Sage Capital Limited - Boutique Financial Advisor

Sage Capital Limited - Boutique Financial Advisor Sage Capital is a SEC-approved financial advisor. Please visit our website www.sage-capital.biz

We provide financial advisory services in the following areas:

1) Merger & Acquisition
Offer advisory services together with execution capability on domestic and cross-border M&A transactions, covering M&A strategy development, target identification, deal structuring, financing arrangement, due diligence and valuation, negotiation, closing and monitoring.

2) Corporate & Financial Restruc

turing
Develop solutions to complex problems in corporate and financial restructuring. The services cover formulating and implementing restructuring plan which may include reorganization process under the bankruptcy court, structuring special purpose vehicle or securities to be issued, assisting in negotiation with various stakeholders, repackaging and divesting non-core assets.

3) Capital Markets
Advise on the preparation and implementation of capital raising through IPO, private placement, debt instrument and other vehicles. The services include corporate restructuring, structuring funding alternatives, formulating placement strategy and ensuring a successful transaction by coordinating with potential investors.

4) Corporate Finance
Advise on a wide range of financing alternatives to match clients’ diverse requirements and constraints. Sources include money market instruments, term loan, property fund, structured finance, project finance, and other credit facilities.

5) Financial Advisory
Provide financial advisory services including feasibility study, valuation, fairness opinion, and financial risk management.

15/12/2025



Stablecoin ไม่ได้เป็นแค่เหรียญคริปโตแต่มันคือ “สนามรบทางการเงิน” ของมหาอำนาจโลกตั้งแต่ดอลลาร์ของสหรัฐฯ ไปจนถึ....

Money saving
12/12/2025

Money saving

คุณมั่นใจแค่ไหนว่า 'เงินฝาก' ของคุณปลอดภัยจริงไม่ว่าคุณจะมีเงินหนึ่งล้าน หรือแค่สามพันบาท ถ้าวันหนึ่ง 'ธน....

https://www.facebook.com/share/p/1WQcYWStHq/
08/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1WQcYWStHq/

แบกแล้ว แบกขึ้นอีก พนักงานเงินเดือนสูง เตรียมโดนลดหย่อนภาษี ได้น้อยกว่าเดิม 30% /โดย ลงทุนแมน
ตั้งแต่ลงทุนแมน พบนโยบายภาษีมา ต้องยอมรับว่า คราวนี้แปลกใจที่สุด

เรียกได้ว่าเป็นนโยบายที่ขาดการสร้างกำลังใจให้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นคนเสียภาษีมากที่สุดในไทย ที่หลายคนเรียกว่าเป็น “ตัวแบก” ประเทศ

กลุ่มบุคคลนี้ คือ กลุ่มพนักงานเงินที่อยู่ในระบบ ที่มีเงินเดือนสูงมากกว่า 120,000 บาท

กลุ่มนี้มีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศ
แต่คนกลุ่มนี้กำลังจ่ายภาษีมากกว่าคนอื่นที่เหลือ
และพวกเขากำลังโดนลดสิทธิ การลดหย่อนภาษีจากเดิมที่เคยได้ ให้น้อยลง 30% ในปีหน้า ในการซื้อกองทุนลดหย่อน

เรื่องนี้น่าแปลกใจอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

คนไทยวัยทำงานมี 40,000,000 คน
อยู่ในระบบภาษี 10,000,000 คน
และเป็นพนักงานเงินเดือนสูงเกิน 100,000 บาท
มีอยู่ประมาณ 300,000 คน คิดเป็นเพียง 0.5% ของประชากรทั้งประเทศ

คนกลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็นตัวแบกในการจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ของโครงสร้างภาษีประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะคนกลุ่มจะเสียอัตราภาษีที่สูง 25%ไปจนถึง 35%

ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่มากกว่าทุกคน รวมถึงทุกนิติบุคคลในระบบภาษีด้วย

ตอนนี้บริษัทขนาดใหญ่ เสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20%
และยังมีคนนอกระบบรายได้สูงจำนวนมากไม่เสียภาษี หรือเสียในอัตราที่น้อยมาก

เรียกว่าเป็นตัวแบกในการเสียภาษีอัตราที่สูงจริง ๆ

แต่ล่าสุด รมว. คลัง ดร.เอกนิติ ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังเสนอเรื่องนี้เข้า ครม. เพื่ออนุมัติในวันที่ 9 ธ.ค.นี้

-คนที่มีเงินได้สูงกว่าปีละ 1.5 ล้านบาท (คำนวนเงินได้ต่อเดือนสูงกว่า 125,000 บาท) ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป เมื่อซื้อกองทุน จะลดหย่อนได้เพียง 0.7 เท่า..

