กฎหมายจากข่าว

กฎหมายจากข่าว อธิบายกฎหมายจากข่าวที่เกิดขึ้นในท?

19/08/2022

“เสี่ยวิชัย” 860 ปี ส่วนลูกชายกับพวกโดน 38-416 ปี คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย

ศาลอาญาคดีทุจริตจำคุก “เสี่ยวิชัย” 860 ปี ส่วนลูกชายกับพวกโดน 38-416 ปี คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย - กฤษดามหานคร แต่ตามกฏหมายจำคุกได้แค่ 20 ปี พร้อมร่วมชดใช้หนี้ 8,868 ล้าน

เมื่อเวลา 09.30 น.วันนี้ (19 ส.ค.) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฟอกเงิน หมายเลขดำอท.214/2561ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 83 ปี อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ที่ 1 นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 56 ปี บุตรชายของ นายวิชัย อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท โบนัส บอร์น จำกัด ที่ 2 นายบัญชา ยินดี อายุ 63 ปี อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด และ บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บมจ.กฤษดามหานคร ที่ 3 น.ส.เพชรรัตน์ เทพสัมฤทธิ์พร อายุ 51 ปี อดีตเลขานุการของนายรัชฎา ที่ 4 นายปภพ สโรมา อายุ 69 ปี ผู้มีชื่อเป็นกรรมการใน 3 บริษัท ประกอบด้วย บจก.อาร์เคฯ, บจก.โกลเด้นฯ, บริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด และ นายธีรโชติ พรมคุณ อายุ 58 ปี พนักงานของ บมจ.กฤษดามหานคร ที่ 6 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2547 มาตรา 4, 5, 9, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91
โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องพฤติการณ์ความผิดจำเลยทั้ง หมด สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 11 ก.ย.2546 -ธ.ค.2547 หลังจากที่มีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของ ธนาคารกรุงไทยฯ ผู้เสียหายให้กับ บมจ.กฤษดามหานคร และบริษัทในเครือโดยมิชอบแล้ว จำเลยทั้ง 6 คน กับพวกอีกหลายคนสมคบกันฟอกเงินที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ จำนวน 10,400,000,000 บาท โดยมีการนำบริษัทนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1-3 มีอำนาจกระทำการแทน มาใช้ในการโอนและรับโอนเงิน โดย น.ส.เพชรรัตน์ จำเลยที่ 4 เลขานุการ ของนายรัชฎา จำเลยที่ 2 ได้ทำหน้าที่จัดหาบัญชีธนาคารพาณิชย์ และบัญชีซื้อขายของบุคคลอื่น เพื่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปใช้ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมี นายปภพ จำเลยที่ 5 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีธนาคารของ บจก.โกลเด้นฯ ที่รับโอนเงินจากการกระทำผิดไปเข้าบัญชี บจก.แกรนด์ คอมพิวเตอร์ฯ แล้วนำมาชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นแปลงสภาพ บมจ.กฤษดามหานคร

ขณะที่ นายธีรโชติ จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถประจำตัวนายวิชัย อดีตผู้บริหาร บมจ.กฤษดามหานคร ได้ทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์เพื่อให้นายวิชัย จำเลยที่ 1 โอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดแล้วทำหน้าที่นำเช็คของธนาคาร ที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไปเบิกถอนเป็นเงินสด ตามคำสั่งของนายวิชัย จำเลยที่ 1 ขณะที่เมื่อ บจก.อาร์เคฯ และ บจก.โกลเด้นฯ ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจาก ธนาคาร กรุงไทย แล้วก็ไม่ได้นำไปปรับโครงสร้างหนี้และจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม ตามเหตุผลการขอสินเชื่อ แต่นายบัญชา จำเลยที่ 3 อดีตกก.บริษัททั้งสอง กลับร่วมกับพวกนำเงินนั้นไปออกเช็คแล้วฝากเข้าบัญชีบุคคลต่างๆ ก่อนจะเบิกถอนเงินสดไปซื้อขายหุ้นและที่ดิน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งหกกับพวก และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ยื่นขอกู้ไว้ นอกจากนี้ระหว่างนั้นพวกจำเลยยังร่วมกันออกเช็คในนามบริษัทนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าบัญชีธนาคารของพวกจำเลยอีกหลายครั้ง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 6 กับพวกดังกล่าวเป็นการโอน รับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือเพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ในความผิดมูลฐาน หรือกระทำการเพื่อปกปิด อำพรางการได้มา การโอนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการสมคบกันฟอกเงิน รวมทั้งสิ้น 141 กรรม

