ทนายปั๊บ รับว่าความ

ทนายปั๊บ รับว่าความ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ทนายปั๊บ รับว่าความ, บริการด้านกฎหมาย, Bangkok.

律師 Lawyer

(รับ) ปรึกษา / ว่าความ / บริการด้านกฎหมาย

โทร / Line ID : 061-659-0058
[มีค่าปรึกษา / ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี]

• คดีแพ่ง
• คดึอาญา
• คดีแรงงาน
• คดีเยาวชนและครอบครัว
• คดีอสังหารัมทรัพย์ (ที่ดิน บ้าน คอนโด)
• คดีทรัพย์สินทางปัญญา
• คดีปกครอง

01/06/2026

กรณีที่ผู้ต้องหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนต้องจัดหาทนายความให้เสมอ แม้ผู้ต้องหาไม่ต้องการทนายความก็ตาม
๑. คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต
๒. คดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา

06/05/2026

⚖️ อุทธรณ์-ฎีกา อย่างไรให้ชนะคดี? เปิดกลยุทธ์สำคัญที่ทนายความต้องรู้!

การเขียนอุทธรณ์-ฎีกา ไม่ใช่แค่การเขียนโต้แย้งคำพิพากษาไปตามเรื่อง แต่คือ "ยุทธศาสตร์การว่าความ" ที่ต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มคดี

คลิปนี้ผมและอาจารย์เพิ่มบุญ เปลี่ยน ได้มาถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งในเรื่อง:
✅ คุณสมบัติของทนายความชั้นศาลสูง
✅ การเตรียมตัวก่อนยื่นอุทธรณ์-ฎีกา
✅ การโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาอย่างมืออาชีพ
✅ จิตวิทยาและตรรกะในการทำคดี

ใครที่กำลังมองหาแนวทางเพื่อพัฒนาทักษะการว่าความให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ห้ามพลาดคลิปนี้ครับ!
รับชมคลิปเต็มได้ที่นี่: https://youtu.be/GcFPEULgHiI

22/04/2026

ทนายความหลายคนว่าความโดยอาศัยความรู้กฎหมายเพียงเท่าที่จำได้ และข้อเท็จจริงรวมทั้งพยานหลักฐานเพียงเท่าที่ลูกความหามาให้ ต้นเหตุเกิดจากไม่มี “ยุทธศาสตร์(Strategy)” นำทาง จึงไม่มีการประเมินความเป็นไปได้ก่อนกำหนดเป้าหมายหรือจุดหมายของคดี ไม่มองการณ์ไกลในมุมกว้างเพื่อจะได้เห็นภาพรวมของปัญหาที่อาจต้องเผชิญแล้ววางแผนล่วงหน้าแต่จะคิดไปทีละก้าวและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทีละเปลาะ หากเจอทางตันก็หา “ช่องทาง(ผิด)ธรรมชาติ” ที่บ่อยครั้งไม่อาจหวังได้ว่าจะมีอยู่จริง บังเอิญว่ามักเจอฝ่ายตรงข้ามที่ทำงานด้วยวิธีและมาตรฐานเดียวกันก็เลยยังไม่รู้สึกตัวว่าผิดพลาด

การอาศัยความรู้กฎหมายเพียงเท่าที่จำได้เป็นความ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” เพราะรู้ทั้งรู้ว่าการศึกษากฎหมายของประเทศไทยทั้งในชั้นปริญญาตรีและเนติบัณฑิตไทยนั้นเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน และหลายมาตราในกฎหมายหลักรวมทั้งกฎหมายปลีกย่อยอีกมากมายหลายฉบับไม่มีการสอนหรือกระตุ้นเตือนว่ามีความสำคัญเมื่อต้องใช้งานในชีวิตจริงของการว่าความ และด้วยทัศนคติของนักเรียนนักศึกษาไทยที่มุ่งเรียนเพียงเพื่อเอา “วุฒิการศึกษา” มากกว่าเก็บเกี่ยว “ความรู้” ทำให้หลายเรื่องที่เคยจำและนำไปใช้ตอบข้อสอบจนสอบผ่านมาได้นั้นเลือนหายจากสมองไปตามกาลเวลา บางคนแม้แต่หลักกฎหมายในเรื่องการบอกเลิกสัญญาก็จำได้เพียงกระท่อนกระแท่น จนออกหนังสือบอกเลิกสัญญาไปโดยไม่ถูกต้องตามวิธีหรือขั้นตอนและเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้จึงไม่มีผลทางกฎหมาย นอกจากนี้เนื่องจากกฎหมายไม่หยุดนิ่งแต่มีวิวัฒนาการอยู่เสมอทำให้ข้อกฎหมายที่จำได้อาจ “ตกยุค” เนื่องจากมีการตรากฎหมายใหม่หรือยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายเดิม และแม้แต่ไม่มีการยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็อาจมีแนวการวินิจฉัยหรือการตีความในแง่มุมที่ปรับเปลี่ยนตามบริบทสังคม หรือหากขาดความใส่ใจในรายละเอียด เช่น อ่านข้ามเพียงคำเดียว หรือลืมนึกถึงข้อยกเว้น ผลของคดีอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้