-โดยคนที่มีเงินได้ต่ำกว่าปีละ 1.5 ล้านบาท เมื่อซื้อกองทุน จะลดหย่อนได้ 1.3 เท่า

เรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะตั้งใจอธิบายว่า รัฐอยากเอาสิทธิ 0.3 เท่าของคนมีเงินได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท ไปใส่ให้คนที่มีเงินได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท

แต่พอมาคิดดี ๆ แล้ว

หากเราเป็นวัยทำงาน ที่กำลังพยายามถีบตัวเอง จนมีเงินเดือนมากกว่า 125,000 บาท
เราคงฉุกคิดว่าแทนที่เราจะดีใจ แต่กลับถูก “ทำโทษ” ด้วยการหักลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีลง 30% ทันที..

ถ้าคนกลุ่มนี้ อยากลดหย่อนภาษีได้เท่าเดิม
เทียบเป็นตัวเลข แบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าต้องการลดหย่อนภาษี 100,000 บาท

แบบเดิม
-ซื้อกองทุน 100,000 บาท ลดหย่อนได้ 100,000 บาท

แบบใหม่
-คนเงินเดือนต่ำกว่า 125,000 บาท (1.30 เท่า)
ต้องซื้อกองทุนราว 76,923 บาท เพื่อลดหย่อน 100,000 บาท

-คนเงินเดือนสูงกว่า 125,000 บาท (0.7 เท่า)
ต้องซื้อกองทุน 142,857 บาท พูดง่าย ๆ คือต้องลงทุนเพิ่มขึ้น 42% เพื่อให้สิทธิเหมือนแต่ก่อน..

ตอนนี้คงเริ่มมีคำถามกันแล้วว่าสรุป คนทำงานดี ได้เงินเดือนเกิน 125,000 บาท แต่ดันซวยที่อยู่ในระบบ เลยโดนหักสิทธิ แล้วมองออกไปคนนอกระบบ ได้รายได้เกินเลขนี้ต่อเดือนมีเยอะแยะ แต่โชคดีที่อยู่นอกระบบ เลยไม่ต้องกังวลเรื่องนี้

คนที่มีเงินได้ 125,000 บาทต่อเดือน อาจจะดูเหมือนรวย แต่เขาอาจจะเป็นหัวหน้าครอบครัวทำงานคนเดียว ทุกคนในครอบครัวไม่มีเงินได้ เขาอาจจะเป็นวัยที่มีภาระ ทั้งข้างบนที่ต้องเก็บเงินรักษาพ่อแม่ ทั้งข้างล่างที่ต้องเก็บเงินจ่ายค่าเล่าเรียนลูก

กลุ่มนี้ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย แถมยังโดนลดสิทธิ มันผิดที่เกิดมาขยันทำงานได้เงินเดือนสูง หรือผิดที่อยู่ในระบบที่คอยกัดกินจากเขา

ความเจ็บปวดของมนุษย์เงินเดือนกลุ่มนี้พอมองออกไป คนอีกกลุ่มที่รายได้มหาศาล แต่ "ลอยตัว" อยู่เหนือระบบภาษี เช่น

-พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ยอดขายหลักล้าน
-ธุรกิจเงินสดเศรษฐกิจนอกระบบ

คนเหล่านี้อาจมีรายได้สุทธิ มากกว่ามนุษย์เงินเดือนระดับผู้บริหารเสียอีก
แต่กลับเสียภาษีน้อยมาก หรือไม่เสียเลย เพราะรัฐ "ตามเก็บยาก" หรือ "ไม่มีข้อมูล"

นอกจากนั้นก็ยังมีคนถือบัตรสวัสดิการรัฐอีกเป็นสิบล้านคนที่รอคอยรับเงินช่วยเหลือ

ในทางกลับกัน มนุษย์เงินเดือนกลับเป็นของตายให้รัฐ เพราะมีข้อมูลรายได้โชว์อยู่ในระบบ

รัฐจึงเลือกเล่นท่าง่ายด้วยการรีดภาษี และตัดสิทธิจากคนกลุ่มนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แทนที่จะทุ่มเทกำลังไปดึงคนนอกระบบเข้ามาให้ถูกต้อง

สถานการณ์แบบนี้ไม่ต่างอะไรไปจาก การบีบคั้นชนชั้นกลางที่อยู่ในระบบ ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนองค์กรและเศรษฐกิจให้รู้สึกไม่เป็นธรรมมากขึ้น

