BKK INTER LAW ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก BKK INTER LAW, 279/73 วิภาวดีรังสิต , สนามบิน , ดอนเมือง, Bangkok.

ผ่อนรถไม่ไหว ทำไงดี???สถานการณ์ขณะนี้เชื่อว่า หลายๆคนคงเจอพิษโควิดเล่นงานไม่มากก็น้อย จึงมีคนโทรมาปรึกษาหลายรายว่า ผ่อนร...
16/06/2021

ผ่อนรถไม่ไหว ทำไงดี???

สถานการณ์ขณะนี้เชื่อว่า หลายๆคนคงเจอพิษโควิดเล่นงานไม่มากก็น้อย จึงมีคนโทรมาปรึกษาหลายรายว่า ผ่อนรถไม่ไหว มีทางออกอะไรบ้างอ่ะคุณทนายยยย

จึงอยากมาเล่าให้ทุกๆคนฟังไปด้วย เผื่อสาวจะพาไปเลี้ยงข้าวจิบเบียร์ 😘 หยอกๆ เพ้อจบล่ะ กลับมาๆ ที่ประเด็น 555

แน่นอนครับทางเลือกที่ดีที่สุดกรณีนี้คือ

1. ขายรถและเปลี่ยนคู่สัญญากับไฟแนนซ์ ซึ่งทางเลือกนี้จะทำให้เราได้เงินที่ผ่อนไปแล้วกลับมาให้เราได้ใช้บ้าง แต่เน้นย้ำนะครับ กรณีต้องทำการเปลี่ยนคู่สัญญากับทางไฟแนนซ์เท่านั้น!!!!! ห้ามขายไปโดยไม่เปลี่ยนคู่สัญญาโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากต้องรับผิดเสียเงินแล้ว ยังอาจมีโทษทางอาญาอีกด้วย

แต่ถ้าพยายามเท่าไหร่แล้วก็ขายไม่ได้สักทีล่ะ ควรทำไงต่อ ทีนี้ต้องไปออฟชั่น 2 ครับ

2. บอกเลิกสัญญาและคืนรถให้กับไฟแนนซ์ ซึ่งหลายคนคิดว่า ถ้าทำอย่างนี้เราจะขาดทุนและถูกฟ้องเรียกส่วนต่างอีกมากมาย บอกเลยว่า ผิด!!! ตามกฎหมายแล้ว ผู้เช่าซื้อสามารถที่จะบอกเลิกสัญญาและคืนรถให้กับไฟแนนซ์ได้ครับ แต่!!! ย้ำนะครับ แต่ต้องไม่ค้างค่างวดรถและค่าอื่นใดกับทางไฟแนนซ์ เราถึงจะไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญานะครับ ไม่ใช่ ค้างค่างวดเค้าแล้ว เอารถไปคืน ก็บอกว่าจบๆ กันไป หึหึ ไม่มีใครยอมแน่ครับ กรณีนี้อาจจะไม่ได้เงินที่ผ่อนมาแล้วคืน แต่ก็ป้องกันไม่ให้เราต้องเสียส่วนต่างที่จะถูกฟ้องตามมาได้ครับ อย่างไรก็ตาม การทำวิธีนี้ต้องมีผู้รู้กฎหมายเข้าไปช่วยแนะนำนะครับ เพราะมันมีกระบวนการทางกฎหมายอยู่พอสมควร

เอาไปเบาๆ 2 ทางเลือกพอครับ อ่านมากปวดหัว 555 แต่ขอเตือนด้วยความหวังดีนะครับ อย่าปล่อยให้ค้างค่างวดจนถูกไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญา และมาตามยึดรถคืนนะครับ เพราะนอกจากเงินหาย รถหาย ท่านยังจะถูกเชิญขึ้นศาลในฐานะจำเลย และต้องเป็นหนี้เป็นสินเพิ่มขึ้นอีกด้วยนะครับ

จึงมีคำกล่าวไว้ว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้าย บางครั้งเราอาจต้องเลือกตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตของเราไว้

ขอให้ทุกคนเข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงลำบากของชีวิตไปให้ได้นะครับทุกคน คิดซะว่า นี่แหล่ะที่เรียกว่า ชีวิตมนุษย์ 🤟

ป.ล. ไม่ได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับข้อกฎหมายเยอะนะครับ ขี้เกียจพิมพ์!!! 🤣⚖️🤪