ท้ายฟ้องอัยการโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิด และนับโทษ นายวิชัย นายรัชฎา และ นายบัญชา จำเลยที่ 1-3 คดีนี้ต่อจากโทษในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้จำคุกทั้งสามไว้คนละ 12 ปี คดีทุจริตปล่อยสินเชื่อระหว่างของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับ กฤษดามหานครที่ศาลฎีกา ฯ พิพากษาจำคุกไว้คนละ 12 ปีด้วย จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

#เสี่ยวิชัย” #860 ปี #ส่วนลูกชายกับพวกโดน38-416ปี #คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย

18/08/2022
24/08/2021

นอกจากจะเด่น-คนดังในวงการตำรวจชื่อของ ผู้กำกับโจ้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล ก็ยังมีความผูกพันกับแวดวงบันเทิ....

31/07/2021

ข่าวใหญ่วงการคอนโดสองวันนี้
ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับแจ้งการก่อสร้าง Ashton Asoke ทุกฉบับ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งดังกล่าว
แปลว่าตึก Ashton Asoke สูง51ชั้นสร้างเสร็จแล้ว
โดยไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง
Ashton Asoke เกิดจาการรวบรวมที่ดิน3แปลง
แปลง1กาลครั้งหนึ่งเคยติดถ.อโศก-มนตรี
ต่อมาถูกเวนคืนโดย รฟม.
ทำให้ไม่มีทางออกถ.อโศก-มนตรี
เจ้าของแปลง1ฟ้องร้องชนะ รฟม.
ได้ทางออกถ.อโศก-มนตร์กว้าง 6.4ม.อยู่ฝั่งใกล้Termimal21
แปลง2 และแปลง3 อยู่ด้านในต่อจากแปลง1
มีถนนสาธารณะผ่ากลางที่หว่างแปลง2และแปลง3
ถ้าสร้างตึกคือสร้างคร่อมบนทางสาธารณะ
เคยสู้กันเรื่องนี้
ตรงนี้เล่าให้ฟังเฉยๆ ไม่ใช่ประเด็นแล้ว
ประเด็นคือเมื่อรวม3แปลง
ทางออกถ.อโศก-มนตรีที่แปลง1
มีความกว้าง 6.4ม.
สร้างAShton Asoke สูง51ชั้นไม่ได้
ที่ดินต้องติดถนนสาธารณะยาวอย่างน้อย 12 เมตร
หรือเข้าใจง่ายๆคือ ทางออกอย่างน้อยต้องกว้าง12ม.
ถ้าติดที่เอกชนทั่วไปคือจบ ซื้อที่ข้างเคียงเพื่อขยายทางออก
แต่ข้างเคียงของแปลง1เป็นที่รฟม.
ซื้อขายไม่ได้ตามกฏหมาย
อนันดาใช้วิธีจ่ายค่าตอบแทนให้รฟม.และสร้างอาคารจอดรถ
แลกกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการเข้าออก
โดยย้ายทางออกมาฝั่งติดสยามสมาคม
และขยายทางออกเป็นกว้าง13ม.
Ashton Asoke ใช้ตรงนี้ขออนุญาตก่อสร้างจนสำเร็จเป็นตึก51ชั้น
แต่ศาลบอกว่า ทางออกนี้มิใช่ทางสาธารณะ
และหาใช่การใช้ที่ดินที่ได้มาจาการเวนคืน ตามวัตถุประสงค์การเวนคืน
และใช้ที่ดินเพื่อกิจการรถไฟฟ้า
ศาลบอกว่า รฟม.ทำไม่ได้ครับ
รฟม.เวนคืนที่ชาวบ้านมา มีกรอบวัตตุประสงค์เพื่อกิจการรถไฟฟ้า
แต่ตึกสร้างจนเสร็จไปแล้ว
สรุป
1.ที่ดินไม่มีด้านใดด้านนึงของที่ดินติดถนนสาธารณะยาวอย่างน้อย 12 เมตร
2.การขยายถนนเพื่อสร้างAsthon Asoke ไม่ใช่การใช้ที่ดินที่ได้มาจาการเวนคืน ตามวัตถุประสงค์การเวนคืน และใช้ที่ดินเพื่อกิจการรถไฟฟ้า
3.ศาลพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับแจ้งการก่อสร้างอาคารพิพาททุกฉบับ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งดังกล่าว
จากคำพิพากษา143หน้าเหลือเท่านี้ครับ 555
ผิดพลาดขออภัย
หากเข้าใจอะไรผิด แนะนำ และเพิ่มเติมได้ครับ
ภาพถ่ายที่ดินปีพ.ศ.2557 ก่อนการก่อสร้างAshton Asoke