เมื่อความพยายามในการหารายได้เพิ่ม หมายถึงการถูกเพ่งเล็งและตัดสิทธิ แรงจูงใจในการทำงานหนักก็จะลดลง

และต่อไปการเลี่ยงภาษีแบบถูกกฎหมายอาจมีมากขึ้น ผู้มีเงินได้สูงจะเริ่มจดทะเบียนบริษัทรับเงินแทน เพื่อเสียภาษีในอัตรา 20% แทนที่จะยอมเสีย 35% ในนามบุคคลธรรมดา

แต่วิธีนี้ก็ทำได้เฉพาะคนที่มีอาชีพอิสระ แต่พนักงานในระบบก็จะทำไม่ได้และถูกบีบอยู่ดี

การกระจายรายได้และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นเรื่องที่ดี แต่มันควรมาจากภาษีของแรงงานส่วนใหญ่ในระบบหรือไม่ ไม่ใช่ประชากรเพียงหยิบมือ ที่แต่เดิมเขามีสิทธิที่จะลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนเพื่อใช้ในยามเกษียณของเขา และกลับมาลดสิทธิซ้ำเติม

และเมื่อพวกเขาไม่มีเงินในยามเกษียณมากพอ ในอนาคตรัฐกลับจะเสียมากกว่าได้ เพราะต้องแบ่งงบประมาณมาช่วยเหลือ ทั้งที่คนเหล่านี้เขาอาจจะอยู่ได้ด้วยตัวเองหากสามารถสะสมเงินได้มากพอ

นอกจากนั้นก็จะมีคำถามที่สงสัยมากมายว่า รัฐเอาเงินภาษีไปทำอะไรที่เกิดประโยชน์ ดูจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ มีความโปร่งใสสำหรับคนเสียภาษีหรือไม่..

ปิดท้ายด้วยคำพูดที่น่าสนใจของ ดร.เอกนิติ รมต. คลัง ว่า “ปัจจุบันมีผู้เสียภาษีประมาณ 300,000 คน นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหน่วยลงทุนมาหักลดหย่อนภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท”

แค่ฟังจากพูดก็รู้แล้ว ว่า ดร.เอกนิติ ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของผู้เสียภาษี 300,000 คนกลุ่มนี้ และคิดว่าการเก็บเงินได้ 10,000 ล้านบาทต่อปีจากคนกลุ่มนี้ มันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก สำคัญกว่าการสร้างแรงจูงใจให้ 300,000 คนนี้อยากที่จะอยู่ในระบบต่อไป

ลงทุนแมนแนะนำว่า สิทธิอะไรที่พวกเขาเคยได้ อย่างน้อยควรได้เท่าเดิมเพื่อรักษากำลังใจหรือไม่ มันคุ้มค่ากับเงิน 10,000 ล้านบาทเพื่อรัฐจะเอาไปจัดจ้างแปลก ๆ ในโครงการใหม่ ๆ ได้มากขึ้นขนาดนั้นเลยหรือ ?

ในเมื่อมุมมองการเก็บภาษีของกลุ่มในระบบ 300,000 คนเป็นแบบนี้
แทนที่จะให้เหรียญรางวัลดีเด่น แต่กลับบอกว่า
คุณทำดีน้อยไป จากแบกแล้ว ต้องแบกเพิ่มนะ

คำถามง่าย ๆ คือ
พอแนวคิดรัฐเป็นแบบนี้ คนที่มีเงินได้สูง ใครคนไหน ? จะอยากเข้ามา อยู่ในระบบ ที่คอยจะหาช่องให้แบกเพิ่มอยู่ตลอดเวลา..

07/12/2025


ถ้าถามคนไทยที่เกิดก่อนปี 2000 ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ไหนที่คุ้นหูที่สุด หนึ่งในคำตอบนั้น ต้องมีชื่อของ “Tos...

Netflix X WBD
07/12/2025

Netflix X WBD

เจ็ดหมื่นสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ตกราวๆ สองล้านล้านบาทนี่คือเม็ดเงินมหาศาลที่ Netflix ตัด.....

สินสมรสhttps://www.facebook.com/share/p/14NfBKBYDJf/
04/12/2025

สินสมรส
https://www.facebook.com/share/p/14NfBKBYDJf/

สรุป 3 บทเรียนการเงิน สำหรับคนมีคู่ จากเคสดาราสาว ไม่ได้จดทะเบียน แต่ถูกฟ้องแบ่งทรัพย์สิน | MONEY LAB
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อคุณเป็กกี้ ศรีธัญญา นักแสดงและพิธีกรรุ่นใหญ่ โพสต์ภาพว่า ได้รับหมายศาลจากคนในอดีต ฟ้องแบ่งทรัพย์สิน

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ถ้าแต่งงานกัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส อีกฝ่ายสามารถเรียกร้องแบ่งทรัพย์สินได้จริงไหม ?