BKK INTER LAW

 #ควรทำอย่างไรกับหนี้หลักร้อยบาทหรือหลักพันบาทดี?         ในขณะที่โลกของเรา ณ ขณะนี้กำลังประสบปัญหากับโรคร้ายที่กำลังระบ...
07/06/2021

#ควรทำอย่างไรกับหนี้หลักร้อยบาทหรือหลักพันบาทดี?
ในขณะที่โลกของเรา ณ ขณะนี้กำลังประสบปัญหากับโรคร้ายที่กำลังระบาดอยู่โดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อไร ซึ่งส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทยของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งยังเป็นการซ้ำเติมให้ผู้ประกอบการและลูกหนี้หลายๆ คน ต้องประสบปัญหาทางการเงินอย่างมาก โดยเฉพาะลูกหนี้หรือผู้มีรายได้น้อยย่อมได้รับผลกระทบมากพอควร ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน เงินมีไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต และอาจทำให้ลูกหนี้หลายๆคน ถึงกับไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ โดยไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่มีจำนวนมากตั้งแต่หลักล้านบาทหรือหนี้ที่มีจำนวนน้อยหลักร้อยบาทก็ตาม แต่ผู้เขียนมีความเชื่อว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่หากมีเงินลูกหนี้ต้องการจ่ายหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เพื่อที่จะทำให้หนี้ของตัวเองหมดไป แต่ปัญหามันติดที่เงินไม่มีหรือเงินที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอกับการจ่ายหนี้ซึ่งตรงนี้ล้วนเป็นปัญหาของลูกหนี้แต่ละคนไป

ผู้เขียนเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเจอปัญหาเกี่ยวกับหนี้สินมากับตัวเอง ซึ่งปัญหาหนี้สินนั้นอาจเป็นปัญหาของตัวเอง คนใกล้ชิด เพื่อนสนิท คนรู้จักหรือแม้กระทั่งเป็นปัญหาที่เราเคยพบเจอในโซเชียลมีเดีย ยิ่งหากท่านเป็นผู้ที่อยู่ในวงการของนักกฎหมายไม่ว่าจะกำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษาแล้วและกำลังประกอบวิชาชีพโดยเฉพาะวิชาชีพทนายความย่อมหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องหนี้สินซึ่งเป็นปัญหาของคนอื่น โดยเฉพาะทนายความมักจะได้รับคำร้องขอหรือการขอคำปรึกษาตลอดจนการต้องเข้าไปเป็นทนายความให้แก่คนที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับหนี้สินที่มีอยู่

บทความนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอเกี่ยวกับหนี้ที่มีจำนวนไม่มากนักซึ่งอาจเป็นหนี้เพียงหลักร้อยบาทไปจนถึงหนี้หลักพันบาท ซึ่งหนี้เหล่านี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนและเป็นหนี้ที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป เช่น หนี้ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์มือถือ ไปตลอดจนหนี้ที่เกิดจากการหยิบยืมเงินจากคนใกล้ตัวที่มีจำนวนไม่มากนักเพื่อปะทังชีวิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าหนี้ดังกล่าวเหล่านี้ทุกคนมีส่วนก่อขึ้นและเป็นหนี้ที่มีความจำเป็นที่ต้องก่อขึ้นเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่นในทุกๆ กิจกรรมของการดำเนินชีวิต เนื่องจากทุกคนต้องใช้น้ำ ต้องใช้ไฟฟ้า และผู้เขียนเชื่อว่าในยุคนี้ไม่มีใครไม่เห็นความสำคัญของการใช้โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต ฉะนั้น ผู้เขียนจึงมองว่าหนี้เหล่านี้เป็นหนี้ที่ทุกคนต้องก่อขึ้นและได้ก่อขึ้นด้วยความจำเป็นทั้งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นด้วยความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของทุกคนก็ว่าได้

