Prom Legal Solution

Prom Legal Solution สำนักงานกฎหมายและที่ปรึกษาภาษีครบวงจร บริการด้านกฎหมายธุรกิจ ภาษี M&A ทรัพย์สินทางปัญญา และคดีความ พร้อมทีมทนายความและที่ปรึกษาภาษีที่เข้าใจธุรกิจของคุณ

ชนะคดีแล้ว...แต่ทำไมยังไม่ได้เงิน? เปิดขั้นตอน "บังคับคดี" ที่เจ้าหนี้ต้องรู้หลายคนเข้าใจว่า "ชนะคดีในศาล = ได้เงินทันที...
21/08/2026

ชนะคดีแล้ว...แต่ทำไมยังไม่ได้เงิน? เปิดขั้นตอน "บังคับคดี" ที่เจ้าหนี้ต้องรู้
หลายคนเข้าใจว่า "ชนะคดีในศาล = ได้เงินทันที" แต่ความจริงคือ คำพิพากษาเป็นเพียง "ใบเบิกทาง" ที่รับรองว่าคุณมีสิทธิเท่านั้น หากลูกหนี้ยังเงียบ ไม่ยอมจ่าย เงินก็ยังไม่เข้ากระเป๋าคุณค่ะ
ขั้นตอนที่ทำให้คำพิพากษากลายเป็นเงินจริง เรียกว่า "การบังคับคดี" ซึ่งเปรียบเหมือนการที่คุณมี "กุญแจ" (คำพิพากษา) แล้ว แต่ยังต้องเดินไป "ไขประตู" (บังคับคดี) เองอีกที วันนี้ Prom Legal Solution ขอพาทุกท่านไปดูว่า เมื่อชนะคดีแล้วต้องทำอะไรต่อ เพื่อให้ได้รับชำระหนี้จริง ๆ ค่ะ
อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇
หมายเหตุ: ภาพประกอบบทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI เพื่อใช้ประกอบเนื้อหาเท่านั้น (Illustrative image generated by AI)
#บังคับคดี #ชนะคดี #ยึดทรัพย์ #อายัดทรัพย์ #เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา #กฎหมายธุรกิจ

ผู้ค้ำทวงหนี้คืน แต่ทวง "ดอกเบี้ยโหด" ที่จ่ายไปด้วยไม่ได้ เพราะอะไรหลายคนที่เป็นผู้ค้ำประกันแล้วต้องจ่ายหนี้แทนลูกหนี้ ม...
20/08/2026

ผู้ค้ำทวงหนี้คืน แต่ทวง "ดอกเบี้ยโหด" ที่จ่ายไปด้วยไม่ได้ เพราะอะไร
หลายคนที่เป็นผู้ค้ำประกันแล้วต้องจ่ายหนี้แทนลูกหนี้ มักคิดว่าจ่ายไปเท่าไหร่ก็ทวงคืนได้เต็มจำนวน วันนี้พามาดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568 ที่ชี้ว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป
คดีนี้ลูกหนี้กู้เงิน 150,000 บาท จากเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา โดยสัญญากู้ระบุให้เสียดอกเบี้ยเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราที่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และมีผู้ค้ำประกันไว้ ต่อมาลูกหนี้ผิดนัด ผู้ค้ำประกันจึงชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแทนลูกหนี้ไปทั้งหมด แล้วมาฟ้องไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้
ปัญหาแรกคือ เรื่องดอกเบี้ย ศาลชี้ว่าการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ประกอบมาตรา 150 และผิดพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ทำให้เจ้าหนี้เองก็ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยส่วนนี้ตั้งแต่ต้น
เมื่อผู้ค้ำประกันจ่ายหนี้แทนแล้วเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้มาไล่เบี้ยกับลูกหนี้ ผู้ค้ำก็ใช้สิทธิได้เพียงเท่าที่เจ้าหนี้มีอยู่และบังคับได้ตามกฎหมายเท่านั้น จะใช้สิทธิเหนือกว่าที่เจ้าหนี้มีไม่ได้ ในเมื่อเจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะไม่ได้ ผู้ค้ำก็ย่อมไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยส่วนนั้นจากลูกหนี้ไม่ได้เช่นกัน
ประเด็นที่สองน่าสนใจมากในทางวิธีพิจารณา คือแม้ลูกหนี้จะไม่ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะไว้ในคำให้การตั้งแต่ศาลชั้นต้น ตามปกติจะถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาก่อน แต่ศาลเห็นว่าเรื่องการใช้สิทธิไล่เบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายให้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง อันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ลูกหนี้จึงยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง
ผลก็คือ ผู้ค้ำประกันไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะจากลูกหนี้ไม่ได้ แต่ยังมีสิทธิเรียกเงินต้น 150,000 บาท ที่จ่ายแทนไป พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายนับแต่วันที่ผู้ค้ำได้ชำระเงินให้เจ้าหนี้แทนลูกหนี้ ตามมาตรา 693
บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ ผู้ค้ำประกันที่จ่ายหนี้แทนลูกหนี้ ทวงคืนได้เฉพาะส่วนที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากส่วนใดเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้เองก็บังคับไม่ได้ เช่น ดอกเบี้ยเกินอัตรา ผู้ค้ำก็ทวงคืนส่วนนั้นไม่ได้ ดังนั้นก่อนเซ็นค้ำประกันหรือก่อนจ่ายหนี้แทน ควรตรวจสอบว่าหนี้และดอกเบี้ยนั้นถูกต้องตามกฎหมายเพียงใด
เป็นผู้ค้ำประกัน ลูกหนี้ หรือเจ้าหนี้ และไม่แน่ใจเรื่องดอกเบี้ยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือสิทธิในการไล่เบี้ย ปรึกษาทีมทนายของ Prom Legal Solution ได้เลยค่ะ
#กู้ยืมเงิน #ดอกเบี้ยเกินอัตรา #ผู้ค้ำประกัน #ไล่เบี้ย #รับช่วงสิทธิ #มาตรา654 #มาตรา693 #ฎีกา8188_2568 #ทนายความ

