Cross Cultural Foundation (CrCF)

Cross Cultural Foundation (CrCF) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม CrCF believes the laws should be fair and justly applied, and the state should serve its lawful role to protect all peoples.
(1)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นองค์กรเอกชนซึ่งไม่แสวงผลกำไร จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมในการส่งเสริม
สิทธิทางด้านวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายเพื่อกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและจารีตปฏิบัติต่าง ๆ
หลักนิติธรรม และการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับกลุ่มประชากรที่หลากหลายซึ่งกลายเป็นก

ลุ่มคนชายขอบที่มักจะได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากชาติพันธุ์ แหล่งกำเนิด ศาสนา ความเชื่อ และขาดโอกาสได้รับความช่วยเหลือ
ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการประสานงานร่วมกันระหว่างกลุ่มที่มีความหลากหลายเหล่านี้
สร้างให้เกิดความตระหนักถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือในทางวัฒนธรรม กับด้านเศรษฐกิจ การเมือง
ส่งเสริมให้มีการศึกษา การทำวิจัย และข้อมูลเพื่อเผยแพร่ความรู้ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

กรรมการ

1. สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานกรรมการ
2. สมศรี หาญอนันทสุข รองประธานกรรมการ
3. โคทม อารียา กรรมการ
4. นคร ชมพูชาติ กรรมการ
5. ยศธร ไตรยศ กรรมการ
6. จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว กรรมการ
7. ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ กรรมการและเหรัญญิก
8. เนาวรัตน์ เสือสอาด กรรมการและเลขานุการ


Cross Cultural Foundation (CrCF) believes in a future where all people in Thailand are free from discrimination, exploitation and fear. CrCF advocates for the expansion of human rights across Thailand, but especially in the Deep South and marginalised populations. The organization supports victims and families of those who have experienced torture, enforced disappearance and ill-treatment at the hands of authorities. It provides strategic litigation and legal aid; capacity building; research and advocacy.

24/08/2026

“การแก้ไขอดีต ก็คือการเปิดเผยความจริง และการเปิดเผยความจริง ก็คือการทำให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
สำหรับ อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย การได้รู้ “ความจริง” ไม่ได้หมายถึงแค่การหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต แต่ยังหมายถึงการทำให้ครอบครัวหลุดพ้นจากการต้องใช้ชีวิตอยู่กับความคลุมเครือ เพราะเมื่อไม่รู้ว่าคนที่เรารักอยู่ที่ไหน หรือถูกทำอะไรไปบ้าง สิ่งที่ตามมาคือคำถามและจินตนาการถึงสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ถ้าเราไม่เปิดเผยความจริง เหยื่อก็จะอยู่กับพันธนาการของความคลุมเครือ เพราะการไม่รู้ความจริงจะทำให้จินตนาการว่าคนในครอบครัวที่ถูกบังคับให้สูญหายถูกทำอะไรต่างๆ แต่ถ้าเปิดเผยความจริงได้ ก็จะทำให้หลุดพ้นจากพันธนาการของความคลุมเครือ”
กว่า 20 ปีที่อังคณาพูดถึงการบังคับให้สูญหาย เธอยอมรับว่า การต้องเล่าเรื่องเดิมซ้ำๆ อาจหมายถึงการกลับไปรื้อบาดแผลเก่า หรือ Re-Traumatization แต่ในอีกด้าน การพูดซ้ำก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรื่องเหล่านี้ไม่ถูกทำให้เงียบหายไปพร้อมกับกาลเวลา
“ส่วนตัวไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่ยอมรับว่าการพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ เป็นการรื้อแผลเก่า แต่การพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ จะทำให้สังคมรู้ว่าประเทศไทยมีการถูกบังคับให้สูญหาย ทำให้สังคมไม่ลืม และเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความทรงจำ รักษาประวัติศาสตร์ของการบังคับให้สูญหาย”
เพราะเมื่อใครคนหนึ่งถูก “บังคับสูญหาย” การตามหาความจริงจึงอาจไม่ใช่แค่การย้อนกลับไปหาอดีต แต่คือการคืนคำตอบให้ครอบครัว รักษาความทรงจำของสังคม ประวัติศาสตร์ และทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ถูกลืม
🎥 30 สิงหาคมนี้ เนื่องในวันผู้สูญหายสากล ชวนทุกคนมาร่วมกัน Keep Truth Alive ผ่านเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive: เรื่องเล่าของผู้สูญหายและความจริงที่ไม่ควรตายจากความทรงจำ” โดย Cross Cultural Foundation (CrCF) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และแอมเนสตี้ ประเทศไทย
ร่วมรับชมภาพยนตร์สารคดีสั้น 3 เรื่อง ที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้สูญหาย ครอบครัว และการเดินทางตามหาความจริงจากต่างช่วงเวลาและพื้นที่
🎞️ เลือนแต่ไม่ลืม (Loss, and Life Goes on)
เรื่องราวของครอบครัวผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่แม้เวลาจะผ่านมากว่า 30 ปี หลายครอบครัวยังคงรอคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่พวกเขารัก
🎞️ Silence from the Hill
เรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กับบาดแผลจากนโยบาย “สงครามยาเสพติด” และผู้คนที่ถูกจับกุมก่อนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
🎞️ หรรษาอาลัย (A Laughing Lament)
เรื่องราวของ “สหายภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกพบเป็นศพในแม่น้ำโขง และครอบครัวกับมิตรสหายที่ยังคงรักษาความทรงจำและเรียกร้องความยุติธรรม
📖 พร้อมร่วมวงเสวนา “Keep Truth Alive: จากความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย” ชวนพูดคุยถึงความจริง ความทรงจำ และหนทางไปสู่ความยุติธรรมสำหรับครอบครัวผู้สูญหาย
📆 30 สิงหาคม 2569
⏰ 13.00–17.00 น.
📍 Lido Connect ห้อง Lido 1
มาร่วมดูหนัง รับฟังเรื่องราว และช่วยกันรักษาความจริงให้ยังมีชีวิต เพราะการพูดถึงเรื่องเดิมซ้ำๆ อาจเจ็บปวด แต่การไม่พูดถึงเลย อาจทำให้ผู้สูญหายถูกทำให้หายไปจากความทรงจำของสังคมอีกครั้ง