30/07/2021

ฝากแชร์ข่าวไปครับ

 #มีลูกศิษย์ส่งลิงค์รายการโหนกระเเสของคุณหนุ่มมาให้ดู แล้วสอบถามว่า สลากกินเเบ่งรัฐบาลเป็นของใคร ?ใช้เวลาดูรายการประมาณค...
28/07/2021

#มีลูกศิษย์ส่งลิงค์รายการโหนกระเเสของคุณหนุ่มมาให้ดู แล้วสอบถามว่า สลากกินเเบ่งรัฐบาลเป็นของใคร ?

ใช้เวลาดูรายการประมาณครึ่งชั่วโมง เห็นว่าคดีนี้มีประเด็น และเงื่อนเเง่ข้อกฎหมายที่น่าสนใจหลายประการ จึงขอนำมาตอบผ่านเฟซบุ๊คครับ

#ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การซื้อขายสลากกินเเบ่งรัฐบาล ก็คือการซื้อขายอย่างสังหาริมทรัพย์ทั่วไปนั่นเอง เมื่อผู้ซื้อเสนอซื้อ ผู้ขายสนองหรือตกลงขาย ( เสนอ สนอง ตรงกัน ) สัญญาซื้อขายจึงเกิด ผลจึงเท่ากับว่ากรรมสิทธิ์ในสลากกินเเบ่งรัฐบาลตกเป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ( หากถูกรางวัล) ของผู้ซื้อทันที ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่า ผู้ซื้อจะได้ส่งมอบสลากกินเเบ่งรัฐบาล หรือผู้ขายจะได้ชำระราคาแล้วหรือไม่ เพราะตามกฎหมายไทยมิได้ถือเอาการส่งมอบหรือการชำระราคา มาเป็นเงื่อนไขเเห่งการโอนไปซึ่งกรรมสิทธิ์ ( ปพพ.มาตรา 458 )

#แต่อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฎผู้ขายได้กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องให้ผู้ซื้อชำระราคาสลากกินเเบ่งรัฐบาลเสียก่อน หากผู้ซื้อยังไม่ชำระราคา กรรมสิทธิ์ในสลากกินเเบ่งก็ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ. ( ปพพ.มาตรา 459 )

#ข้อเท็จจริงในคดีนี้ เมื่อวิปครีมซึ่งเป็นคนขายสลากกินเเบ่งรัฐบาล ได้กำหนดเงื่อนไขว่า หญิงต้องชำระราคาสลากเสียก่อน เมื่อหญิงยังไม่ชำระราคา กรรมสิทธิ์หรือ สิทธิในสลากกินเเบ่งจึงยังไม่โอนไปยังหญิง ดังนั้น เมื่อหญิงไม่มีสิทธิในสลากกินเเบ่งเสียเเล้ว หญิงจึงไม่มีสิทธินำสลากไปขายให้เเก่ลักษณ์ แม้ลักษณ์จะซื้อไว้โดยสุจริต และเสียค่าตอบเเทน กล่าวคือ มีการชำระราคาให้หญิงเเล้วก็ตาม ลักษณ์ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในสลากกินเเบ่งที่ถูกรางวัล ทั้งนี้เป็นไปตามหลักที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน"

#แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้โดยความเห็นส่วนตัว หากทนายความของลักษณ์สอบข้อเท็จจริงโดยละเอียด ทั้งหญิงเเละลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทสนทนาทางไลน์ ทอดระหว่างวิปครีมกับหญิง เเละตั้งรูปเรื่องคดีขึ้นสู่ศาลเนียนๆ เช่นพฤติการณ์ในการซื้อขายที่ผ่านมา หรือวิปครีมมิได้ถือเอาระยะเวลาในการชำระค่าสลากมาเป็นข้อสำคัญ เชื่อว่าลักษณ์ซึ่งยังคงถือเครดิตของความเป็นผู้สุจริตอยู่ ก็ยังคงมีโอกาสพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะในคดีนี้ได้.

มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส เวลา จันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง3HD กดเลข33กดติดตามไ....

22/07/2021

ผู้ว่าฯ ปู ลั่น ถ้าระเบียบทำให้คนต้องตาย จงก้าวข้ามระเบียบนั้น⁣

22 กรกฎาคม : นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร แชร์ข่าวจากเพจเฟซบุ๊กหนึ่ง จากกรณีมีคำสั่งให้ปรับการทำงานศูนย์พักคอย ให้ส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตัวทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนของ สธ. เพราะอาจไม่ทันการ⁣

โดยผู้ว่าฯ ปู โพสต์ข้อความระบุว่า "ถ้าระเบียบ ทำให้ประชาชนต้องตายเพราะไม่มีที่กักตัว โปรดจงก้าวข้ามระเบียบนั้น แล้วบอกว่า ต้องทำ เพราะผมเป็นคนสั่งเอง ให้มันรู้ไปว่า ระเบียบกับความตาย อะไรสำคัญกว่า"⁣

#ผู้ว่าปู #วีระศักดิ์วิจิตร์แสงศรี #ผู้ว่าราชการสมุทรสาคร #โควิด19 #ไทยรัฐออนไลน์

เอาที่สบายใจ...
19/07/2021

เอาที่สบายใจ...

18/06/2021

มหากาพย์คดี "ลุงวิศวะ" สิ้นสุดลงแล้ว กับคำตัดสินของศาลฎีกา ที่เปลี่ยนคำพิพากษา จากศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์อย่างสิ้นเชิง

เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร และนำไปสู่บทสรุปแบบไหน workpointTODAY จะรวบรวมเรื่องทั้งหมดแต่แรกอีกครั้ง ใน 17 ข้อ กับคดีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในสัปดาห์นี้

1) นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ เรียนจบ ม.ปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นทำงานเป็นวิศวกร อยู่ที่บริษัท ไมคอล เอ็นจิเนียริ่ง

2) ย้อนกลับไปวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 นายสุเทพ ได้เดินทางไปพักผ่อนที่บางแสน พร้อมกับคุณแม่ ภรรยา และหลาน 1 คน จากนั้นในช่วงขากลับ นายสุเทพและครอบครัว ได้จอดข้างทางเพื่อแวะซื้อของฝากบริเวณสะพานปลา อ่างศิลา พอซื้อเสร็จแล้วกำลังจะขับรถออก ปรากฏว่ามีรถตู้หนึ่งคันมาจอดซ้อนคันขวางทาง ทั้งๆที่ด้านหน้ามีที่จอดอีกมาก

3) นายสุเทพตบไฟสูงหลายครั้ง พร้อมกับบีบแตร เพื่อให้รถตู้เลื่อนออกไป จากนั้นภรรยาได้เข้าไปบอก ให้รถตู้ขยับรถให้หน่อย แต่รถตู้ก็ไม่ยอมเลื่อน นายสุเทพโมโหจึงตะโกนบอกไปว่า "ที่ว่างจอดตั้งเยอะตั้งแยะ คุณมาจอดซ้อนคันได้ไง" แต่คนขับรถตู้สวนกลับมาว่า "โถ่เอ๊ย รอแป้บเดียวไม่ได้หรือไงพี่ แค่นี้รอไม่ได้ใช่ปะ"

4) เมื่อโดนกวนประสาทมา นายสุเทพจึงฟิวส์ขาดแล้ว ตะโกนว่า "อ้าวเย็ดแม่มึงดิ ไอ้เหี้ย มาดิมา" จากนั้นทั้งฝ่ายรถตู้ตะโกนด่ากลับด้วยคำหยาบคายเช่นกัน แต่ไม่มีอะไรรุนแรง พอทั้งสองฝ่ายปิดกระจกรถลงแล้ว นายสุเทพหันมาพูดกับภรรยาว่า "เดี๋ยวยิงแม่งเลย" จากนั้นเหตุการณ์ก็เหมือนจะผ่านไป