อยากประชุมผู้ถือหุ้นออนไลน์ ต้องรู้อะไรบ้าง?หลายบริษัทเข้าใจว่าเปิดโปรแกรมประชุมทางไกลแล้วเรียกผู้ถือหุ้นเข้ามาก็จบ ความ...
20/08/2026

อยากประชุมผู้ถือหุ้นออนไลน์ ต้องรู้อะไรบ้าง?
หลายบริษัทเข้าใจว่าเปิดโปรแกรมประชุมทางไกลแล้วเรียกผู้ถือหุ้นเข้ามาก็จบ ความจริงคือการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มีกรอบกฎหมายกำกับอยู่ชัดเจน และหากขั้นตอนใดขาดไป มติที่ประชุมอาจถูกโต้แย้งหรือถูกเพิกถอนได้ในภายหลัง ซึ่งการประชุมผู้ถือหุ้นออนไลน์นั้นอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับประกอบกัน ได้แก่
วันนี้พวกเรา Prom Legal Solution จะพาคุณมาดูว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ตามกฎหมาย ในรูปแบบสรุปอ่านง่าย เข้าใจได้ทันทีค่ะ
อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇
หมายเหตุ: ภาพประกอบบทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI เพื่อใช้ประกอบเนื้อหาเท่านั้น (Illustrative image generated by AI)
#ประชุมผู้ถือหุ้น #ประชุมออนไลน์ #กฎหมายธุรกิจ #ที่ปรึกษากฎหมาย #นิติบุคคล #มติพิเศษ #รายงานการประชุม

จดทะเบียนสมรสด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ศาลบอกว่าการสมรสเป็นโมฆะ เพราะอะไรหลายคนเชื่อว่า ถ้าเราแต่งงานจดทะเบียนโดยไม่รู้เลยว...
19/08/2026