24/08/2026

“ถ้าพูดถึงการบังคับให้สูญหาย เราอยากให้เรื่องนี้มันหายไปจากโลกนี้เลย”
สำหรับ “เจน” สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของ “ต้าร์” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศกัมพูชา ความรุนแรงจากการบังคับสูญหายไม่ได้จบลงในวันที่คนคนหนึ่งหายไป แต่ยังคงอยู่ในชีวิตและความทรงจำของครอบครัวในทุกวัน
“ปัจจุบันเราดูหนังเกี่ยวกับความรุนแรงหรือการอุ้มหายไม่ได้เลย อย่างเวลามีฉากคนโดนคลุมหัว มันทำให้นึกถึงน้องเรา”
สิ่งที่เจนอยากเห็นในอีก 20 ปีข้างหน้า จึงไม่ใช่เพียงการได้รู้ความจริงของครอบครัวตัวเอง แต่คือโลกที่มีคนถูกบังคับสูญหายน้อยลง และกลไกระหว่างประเทศยังคงทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวอื่นต้องเผชิญกับสิ่งเดียวกัน
“อีก 20 ปีข้างหน้า เราอยากให้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย ยังทำงานเข้มข้นต่อไป เพื่อลดคนถูกอุ้มหายให้น้อยลงไป จะดีมาก”
เพราะเมื่อใครคนหนึ่งถูก “บังคับสูญหาย” สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียงตัวบุคคล แต่ครอบครัวยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับคำถามว่า เขาอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นกับเขา และเมื่อไรความจริงจะปรากฏ
30 สิงหาคมนี้ เนื่องใน “วันผู้สูญหายสากล” ชวนทุกคนมาร่วมกันทำให้เรื่องราวและความจริงของผู้สูญหายยังคงมีชีวิต ผ่านเทศกาลภาพยนตร์ กับแอมเนสตี้ ประเทศไทย ร่วมกับ Cross Cultural Foundation (CrCF) และ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
🎥 “Keep Truth Alive: เรื่องเล่าของผู้สูญหายและความจริงที่ไม่ควรตายจากความทรงจำ” โดยร่วมชมภาพยนตร์สารคดีสั้น 3 เรื่อง ที่พาเราไปพบกับเรื่องราวของผู้สูญหายและครอบครัวจากต่างช่วงเวลาและต่างพื้นที่
🎞️ เลือนแต่ไม่ลืม (Loss, and Life Goes on)
เรื่องราวของครอบครัวผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่กว่า 30 ปีผ่านไป หลายครอบครัวยังคงรอคำตอบ
🎞️ Silence from the Hill
เรื่องราวของชาวลาหู่ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กับบาดแผลจากนโยบาย “สงครามยาเสพติด” และผู้คนที่หายไปโดยไร้ร่องรอย
🎞️ หรรษาอาลัย (A Laughing Lament)
เรื่องราวของ “สหายภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกพบเป็นศพในแม่น้ำโขง และครอบครัวที่ยังคงรักษาความทรงจำและตามหาความยุติธรรม
พร้อมร่วมวงเสวนา “Keep Truth Alive: จากความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย” เพื่อพูดคุยว่า เราจะรักษาความจริงและความทรงจำอย่างไร ไม่ให้ผู้สูญหายกลายเป็นเพียงชื่อที่เลือนหายไปตามกาลเวลา และจะเปลี่ยนความทรงจำเหล่านั้นให้กลายเป็นหนทางไปสู่ความจริงและความยุติธรรมได้อย่างไร
📆 30 สิงหาคม 2569
⏰ 13.00 - 17.00 น.
📍 Lido Connect ห้อง Lido 1
มาร่วมดูหนัง รับฟังเสียงของครอบครัว และช่วยกัน Keep Truth Alive เพราะตราบใดที่ความจริงยังไม่ปรากฏ เรื่องราวของผู้สูญหายก็ไม่ควรถูกทำให้หายไปจากความทรงจำของสังคม