ในหนังสือ “ยุทธศาสตร์การว่าความ” มีเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นภาพความเสียหายจาก “การว่าความด้วยข้อกฎหมายเพียงเท่าที่จำได้” อยู่หลายกรณี ทั้งการที่ทนายความคนหนึ่งยื่นฟ้องคดีเรียกร้องให้ชำระเงินตามเช็คโดยขาดอายุความเพราะจำไม่ได้ว่ากำหนดอายุความ ๑ ปีนั้นไม่ได้เริ่มนับจากวันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแต่ต้องนับจากวันที่ลงในเช็ค หรือกรณีที่หญิงคนหนึ่งโดยสารรถทัวร์ไปประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเกือบปีแล้วไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล จึงถูกฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินเกือบหนึ่งล้านบาท เธอขอให้ผู้ประกอบการรถโดยสารส่งทนายความมาดูแลคดี ผลคือทนายความที่มาดูแลคดีนั้นใช้เพทุบายประวิงเวลาให้เกินหนึ่งปีนับจากวันเกิดเหตุก่อนจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกผู้ประกอบการรถโดยสารซึ่งก็คือนายจ้างของเขาเองเข้ามาเป็นจำเลยร่วม แล้วหลังจากนั้นก็ยื่นคำให้การของผู้ประกอบการรถโดยสารต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความแล้ว ทำให้ในที่สุดศาลพิพากษาให้หญิงคนนั้นรับผิดเต็มตามฟ้อง ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการรถโดยสารนั้นศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุขาดอายุความแล้ว หลังจากนั้นเธอไปปรึกษาทนายความหลายคนรวมทั้งไปปรึกษาฝ่ายช่วยเหลือประชาชนของสภาทนายความด้วย ซึ่งก็ตอบในทางเดียวกันว่าทำอะไรไม่ได้เพราะคดีขาดอายุความในฐานละเมิดไปแล้ว แต่เมื่อเธอมาปรึกษาผมก็สามารถฟ้องให้ผู้ประกอบการรถโดยสารต้องรับผิดได้โดยอาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่อง “รับขนคนโดยสาร” ซึ่งไม่มีใครสอนในมหาวิทยาลัยหรือแม้กระทั่งเนติบัณฑิตยสภา กับอีกกรณีหนึ่งเป็นคดีฟ้องขับไล่ที่หลังจากฝ่ายโจทก์วางแผนทำทีเป็นชวนให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินจากเจ้าของเดิมไปตกลงยกเลิกการเช่า โดยจะให้จำเลยใช้ที่ดินนั้นอยู่อาศัยและทำการเกษตรต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องชำระค่าเช่า แต่ทำบันทึกกันไว้ว่าถ้าโจทก์ต้องการใช้ที่ดินเมื่อใดจำเลยจะต้องออกไปจากที่ดิน ทั้งนี้มีการพูดจาหว่านล้อมว่าโจทก์ไม่มีโครงการที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินเพราะซื้อเก็บไว้เพียงเพื่อเก็งกำไร แล้วไม่ทันไรก็เอาบันทึกนั้นเป็นฐานในการมาฟ้องขับไล่จำเลย โชคดีที่ทนายความฝ่ายจำเลยไม่ลืมว่าสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับเจ้าของที่ดินเดิม อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่คู่สัญญาจะเลิกสัญญากันเองไม่ได้ ทำให้สัญญาเช่ายังคงมีผลบังคับอยู่จึงใช้เป็นข้อต่อสู้และในที่สุดฝ่ายโจทก์ก็ต้องยอมจ่ายค่าทดแทนให้เป็นที่พอใจของจำเลยแลกกับการที่จำเลยจะย้ายออกไป