จดทะเบียนสมรสด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ศาลบอกว่าการสมรสเป็นโมฆะ เพราะอะไร
หลายคนเชื่อว่า ถ้าเราแต่งงานจดทะเบียนโดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมีคู่สมรสอยู่แล้ว และอยู่กินกันมานานหลายสิบปี การสมรสก็น่าจะสมบูรณ์ วันนี้พามาดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560 ที่ให้คำตอบซึ่งหลายคนคาดไม่ถึง
คดีนี้ชายคนหนึ่งจดทะเบียนสมรสกับภริยาคนแรกไว้ตั้งแต่ปี 2509 ต่อมาในปี 2522 เขากลับไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอีกคน (จำเลย) ทั้งที่การสมรสกับภริยาคนแรกยังไม่สิ้นสุด โดยเพิ่งมาหย่ากับภริยาคนแรกในปี 2547 หลังจากนั้น ชายผู้นี้เสียชีวิตในปี 2557 ลูกของภริยาคนแรกจึงมาฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรสซ้อนให้เป็นโมฆะ
จำเลยต่อสู้ว่า ก่อนจดทะเบียน ผู้ตายบอกว่าเป็นโสด ไม่เคยจดทะเบียนกับใคร จำเลยจึงเชื่อโดยสุจริต และอยู่กินกันมานานถึง 35 ปี จึงขอให้ศาลกำหนดประเด็นว่าเป็นการสมรสซ้อน "โดยสุจริต" หรือไม่
แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ห้ามชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ และการสมรสที่ฝ่าฝืนย่อมตกเป็นโมฆะ โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเรื่องความสุจริตไว้เป็นข้อยกเว้นเลย
ดังนั้น ไม่ว่าคู่สมรสใหม่จะจดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ หรืออยู่กินกันมานานแค่ไหน หากขณะจดทะเบียนอีกฝ่ายยังมีคู่สมรสเดิมอยู่ การสมรสซ้อนนั้นก็ตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น ความสุจริตของจำเลยจึงไม่ช่วยให้การสมรสสมบูรณ์ขึ้นมาได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ศาลชี้ว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทต้องดูจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่แค่คำฟ้องกับคำให้การ เมื่อกฎหมายไม่รับรองข้อต่อสู้เรื่องความสุจริตว่าเป็นเหตุยกเว้นความเป็นโมฆะ ศาลจึงไม่จำเป็นต้องตั้งประเด็นเรื่องความสุจริตขึ้นมาพิจารณาแยกต่างหาก
พูดง่าย ๆ คือ ความเป็นโมฆะของการสมรสซ้อนเป็นเรื่องข้อเท็จจริงตามภาวะที่เป็นอยู่ ไม่ผันแปรไปตามเจตนาหรือความรู้เห็นของคู่กรณี ต่างจากนิติกรรมทั่วไปที่ความสุจริตอาจช่วยคุ้มครองสิทธิได้ สุดท้ายศาลฎีกาพิพากษายืนให้การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเป็นโมฆะ
บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ ก่อนจดทะเบียนสมรส ควรตรวจสอบสถานะการสมรสของอีกฝ่ายให้แน่ชัด เพราะหากเขายังมีคู่สมรสเดิมอยู่ ต่อให้เราไม่รู้และอยู่กินกันมานานเพียงใด การสมรสก็เป็นโมฆะ ซึ่งกระทบต่อสิทธิหลายอย่าง ทั้งทรัพย์สิน มรดก และสถานะทางกฎหมายของคู่สมรสและบุตร
มีข้อสงสัยเรื่องการสมรสซ้อน สิทธิในทรัพย์สินหรือมรดก หรือต้องการตรวจสอบสถานะการสมรสก่อนดำเนินการ ปรึกษาทีมทนายของ Prom Legal Solution ได้เลยค่ะ
#สมรสซ้อน #สมรสเป็นโมฆะ #จดทะเบียนสมรส #มาตรา1452 #มรดก #คดีครอบครัว #ฎีกา6924_2560 #ทนายความ

โจรบุกเข้าบ้าน เราใช้ปืนยิงป้องกันตัว จะกลายเป็นฝ่ายผิดเสียเองไหมคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ถ้ามีคนบุกรุกเข้าบ้านตอนกลางคืน ...
18/08/2026