📖ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ตกเป็นเป้าของการทรมานและการบังคับสูญหายส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย โดยมักจะเป็นผู้นำการเคลื่อน...
19/08/2026

📖ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ตกเป็นเป้าของการทรมานและการบังคับสูญหายส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย โดยมักจะเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวของประชาชน นักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ชุมนุมทางการเมือง สื่อมวลชน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ที่กลายเป็นเป้าหมายเนื่องจากอคติของรัฐ การบังคับสูญหายบุคคลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของผู้สูญหายเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างออกไปต่อครอบครัวของผู้สูญหาย
เมื่อสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ชายถูกบังคับสูญหาย ผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นแม่ ภรรยา และพี่สาวหรือน้องสาวของผู้สูญหายมักจะรับหน้าที่ในการดูแลครอบครัว และเป็นกำลังหลักในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่สูญหายจากน้ำมือของรัฐ ในหลายประเทศที่มีการบังคับสูญหายอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมาก ผู้หญิงในครอบครัวของผู้สูญหายได้รวมตัวกันเป็นขบวนการเคลื่อนไหว ที่แม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็ทรงพลังมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของกลุ่มภรรยาผู้สูญหายในประเทศไทยกลับเป็นการเคลื่อนไหวในระดับปัจเจก ไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนภายใต้วัตถุประสงค์และเป้าหมายร่วมกันเหมือนกับกลุ่มสตรีในลาตินอเมริกา เนื่องจากปัจจัยด้านต่างๆ ทั้งพื้นที่เกิดเหตุที่กระจายตัวไปทั่วประเทศ และมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน รวมถึงภูมิหลังทางการเมืองที่แตกต่างกัน การตีตราทางสังคมและกำแพงทางเชื้อชาติและศาสนา แรงกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐผ่านการคุกคามและการใช้กฎหมายปิดปาก
🔍เมื่อพิจารณาจากการต่อสู้ของผู้หญิงในกรณีศึกษาทั้งหมด เราพบว่าความสำเร็จของขบวนการพลังแม่เหล่านี้ไม่ใช่การรับทราบความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของลูกๆ ที่ถูกบังคับสูญหาย หรือการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดได้อย่างง่ายดาย แต่แม่ ภรรยา พี่สาวน้องสาว และย่ายายเหล่านี้กลับเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางอันยาวไกลในการสร้างความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ด้วยเครื่องมืออย่าง “ความทรงจำ” ผ่านการระลึกถึงผู้สูญหาย การบันทึกข้อมูล และไม่หยุดที่จะสื่อสารว่าผู้สูญหายทุกคนล้วนมีตัวตน
แม้ผู้สูญหายจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคนในสังคม และคนทั่วไปก็ไม่ได้มีพลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ทุกคนในสังคมล้วนมีบทบาทสำคัญในการปกป้องดูแลผู้เสียหายจากการบังคับสูญหาย เพราะฉะนั้น วิธีการที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับคนทั่วไป คือการยืนเคียงข้างแม่ ภรรยา พี่สาวน้องสาว และย่ายายของผู้สูญหาย ซึ่งพวกเขาไม่เพียงแต่ทนทุกข์ทรมานกับการสูญเสียที่ไม่อาจก้าวข้ามเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องสิทธิของทุกคนในสังคมด้วย
📌อ่านบทความบนเว็บไซต์: https://crcfthailand.org/2026/08/19/63525/
เรื่อง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
ภาพ: อัญมณี แก้วอะโข

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 1 ภาค 2 นัดสอบคำให้การเจ้าพนักงานตำรวจ จำนวน 7  นาย ซึ่งเป็น...
18/08/2026