ในส่วนของการอาศัยข้อเท็จจริงรวมทั้งพยานหลักฐานเพียงเท่าที่ลูกความหามาให้นั้น ไม่ว่าจะเกิดจากความ “อ่อนหัด” หรือ “เกียจคร้าน” ก็คือการทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอ ที่สำคัญคือลูกความอาจบอกเฉพาะข้อเท็จจริงที่ทำให้ตัวเองดูดีหรือเป็นฝ่ายถูก โดยจงใจละเว้นข้อมูลที่เป็นผลร้ายต่อตนเองหรือจำผิดพลาดคลาดเคลื่อน หรือไขว้เขวเอา “ความรู้สึกนึกคิด” มาเป็นข้อเท็จจริงที่บอกเล่าให้ทนายความฟัง กว่าที่ทนายความจะรู้ตัวว่าได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนมาก็มักจะสายเกินแก้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหลายอย่างไม่อยู่ในวิสัยที่ลูกความซึ่งเป็นคนทั่วไปจะรู้ว่ามีอยู่ จึงเป็นหน้าที่ของทนายความในฐานะ “นักวิชาชีพกฎหมาย” จะต้องแสวงหามาเพิ่มเติมเพื่อให้ผลของคดีเป็นไปตามที่พึงประสงค์

เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดที่เป็นสาระแก่คดีรวมทั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานนั้นด้วย และทนายความหลายคนก็ตั้งใจทำเช่นนั้นแต่หลงไปติด “กับดัก” ของการสอนกันผิด ๆ ต่อเนื่องกันมานานแล้วว่าให้รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนที่จะนำมาวิเคราะห์ข้อกฎหมายว่าควรฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอย่างไร ซึ่งด้วยวิธีผิด ๆ เช่นนี้ไม่ต่างจากการจ่ายตลาดก่อนจะรู้เมนูอาหารที่ต้องทำ ส่งผลให้ “วัตถุดิบ” หลายอย่างที่อุตส่าห์หามากลายเป็นส่วนเกินแต่วัตถุดิบสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับเมนูนั้นกลับไม่ได้เตรียมไว้

ความบกพร่องในการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้นเกิดจากการไม่รู้ว่าคดีดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอะไรอย่างไรบ้าง เพราะขณะที่แสวงหาและรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานนั้นยังไม่รู้ว่าจะฟ้องร้องหรือต่อสู้โดยอาศัย “ข้อกฎหมาย” เช่นไร ทำให้ “ไม่มีกรอบและทิศทาง” ในการทำงาน แต่หากทนายความจะพัฒนาตนเองให้มี “มุมมองของสหวิทยาการ” (เป็นแนวคิดที่มีมานานแล้วก่อนจะถูกนำมาเผยแพร่ในประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๐) แล้วสนใจศึกษา “ยุทธศาสตร์สมัยใหม่ (Modern Strategy)” ก็จะเข้าใจหลักการของยุทธศาสตร์ว่าต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย > หาเส้นทาง > หาเครื่องมือหรือวิธีการ ซึ่งเป้าหมายของคดีก็คือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ฝ่ายเราต้องการ ขณะที่เส้นทางก็คือข้อกฎหมาย โดยมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นเครื่องมือ ทางที่ถูกจึงต้องเริ่มจากกำหนดเป้าหมายหาเส้นทางแล้วจึงค่อยไปหาเครื่องมือหรือวิธีการ เมื่อเราลัดขั้นตอนข้ามไปหาเครื่องมือกันโดยยังไม่รู้ว่าจะใช้เส้นทางไหนก็เป็นธรรมดาว่าจะหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างเรื่อยเปื่อยสะเปะสะปะ ถ้าโชคดีหรือบังเอิญเป็นคดีที่ไม่ซับซ้อนก็มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานครบถ้วนได้แต่ส่วนมากมักไม่เป็นเช่นนั้น

ใครที่พอจะมีความรู้เรื่อง SWOT Analysis ก็ลองวิเคราะห์ตนเองว่ามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนตรงไหนที่จะเป็นโอกาสหรืออุปสรรคในการทำงานวิชาชีพทนายความบ้างนะครับ
................................................................

ขอบคุณภาพประกอบจาก Gemini

12/03/2026

ไม่ได้มีแต่คนทั่วไปที่จะต้องตัดสินใจว่า “ทนายความคนนี้มีคุณภาพเพียงพอที่จะรับผิดชอบคดีที่ส่งผลกระทบต่อฉันหรือไม่?” เพราะแม้แต่ทนายความที่เป็นหัวหน้าสำนักงานหรือหัวหน้าฝ่ายว่าคดีก็ต้องตัดสินใจว่าควรมอบหมายคดีให้กับลูกน้องคนไหน หรือแม้กระทั่งทนายความที่จะรับทำคดีนั้นเองก็ยังต้องถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกัน

การตัดสินใจเลือกทนายความสักคนมารับผิดชอบคดีถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเดิมพันของ “ผลคดี” นั้นหมายถึงชีวิตหรือทรัพย์สินมูลค่าสูงมาก ทนายความที่มีความรับผิดชอบจะไม่รับทำคดีที่คิดว่าเกินความสามารถของตนและไม่มีใครที่พอจะอาศัยเป็นที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทนายความที่จะรู้ตัวว่า “ไม่มีความสามารถเพียงพอ” แต่สำหรับคนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักกับคนในแวดวงของกระบวนการยุติธรรมที่พอจะแนะนำว่าทนายความคนไหนมีความสามารถเพียงพอแล้วก็สุ่มเสี่ยงมากที่จะตัดสินใจผิดพลาด ข้อสำคัญคือกว่าจะรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาดก็อาจ “สายเกินแก้” ไปแล้ว

ผมเคยแนะนำหลายคนที่รู้จักมักจี่กันว่าในการตัดสินใจเลือกว่าจ้างทนายความสักคนนั้นเขาต้องแน่ใจว่าสามารถ “เชื่อได้” สองประการคือ “เชื่อใจได้” และ “เชื่อฝีมือได้” คือถ้าเชื่อใจได้แต่เชื่อฝีมือไม่ได้ก็ไม่ควรเอาชีวิตหรือทรัพย์สินไปฝากไว้ในกำมือของเขา ยิ่งถ้าแม้แต่จะเชื่อใจยังไม่ได้แล้วก็ไม่ต้องถามต่อเลยว่าเชื่อฝีมือได้ไหม ซึ่งในเรื่องของการเชื่อใจได้หรือเชื่อใจไม่ได้นี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตรวจสอบจากพฤติการณ์ตรงหน้าและตรวจสอบประวัติกันเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องของการเชื่อฝีมือได้หรือไม่นั้นมีวิธีตรวจสอบเบื้องต้นด้วยการหาคำตอบดังต่อไปนี้ คือ

1.หลังจากเขาได้รู้ข้อเท็จจริงและเห็นพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เขาบอกได้หรือไม่ว่าหัวใจสำคัญที่จะตัดสินผลคดีอยู่ตรงจุดไหนและฝ่ายเราได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพื่อตรวจสอบว่า “เขามีทักษะการวินิจฉัยคดีที่ถูกต้องและรวดเร็ว (Quick and Correct Diagnosis)” หรือไม่เพียงใด เพราะทนายความที่มีคุณภาพจะสามารถสกัด "แก่น" ของคดีออกมาได้ทันทีโดยไม่หลงประเด็น และที่สำคัญคือเขาต้องสามารถสร้าง “ต้นแบบ (Prototype)” ของคำพิพากษาขึ้นในใจได้เสียก่อน หากเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ "ควรจะเป็น" คืออะไร เขาก็ไม่มีวันพาคุณไปถึงจุดนั้นได้

2.ระหว่างการบอกเล่าข้อเท็จจริงและยื่นพยานหลักฐานให้เขาดูนั้น เขาวิเคราะห์ได้หรือไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานส่วนไหนที่เป็นส่วนเกินซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับคดี และมีการถามหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างมีเหตุมีผล โดยไม่ใช่ขอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแบบ “ลากอวน” หรือ “เหวี่ยงแห” อย่างไร้ทิศทาง ตรงจุดนี้จะเป็นการชี้วัดว่าเขามี “สำนึกในความพอเหมาะพอควร(Sense of Proportion)” หรือไม่ เพราะถ้าเขาเอาแต่ "พยักหน้า" รับทุกอย่างที่คุณพูด มักจะลงเอยด้วยการเขียนคำฟ้องที่ฟุ่มเฟือย แต่ถ้าเขาชี้ได้ว่าจุดไหนคือขยะ และจุดไหนคือช่องโหว่ที่ต้องอุด แสดงว่าเขาทำงานด้วยความละเอียดถี่ถ้วนและมีการวางแผนล่วงหน้าตามหลัก “ยุทธศาสตร์การว่าความ” ซึ่งจะช่วยให้คุณอุ่นใจได้มากกว่าคนที่ทำงานสะเปะสะปะไร้ทิศทางและคิดแต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