5) แต่เหตุการณ์ไม่จบ เมื่อรถตู้ขับออกไปก่อน นายสุเทพที่ขับตามหลัง บีบแตรยาวใส่ 1 ที ก่อนขับแซงหน้าไป อย่างไรก็ตาม รถตู้คันดังกล่าว พร้อมด้วยรถเก๋งอีกหนึ่งคัน ที่เป็นพวกเดียวกัน ไม่พอใจที่โดนบีบแตร จึงขับไล่จี้ท้ายมาตลอด พร้อมบีบแตรเป็นระยะเป็นการเอาคืน เมื่อรู้สึกโดนคุกคาม ทำให้เมื่อขับรถถึงแยกครกใหญ่ นายสุเทพเห็นหน่วยกู้ภัยจอดรถอยู่พอดี จึงชิดซ้ายจอดเพื่อให้ภรรยา ลงไปบอกกู้ภัยมาช่วยไกล่เกลี่ย

6) แต่ยังไม่ทันได้ลงไปแจ้งใคร รถตู้รีบขับมาจอดขวางดักหน้ารถของนายสุเทพ ก่อนที่กลุ่มเด็กวัยรุ่นจำนวน 10 คน จะกรูลงจากรถตู้ แล้วรุมด่าว่า "มึงเก๋าหรอ เอาป่าว เอาป่าว มึงเอาป่าว มึงเก๋าหรอ ไอ้สัส"

นายสุเทพ เปิดกระจกรถ แล้วบอกเด็กวัยรุ่นว่า "มันผ่านไปแล้ว ผมมากับแม่ กับลูก ขอร้องเลย ขอร้อง" แต่กลุ่มวัยรุ่นไม่ฟัง แล้ว ด่ากลับไปว่า "มึงรบ มึงจะรบป่าว มึงเก๋าหรอ" แล้วก็เริ่มต่อยหน้าของนายสุเทพ

7) สุดท้ายนายสุเทพคว้าเอาปืนพกของตัวเอง ก่อนยิงมั่วไป 1 นัด กระสุนพุ่งไปโดนนายนวพล ผึ่งผาย ชื่อเล่นปอนด์ วัย 17 ปี ซึ่งเป็นคนตะโกนว่า "มึงจะรบป่าว" ที่บริเวณราวนมด้านซ้าย สุดท้ายนายนวพล ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งในจังหวะที่ยิง ภรรยาของนายสุเทพถามว่า "พี่ยิงหรอ" นายสุเทพตอบกลับไปว่า "มันต่อยพี่!"

8 ) เหตุการณ์ทั้งหมดสิ้นสุดตรงนี้ นายสุเทพเข้ามอบตัวกับตำรวจทันทีพร้อมของกลาง โดยยืนยันว่า การยิงเกิดขึ้นเพราะต้องป้องกันตัวจากการโดนรุมทำร้าย โดยกระสุนที่ยิง ยิงเพียง 1 นัด ไม่ได้เล็งที่ศีรษะ แต่เป็นการลั่นไกมั่วเพื่อป้องกันตัว ขณะที่ประวัติของนายสุเทพ ไม่เคยก่ออาชญากรรมใดๆ มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ทำผิดกฎหมาย ส่วนปืนที่ใช้ มีใบอนุญาตครอบครองอย่างถูกต้อง ขณะที่คลิปวีดีโอหน้ารถของตัวเอง ก็ไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้น เปิดเผยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดูด้วยความบริสุทธิ์ใจ

9) สำหรับกระบวนการสู้คดีนั้น ฝั่งพ่อแม่ของผู้เสียชีวิต ต้องการให้มีบทลงโทษหนักที่สุด ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับ อัยการว่าจะมองเหตุการณ์นี้ เป็น "ป้องกันตัวโดยชอบ" หรือ "เจตนาฆ่า" ซึ่งทั้งสองแบบ มีบทลงโทษที่ต่างกัน

แต่สุดท้าย อัยการมองว่า นี่เป็นเจตนาฆ่า อัยการสั่งฟ้อง 2 ข้อหาคือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และ พกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ โดยเรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวว่า "ขอยืนยันว่าอัยการพิจารณาด้วยความเป็นธรรม มิได้กลั่นแกล้งแต่อย่างใด"