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 1 ภาค 2 นัดสอบคำให้การเจ้าพนักงานตำรวจ จำนวน 7 นาย ซึ่งเป็นจำเลยในกรณีปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งบังคับสูญหายนายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ที่ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” จนเสียชีวิตเมื่อปี 2567 โดยจำเลยทั้งเจ็ดได้แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีและให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ในวันเดียวกันนี้ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายปัญญา คงแสนคำ หรือลุงเปี๊ยก ในฐานะผู้เสียหายและทนายความผู้รับมอบอำนาจจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าเป็นโจทก์ร่วมกันกับพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 2 ด้วย
📌อ่านข่าว : https://crcfthailand.org/2026/08/18/63520/

🎥เมื่อใครคนหนึ่งถูก “บังคับสูญหาย” จุดเริ่มต้นของความยุติธรรมอาจอยู่ที่ “ความจริง”มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF), Amnesty In...
17/08/2026

🎥เมื่อใครคนหนึ่งถูก “บังคับสูญหาย” จุดเริ่มต้นของความยุติธรรมอาจอยู่ที่ “ความจริง”
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF), Amnesty International Thailand, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ (Justice for Peace Foundation) ขอเชิญร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ “Keep Truth Alive: เรื่องเล่าของผู้สูญหายและความจริงที่ไม่ควรตายจากความทรงจำ” เนื่องในวันผู้สูญหายสากล 30 สิงหาคม
🎥ร่วมรับชมภาพยนตร์สารคดีสั้น 3 เรื่อง ได้แก่
🎞️เลือนแต่ไม่ลืม (Loss, and Life Goes on)
ผู้กำกับ: สุเมธ สุวรรณเนตร / แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
ความยาว: 30 นาที
สารคดีว่าด้วยเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้กำลังอาวุธสลายการชุมนุมของประชาชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งยังมีผู้สูญหายในเหตุการณ์ ซึ่งยังไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลจำนวนอย่างเป็นทางการ แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 30 ปี ญาติของผู้สูญหายเหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่โดยไม่อาจทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก ทว่าพวกเขายังคงรอคอยการกลับมาของผู้สูญหาย และคำตอบจากรัฐว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลเหล่านี้
🎞️Silence from the Hill
ผู้กำกับ: ยศธร ไตรยศ / มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)
ความยาว: 15 นาที
เรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เผชิญกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “สงครามยาเสพติด” เมื่อปี 2546 ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่ยังมีผู้สูญหายจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนถูกจับกุมและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ครอบครัวของผู้สูญหายเหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว ความยากลำบากจากการสูญเสียกำลังแรงงานในครัวเรือน พร้อมทั้งความหวังว่าสักวันจะทราบชะตากรรมของผู้สูญหายในที่สุด
🎞️หรรษาอาลัย (A Laughing Lament)
ผู้กำกับ: บุรภัทร จันทร์ประทัด / ประชาไท
ความยาว: 30 นาที
ปลายเดือนธันวาคม 2561 ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ “สหายภูชนะ” ถูกพบเป็นศพจากการฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมในแม่น้ำโขง หลังจากที่เขาลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศลาว เนื่องจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 แม้คดีจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ แต่ครอบครัวของชัชชาญยังคงจัดกิจกรรมรำลึกถึงเขาอยู่ทุกปี โดยมักจะเชิญชวนเพื่อนสนิทมิตรสหายเท่าที่มีอยู่ไปพบปะสังสรรค์ที่บ้านเกิดของชัชชาญในจังหวัดมุกดาหารทุกปลายเดือนธันวาคม เพื่อเติมเต็มและให้กำลังใจกันและกัน แม้ความหวังในการตามหาความยุติธรรมให้ผู้ถูกบังคับสูญหายและผู้ลี้ภัยทางการเมืองจะยังคงริบหรี่ก็ตาม
📖ร่วมพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับความจริงและการรักษาความทรงจำเพื่อนำไปสู่ความยุติธรรม ในเวทีเสวนา “Keep Truth Alive: จากความทรงจำของสังคมสู่ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญหาย” โดย
▪️ สีละ จะแฮ - นายกสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
▪️ พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของ - “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ
▪️ มูอาวียะห์ เซะ - ครอบครัวผู้สูญหายจากจังหวัดนราธิวาส
▪️ ยศธร ไตรยศ - ผู้กำกับสารคดี Silence from the Hill
▪️ ตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
▪️ ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์ - ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
🎙 ดำเนินรายการโดย : ประทับจิตร นีละไพจิตร - เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนประจำประเทศไทย OHCHR
📆 วันที่: 30 สิงหาคม 2569
⏰เวลา: 13.00 - 17.00
📍สถานที่: Lido Connect (ห้อง Lido 1)
📍Location: https://maps.app.goo.gl/vp4dFtko3Sc4vtmA9?g_st=ac
📌ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScwUEudEXqIzWvd7YS5LKXHQIERfq1r1iOdSELoGXR-IEiGVg/viewform