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะทุกวันนี้มีคู่รักจำนวนมากที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งซื้อบ้าน ซื้อรถ ทำธุรกิจด้วยกัน แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส

และหากมองภาพใหญ่กว่านั้น จากสถิติช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยจดทะเบียนสมรสน้อยลง ขณะที่การหย่าร้างกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เคสนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่คนมีคู่ควรทำความเข้าใจ เพราะแม้ความรักจะเป็นเรื่องของความรู้สึก แต่เรื่องเงินทองนั้น ถูกตัดสินด้วยกฎหมาย

และหากอยากรู้ว่า..
จดทะเบียนสมรส กับไม่จด แตกต่างกันอย่างไร ?
รวมถึงมีบทเรียนอะไรที่เราได้จากเรื่องนี้บ้าง ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

1. จดทะเบียนสมรส หย่ากันแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง

เส้นแบ่งสำคัญที่สุดคือ วันจดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินอะไรก็ตามที่เรามีก่อนจะถือเป็นสินส่วนตัว แต่หลังจากจดทะเบียน ทรัพย์สินที่ได้มาแทบทุกอย่างจะถือเป็นสินสมรส

ไม่ว่าจะซื้อด้วยเงินใคร หรือเป็นชื่อใครก็ตาม..

ดังนั้นทั้งบ้าน ที่ดิน รถ รายได้จากการทำธุรกิจ เงินเดือน โบนัส เงินปันผล เงินสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงมูลค่าเงินสดกรมธรรม์ประกันชีวิต

แม้กระทั่งพอร์ตการลงทุน หากซื้อด้วยเงินเดือนหรือรายได้หลังจดทะเบียน ก็ถือเป็นสินสมรส

ซึ่งก็หมายความว่า หากวันหนึ่งต้องหย่าร้างกัน ทรัพย์สินเหล่านี้ต้องแบ่งกันคนละครึ่งตามกฎหมาย

อย่างเช่น เงินเก็บที่เราเก็บจากเงินเดือน หรือ โบนัส ที่ได้จากการทำงาน หลังจดทะเบียนสมรสแล้ว ก็จะถูกแบ่งครึ่งเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีทรัพย์สินบางประเภทที่ถือเป็นสินส่วนตัว ไม่ว่าจะได้มาก่อนหรือหลังจดทะเบียน

นั่นคือ มรดก, ของที่ได้รับโดยเสน่หา, ของหมั้น รวมถึงอุปกรณ์ทำมาหากิน

2. ไม่ได้จดทะเบียน เลิกกันแล้วต้องดูตามกรรมสิทธิ์รวม

ถ้าคู่รักใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างนั้นจะไม่ถือเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันโดยอัตโนมัติตามกฎหมาย ทำให้ต้องตีความเรื่อง “กรรมสิทธิ์รวม” ก่อน

ซึ่งการจะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งคู่หรือไม่ ต้องพิสูจน์ว่า ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันแบบครอบครัว และส่วนร่วมในการสร้างสินทรัพย์นั้นอย่างไร

ซึ่งการมีส่วนร่วมก็ไม่ได้หมายถึงแค่การช่วยกันทำมาหากิน หรือออกเงินซื้อของเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแบ่งหน้าที่กันในบ้านด้วย

อย่างเช่น ฝ่ายหนึ่งออกไปทำงานนอกบ้าน แล้วอีกฝ่ายดูแลบ้าน ดูแลลูก ซึ่งทำให้คนที่ออกไปทำงานสามารถทำงานได้เต็มที่ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ถือเป็นหุ้นส่วนชีวิต ถือว่ามีส่วนร่วมสร้างฐานะร่วมกัน

แต่หากเป็นเพียงความสัมพันธ์แบบผิวเผิน ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริง หรือคบกันในฐานะคนในความลับ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างทรัพย์สินของอีกฝ่ายเลย ลักษณะนี้จะไม่ถือเป็นกรรมสิทธิ์รวม

สรุปความแตกต่างแบบเข้าใจง่าย ๆ อีกครั้งคือ

- จดทะเบียนสมรส หย่ากันให้แบ่งสินสมรสกันคนละครึ่ง

- ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เลิกกันแล้ว ถ้าอยากได้สินทรัพย์ที่มีร่วมกัน ต้องพิสูจน์ว่าใช้ชีวิตร่วมกันจริง และมีส่วนร่วมในการสร้างทรัพย์สินนั้นร่วมกัน