โจรบุกเข้าบ้าน เราใช้ปืนยิงป้องกันตัว จะกลายเป็นฝ่ายผิดเสียเองไหม
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ถ้ามีคนบุกรุกเข้าบ้านตอนกลางคืน แล้วเราใช้อาวุธป้องกันตัวจนอีกฝ่ายบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เราจะติดคุกหรือไม่ วันนี้พามาดูแนวคำพิพากษาศาลฎีกา 3 คดีที่วางหลักเรื่องนี้ไว้
คดีแรก ฎีกาที่ 4406/2530 ผู้ตายพกอาวุธบุกเข้าไปในบ้านจำเลย ฉุดภริยาจำเลยและเป็นฝ่ายยิงก่อน จำเลยจึงยิงโต้ตอบเพื่อช่วยภริยาให้พ้นอันตราย แม้ผู้ตายล้มแล้วจำเลยยังยิงซ้ำ ศาลก็เห็นว่าในสถานการณ์ยิงต่อสู้กันเช่นนั้น ยากที่จะให้จำเลยตัดสินใจได้ว่าควรหยุดยิงเมื่อใด จึงถือเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีความผิด
คดีที่สอง ฎีกาที่ 4185/2535 เหตุเกิดกลางดึกเกือบเที่ยงคืน บ้านจำเลยเคยถูกปล้นและลักทรัพย์หลายครั้ง เมื่อมีคนมาเดินอยู่ข้างบ้านในที่มืด จำเลยร้องถามว่าใครก็ไม่ตอบ ทำให้สำคัญผิดว่าเป็นคนร้าย จึงยิงไป 1 นัด แต่พอผู้เสียหายวิ่งหนีก็ไม่ยิงซ้ำ ศาลเห็นว่าเป็นการป้องกันโดยสำคัญผิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนร้าย และพอสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ประกอบมาตรา 62 วรรคแรก
คดีที่สาม ฎีกาที่ 1378/2517 จำเลยเคยถูกปล้นบ้านมาก่อน คืนเกิดเหตุได้ยินเสียงกุกกักที่ระเบียง เปิดประตูดูเห็นเงาคนตะคุ่ม ร้องถามว่า "ใคร" กลับได้คำตอบว่า "อย่าดัง" จำเลยจึงเชื่อว่าเป็นคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ จึงยิงไป และยิงขู่อีกพร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือ ศาลเห็นว่าเป็นการป้องกันสิทธิในทรัพย์สินของตนพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
สรุปหลักจากทั้งสามคดีก็คือ การใช้อาวุธกับคนที่บุกเข้ามาในบ้านของตน หากเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และทำพอสมควรแก่เหตุ ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 68 และแม้จะเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนร้าย ถ้าเป็นความสำคัญผิดที่มีเหตุอันสมควร ก็ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 68 ประกอบมาตรา 62 วรรคแรก
แต่ต้องเข้าใจให้ครบ คำว่า "พอสมควรแก่เหตุ" คือหัวใจ การป้องกันจะไม่ผิดต่อเมื่อได้สัดส่วนกับภยันตรายที่กำลังเผชิญ หากอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว เช่น อีกฝ่ายหมดทางสู้หรือหลบหนีไปแล้ว ยังตามไปทำร้ายซ้ำเกินความจำเป็น ก็อาจกลายเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งยังคงมีความผิดอยู่
และแต่ละคดีศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่อง ทั้งเวลา สถานที่ พฤติการณ์ของผู้บุกรุก และการตอบโต้ของเจ้าบ้าน จึงไม่ได้แปลว่ามีคนเข้าบ้านแล้วจะใช้อาวุธได้ทุกกรณีเสมอไป
บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ กฎหมายคุ้มครองคนที่ป้องกันตัวและครอบครัวในบ้านของตนเองอย่างสมเหตุสมผล แต่เส้นแบ่งระหว่าง "ป้องกันโดยชอบ" กับ "เกินกว่าเหตุ" อยู่ที่ความจำเป็นและความได้สัดส่วนในขณะนั้น
ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยจากการป้องกันตัวในบ้าน หรือไม่แน่ใจว่าการกระทำของตนเข้าข่ายป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปรึกษาทีมทนายของ Prom Legal Solution ได้เลยค่ะ
#ป้องกันตัว #ยิงโจรในบ้าน #ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย #ป้องกันโดยสำคัญผิด #มาตรา68 #มาตรา62 #คดีอาญา #ทนายความ

ถูก Call Center หรือมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน ฟ้องคืนได้ไหม? กฎหมายช่วยได้แค่ไหน?"สวัสดีค่ะ พัสดุของคุณมีปัญหา..." หรือ "บัญชี...
14/08/2026