👤 ฐานข้อมูลคนหายที่รวบรวมโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ตั้งแต่ปี 2534 - 2568 มีผู้ถูกบังคับสูญหายรวม 112 คน แบ่งออกเป็นเ...
12/08/2026

👤 ฐานข้อมูลคนหายที่รวบรวมโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ตั้งแต่ปี 2534 - 2568 มีผู้ถูกบังคับสูญหายรวม 112 คน แบ่งออกเป็นเพศชาย 104 คน และเพศหญิง 8 คน
ปี 2546 นโยบายปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด หรือ “สงครามยาเสพติด” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมจำนวนกว่า 2,500 ราย โดยผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 85 - 90 เป็นเพศชายในช่วงวัยรุ่นและวัยแรงงาน อายุระหว่าง 15 - 39 ปี
📌เหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตเกือบ 6,000 ราย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับเพศหญิง
สถิติการเสียชีวิตของพลทหารในค่าย ซึ่งรวบรวมโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ตั้งแต่ปี 2552 - 2569 อยู่ที่ 33 ราย
ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพความรุนแรงโดยรัฐต่อประชาชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ถูกกระทำความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นว่า การเสียชีวิตของประชากรเพศชายในกรณีเหล่านี้หมายถึงการสูญเสียของหลายครอบครัว มีแม่ที่สูญเสียลูกชาย รวมทั้งมีภรรยาที่สูญเสียสามีและต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่รับผิดชอบดูแลครอบครัวโดยลำพัง จึงอาจกล่าวได้ว่า การทรมานและการบังคับสูญหาย รวมทั้งความรุนแรงโดยรัฐอื่นๆ ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทความเป็นแม่ของผู้หญิงหลายคนไปตลอดกาล
👤 กัญญา ธีรวุฒิ เป็นที่รู้จักในสื่อว่า “แม่สยาม” หลังจากสยาม ธีรวุฒิ ลูกชายคนเล็ก ถูกบังคับสูญหายขณะลี้ภัยการเมืองอยู่ในประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2562 ช่วงแรกที่สยามหายตัวไป กัญญาต้องเผชิญกับการคุกคามหลายครั้ง หลายปีต่อมา หลังจากร้องเรียนผ่านกลไกทางกฎหมาย ทางการเชื่อว่าสยามไม่ได้ถูกบังคับสูญหาย แต่อาจจะกำลังหนีคดี คำขอร้องเพียงอย่างเดียวของกัญญาคือ “ถ้าสยามยังอยู่จริง รัฐต้องตามหาตัวมาให้แม่” ทว่าหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้รับทราบความจริงแต่อย่างใด
👤 ไม่นานนี้ ภาพของสุกัลยา ตัญกาญจน์ หรือ “แม่น้องเมย” ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อพร้อมเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ นตท. ภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ ลูกชายคนเล็กที่เสียชีวิตขณะเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เมื่อปี 2560 โดยครอบครัวพบร่องรอยการบาดเจ็บและอวัยวะภายในบางส่วนสูญหายระหว่างการชันสูตร นอกจากการเดินหน้าค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกชาย สุกัลยาลงมือปลูกดอกกุหลาบและโพสต์เรื่องราวของลูกชายในเฟซบุ๊กส่วนตัวทุกวัน
👤 พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ “มึนอ” ภรรยาของ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ นักกิจกรรมชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านบางกลอย อ. แก่งกระจาน จ. เพชรบุรี เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องดูแลลูกทั้งห้าคน หลังจากที่บิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติจับกุมตัว และหายตัวไปเมื่อ 12 ปีก่อน ปัจจุบัน ลูกๆ ของบิลลี่เติบโตขึ้น และยังคงระลึกถึงพ่อของพวกเขา
👤 โสภาพรรณ พัดมาสกุล สูญเสียลูกชาย วรปรัชญ์ พัดมาสกุล วัย 18 ปี จากการถูกทรมานโดยครูฝึกและรุ่นพี่ขณะเข้ารับการเกณฑ์ทหาร เมื่อปี 2567 เธอจดจำบาดแผลบนร่างกายของลูกชาย ผู้เป็นเหมือนเพื่อนสนิทได้ทุกจุด และเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีต่อครูฝึกและรุ่นพี่ รวม 13 คน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จนกระทั่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 13 คน
ในงานครบรอบ 3 ปี การบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อการ บุปผาวัฏฏ์ ลูกชายของชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือสหายภูชนะ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศลาว ก่อนถูกฆาตกรรมและพบร่างในแม่น้ำโขง ได้เล่าเหตุบังเอิญครั้งหนึ่งว่า ขณะที่เขาซ่อมโทรศัพท์ให้แม่ เขาพบว่าแม่ได้ส่งข้อความถึงพ่อผู้ล่วงลับว่าเธอหมดห่วง เพราะลูกๆ เรียนจบถึงฝั่งแล้ว
การทรมาน การบังคับสูญหาย และความรุนแรงโดยรัฐอื่นๆ ไม่ได้พรากเฉพาะชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ต้องรับบทบาทนอกเหนือจากความเป็นแม่ คือการเป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นปากเสียงที่เรียกร้องความเป็นธรรมแทนผู้ที่สูญหายและผู้ที่ล่วงลับ และเป็นประชาชนตัวเล็กๆ ที่พยายามต่อสู้กับอำนาจรัฐ เพียงเพื่อให้ได้ทราบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเธอ และนอกจากกรณีของ “แม่” ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีแม่อีกหลายคนที่เรื่องราวของพวกเธอไม่ได้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ แต่ความทุกข์ทนที่พวกเธอต้องเผชิญนั้นไม่แตกต่างกัน
📌หากการเป็นแม่เป็นเรื่องระดับชาติที่ต้องมีวันแม่แห่งชาติ เพื่อระลึกถึงความเสียสละของแม่ เรื่องราวของผู้หญิงผู้สูญเสียเหล่านี้จึงควรถูกมองเห็น เสียงของพวกเธอควรถูกได้ยิน พวกเธอควรค่าแก่ยืนหยัดเคียงข้างและส่งกำลังใจในการรอคอยอันยาวนานและมองไม่เห็นจุดหมาย ให้วันแม่แห่งชาติเป็นวันที่แม่ทุกคนมีความสำคัญ รัฐต้องทำทุกวิถีทางในการเปิดเผยความจริงและคืนความเป็นธรรมให้กับแม่ผู้สูญเสียเหล่านี้ รวมทั้งรับประกันว่าจะไม่มีแม่คนใดต้องสูญเสียลูกจากความรุนแรงที่ก่อโดยรัฐอีก