3. สัญญาก่อนสมรส ช่วยลดเรื่องปวดหัวในวันเลิกรา

เพื่อไม่ให้เรื่องทรัพย์สินกลายเป็นปัญหาตามมาทีหลัง ปัจจุบันในต่างประเทศจึงนิยมการจัดการทรัพย์สินตั้งแต่ต้น ด้วยการทำ “สัญญาก่อนสมรส”

สัญญาก่อนสมรส หรือ Prenuptial Agreement เป็นสัญญาที่คู่รักทำเพื่อตกลงกันในเรื่องของการจัดการทรัพย์สินให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรส

โดยสาระสำคัญแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ

- กำหนดการจัดการทรัพย์สินให้ชัดเจนว่า อะไรเป็นสินส่วนตัว อะไรเป็นสินสมรส

- ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะทำขึ้นพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรืออาจเตรียมทำสัญญามาก่อน และนำมาจดแจ้งพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสก็ได้

- การแก้ไขหรือเพิกถอน ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

ด้วยความที่สัญญานี้มีผลทางกฎหมายชัดเจน การทำสัญญาก่อนสมรส จึงช่วยลดความขัดแย้งในวันที่ต้องแยกทางกันได้จริง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคนมีคู่ควรเข้าใจให้ชัดในเรื่องสินส่วนตัว สินสมรส กรรมสิทธิ์รวม รวมถึงสัญญาก่อนสมรส ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นใช้ชีวิตร่วมกัน

เพราะสุดท้ายแล้ว การคุยเรื่องเงินให้ตรงไปตรงมา ไม่ได้หมายความว่าไม่ไว้ใจกัน แต่มันคือโอกาสสำคัญที่คู่รักจะได้วางแผนเรื่องทรัพย์สินร่วมกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้น

เพื่อไม่ให้เรื่องเงินทอง กลายเป็นปัญหาที่บั่นทอนความสัมพันธ์ในอนาคต เหมือนที่หลายคู่ รวมถึงคุณเป็กกี้กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้

#วางแผนการเงิน
#หลักการแผนการเงิน
#เป็กกี้ศรีธัญญา

หุ้นธนาคาร
01/12/2025

หุ้นธนาคาร

กดไลค์ กดติดตาม เพื่อจะได้ไม่พลาด ความรู้การลงทุนทุกสัปดาห์ : https://www.youtube.com/@ปันผลกล้วยๆ🔥 คอร์สหลักสูตร ปั้นพอร.....

13/11/2025

เช้านี้ หุ้นสุกี้ MK -18% หลังประกาศงบ กำไรลดลง -34%
สำหรับ ผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2568 ของ MK ที่เพิ่งประกาศ

- รายได้จากการขายและบริการ อยู่ที่ 3,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +5.5% จากปีก่อน
- กำไรสุทธิ 226 ล้านบาท ลดลง -33.7% จากปีก่อน

และมี SSSG หรือการเติบโตยอดขายสาขาเดิม เพิ่มขึ้น 5.4%
โดยเฉพาะของเดือนกันยายน มีการเติบโตถึง 12.0%

ซึ่งการเพิ่มขึ้นของรายได้ ผลมาจากการจัดทำโปรโมชันบุฟเฟต์ในราคา 299 บาท

ผลตรงนี้แม้ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น แต่กระทบอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท ที่ลดลงจาก 67.8% เหลือ 63.9% โดยมีกำไรขั้นต้น 2,495 ล้านบาท ลดลง -1% จากปีก่อน

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพิ่มขึ้น 3.6% จากปีก่อน
โดยหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน

ทั้งหมดนี้ ทำให้กำไรลดลงเหลือ 226 ล้านบาท จาก 341 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หรือลดลง -33.7%

ซึ่งก่อนหน้านี้ MK ราคาหุ้นปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยมูลค่าบริษัทต่ำที่สุดเหลือเพียง 12,700 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ก่อนที่ราคาหุ้นจะฟื้นตัว ปรับขึ้นไปกว่า +150% ในไม่กี่เดือน หลังจากเปิดตัวแบรนด์ใหม่ชื่อว่า ”BONUS SUKI“ และปรับตัวทำเมนูบุฟเฟต์มากขึ้น

ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัท 22,200 ล้านบาท ซื้อขายกันที่ P/E 19 เท่า..

ที่อยู่

28th Floor, BKI Tower 25 South Sathorn Road
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sage Capital Limited - Boutique Financial Advisorผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Sage Capital Limited - Boutique Financial Advisor:

แชร์