ซึ่งหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์มือถือ เป็นหนี้ที่มียอดหนี้จำนวนไม่มาก ซึ่งหากมองในมุมมองของบรรดาลูกหนี้จะพบว่า หนี้ดังกล่าวจะมีหนี้อยู่กลุ่มหนึ่งที่บรรดาลูกหนี้ไม่ค่อยอยากจะเบี้ยวหนี้เท่าไรนักอีกทั้งลูกหนี้พยายามขวนขวายทุกทางเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้ดังกล่าวให้หมดไป หนี้นั้นคือหนี้ที่เป็นหนี้ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เพราะบรรดาลูกหนี้ทราบดีว่าหากไม่จ่ายหนี้ดังกล่าวก็จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก (ไม่จ่ายอาจทุกตัดน้ำ ตัดไฟ) เนื่องจากจะทำให้ไม่มีน้ำใช้หรือไม่มีไฟฟ้าใช้ ฉะนั้น หนี้ดังกล่าวจึงมักไม่ค่อยเกิดการผิดนัดชำระหนี้หรือหากมีก็น้อยมาก และในทางตรงกันข้ามหนี้กลุ่มนี้เป็นหนี้ที่ลูกหนี้มีความพยายามที่จะขวนขวายในการชำระหนี้เป็นอย่างดี แต่หากหันไปมองที่หนี้ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นและมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตไม่ต่างกัน แต่กลับมีลูกหนี้จำนวนไม่น้อยที่ไม่ชำระหนี้เหล่านี้ อาจจะด้วยความที่ลูกหนี้มองว่าแม้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือจะมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตไม่น้อย แต่ในตลาดก็มีผู้ให้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถืออยู่หลายราย ฉะนั้น แม้การไม่จ่ายเงินค่าอินเตอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์มือถืออาจส่งผลให้ต้องถูกตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือจากผู้ให้บริการก็ตาม แต่ลูกหนี้ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่นๆ ได้ หรืออาจจะเปลี่ยนไปใช้ระบบเติมเงินได้ ทั้งลูกหนี้อาจมองว่า การไม่จ่ายหนี้ค่าอินเตอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์มือถือนั้นไม่เป็นไรเพราะหนี้ดังกล่าวมีจำนวนไม่มากนักซึ่งเจ้าหนี้ไม่น่าจะดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามมีลูกหนี้อยู่จำนวนมากที่มีการสอบถามและต้องการคำตอบในประเด็นทางกฎหมายว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์มือถือ จะเป็นอย่างไรหรือไม่ จะส่งผลอย่างไรต่อตัวลูกหนี้บ้าง และเจ้าหนี้จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรหรือไม่ เขาควรต้องทำอย่างไรดีกับหนี้ดังกล่าว ซึ่งเป็นคำถามที่ลูกหนี้ต้องการคำตอบ

คำถามเหล่านี้ลูกหนี้หลายคนอาจได้รับคำตอบหรือคำแนะนำด้วยการให้เพิกเฉยไปหรือไม่ต้องจ่ายหนี้ เพราะหนี้เหล่านั้นมีจำนวนไม่มากนัก เจ้าหนี้คงจะไม่ดำเนินการอะไรกับลูกหนี้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่ามีลูกหนี้อยู่อีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการคำตอบในประเด็นคำถามและความกังวลข้างต้น ผู้เขียนขอนำเสนอแนวทางให้แก่บรรดาลูกหนี้ทั้งหลายได้พิจารณาว่า “การให้บริการอินเตอร์เน็ต สัญญาณโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการนั้นเขามีต้นทุนในการให้บริการ” ซึ่งต้นทุนของผู้ให้บริการนั้นมีตั้งแต่การขอรับใบอนุญาตจากรัฐไปจนถึงต้นทุนในการให้บริการแก่ลูกค้า อาทิเช่น เงินเดือนของพนักงาน เป็นต้น ฉะนั้น เมื่อเราเลือกที่จะใช้บริการของผู้ให้บริการรายใดแล้วและเราก็ได้ใช้บริการของเขาไปแล้ว เราควรที่จะเป็นลูกหนี้ที่ดีด้วยการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นคำแนะนำที่อาจไม่ตรงใจลูกหนี้หลายๆคน เพราะลูกหนี้หลายคนมองว่าเงินแค่หลักร้อยบาทหรือหลักพันบาทคงไม่ทำให้ผู้ให้บริการขาดทุนจึงทำให้ลูกหนี้ไม่อยากจ่ายหนี้ดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนไม่อยากให้ลูกหนี้มองแบบนั้น อยากให้ลูกหนี้มองมุมกลับว่าหากเราขายของแล้วปรากฏว่าคนซื้อของไปจากเราไม่จ่ายเงินเพราะคิดว่าของที่ซื้อไปนั้นราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาทเองและคงไม่เป็นไร ซึ่งถ้าลูกค้าเราคิดแบบนี้กันหมดเราคงอยู่ไม่ได้เช่นกันเพราะเราก็มีต้นทุนและเราเองก็อยากให้ลูกค้าของเราทุกคนชำระเงินค่าของให้เราทุกคนเช่นกัน