ถูก Call Center หรือมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน ฟ้องคืนได้ไหม? กฎหมายช่วยได้แค่ไหน?
"สวัสดีค่ะ พัสดุของคุณมีปัญหา..." หรือ "บัญชีคุณพัวพันการฟอกเงิน ต้องโอนเงินมาตรวจสอบ" ประโยคคุ้นหูเหล่านี้ทำให้คนไทยสูญเงินรวมกันปีละหลายหมื่นล้านบาท พอรู้ตัวว่าโดนหลอก คำถามแรกที่ผุดขึ้นคือ "เงินที่โอนไปแล้ว จะได้คืนไหม? ฟ้องเอาผิดได้หรือเปล่า?"
คำตอบคือ ฟ้องได้ และมีกฎหมายใหม่ที่ออกแบบมาช่วยโดยเฉพาะ แต่หัวใจสำคัญคือ "ความเร็ว" เปรียบเหมือนไฟไหม้บ้าน ยิ่งดับเร็วยิ่งเสียหายน้อย ยิ่งแจ้งอายัดเงินเร็ว โอกาสได้เงินคืนก็ยิ่งสูง วันนี้ Prom Legal Solution ขอพาทุกท่านไปดูว่ากฎหมายช่วยอะไรได้บ้าง และต้องทำอะไรทันทีค่ะ
อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇
หมายเหตุ: ภาพประกอบบทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI เพื่อใช้ประกอบเนื้อหาเท่านั้น (Illustrative image generated by AI)
#มิจฉาชีพ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #บัญชีม้า #ฉ้อโกงออนไลน์ #อายัดบัญชี #กฎหมายไซเบอร์

เมื่อ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยงานกฎหมาย ทนายความจึงมีหน้าที่ไม่ใช่เพียง “ใช้อย่างไร” แต่คือ “ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง ปลอ...
14/08/2026

เมื่อ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยงานกฎหมาย ทนายความจึงมีหน้าที่ไม่ใช่เพียง “ใช้อย่างไร” แต่คือ “ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง ปลอดภัย และรักษาความลับของลูกความ”
Prom Legal Solution มีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ Managing Partnerของบริษัท นายพร้อมสิน บุญจันทร์ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานสัมมนาวิชาการ “Claude for Lawyers 101 : พื้นฐานการใช้ Claude สำหรับงานทนายความ” ซึ่งจัดโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

ขอเชิญเพื่อนทนายความทุกท่านร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองไปด้วยกัน
- วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569
เวลา 13.00–16.00 น.
ณ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ชั้น 5 (Onsite เท่านั้น)
ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัดเพียง 300 ท่าน

ขอเชิญพี่น้องทนายความทุกท่านร่วมงานสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ “Claude for Lawyers 101 :
พื้นฐานการใช้ Claud สำหรับงานทนายความ"

ยุคนี้ใครๆ ก็พูดถึง AI... แต่คำถามสำคัญสำหรับพวกเราชาวกฎหมายไม่ใช่แค่ “ใช้ยังไง?” แต่มันคือ “ใช้ยังไงให้ถูกต้อง ปลอดภัย และไม่ละเมิดความลับของลูกความ (Confidentiality)” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในวิชาชีพ

รอบนี้ฝ่ายวิชาการ สภาทนายความ ได้ตั้งใจจัดงานสัมมนาที่จะเปิดบ้านพาพี่น้องทนายความมาดูการใช้งานจริง ทำให้เห็นว่า AI อย่าง Claude จะเข้ามาช่วยจัดจำแนกในการย่อเอกสาร สรุปสำนวน จัดไทม์ไลน์ และร่างสัญญาได้อย่างไรบ้าง ตัวช่วยที่ทำให้ทนายความทำงานได้รวดเร็วเเละแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษามาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ

งานนี้อำนวยการจัดงานโดย ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ และดร.พีรภัทร ฝอยทอง อุปนายกฝ่ายวิชาการ/ผู้อำนวยการสถาบันวิชาชีพกฎหมายชั้นสูง

📅 วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา: 13.00 - 16.00 น.
📍 สถานที่: สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ชั้น 5
มีรูปแบบOnsiteเท่านั้น ไม่มีในรูปแบบออนไลน์
ลงทะเบียนฟรี !! ไม่มีค่าใช้จ่าย
รับจำนวนจำกัดเพียง 300 คนเท่านั้น!