นายสุเทพกล่าวว่า "สรุปว่าอัยการสั่งฟ้องผมข้อหาเจตนาฆ่าแล้วนะครับ ผมและภรรยาเครียดมากไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ ผมคิดทบทวนหลายครั้ง ว่าถ้ามีคนมาทำร้ายคุณและครอบครัว ต่อไปก็คงต้องเรียกเจ้าหน้าที่มาจัดการเพียงอย่างเดียว แต่จะช่วยคุณทันหรือไม่ ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมที่คุณมีแล้วล่ะ ตอนนี้ก็ต้องสู้กันต่อไปในชั้นศาล ผมก็ได้แต่หวังว่าฟ้าดินคงรับรู้ ว่าสิ่งที่ผมทำลงไปมันคือการป้องกันตัว และผมไม่ได้มีเจตนาฆ่าปอนด์จริงๆ"

10) ในคดีนี้ เกิดการถกเถียงในสังคมอย่างหนัก ว่าถ้าหากต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนายสุเทพ เราควรทำอย่างไร เราไม่ควรยิงตอบโต้อย่างนั้นหรือ หรือควรจะปล่อยให้โดนรุมต่อยจนบาดเจ็บหนัก หรือเสียชีวิต แต่ก็มีความเห็นอีกด้าน ชี้แจงว่า นายสุเทพก็ไม่ควรเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์นั้นแต่แรกสิ เป็นผู้ใหญ่กว่าก็ปล่อยเขาไปเหตุการณ์ก็ไม่เกิดแล้ว

11) วันที่ 24 กันยายน 2561 ถึงวันที่ศาลชั้นต้น ที่ชลบุรี อ่านคำพิพากษา ได้ข้อสรุปว่า จำเลยพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง จำเลยมีโทษจำคุก 15 ปี แต่ไม่ได้หลบหนีไปไหน และมอบตัวทันที ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 10 ปี พร้อมต้องจ่ายเงินสินไหมทดแทนให้ครอบครัวผู้ตาย 340,000 บาท โดยศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยสมัครใจเข้าไปมีส่วนร่วมทะเลาะวิวาทมาตลอด ทั้งๆที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

นายสหภาพ คุณพ่อของผู้ตายกล่าวว่า "รู้สึกพอใจในคำตัดสินของศาล อยากฝากไปถึงดวงวิญญาณของน้องปอนด์ ว่าทำสำเร็จแล้วให้คนผิดได้รับโทษ" อย่างไรก็ตาม นายสุเทพได้ยื่นอุทธรณ์ ไปที่ศาลอุทธรณ์เพื่อขอความเป็นธรรม โดยยืนยันว่าเป็นการป้องกันตัว

12) เวลาหนึ่งปีผ่านไป วันที่ 10 ตุลาคม 2562 ศาลอุทธรณ์จังหวัดชลบุรี อ่านคำพิพากษา ระบุว่า "ถ้าตอนที่รถตู้ของผู้ตายขับออกไปแล้ว ถ้าจำเลยมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง โดยจอดรอสักพักหนึ่งก่อน เพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับออกไป เหตุวิวาทในคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามไปทันที มีการขับแซงและบีบแตรยาวใส่หนึ่งครั้ง แสดงให้เห็นว่าจงใจยั่วโทสะของกลุ่มผู้ตาย"

"เหตุที่จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนี้ ก็เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แสดงให้เห็นถึงนิสัยและพฤติกรรมของจำเลยที่พร้อมที่จะสมัครใจวิวาท ดังนั้นคำอ้างว่าป้องกันตัวจึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น" นั่นคือจำคุก 10 ปี แต่ นายสุเทพ ขอสู้ต่อในศาลสุดท้าย คือศาลฎีกา โดยขอประกันตัว ด้วยวงเงิน 874,000 บาท

13) ศาลฎีกาใช้เวลาพิจารณา 1 ปีครึ่ง และจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันนัดหมาย นายสุเทพไม่มา โดยแหล่งข่าวเปิดเผยว่า เจ้าตัวอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเพื่อหลีกหนีโทษจำคุก ดังนั้นศาลจึงริบเงินประกัน 874,000 บาท และออกหมายจับ เพื่อให้มาฟังคำพิพากษา แต่ถ้าสุดท้าย ตำรวจไม่สามารถหาตัวพบ ศาลฎีกา ก็จะอ่านคำพิพากษาให้สาธารณชนได้รับรู้ ในวันที่ 17 มิถุนายน 2564