ส่วนเรื่องที่ว่า การที่ลูกหนี้ไม่จ่ายหนี้ที่เกิดจากการใช้บริการอินเตอร์เน็ต และค่าโทรศัพท์มือถือนั้น เจ้าหนี้หรือผู้ให้บริการเขาจะไม่ฟ้องคดีจริงหรือไม่นั้น ในส่วนนี้ผู้เขียนขอแจ้งว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพียงแต่การดำเนินคดีเอากับลูกหนี้กลุ่มนี้มีไม่มากนัก เพราะเมื่อลูกหนี้เบี้ยวไม่จ่ายหนี้ค่าอินเตอร์เน็ต และค่าโทรศัพท์มือถือ เจ้าหนี้หรือผู้ให้บริการเค้ามีสิทธิที่จะดำเนินคดีเอากับลูกหนี้ที่เบี้ยวไม่จ่ายค่าอินเตอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์มือถือได้ตามกฎหมายเพียงแต่กระบวนการของเจ้าหนี้นั้นอาจเริ่มต้นจากการทวงถามจากลูกหนี้ก่อน ซึ่งหากลูกหนี้ยังเพิกเฉยเจ้าหนี้อาจต้องใช้วิธีการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ได้ ซึ่งผู้เขียนมองว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นการดำเนินคดีกับกลุ่มลูกหนี้ที่เบี้ยวค่าอินเตอร์เน็ต และค่าโทรศัพท์มือถือมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการฟ้องคดีแพ่งสามารถฟ้องได้ง่ายขึ้น โดยผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจสามารถฟ้องคดีเหล่านี้เป็นคดีผู้บริโภคและการยื่นฟ้องคดีลูกหนี้ในปัจจุบันก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น โดยสามารถยื่นฟ้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของศาลได้ (ยื่นฟ้องผ่านระบ e-filing) โดยการฟ้องคดีเช่นนี้ทำให้ไม่มีค่าเดินทางไปศาล ซึ่งทำให้การฟ้องคดีผู้บริโภคนั้นไม่มีต้นทุนในการเดินทางไปฟ้องยังภูมิลำเนาของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภคอีกต่อไป ประกอบกับผู้ให้บริการซึ่งมีต้นทุนในด้านทรัพยากรบุคคลที่เป็นฝ่ายกฎหมายอยู่แล้วทำให้ต้นทุนในการฟ้องคดีของผู้ให้บริการกับลูกหนี้ที่เบี้ยวหนี้นั้นน้อยมากซึ่งอาจจะคุ้มค่ากับการดำเนินคดีกับลูกหนี้แทนที่จะปล่อยให้ลูกหนี้เบี้ยวไปแบบนั้น และหากได้มีการดำเนินคดีกับลูกหนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่นค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายความ ค่าทวงถามหนี้ ค่าดอกเบี้ยผิดนัด ค่าเบี้ยปรับ และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินคดีนั้นลูกหนี้ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบทั้งหมด ฉะนั้น ในทางกลับกันหากลูกหนี้กลุ่มนี้ต้องถูกดำเนินคดีและถูกฟ้องคดีต่อศาลอาจทำให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ต้องรับผิดแค่ค่าอินเตอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์มือถือเท่านั้น กลายเป็นลูกหนี้ต้องรับผิดเพิ่มมากขึ้นและต้องเสียเวลาโดยใช่เหตุเพียงเพราะหนี้แค่หลักร้อยบาทหรือหลักพันบาทก็เป็นได้

โดยนายวิวัฒน์ สรรพคุณ
อาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายและทนายความ

27/04/2018

ท่านๆที่ชอบดื่ม ระวังกันนิส ตรวจสอบกันหน่อยนะครับ เพราะมันเหมือนของจริงซะเหลือเกิน

