข้าช่างมีจิตโง่เขลาเช่นนี้แล”

“สมบัติเหลือเฟือ” หมายถึงความมี “มากเกินพอ” ในด้านวัตถุ ความฉลาดเชิงเล่ห์เหลี่ยม และความปรารถนาทางอารมณ์ ส่วน “ขัดสน” ในที่นี้หมายถึงการลืมหรือปล่อยวาง

ประโยคนี้หมายความว่า ผู้คนส่วนใหญ่มองว่า “ยิ่งมีมากยิ่งดี” แต่ผู้ดำรงอยู่ในเต้า กิเลสลดน้อยลง และน้อยลงไปทุกที จิตของเขาว่างโปร่งดุจอากาศธาตุ ราวกับลืมการไล่ล่าชื่อเสียง เกียรติยศ และผลประโยชน์ทางโลกไปเสียแล้ว คนทั่วไปอาจมองว่าเขาโง่เขลา แต่แท้จริงแล้วนี่คือปัญญาอันยิ่งใหญ่ นี่เองคือความหมายของคำว่า “ผู้คนต่างมีสมบัติเหลือเฟือ แต่ข้ากลับขัดสน ข้าช่างมีจิตโง่เขลาเช่นนี้แล”

บทที่ 36 กล่าวว่า “จะยึดครองสิ่งใด ต้องให้ประโยชน์ก่อน” ทุกสิ่งในโลกนี้ จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อเรามีภาชนะภายในที่สามารถรองรับสิ่งนั้นได้ หากสิ่งใดที่จำต้องต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้มา แสดงว่าบุญวาสนาที่เป็นภาชนะรองรับสิ่งนั้นไม่ใหญ่พอ ต่อให้ได้มาก็ยากจะคงอยู่ได้นาน
ตลอดเส้นทางชีวิต บุญวาสนาย่อมมีที่ไปที่มา เคราะห์กรรมมักค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ทุกสิ่งที่เราพบเจอล้วนมีเหตุและผลของมัน แท้จริงแล้ว มนุษย์ไม่จำเป็นต้องแย่งชิง เพียงสร้างตนด้วยคุณธรรม เมื่อระดับพลังภายในสูงขึ้น บุญและปัญญาจะพรั่งพรูออกมา และสิริมงคลจะมาถึงเอง ผู้ดำรงอยู่ในเต้าไม่เคยแก่งแย่งแข่งขัน แต่กลับได้รับสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องแย่งชิงอยู่เรื่อยไป นี่คือผลแห่งการสั่งสมคุณธรรมมาอย่างยาวนาน

“ความเขลา” ของผู้มีเต้า เปรียบดั่งผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ ที่ทั้งหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง และพร้อมค้ำจุนผู้คนทั้งหลาย ทุกคนสามารถค้นพบจุดยืนของตน ใช้ศักยภาพให้เกิดประโยชน์ จึงจะได้รับการหล่อเลี้ยงกลับมา เมื่อมีใจกว้างใหญ่เช่นนี้ สรรพสิ่งจะเข้ามาพึ่งพิง และปวงชนก็จะยินดีติดตามเขา ดังคำคมที่ว่า “เมื่อน้ำสูง เรือก็ลอยสูง” กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ยิ่งเรามอบสิ่งดีงามแก่ผู้อื่นมากเท่าไร คุณธรรมของเราก็ยิ่งหนาแน่นมากเท่านั้น และผู้ที่พร้อมสนับสนุนหรือเกื้อหนุนเราก็จะยิ่งเพิ่มพูน นี่คือการอาศัยจิตที่โง่เขลาเพื่อรักษาจิตวิญญาณอันไม่เขลาไว้ และนี่เองคือปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริง

แต่ปัญญาไม่อาจถ่ายทอดด้วยคำพูดได้ จำต้องรู้แจ้งผ่านการลงมือทำ ดังนั้น “เต้าเต๋อจิง” จึงต้องผ่านการศึกษาอย่างจริงจังและนำไปประยุกต์ใช้จริง เพียงทำหน้าที่ของตนให้ดี ประพฤติตนให้ถูกต้อง และวางตนอย่างถ่อมตน สนามพลังแห่งคุณธรรมอันหนาแน่นก็จะค่อยๆ แผ่ความอบอุ่นสู่ผู้คน ช่วยให้ผู้คนค้นพบเต้าของตนเอง และนำพาปวงชนให้โน้มไปสู่หนทางที่ถูกต้อง เมื่อสร้างกลไกแห่งการแปรเปลี่ยนบุญกุศลเช่นนี้ขึ้นได้ นั่นคือสาเหตุที่มีคุณธรรมสอดคล้องกับฟ้าดิน ทุกสิ่งจะได้มาโดยไม่ต้องเรียกหา

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ
🌹🌹🌹

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิงเผยแพร่วันที่ 13 กรกฎาคม 2569🌹อาศัยการใช้จิตโง่เขลาเพื่อรักษาจิตวิญญาณอันไม่หลงผิดยิ่งยึดติดน้อยเ...
13/07/2026