11 สิงหาคม📝วันคล้ายวันเกิดครบรอบ 44 ปี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือ “ต้าร์” นักกิจกรรมและนั...
11/08/2026

11 สิงหาคม
📝วันคล้ายวันเกิดครบรอบ 44 ปี วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์
วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือ “ต้าร์” นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวไทย ผู้ถูกบังคับสูญหายขณะลี้ภัยอยู่ในประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นชายลึกลับกลุ่มหนึ่งนำตัวเขาขึ้นรถตู้ในกรุงพนมเปญ และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย ทว่าเหตุการณ์อุกอาจเช่นนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ได้เป็นหนึ่งปัจจัยที่ส่งแรงกระเพื่อมให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ เพราะเมื่อคนธรรมดา หน้าตายิ้มแย้ม ยังถูกบังคับสูญหายได้ เหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้ก็ย่อมเกิดขึ้นกับใครก็ได้เช่นกัน
👤“ต้าร์มันคงนั่งหัวเราะ เพราะการที่มันหายตัวไปได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง” คำพูดจากสิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการตามหาวันเฉลิมอย่างไม่หยุดหย่อน สะท้อนให้เห็นตัวตนของวันเฉลิม ที่เป็นคนอารมณ์ดี มีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและกำลังใจ แม้สุดท้ายสิ่งที่เขาอุทิศชีวิตให้จะทำให้เขาต้องพลัดพรากจากครอบครัวและมิตรสหายก็ตาม
หากเขายังคงใช้ชีวิตตามปกติ วันเฉลิมในวัย 44 ปี อาจจะหนึ่งในแกนนำนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพ เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนคนธรรมดา เป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เขาอาจเป็นหัวหน้างานที่หลายคนเคารพนับถือในความสามารถ และเป็นกัลยาณมิตรของมิตรสหายในหลายวงการ รวมถึงเป็นความหวังและความสุขของครอบครัว
แม้วันนี้วันเฉลิมจะไม่ได้อยู่ร่วมฉลองวันเกิดกับทุกคนที่รักเขา แต่เราจะยังคงนึกถึงเขาอยู่เสมอ และหวังว่าสักวันจะได้พบเขาอีกครั้ง
สุขสันต์วันเกิดนะ วันเฉลิม🎂