10/03/2018

การเล่น Facebook เสี่ยงต่อคุกหากคุณได้ Comment , Like , Share ในเรื่องที่ผิดกฎหมาย
การสื่อสารของคนในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตเป็นองค์ประกอบที่สำคัญหนึ่งในการดำรงชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ฉะนั้น หากใช้ไปในทางที่ดีและถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ใช้อย่างมหาศาล แต่ในการกลับกันหากใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะไม่ควรและไม่ถูกต้องก็อาจจะกลายเป็นโทษให้แก่ผู้ใช้ได้อย่างมหันต์เช่นกัน ดังนั้น การใช้สื่อโซเชียลอย่าง Facebook จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้เสี่ยงต่อการเข้าคุก
ทั้งนี้ หากปรากฏว่ามีผู้ใช้บริการ Facebook ได้ทำการโพสต์ข้อความหรือภาพที่ผิดกฎหมาย เช่น ข้อความที่เป็นหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นผู้อื่น ,ข้อความที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ,ข้อความที่ทำให้ประชาชนหรือสังคมเกิดความเสียหายตื่นตระหนกตกใจกลัว หรือภาพลามกอนาจาร รวมทั้งนำงานหรือภาพถ่ายที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นมาโพสต์โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น และหากปรากฏว่าผู้ใช้บริการ Facebook รายอื่นรวมถึงตัวท่านได้ทำการ Comment , Like , Share โพสต์ข้อความหรือภาพที่ผิดกฎหมายดังกล่าวแล้ว บุคคลเหล่านั้นอาจเข้าข่ายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยหากได้ Comment ไปในทางที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย หรือ Share ข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทผู้อื่น ก็จะถือว่าผู้ที่ทำการ Comment หรือ Share เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานหมื่นประมาทด้วยซึ่งเป็นความผิดและมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ประกอบมาตรา 328 ซึ่งถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาซึ่งมีโทษสูงขึ้น และหากข้อความหรือภาพที่ได้ Like หรือ Share นั้น เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นแล้ว การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์อีกด้วย ทั้งนี้ ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนการกด Like ข้อความหรือภาพที่ผิดกฎหมายนั้นอาจเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของผู้อื่น ซึ่งผู้ที่กด Like ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ส่วนของโทษของความผิดมูลฐาน (ความผิดฐานหลัก) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 ฉะนั้น เพื่อให้การใช้ Facebook เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวท่านเอง ไม่ว่าจะใช้เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจ ท่านผู้ใช้ Facebook ควรหลีกเลี่ยงการ Comment , Like , Share ข้อความหรือภาพของบุคคลอื่นที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องก้าวท้าวเข้าไปอยู่ในคุก และเพื่อให้การใช้ Facebook เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวท่านเอง

#ด้วยความหวังดีจากทางสำนักงานฯ

ภาพมันจะคอยเตือนเราและตอกย้ำเราเสมอ  #การบอกเล่าประสบการณ์แห่งความสำเร็จ
16/12/2017

ภาพมันจะคอยเตือนเราและตอกย้ำเราเสมอ #การบอกเล่าประสบการณ์แห่งความสำเร็จ

ท่านทนายยุทธเดช แก้วเนตร ทนายรูปหล่อจากสำนักงานฯ ได้รับเกียรติจากท่านนายกสมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทย เรียนเชิญให้เป็นท...
17/08/2017

ท่านทนายยุทธเดช แก้วเนตร ทนายรูปหล่อจากสำนักงานฯ ได้รับเกียรติจากท่านนายกสมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทย เรียนเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของสมาคมฯ ทางสำนักงานยินดีรับใช้สมาคมฯ และจะดูแลสมาคมอย่างดีครับ

พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแพทฐานฟอกเงิน  #การโอนเงินของเบนซ์มาให้เเพทถือเป็นพฤติการ์การอุปการะเลี้ยงดูกันปกติระหว่างสา...
03/08/2017

พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแพทฐานฟอกเงิน #การโอนเงินของเบนซ์มาให้เเพทถือเป็นพฤติการ์การอุปการะเลี้ยงดูกันปกติระหว่างสามีภริยา

http://morning-news.bectero.com/m/main.php?m=newsdetail&cname=social-crime&nid=107717

'แพท ณปภา' รอด! อัยการสั่งไม่ฟ้องร่วมกันฟอกเงิน ชี้ไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยง ส่วน 'บอย' นอนคุก