อรุณสวัสดิ์ เต้าเต๋อจิง
เผยแพร่วันที่ 13 กรกฎาคม 2569

🌹อาศัยการใช้จิตโง่เขลาเพื่อรักษาจิตวิญญาณอันไม่หลงผิด
ยิ่งยึดติดน้อยเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้เต้ามากขึ้นเท่านั้น

เนื้อหา “ข้าอยู่อย่างสมถะไม่ผูกพัน เหมือนผู้พเนจรเร่ร่อนไม่มีแหล่งพัก”

ประโยคนี้หมายความว่า ผู้คนทั่วไปมีความยึดติดและความอยาก จึงดูเหมือนมีเป้าหมายชัดเจน และมีแหล่งพึ่งพิง แต่ผู้ดำรงอยู่ในเต้าย่อมปล่อยวาง ไม่มีทั้งการแสวงหาและการยึดติด ทุกสิ่งดำเนินไปตามเต้าและไหลลื่นตามบุญวาสนา เปรียบดั่งสายน้ำ เมื่อพบช่องว่างก็ไหลไปตามทางนั้น เมื่อพบสิ่งกีดขวางก็อ้อมไปทางโน้น จึงดูราวกับว่าชีวิตไม่มีเป้าหมาย และไม่มีสิ่งใดให้ยึดเกาะ นี่เองคือความหมายของคำว่า “ข้าอยู่อย่างสมถะไม่ผูกพัน เหมือนผู้พเนจรเร่ร่อนไม่มีแหล่งพัก”

ประโยค “เหมือนไม่มีแหล่งพัก” หมายถึงการไม่ยึดติดกับรูปแบบหรือมาตรฐานใดๆ ทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้อยู่ที่ภายนอก แท้จริงแล้ว ใจของเขายังคงตั้งมั่นอยู่ในเต้าเสมอ
เขาเปิดเผยตรงไปตรงมา ความดีความชั่ว คำสรรเสริญหรือการเสียเกียรติ์ไม่อาจสั่นคลอนเขาได้
ทั้งความสุขหรือทุกข์ การจากลาหรือพบพาน ก็ไม่อาจทำให้ใจเขาปั่นป่วน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็มิอาจขัดขวางเขาจากการโอบรับเต้ายิ่งใหญ่ได้ สภาวะจิตของเขา เปรียบดั่งเนื้อหาในบทที่ 34 ที่กล่าวไว้ว่า “เต้ากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มีอยู่ทั่วทุกสารทิศ” เหตุที่เขาสามารถปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ รู้จักรุกและรู้จักถอยโดยไม่เสียสมดุล ก็เพราะใจของเขาหยั่งรากอยู่ในหนทางเต้า มั่นคงไม่หวั่นไหว

เมื่อเรามองปัญหาต่างๆ ก็จะต้องเรียนรู้ “การก้าวพ้นรูปภายนอก” เพราะมีเพียงอยู่เหนือรูปเท่านั้น จึงจะมองเห็นหนทางที่แท้จริงได้ การที่อริยบุคคลดูเหมือน “เร่ร่อนไม่มีแหล่งพัก” นั้น เป็นเพียงภาพภายนอก เพราะภายในเขามีศรัทธาอันมั่นคงแน่วแน่นั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่แสดงออกมาจึงกลับกลายเป็นความอ่อนโยน ซึ่งเป็นสภาวะแห่งความสมดุลทั้งในและนอกของเขา
ส่วนสาเหตุที่ผู้คนมากมายแข็งทื่อไม่ยืดหยุ่น และยึดติดในรูปแบบหรือมาตรฐานต่างๆ ก็เพราะยังไม่ค้นพบเต้าของตนเอง

ไม่ว่าเรื่องใด ก็อย่ายึดติด ถึงแม้สิ่งนั้นจะถูกต้องก็ตาม หากยึดติดมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นความผิดพลาดได้เช่นกัน จงปล่อยให้ใจตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ดุจดอกบัวที่ไม่เปื้อนโคลน และดุจดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ที่ไม่ยึดติดอยู่กับความว่าง
ยึดติดยิ่งน้อยเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้เต้ามากขึ้นเท่านั้น

อาจารย์จ้าวเมี่ยวกว่อ
🌹🌹🌹

12/07/2026

ep2 ประสบการณ์ผู้เข้าร่วมอ่านคัมภีร์เต้าเต๋อจิง 100 จบ
คุณอุไรรัตน์ อติเศรษฐ์ ประธานชมรมเต้าเต๋อซิ่นซีภูเก็ต

11/07/2026

mv ประมวลภาพคอร์สอิ่มบุญอิ่มทิพย์ สู่ความรุ่งโรจน์ อดอาหารล้างพิษ
วันที่ 3-9 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์อบรมเหลาจื่อเต้าเต๋าซิ่นซี อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี

ที่อยู่

เลขที่ 75/60 ชั้น 17 อาคารริชมอนด์ ซ. สุขุมวิท 26
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00
เสาร์ 08:30 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

02-2041531

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เต้าเต๋อซิ่นซีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เต้าเต๋อซิ่นซี:

ทางลัด

แชร์