3.เขามีท่าทีหรือการพูดจาในทำนอง “คาดการณ์ล่วงหน้า” รวมทั้งมีแผนเตรียมการรับมือ (Response) ไว้พอให้เห็นได้ว่าเป็นคนมี “วิสัยทัศน์” เพียงพอ เพราะการต่อสู้คดีหรือการว่าความไม่ใช่เรื่องของ “การเสี่ยงโชค” แต่เป็น “สงครามความรู้และความคิด” และทนายความที่ดีจะไม่รอให้เกิดปัญหาเฉพาะหน้าเสียก่อนค่อยหาทางแก้ (ซึ่งส่วนมากมักไม่ทันการณ์) แต่ต้องเป็นนักหมากรุกที่คิดล่วงหน้าหลายชั้น

4.เขาสามารถสรุปเนื้อหาของคดีให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพพจน์ได้ด้วยคำอธิบายที่ไม่ยืดยาวและใช้ถ้อยคำธรรมดาทั่วไปได้ ซึ่งจะสะท้อนความคล่องแคล่วในการใช้ภาษา (Fluency of Speech) และความสามารถในการโต้แย้งและโน้มน้าวศาล หากทนายความไม่สามารถอธิบายให้ลูกความเข้าใจได้ เขาก็ยากที่จะทำให้ศาล "รู้สึก" คล้อยตามได้ เพราะภาษาที่เรียบง่ายแต่คมชัดคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการโต้แย้งฝ่ายตรงข้ามและโน้มน้าวศาล

5.เขามีและใช้ทักษะการวิเคราะห์ SWOT (Strengths, Weaknesses, Opportunities และ Threats) หรือ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคหรือภัยคุกคาม ของฝ่ายเราพอที่จะบอกได้ว่าอะไรคือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดในคดีนี้ที่อาจทำให้คดีฝ่ายเราเสียหาย และมีวิธีป้องกันความเสี่ยงนั้นอย่างไร ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเขามีทั้ง "ความละเอียดถี่ถ้วน" (Meticulousness) และ "ความรับผิดชอบ" (Responsibility) พอให้เชื่อใจและเชื่อฝีมือได้ เพราะทนายความที่ดีจะไม่ “ขายฝัน” แต่จะกล้าชี้จุดตายและรู้วิธีปิดรอยรั่วนั้นอย่างซื่อสัตย์ การรู้ข้อบกพร่องของตนเองคือก้าวแรกของการทำงานอย่างมีคุณภาพของทนายความ

นอกจากคนทั่วไปจะใช้ดัชนีชี้วัดดังกล่าวมานี้ตรวจสอบ “คุณภาพของทนายความ” แล้ว ตัวทนายความเองก็ควรจะตรวจสอบคุณภาพของตัวเองด้วย และหากพบว่ายังบกพร่องอยู่ก็จะได้แก้ไขปรับปรุงเพื่อให้สามารถทำงานวิชาชีพทนายความอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี
.......................................................................

ขอบคุณภาพประกอบจาก Gemini

06/03/2026

“การจัดลำดับเนื้อหาในอุทธรณ์และฎีกา”

การเรียบเรียงคำอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อให้ศาลสูงประทับใจและเห็นคล้อยตามนั้นไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการใช้ “วาทะ” แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยทั้ง “ทักษะการโต้แย้ง” และ “ทักษะการโน้มน้าว” ควบคู่กันโดยต้องอยู่บนหลักของตรรกะ จิตวิทยา และจังหวะที่เหมาะสม โดยในส่วนของตรรกะและจิตวิทยาจะปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของคดีที่แตกต่างกัน ต่างจาก "จังหวะของการนำเสนอ" หรือการจัดวางลำดับเนื้อหาที่เหมาะสมซึ่งทุกคดีใช้ “หลัก” เดียวกันได้

การจัดลำดับเนื้อหาในอุทธรณ์และฎีกามีดังนี้
1. แยกภาพรวมของเรื่องราวที่จะต้องโต้แย้งคำพิพากษาออกเป็นแต่ละประเด็นโดยเทียบเคียงกับประเด็นแห่งคดี เพื่อที่จะได้โต้แย้งไปทีละประเด็นอย่างเป็นระเบียบ