คดีนี้ ทางสำนักงานฯ ไม่ได้เป็นทนายในศาลชั้นต้น ยอมรับว่าเหนื่อยและหนักมาก เพราะทนายเดิมไม่ได้ถามค้านไว้เป็นประโยชน์เท่าท...
07/07/2017

คดีนี้ ทางสำนักงานฯ ไม่ได้เป็นทนายในศาลชั้นต้น ยอมรับว่าเหนื่อยและหนักมาก เพราะทนายเดิมไม่ได้ถามค้านไว้เป็นประโยชน์เท่าที่ควรแทบไม่ได้ถามค้านไว้เลยก็ว่าได้ ทำให้เราต้องศึกษาคดีใหม่ทั้งคดี แต่การทำงานหนักผลที่ออกมามันคุ้มค่ามากๆทั้งในผลของคดีและในทางวิชาการ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในข้อหาพยายามฆ่า 15 ปี #เรารับงานอุทธรณ์มาทำจนศาลยกฟ้องพนักงานอัยการโจทก์ได้

คดีนี้ หลายๆคนเห็นว่าเป็นเรื่องทางแพ่ง แต่ทางสำนักงานฯ ได้ทำงานจนชนะคดีเต็มตามฟ้องทั้งคดีอาญา (ฐานร่วมกันฉ้อโกง) และคดีแ...
07/07/2017

คดีนี้ หลายๆคนเห็นว่าเป็นเรื่องทางแพ่ง แต่ทางสำนักงานฯ ได้ทำงานจนชนะคดีเต็มตามฟ้องทั้งคดีอาญา (ฐานร่วมกันฉ้อโกง) และคดีแพ่ง (ศาลให้เต็มตามฟ้อง) และศาลไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา

07/06/2017

วันนี้ ทางสำนักงานฯ จะมานำเสนอประเด็นเรื่อง #หมายเรียกผู้ต้องหา
ซึ่งการออกหมายเรียกผู้ต้องหาของเจ้าพนักงานตำรวจนั้น กฎหมายให้อำนาเจ้าพนักงานตำรวจไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 52
ซึ่งบัญญัติว่า “ การที่จะให้บุคคลใดมาที่พนักงานสอบสวน.....เนื่องในการสอบสวน .......หรือการอย่างอื่นตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ จักต้องมีหมายเรียกของพนักงานสอบสวน.......ฯ”
ซึ่งในคดีอาญาจะมีการแบ่งกระบวนการในเบื้องต้นออกเป็น 3 ชั้น คือ
1.ชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
2.ชั้นไต่สวนมูลฟ้องของศาล
3.ชั้นพิจารณาคดีของศาล
ซึ่งกฎหมายให้อำนาจในแต่ละชั้นไว้ว่าสามารถออกหมายเรียกบุคคลใดๆ ได้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถออกหมายเรียกผู้ต้องหาได้เองโดยไม่ต้องขออนุมัติจากศาล เป็นการเรียกมาเพื่อการสอบสวนคดี และจะเรียกตัวผู้ต้องหาหรือเรียกผู้ที่เป็นพยานในคดีมาก็ได้
หากปรากฏว่า ผู้ต้องหาหรือบุคคลใดถูกเจ้าพนักงานตำรวจออกหมายเรียกให้ไปพบแล้วไปเข้าพบเจ้าพนักงานตำรวจตามหมายเรียก ก็จะถูกเจ้าพนักงานตำรวจออกมายจับได้ ทั้งนี้ ตาม มาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า เหตุที่จะออกหมายจับได้มี ดังต่อไปนี้ “ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี” ฉะนั้น การไม่มาตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ จึงเป็นเหตุที่ให้ศาลออกหมายจับได้ แต่การที่ไม่มาตามหมายเรียกนั้นต้อง “ไม่มีข้อแก้ตัวอันควร” ด้วย จึงจะถือว่าหลบหนี เพราะฉะนั้น ถ้ามีข้อแก้ตัวอันควร เช่น ป่วยหนักอยู่โรงพยาบาล ก็ไม่ถือว่าหลบหนีและยังไม่มีเหตุที่จะออกหมายจับได้
ดังนั้น หากท่านถูกออกหมายเรียกจากเจ้าพนักงานตำรวจให้เข้าพบในความผิดอาญาฐานในฐานใดฐานหนึ่ง และปรากฏว่าท่านยังไม่สะดวกหรือไม่พร้อมไปพบเจ้าพนักงานตำรวจในวันนัดที่ระบุในหมายเรียก ให้ท่านรีบดำเนินการติดต่อไปยังเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าของสำนวน ตามเบอร์โทรที่ระบุไว้ในหมายเรียก เพื่อขอเลื่อนนัดเข้าพบต่อไป หรือทางที่ดีทางสำนักงานฯ แนะนำว่าควรติดต่อหาทนายความเพื่อปรึกษาและดูแลเพื่อประโยชน์แห่งคดีของท่านเอง