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และครอบครัวของพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เข้...
10/08/2026

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. ครอบครัวของพลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และครอบครัวของพลทหารเพรชรัตน์ กำลังยิ่ง เข้าให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการการทหาร กรณีพลทหารทั้งสองถูกกระทำละเมิดต่อชีวิตในระหว่างเป็นทหารเกณฑ์ในค่ายทหาร
ครอบครัวของพลทหารเพรชรัตน์ได้แถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดการเสียชีวิตของพลทหารเพรชรัตน์ ซึ่งเกิดขึ้นภายในห้องขังเรือนจำค่ายมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดยหลังจากนั้น ครอบครัวได้รับคำชี้แจงเบื้องต้นจากกองทัพว่า พลทหารเพรชรัตน์เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายแบบคั่งเลือดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ และไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย ดังนั้น ครอบครัวจึงตัดสินใจประกอบพิธีทางศาสนาและเผาศพพลทหารเพรชรัตน์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568
📌อ่านข่าว: https://crcfthailand.org/2026/08/10/63490/

เหตุการณ์อันน่าสลดใจในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ทิ้งร่องรอยความโศกเศร้...
10/08/2026

เหตุการณ์อันน่าสลดใจในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ทิ้งร่องรอยความโศกเศร้าให้กับผู้สูญเสียเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับสังคมไทย ที่แม้เวลาจะผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงมีข้อถกเถียงมากมายเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ นำไปสู่ความปั่นป่วนและสับสนจากข้อมูลและความเห็นของหลายฝ่าย ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ปรากฏในการถกเถียงต่อกรณีความรุนแรงนี้ คือแนวทางการคืนความยุติธรรมอย่างแท้จริงให้กับผู้สูญเสีย และการรับประกันกับสังคมว่าเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
📌จากความขัดแย้ง ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั่วโลกในอดีต ภาคประชาสังคมในหลายประเทศได้ร่วมกันพัฒนาแนวคิด “ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” หรือ Transitional Justice ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาและนำพาสังคมให้ก้าวข้ามจากความขัดแย้งไปสู่สันติภาพ สำหรับกรณีของโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ที่แม้จะดูเหมือนเป็นกรณีอาชญากรรมในระดับบุคคล แต่ที่จริงแล้วอาจซ่อนประเด็นปัญหาทางสังคมมากมาย ที่ต้องอาศัยทั้งอำนาจรัฐ ร่วมกับชุมชนและสังคมในการแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างแท้จริง
🔍ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่
◼️ การค้นหาความจริง (Truth Seeking): การสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รูปแบบของการละเมิด รากของปัญหา และผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
◼️ ความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบ (Justice and Accountability): การนำตัวผู้กระทำความผิดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดมาดำเนินคดีอาญา
◼️ การชดเชยเยียวยา (Reparations): การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย ทั้งผู้ที่ถูกกระทำและครอบครัว ในด้านวัตถุ ด้านจิตใจ รวมถึงการฟื้นฟูวิถีชีวิตให้กลับสู่สภาพเดิมให้ได้มากที่สุด
◼️ การรับรองว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก (Guarantees of Non-recurrence): การบันทึกเหตุการณ์และเผยแพร่ เพื่อย้ำเตือนไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำอีก รวมถึงการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำ
จากเสาหลักเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า “การคืนความยุติธรรม” ให้แก่ผู้เสียหายในเหตุการณ์ความรุนแรงไม่ได้มีเพียงการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้แก่ครอบครัวของผู้สูญเสียเท่านั้น แต่ต้องอาศัยกระบวนการแสวงหาความจริงอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สังคม รวมทั้งต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน โปร่งใส และความเห็นอกเห็นใจของทั้งสังคม บวกกับเจตจำนงทางการเมืองของรัฐในการแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงที่นำไปสู่การสูญเสียเช่นนี้ซ้ำอีก
กรณีของโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นอีกหนึ่งบาดแผลของสังคมที่ต้องได้รับการเยียวยาโดยรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการปกป้องดูแลความปลอดภัยและสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ไม่ใช่เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการคืนความมั่นคงปลอดภัยให้กับทั้งสังคมด้วย
📌อ่านบทความเกี่ยวกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านบนเว็บไซต์: https://crcfthailand.org/2025/10/06/61012/
เรื่อง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
ภาพ: อัญมณี แก้วอะโข