📌 สิ่งที่ท่านจะได้เรียนรู้และรับในสัมมนานี้:
• ปูพื้นฐานการสั่งงาน Claude (Legal Prompting) ให้ได้ผลลัพธ์ระดับมืออาชีพ
• การวิเคราะห์เอกสารทั้งแฟ้ม การจับไทม์ไลน์คดี และการสรุปประเด็นกฎหมาย
• กติกาสำคัญในการรักษาความลับลูกความและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม
• รับ ชุดคำสั่งพร้อมใช้ (Prompt Kit Manual) สำหรับงานทนายความ

มาร่วมเรียนรู้มุมมองใหม่! เสริมทักษะเเละยกระดับวิชาชีพไปพร้อมกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
064-291-4640
[email protected]

ทำหนังสือยกที่ดินให้สร้างวัด แต่ยังไม่ได้ลงมือสร้าง จะขอคืนได้ไหมหลายคนคิดว่า ถ้ายกที่ดินให้สร้างวัดแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่...
13/08/2026

ทำหนังสือยกที่ดินให้สร้างวัด แต่ยังไม่ได้ลงมือสร้าง จะขอคืนได้ไหม
หลายคนคิดว่า ถ้ายกที่ดินให้สร้างวัดแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง หรือยังไม่ได้จดทะเบียนโอน ที่ดินก็ยังเป็นของตัวเอง จะเปลี่ยนใจก็ได้ วันนี้พามาดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2538 ที่ให้คำตอบเรื่องนี้ไว้ชัด
คดีนี้เจ้าของที่ดินทำหนังสือยกที่พิพาทให้เพื่อใช้เป็นที่สร้างวัด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทำหนังสือยกให้เช่นนี้ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินเพื่อใช้สร้างวัด ที่ดินจึงตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้สร้างวัดตามเจตนาของผู้อุทิศทันที
ที่สำคัญคือ การอุทิศเช่นนี้มีผลทันที โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 อีกแต่อย่างใด ซึ่งเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปเรื่องการโอนที่ดิน
แม้ในขณะยกให้จะยังไม่ได้ลงมือสร้างวัด ที่ดินก็ยังคงสภาพเป็นของแผ่นดินไปก่อน จนกว่าจะสร้างวัดเสร็จและมีการตั้งเป็นวัดแล้ว ที่ดินจึงจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อแสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้สร้างวัดแล้ว ที่ดินก็พ้นจากการเป็นทรัพย์ของเอกชนทันที ผู้อุทิศจะเปลี่ยนใจ ขอคืน หรือนำไปโอนให้คนอื่นในภายหลังไม่ได้ แม้ตัววัดยังสร้างไม่เสร็จก็ตาม
บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ การยกที่ดินให้เพื่อการศาสนาหรือสาธารณประโยชน์เป็นเรื่องที่ผูกพันเด็ดขาดตั้งแต่แสดงเจตนา ไม่ใช่รอจนจดทะเบียนหรือจนสร้างเสร็จ ดังนั้นก่อนตัดสินใจอุทิศที่ดิน ควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเมื่อยกให้แล้วจะย้อนคืนได้ยากมาก
กำลังจะอุทิศที่ดินให้วัดหรือเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่เคยยกให้ไว้ ปรึกษาทีมทนายของ Prom Legal Solution ได้เลยค่ะ
#อุทิศที่ดิน #ยกที่ดินสร้างวัด #สาธารณสมบัติของแผ่นดิน #ที่ธรณีสงฆ์ #ที่ดิน #มาตรา525 #ฎีกา7638_2538 #ทนายความ

มาตรการนอมินีใหม่ปี 2569 ที่คนทำธุรกิจร่วมทุนต่างชาติต้องรู้ลองนึกภาพบ้านที่ "หน้าฉาก" เขียนชื่อคนไทยเป็นเจ้าของ แต่ "หล...
13/08/2026

มาตรการนอมินีใหม่ปี 2569 ที่คนทำธุรกิจร่วมทุนต่างชาติต้องรู้
ลองนึกภาพบ้านที่ "หน้าฉาก" เขียนชื่อคนไทยเป็นเจ้าของ แต่ "หลังฉาก" คนต่างชาติเป็นคนคุมและได้ประโยชน์จริง โครงสร้างแบบนี้แหละที่รัฐกำลังไล่ปิดช่องอย่างจริงจัง
ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทที่มีคนต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องเข้มขึ้นกว่าเดิมพอสมควร เนื่องจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2569 เพื่อยกระดับการตรวจสอบและปิดช่องโหว่ที่คนต่างด้าวใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือที่เรียกกันติดปากว่านอมินี ใครที่กำลังจะตั้งบริษัทร่วมกับต่างชาติ หรือมีบริษัทอยู่แล้วและคิดจะปรับผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณโดยตรงค่ะ วันนี้ Prom Legal Solution ขอพาไปทำความเข้าใจให้ครบ
อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์ด้านล่าง 👇
หมายเหตุ: ภาพประกอบบทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI เพื่อใช้ประกอบเนื้อหาเท่านั้น (Illustrative image generated by AI)
#นอมินี #ธุรกิจต่างด้าว #จดทะเบียนบริษัท #ร่วมทุนต่างชาติ #กฎหมายบริษัท #ปรึกษากฎหมายธุรกิจ #ที่ปรึกษากฎหมาย