18/05/2017

จากกรณีที่เป็นข่าวภรรยาหลวงติดตั้งตัวติดตามสัญญาณ GPS ไว้กับรถยนต์ของสามี ก่อนจะจับสัญญาณและขับรถไล่สะกดรอยตาม จนกระทั่งรู้ความจริงว่า สามีขับรถมากับใครและอยู่ที่ไหนนั้น เราเชื่อว่าทุกคนอยากทราบว่า หากท่านเจอเหตุการณ์แบบนี้ และปรากฏว่าสามีหรือภรยาเราอยู่กับหญิงอื่นหรือชายอื่นในลักษณะของชู้สาว หรือที่เรียกว่า มีกิ๊ก นั้นเราจะมีสิทธิหรือสามรถทำอะไรได้บ้าง
วันนี้ ทางสำนักงานฯ จึงอยากที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกัน เพื่อให้คนที่กำลังคิดจะมีกิ๊กหรือคนที่จะไปเป็นกิ๊กเค้าได้คิดตรึกตรองก่อนสักนิด
ซึ่งเรื่องในทำนองนี้เราจะเห็นและพบเจอบ่อยมากขึ้นจากโลกออนไลน์ ในเรื่องของความหึงหวงจนเกิดการทำร้ายหรือฆ่ากัน ได้เคยมีคดีอยู่เรื่องหนึ่ง มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า “สามีเห็นภรรยากำลังร่วมประเวณีกับชายอื่น จึงได้ใช้มีดฟันชายชู้จนถึงแก่ความตาย” ซึ่งศาลในคดีดังกล่าวได้พิพากษายกฟ้องจำเลยผู้เป็นสามี (การกระทำของสามีไม่เป็นความผิด) เนื่องจากศาลเห็นว่าการกระทำของสามีโดยใช้มีดฟันภริยาและชายชู้จนตายนั้นเป็นการกระทำเพื่อป้องกันเกียรติยศ และชื่อเสียง ของตน และที่สำคัญคือ ศาลเห็นว่าได้ทำไปพอสมควรแก่เหตุด้วย
แต่มีอีกคดีหนึ่ง มีข้อเท็จจริงว่า “สามีพบเห็นภริยานอนหนุนตักผู้ชายอื่นและกอดจูบกัน จึงเข้าไปชกต่อยและใช้มีดแทงจนตาย” ซึ่งศาลในคดีดังกล่าวได้พิพากษาว่า การกระทำของสามีเป็นความผิด ไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เหมือนในคดีข้างต้นที่เห็นกำลังร่วมประเวณีกัน แต่สามีซึ่งเป็นจำเลยสามารถอ้างบันดาลโทสะได้ ซึ่งศาลจะลงโทษสามีมากน้อยเพียงใดก็ได้
ดังนั้น สรุปได้ว่า ฝ่ายสามีหรือฝ่ายภริยาที่จะสามารถอ้างเหตุป้องกันได้ ต่อการกระทำของตนนั้น
๑. ต้องปรากฏว่าเป็นสามีหรือภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย (คือจดทะเบียนสมรสกัน) และ
๒. ต้องได้กระทำต่อชายหรือหญิงชู้ โดยพบเห็นขณะร่วมประเวณีเท่านั้น แต่ถ้าไปพบเห็นขณะที่ไม่ได้กำลังร่วมประเวณีกัน ก็ไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ คงอ้างได้แต่เพียงว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
***๓. หากเป็นเพียงสามีหรือภรรยาไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน) แต่อยู่กินฉันสามีภรรยา (อยู่กินกันเป็นผัวเมีย) ปรากฏว่า ได้ไปพบเห็นสามีหรือภรรยาอยู่กับชายอื่นหรือหญิงอื่นในสถานที่ลับหูลับตาคน ก็ไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันได้ คงอ้างได้แต่เพียงว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๘๓/๒๕๕๕
​จ. เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะกระทำการป้องกันเกียรติยศชื่อเสียงของตนโดยมิให้ชายอื่นมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภรรยาของตนได้ แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยพบเห็น จ. นอนหนุนตักผู้ตายและกอดจูบกันเท่านั้นโดยยังไม่มีการร่วมประเวณีกัน และการที่ผู้ตายกระทำต่อ จ. ดังกล่าวก็เป็นไปโดย จ. สมัครใจยินยอม พฤติการณ์เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งจำเลยจำต้องกระทำการป้องสิทธิแต่อย่างใด แต่การที่ผู้ตายกับ จ. กอดจูบกันเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่ข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเหลือวิสัยของจำเลยที่จะอดกลั้นโทสะไว้ได้ จึงเข้าไปชกต่อยผู้ตายแล้วใช้มีดปอกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้ตัวแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒ ไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