📌กรณีฆาตกรรมเยาวชนชาวรัสเซีย 2 คน ในจังหวัดชลบุรี เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นำไปสู่การเปิดเผยเหตุฆาตกรรมครอบครัว ซึ่งก่อ...
05/08/2026

📌กรณีฆาตกรรมเยาวชนชาวรัสเซีย 2 คน ในจังหวัดชลบุรี เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นำไปสู่การเปิดเผยเหตุฆาตกรรมครอบครัว ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าครอบครัวนี้ได้หายตัวไปเป็นเวลากว่า 1 เดือน แต่กลับไม่มีความคืบหน้าในการค้นหาตัว จนกระทั่งพบว่าถูกฆาตกรรม ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมวงกว้าง เนื่องจากมองว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่ ญาติผู้เสียชีวิตก็อาจทราบชะตากรรมของผู้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งอาจสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ก่อนที่จะเกิดเหตุซ้ำสอง
เหตุสลดใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การที่บุคคลหนึ่งหายตัวไปนั้นอาจส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ในสังคมได้ และเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เพื่อให้พบตัวผู้สูญหายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีบุคคลสูญหายอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการสืบสวนสอบสวนอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี ขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและสังคม โดยเฉพาะกรณีบุคคลสูญหายที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง หรือที่เรียกว่า “การบังคับสูญหาย” (Enforced Disappearance) ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้สูญหายเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปด้วย เนื่องจากการบังคับสูญหายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐใช้ปิดปากผู้เห็นต่าง หรือเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก วิพากษ์วิจารณ์รัฐ และตรวจสอบรัฐ เมื่ออำนาจรัฐไม่อาจตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ ที่สุดแล้ว ผลกระทบก็จะตกอยู่กับประชาชนทั้งสังคม นั่นหมายความว่า การบังคับสูญหายไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาที่คนทั้งสังคมต้องให้ความสำคัญ
🔍CrCF รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลสูญหายจากหลายแหล่ง เพื่อจัดทำฐานข้อมูลคนหาย และพบว่า ภายในระยะเวลา 25 ปี มีบุคคลที่ถูกบังคับสูญหายอย่างน้อย 112 คน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ บวกกับข้อมูลพื้นที่เกิดเหตุ และบริบททางการเมืองในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ได้สะท้อนหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบังคับสูญหาย
ในช่วงก่อนปี 2566 ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ทำหน้าที่ป้องปรามการบังคับสูญหายโดยตรง ส่งผลให้การสืบสวนสอบสวน และดำเนินคดีผู้กระทำความผิดเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมที่อำพรางและทำลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมด รวมทั้งทำให้ไม่ปรากฏตัวตนหรือชะตากรรมของผู้เสียหาย ทำให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดผู้กระทำเป็นไปได้ยาก เมื่อไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ที่สูญหายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือมีชะตากรรมอย่างไร รวมถึงไม่สามารถระบุพฤติการณ์หรือระบุตัวผู้กระทำให้สูญหายได้ ก็ส่งผลให้ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้สั่งการลอยนวลพ้นผิดไปได้ในที่สุด
🔍อย่างไรก็ตาม แม้ทุกวันนี้จะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 แต่ปัญหาในการบังคับใช้และการตีความข้อกฎหมายใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่สามารถบังคับใช้กับคดีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับสูญหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดีในข้อหาบังคับสูญหาย จึงสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าใครก็ตามสามารถตกเป็นเป้าของการบังคับสูญหายได้ ขณะที่กฎหมายและเจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมายยังไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้เท่าที่ควรจะเป็น ความน่ากลัวของการบังคับสูญหายจึงไม่ใช่แค่การทำให้ผู้เห็นต่างทางการเมืองคนหนึ่งเงียบเสียงลง แต่กระบวนการและผลกระทบของการบังคับสูญหาย รวมถึงกฎหมายที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนได้จริงกลายเป็นเครื่องมือที่ปิดปากประชาชนทุกคนในสังคม ไม่ให้ตั้งคำถามกับรัฐ ไม่ให้พูดถึงคนที่หายไป และสุดท้ายก็ลืมเลือนเรื่องเหล่านี้ในที่สุด
📌อ่านบทความบนเว็บไซต์: https://crcfthailand.org/2026/08/05/63470/
เรื่อง: ณัฐธยาน์ ลิขิตเดชาโรจน์
ภาพ: อัญมณี แก้วอะโข

ที่อยู่

89 ซอยสิทธิชน ถนน สุทธิสารวินิจฉัย
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Cross Cultural Foundation (CrCF)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Cross Cultural Foundation (CrCF):

ทางลัด

แชร์