14) สำหรับคำตัดสินสุดท้ายของศาลฎีกา แตกต่างจากศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์อย่างสิ้นเชิง โดยศาลฎีกาเปิดเผยว่า "จุดเริ่มต้นของเรื่อง เกิดจากรถตู้ของผู้ตาย จอดซ้อนคันกับรถจำเลย แม้จำเลยกับภรรยาจะไปขอให้ขยับ แต่รถตู้ไม่ยอมขยับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่คนปกติจะทำกัน เหตุการณ์แบบนี้ ใครเจอ ก็ต้องรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม ชนวนเหตุนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ถึงขนาดจำเลยต้องยิงอีกฝ่ายให้ตาย"

"เหตุการณ์ผ่านไป จำเลยและภรรยาระงับความโกรธได้แล้ว จึงคิดไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ แต่กลุ่มผู้ตายหลายคนลงมาล้อมรถของจำเลย ขณะที่ผู้ตายมุดศีรษะเข้ามาในรถยนต์ของจำเลย พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า 'มึงจะรบเปล่า' หลายครั้ง และมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ตายจะเข้ามาทำร้ายจำเลย ขณะเดียวกันจำเลยยังถูกกลุ่มผู้ตายชกต่อยจากด้านหลัง"

"ถ้ามองในแง่ว่าจำเลยนั่งอยู่ในจุดที่พื้นที่จำกัด และเคลื่อนไหวร่างกายได้ยาก การใช้อาวุธปืน จึงเป็นทางเดียวที่จะทำให้จำเลยพ้นจากการถูกทำร้าย"

15) บทสรุปของศาลฎีกาคือ การยิงปืนแค่นัดเดียว กับการโดนรุมทำร้ายแบบนั้น จะลงโทษ ฐานเจตนาฆ่าก็รุนแรงเกินไป จึงพิพากษาแก้ว่า เป็นการฆ่าผู้อื่นแต่เป็นการป้องกันตัว จำคุก 5 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ จำคุก 3 ปี 4 เดือน แต่รอลงอาญา 3 ปี และต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมความประพฤติทุกๆ 3 เดือน และ ต้องเข้ารับการอบรมการควบคุมอารมณ์ 30 ชั่วโมง

16) คดีนี้ เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้หลายแง่มุม เช่น ฝั่งรถตู้ก็ควรมีมารยาทในการใช้ถนนแต่แรก ไม่ควรไปจอดปิดขวางทางคนอื่นแบบนั้น ยิ่งเมื่อเขาไปขอแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยั่วยุกลับมา การมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมถนน ก็มีความสำคัญ

ขณะที่เรื่องของอารมณ์ ก็จำเป็นต้องยับยั้งชั่งใจให้ดี เพราะมันอาจบานปลายไปสู่จุดที่คาดไม่ถึง นายสุเทพ ถ้าระงับอารมณ์ไว้ได้ ปล่อยทุกอย่างไป เหตุการณ์ก็คงไม่บานปลาย จนถึงขั้นต้องขึ้นศาล 4 ปี และโดนยึดเงินประกันแบบนี้

เช่นเดียวกับกลุ่มวัยรุ่น ที่อยู่กับกลุ่มเพื่อนแล้วเกิดความคึกคะนอง ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายจะพกอาวุธอะไรอยู่หรือไม่ การพร้อมไปมีเรื่องแลกกับชีวิตตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่คุ้มค่า ส่วนเพื่อนฝูงที่ร่วมก่อเรื่องด้วยกัน ปัจจุบันก็ต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเองแล้ว และคนที่จะต้องเสียใจท้ายที่สุดก็คือครอบครัว

17) และนี่คือการปิดฉากคดีอันยาวนาน 4 ปีกับอีก 4 เดือน บทสรุปทั้งหมดคือ นายสุเทพผิดจริงฐานฆ่าคนตาย แต่ศาลฎีกามองว่าเป็นการป้องกันตัว และมีโทษเพียงรอลงอาญา ถ้าไม่ทำผิดซ้ำอีก ก็ไม่โดนจำคุก


#สาระความรู้เพื่อวันนี้
ติดตาม workpointTODAY ทาง YouTube : bit.ly/2YDfyiK

ที่อยู่

บางจาก
Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กฎหมายจากข่าวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์