17/05/2017

ช่วงนี้เราๆท่านๆจะได้เห็นได้ยินและได้ฟังข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีเอากับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติดและคดีความผิดเกี่ยวกับ #การฟอกเงิน กันบ่อยและต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นข่าวการดำเนินคดีกับกลุ่มศิลปินดารานักแสดง
ฉะนั้น วันนี้ ทางสำนักงานฯ จะขอนำเสนอความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ แบบเข้าใจง่ายๆให้ทุกท่านได้ทราบกัน ซึ่ง ความผิดที่สำคัญจะอยู่ในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ กล่าวคือ
มาตรา ๕ "ผู้ใด
(๑) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ
(๒) กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
(๓) ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สิน โดยรู้ในขณะที่ได้มา ครอบครอง หรือใช้ทรัพย์สินนั้นว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน"
มาตรา ๗ ในความผิดฐานฟอกเงิน ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น
(๑) สนับสนุนการกระทำความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
(๒) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด
ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

ดังนั้น ลักษณะของการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน คือ
๒.๑ ผู้ที่โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิดมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง หรือกระทำการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน (มาตรา ๕)
๒.๒ ผู้ที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน แม้ทำความผิดนอกราชอาณาจักรผู้นั้นก็ต้องรับโทษในราชอาณาจักร ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดคนใดคนหนึ่งเป็นคนไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย หรือผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และได้กระทำโดยประสงค์ให้ความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือรัฐบาลไทยเป็นผู้เสียหาย หรือ ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่การกระทำเกิดขึ้นในเขตอำนาจของรัฐนั้น หากผู้นั้นได้ปรากฏตัวอยู่ในราชอาณาจักรและมิได้มีการส่งตัวผู้นั้นออกไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (มาตรา ๖)
๒.๓ ผู้ที่สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด หรือจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น (มาตรา ๗)
#แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะต้องรับผิดเพราะได้สนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะได้รับโอนเงินหรือทรัพย์สินมาจะต้องทราบข้อเท็จจริงว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานอันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน คือต้องทราบ ในทางกฎหมายเรียกว่าต้องมีเจตนาให้การสนับสนุนหรือให้การช่วยเหลือด้วย ฉะนั้น ถ้าความจริงแล้วไม่รู้หรือไม่มีพฤติการณ์ให้ควรทราบว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นที่ได้มาจากบุคคลผู้กระทำความผิดอันเป็นมูลฐานของความผิดฐานฟอกเงินแล้ว การรับโอนเงินหรือหรือทรัพย์สินนั้นมาก็ไม่เป็นความผิด
#ทางสำนักงานฯ ขอแนะนำว่า หากท่านถูกต้องหาว่ากระทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ท่านควรแสดงความบริสุทธิ์ของท่านด้วยการเข้าพบพนักงานสอบสวนและควรให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานด้วยดี และจะเป็นผลดีต่อท่านเอง ด้วยความหวังดีจากทีมทนาย #บีเคเคอินเตอร์ลอว์

ที่อยู่

279/73 วิภาวดีรังสิต , สนามบิน , ดอนเมือง
Bangkok
10210

เบอร์โทรศัพท์

+6620520723

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BKK INTER LAWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง BKK INTER LAW:

แชร์