ทำผิดตอนเด็ก อายุเท่าไหร่กฎหมายถึงลงโทษหลายคนเข้าใจว่า ถ้าทำผิดร้ายแรงก็ต้องรับโทษเหมือนกันหมด ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ วันนี้...
12/08/2026

ทำผิดตอนเด็ก อายุเท่าไหร่กฎหมายถึงลงโทษ
หลายคนเข้าใจว่า ถ้าทำผิดร้ายแรงก็ต้องรับโทษเหมือนกันหมด ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ วันนี้พามาดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7390/2556 (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) ที่แสดงให้เห็นว่าอายุขณะกระทำผิดเป็นตัวกำหนดสำคัญว่าจะต้องรับโทษหรือไม่ อย่างไร
คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศต่อเด็กและพรากเด็ก โดยการกระทำเกิดขึ้นต่างช่วงเวลากัน ทำให้ผลทางกฎหมายต่างกันตามอายุของจำเลยในแต่ละช่วง
ในความผิดฐานกระทำอนาจาร 2 กระทง จำเลยกระทำขณะเป็นเด็กอายุกว่า 10 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 กำหนดว่า เด็กในวัยนี้กระทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษ ศาลทำได้เพียงใช้มาตรการตามมาตรา 74 (1) ถึง (5) เช่น การว่ากล่าวตักเตือน ไม่ใช่การลงโทษหรือลดมาตราส่วนโทษ
ศาลฎีกาจึงชี้ว่า การที่ศาลล่างนำความผิดสองกระทงนี้ไปลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 75 แล้วเปลี่ยนโทษเป็นส่งตัวไปฝึกอบรม เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแก้เป็นให้ศาลชั้นต้นว่ากล่าวตักเตือนจำเลยตามมาตรา 74 (1) แทน
ส่วนความผิดฐานอื่นที่ร้ายแรงกว่า คือกระทำชำเราเด็กและพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งจำเลยกระทำตอนอายุ 16 ปีเศษ วัยนี้กฎหมายให้รับโทษได้ แต่ลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 75 และใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ ศาลจึงเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 6 ปี โดยถ้าอายุครบ 24 ปีแล้วยังฝึกอบรมไม่ครบขั้นต่ำ ก็ให้ส่งไปจำคุกต่อจนครบ
คดีนี้ยังมีแง่มุมวิธีพิจารณาที่น่าสนใจ คือแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นเรื่องมาตรา 74 แต่เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง
อีกส่วนหนึ่งคือค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชดใช้แก่ผู้เสียหาย 700,000 บาท ซึ่งจำเลยฎีกาว่าสูงเกินไป แต่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ ในคดีอาญา อายุของผู้กระทำผิดขณะลงมือเป็นเรื่องชี้ขาด เด็กอายุไม่เกิน 15 ปีมีเกณฑ์การรับผิดที่ต่างจากเยาวชนอายุ 15 ถึง 18 ปี และการดำเนินคดีเด็กและเยาวชนก็มีวิธีการเฉพาะที่มุ่งแก้ไขฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษ การเข้าใจกรอบเหล่านี้จึงสำคัญทั้งต่อผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง
มีคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน หรือไม่แน่ใจเรื่องความรับผิดทางอาญาตามช่วงอายุและการเรียกค่าสินไหมทดแทน ปรึกษาทีมทนายของ Prom Legal Solution ได้เลยค่ะ
#คดีเยาวชน #ความรับผิดทางอาญา #มาตรา74 #มาตรา75 #เด็กและเยาวชน #ค่าสินไหมทดแทน #ฎีกา7390_2556 #ทนายความ

ที่อยู่

One Bangkok Office Tower 28th Floors Witthayu Road, Lumphini, Pathum Wan
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 18:00
อังคาร 10:00 - 18:00
พุธ 10:00 - 18:00
พฤหัสบดี 10:00 - 18:00
ศุกร์ 10:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Prom Legal Solutionผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์