2. สรุปข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลชั้นต้น(หรือ/และศาลอุทธรณ์) วินิจฉัยคลาดเคลื่อนไปจากหลักการที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น ในคดีอาญาเรื่องหนึ่งจำเลยเริ่มต้นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า..
“จำเลยขอกราบเรียนต่อศาลอุทธรณ์ว่า ในการที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงได้นั้นต้องได้ความตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด..... ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด.....” และประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ วรรคแรกถึงวรรคสาม ที่บัญญัติว่า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา.....กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น และ ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้” ซึ่งหมายถึงจะต้องได้ความว่าจำเลยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลที่จะเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่นาง....กระทำความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ร่วม ทั้งนี้โดยจำเลยต้องรู้ด้วยว่านาง....จะหรือกำลังกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และการรู้เช่นนั้นต้องเกิดก่อนการกระทำความผิดของนาง....จะเป็นความผิดสำเร็จ
นอกจากนี้เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญา ดังนั้นภาระการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงตกแก่โจทก์และโจทก์ร่วม รวมทั้งการวินิจฉัยคดีของศาลต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ ที่บัญญัติว่า “ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น” และ “เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย” แต่ทั้งที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า “......พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับนาง....กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วม ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง” ก็กลับวินิจฉัยว่า “...จำเลยควรจะรู้หรือได้รู้ว่าที่ดินทั้งสองแปลง เจ้าของที่ดินขายให้บุคคลอื่นไปแล้ว และเจ้าของที่ดินไม่ประสงค์ที่จะขาย...” นำไปสู่การวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนาง.... ซึ่งหากตีความตามตัวอักษรจะเป็นที่เข้าใจได้โดยปริยายว่า ศาลชั้นต้นเพียงสงสัยแล้วคาดเดา อันเป็นการขัดกับหลักการของประมวลกฎหมายวิธึพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสองที่ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย มิใช่เอาความสงสัยนั้นมาเป็นโทษแก่จำเลย อีกทั้งยังขัดกับสุภาษิตกฎหมายที่ว่า “It is better that ten guilty persons escape than that one innocent suffer.” (ปล่อยคนผิดสิบคนดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์หนึ่งคน) เพราะการที่คนบริสุทธิ์ต้องรับโทษนั้นคือความทุกข์ทรมานแสนสาหัสและไม่ควรเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม”

เหตุผลที่เริ่มต้นด้วยข้อกฎหมายที่ประสงค์จะอ้างอิงก็เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลสูงเห็น "ประเด็นหลัก" ของเราในทันที เป็นการช่วยประหยัดเวลาและสร้างความสนใจในเนื้อหาที่เป็นหัวใจสำคัญของคดีก่อนเรื่องอื่นใด ดังนั้น ข้อกฎหมายที่อ้างอิงจึงต้องตรงประเด็น ครอบคลุม กระชับ ถ้าจำเป็นต้องอ้างคำพิพากษาฎีกาก็ควรย่อให้สั้นที่สุด และอาจยกสุภาษิตกฎหมายมาใส่ไว้ด้วยเท่าที่พอเหมาะพอควร ข้อสำคัญคือต้องไม่วกวนและไม่ฟุ่มเฟือย มิฉะนั้นแทนที่ผู้พิพากษาจะสนใจและตั้งใจอ่าน ก็อาจกลายเป็นเอือมระอาที่จะต้องทนอ่าน จนส่งผลเสียกับการให้น้ำหนักความเชื่อถือในเนื้อหาที่เรานำเสนอต่อศาลได้

3. หลังจากปูทางด้วยข้อกฎหมายแล้ว ก็ค่อย ๆ ร้อยเรียงข้อเท็จจริงโดยอ้างอิงจากพยานหลักฐานในคดีให้สอดรับกับข้อกฎหมายที่ยกมาแล้วนั้นตามลำดับจากแกนหลักของข้อกฎหมายไปสู่รายละเอียดภายใต้ตรรกะที่ประสานกันอย่างเป็นระบบ (Harmonious Logic) ทำนองเดียวกับการเขียนคำตอบข้อสอบวิชากฎหมาย โดยวางลำดับตามการเกิดของเหตุการณ์ให้เห็นภาพพจน์ชัดเจนและมีเหตุผลรองรับ ซึ่งจะช่วยนำทางให้ความคิดของผู้อ่าน(ศาลสูง)เดินไปสู่บทสรุป

3. สรุปให้ศาลสูงคล้อยตามว่าควรวินิจฉัยประเด็นนั้นเสียใหม่อย่างไร

ทั้งนี้ขอให้จำไว้เป็นหลักง่าย ๆ ว่า การยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็คือการโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น(หรือศาลอุทธรณ์) ว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นผิดพลาดคลาดเคลื่อน ซึ่งต้องเริ่มด้วยการระบุว่า “ผิดพลาดคลาดเคลื่อนตรงส่วนไหน ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร” ซึ่งการที่จะรู้ได้ว่าตรงส่วนไหนของคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นผิดพลาดคลาดเคลื่อน จะต้องเริ่มจากการที่ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาเองต้องรู้เสียก่อนว่าคดีนั้นศาลควรมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างไรจึงจะเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถูกต้อง ดังนั้นทนายความทุกคนจึงควรฝึกทักษะการวินิจฉัยคดี ให้สามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งวิธีฝึกทักษะการวินิจฉัยคดีนั้นทำได้ง่าย ๆ ด้วยการ “อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม” ให้มากพอที่จะเข้าใจขั้นตอนและวิธีการเขียนคำพิพากษาของศาล จากนั้นก็นำเอาความเข้าใจดังกล่าวมาฝึกวินิจฉัยคดีเอง โดยเฉพาะถ้าในคดีที่จะต้องอุทธรณ์หรือฎีกานั้นทนายความได้วินิจฉัยไว้ก่อนล่วงหน้า ก็จะช่วยให้หากหลังจากนั้นศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร ก็ไม่ต้องเสียเวลาวินิจฉัยเพื่อหาข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนในคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอีก นอกจากจะได้ทักษะในการวินิจฉัยคดีแล้ว วิธีนี้ยังจะช่วยให้คุ้นเคยกับภาษาและคำศัพท์กฎหมายที่ศาลใช้ด้วย

แต่ถ้าเห็นชัดเจนว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสมเหตุสมผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดีอยู่แล้วก็ไม่ควรคิดหาช่องทางที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาให้เสียเวลา และเสียภาพลักษณ์ทั้งของตัวเองและวิชาชีพทนายความโดยส่วนรวมหรอกครับ
.......................................................................

ขอบคุณภาพประกอบจาก Gemini

02/03/2026

การทำงานในวิชาชีพทนายความนั้น ความผิดพลาดจาก "อีโก้" ของทนายความเองอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อลูกความได้ จึงเป็นเรื่องที่ทนายความทุกคนพึงสังวรว่ามีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง "ความมุ่งมั่นเพื่อชัยชนะ" กับ "ความกระหายในการแสดงตัวตน" ซึ่งถ้าหากพลั้งเผลอ เอาความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้งจนกระทั่งก้าวข้ามเส้นนี้ไปเพื่อสนองความต้องการส่วนตัวแล้ว ความเสียหายของลูกความที่อาจร้ายแรงถึงขั้นต้องเสียชีวิตจะเป็นตราบาปและคำสาปแช่งจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายและจากสังคมที่ได้รู้เห็นเรื่องราวนั้น รวมทั้งอาจสร้างความเคียดแค้นชิงชังต่อทนายความคนนั้นเองและกระทบกระเทือนถึงภาพลักษณ์ของวิชาชีพทนายความด้วย

มูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องราวเลวร้ายดังกล่าวข้างต้นก็คือ “การขาดความรับผิดชอบที่พึงมีต่อลูกความ วิชาชีพ และกระบวนการยุติธรรม” โดยมักปรากฏชัดผ่านความเสียหายใน 3 รูปแบบหลัก ดังนี้
1.การถามค้าน "เกินพอดี" ซึ่งมักเกิดขึ้นจากความที่อยากได้ชื่อว่า "ถามค้านเก่ง" จนมักติดหล่มการขยี้พยานเพียงเพื่อความสะใจหรือหวังโอ้อวด โดยไม่เคยอ่านหรือเคยอ่านแล้วแต่ไม่สนใจคำเตือนที่ผมเขียนไว้ใน “กระบวนการคิดในการถามพยาน” ว่า “ในการถามค้านพยานไม่ว่าด้วยเป้าหมายและวิธีการใดก็ตาม......มีข้อควรระวังคือ ถ้าคำตอบของพยานพอที่จะเป็นคุณแก่ฝ่ายที่ถามค้านหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายตรงข้ามแล้ว ก็ควรจะจบคำถามในเรื่องนั้นเสีย เพราะหากยังถามต่อไปอีกในเรื่องเดิม คำตอบที่ได้อาจกลับตรงกันข้ามกับที่มีผลอยู่แล้ว เช่น หลังจากแพทย์เบิกความว่าได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายพบว่ามีอาการเจ็บป่วย สันนิษฐานว่าเกิดจากพฤติการณ์ในความรับผิดชอบของจำเลย ทนายจำเลยก็ถามค้านจนได้ความว่าพยานเคยรักษาพยาบาลผู้เสียหายด้วยเหตุที่มีอาการเจ็บป่วยเช่นนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ เพียงเท่านี้ก็พอที่จะให้เกิดความสงสัยแก่ศาลว่าอาการเจ็บป่วยดังกล่าวอาจไม่ใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบก็ได้ แต่ทนายจำเลยไม่ยอมหยุดถามเพียงนี้กลับถามต่อไปว่าอาการเจ็บป่วยที่พบเป็นเพราะโรคเก่ากำเริบก็เป็นได้ใช่หรือไม่ ผลก็คือพยานตอบว่าไม่ใช่โรคเก่ากำเริบเพราะได้รักษาอาการเจ็บป่วยของผู้เสียหายจนหายขาดไปแล้ว”

ในทางปฏิบัติ ทนายความบางคนถามค้านทั้งที่ไม่มีข้อที่ควรถามหรือจำเป็นต้องถาม เพียงเพราะเกรงว่าหากไม่ถามค้านแล้วจะถูกมองว่าทำงานไม่คุ้มค่าจ้าง ซึ่งความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะจะกลายเป็นการถามค้านไปโดยเปล่าประโยชน์ซ้ำอาจเกิดโทษแทนได้ แม้การพยายามถามในลักษณะนี้ จะมิได้เกิดจากความอยากโอ้อวด แต่ก็ถือว่าเป็นความเห็นแก่ตัวเพราะเหตุผลในการถาม ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์แก่รูปคดี แต่เป็นการทำเพื่อให้ตนเองได้ชื่อว่าตั้งใจทำงานเต็มที่เท่านั้น หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือ เป็นการถามโดยปราศจากความรับผิดชอบ

ทนายความต้องไม่ลืมว่าการถามพยานของตนจะอยู่ในสายตาของศาล การถามในข้อที่ไม่ควรถามหรือด้วยลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น การซักถามที่ก้าวร้าวหรือเยิ่นเย้อเพื่อบีบคั้นพยาน มักทำให้ศาลมองว่าทนายความกำลังเบี่ยงเบนประเด็น หรือไม่มีพยานหลักฐานที่แท้จริงนอกจากวาทศิลป์ ซึ่งส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของรูปคดีทั้งหมดได้ด้วย

2. การพยายามประดิดประดอยวาทกรรมเกินจำเป็นเพื่ออวดโวหารในคำแถลงหรือคำคู่ความ อาจกลายเป็นเข้าตำรา “น้ำท่วมทุ่ง” จนกลบทับประเด็นสำคัญ เพราะเมื่อคำคู่ความหรือคำแถลงเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือย จนอาจทำให้ศาลต้องเสียเวลาขุดค้นหาเนื้อหา โดยเฉพาะ ถ้าเป็นคำคู่ความ นั้น อาจเข้ากรณี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้วนั้น..... เขียนฟุ่มเฟือยเกินไป.....ศาลจะมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปให้ทำมาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติม..... ภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใด ๆ .....ตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำคู่ความนั้น” หรืออาจนำไปสู่การวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังเป็นการผูกมัดตัวเองด้วยถ้อยคำที่ "ล้น" ซึ่งมักจะนำไปสู่การกล่าวอ้างที่เกินจริง หรือการให้ข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกันเองในเอกสารชุดเดียว ซึ่งฝ่ายตรงข้ามสามารถหยิบยกมาทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายเราได้โดยง่าย

3. เมื่อทนายความมองคดีเป็นเพียง "เวทีแสดงความเก่ง" หรือ "ช่องทางหาเงิน" โดยไร้ความรับผิดชอบ ความเสียหายจะขยายวงกว้าง จนแทนที่คดีจะจบลงด้วยการเจรจาที่เป็นประโยชน์ ลูกความกลับต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและเวลาที่ยืดเยื้อ เพียงเพราะทนายความอยากโชว์ฝีมือในชั้นศาล ซึ่งส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นต่อวิชาชีพทนายความ และต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะทุกครั้งที่สังคมเห็นทนายความใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือโวหารบังหน้าความจริง ความเชื่อมั่นต่อวิชาชีพทนายความ และกระบวนการยุติธรรมจะเสื่อมถอยลง และเมื่อระบบล้มเหลว สังคมทั้งหมดรวมถึงตัวทนายความเองย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบนั้น

ทนายความที่มีความรับผิดชอบคือผู้ที่กล้าจะ "นิ่ง" เมื่อความนิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อคดี และกล้าที่จะ "เรียบง่าย" เมื่อความจริงนั้นทรงพลังพออยู่แล้ว เพราะหน้าที่ของทนายความคือการนำพาความยุติธรรมมาสู่ลูกความ ไม่ใช่การกอบโกยผลประโยชน์หรือชื่อเสียงบนความเสียหายของชีวิตผู้อื่น
..............................................................

ขอบคุณภาพประกอบจาก Gemini

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายปั๊บ รับว่าความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายปั๊บ รับว่าความ:

แชร์