05/03/2026
นักข่าวอินเดีย Palki Sharma จากรายการ Vantage เคยใช้การเปรียบเทียบที่น่าสนใจมาก โดยเอายุทธศาสตร์ของ Muhammad Ali ในการชกมวย มาอธิบายลักษณะการสู้รบของ Iran ในสงครามตะวันออกกลางช่วงปัจจุบัน
แนวเปรียบเทียบที่เธอพูด
เธออธิบายว่า
กลยุทธ์ของอิหร่าน คล้ายกับวิธีชกของ Muhammad Ali ที่เรียกว่า “rope-a-dope”
Rope-a-dope คืออะไร
• เป็นเทคนิคที่ Ali ใช้ในไฟต์ปี 1974 กับ George Foreman
• เขาจะ ยืนพิงเชือก ป้องกันตัว และปล่อยให้อีกฝ่ายต่อยใส่ก่อน
• เป้าหมายคือ ให้อีกฝ่ายใช้พลังจนหมดแรง
• แล้วค่อย สวนกลับอย่างรุนแรงในจังหวะที่คู่ต่อสู้อ่อนแรง 
การเปรียบเทียบกับยุทธศาสตร์ของอิหร่าน
Palki Sharma อธิบายแนวคิดประมาณนี้:
1. รับหมัดก่อน (Absorb the punches)
อิหร่านดูเหมือนจะ ยอมรับการโจมตีบางส่วนก่อน เช่น การถูกโจมตีทางอากาศหรือมาตรการกดดัน
2. ใช้พื้นที่และความทนทาน
ประเทศมีพื้นที่กว้างและมีศักยภาพรับแรงโจมตีได้มากกว่าคู่แข่ง
3. รอให้ฝ่ายตรงข้ามเหนื่อยหรือเสียทรัพยากร
การตอบโต้ไม่ทำทันทีทุกครั้ง แต่ เลือกจังหวะ
4. สวนกลับด้วยอาวุธที่มีผลสูง
เช่น การยิงขีปนาวุธหรือใช้กลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค
สรุปความหมายของคำเปรียบเทียบ
ถ้าพูดง่าย ๆ ตามสไตล์ที่เธออธิบาย:
อิหร่านกำลังเล่นเกมแบบ Muhammad Ali
ยอมโดนต่อยก่อน เพื่อให้คู่ต่อสู้หมดแรง
แล้วค่อยเลือกจังหวะสวนกลับให้หนักที่สุด
หรือในภาษายุทธศาสตร์คือ
“Strategic patience + counter-strike”
เหตุผลที่ Palki Sharma นึกถึงการชกของ Muhammad Ali ขึ้นมาเปรียบเทียบกับยุทธศาสตร์ของ Iran ในสถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน มีเหตุผลเชิง “ภาพจำทางยุทธศาสตร์” อยู่ 3 ข้อหลัก ๆ
⸻
1️⃣ เพราะ Ali เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ “การสู้แบบรอจังหวะ”
ไฟต์ที่โด่งดังที่สุดของ Ali คือศึก The Rumble in the Jungle กับ George Foreman
Ali ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Rope-a-dope
ลักษณะคือ
• ไม่รีบโจมตี
• ยืนรับหมัด พิงเชือก
• ให้คู่ต่อสู้ใช้พลังจนหมดแรง
• แล้วค่อยสวนกลับน็อกในช่วงท้าย
นี่เป็น ตัวอย่างที่คนทั้งโลกเข้าใจง่าย ว่า
“คนที่ดูเหมือนกำลังโดนกด อาจกำลังวางแผนสวนกลับอยู่”
นักข่าวจึงชอบใช้เป็น ภาพเปรียบเทียบทางยุทธศาสตร์
⸻
2️⃣ รูปแบบสงครามที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้าย “ยื้อเวลา”
นักวิเคราะห์บางคนมองว่ายุทธศาสตร์ของ Iran มีลักษณะ:
• ไม่เปิดสงครามเต็มรูปแบบทันที
• ใช้ proxy forces ในภูมิภาค
• ตอบโต้เป็นช่วง ๆ
• ใช้ขีปนาวุธหรือโดรนเป็นครั้งคราว
จึงดูเหมือนว่า
กำลัง “รับแรงกดดันก่อน แล้วค่อยเลือกจังหวะตอบโต้”
ภาพนี้เลยคล้ายกับการชกของ Ali มาก
⸻
3️⃣ นักข่าวต้องใช้ “อุปมา” ให้คนดูเข้าใจเร็ว
ในรายการข่าวเชิงวิเคราะห์อย่าง Vantage ของ Sharma
การพูดเรื่องยุทธศาสตร์ทหารโดยตรงจะซับซ้อนมาก
ดังนั้นการเปรียบเทียบกับ:
• มวย
• หมากรุก
• โป๊กเกอร์
จะทำให้ผู้ชมเข้าใจทันที
และ Muhammad Ali เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังที่สุดของ
“การดูเหมือนแพ้ แต่จริง ๆ กำลังล่อให้คู่ต่อสู้หมดแรง”
⸻
✅ สรุปสั้น ๆ
Sharma นึกถึง Ali เพราะไฟต์ของเขาเป็น
ตัวอย่างคลาสสิกของกลยุทธ์ “ยอมรับหมัดก่อนเพื่อชนะในตอนท้าย”
ซึ่งเธอมองว่ามีลักษณะคล้ายกับวิธีที่ Iran กำลังเล่นเกมเชิงยุทธศาสตร์ในความขัดแย้งปัจจุบัน
กลยุทธ์ Rope-a-dope ของ Muhammad Ali ถูกมองว่า เสี่ยงมาก เพราะมันแทบจะเป็นการ “ยอมโดนหมัดหนัก ๆ โดยตั้งใจ” เพื่อรอจังหวะสวนกลับ ซึ่งมีความเสี่ยงหลัก ๆ หลายอย่าง
⸻
1️⃣ เสี่ยงโดนน็อกก่อน
คู่ต่อสู้ของ Ali ในไฟต์นั้นคือ George Foreman
ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็น นักชกที่หมัดหนักที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
• Foreman น็อกคู่ต่อสู้จำนวนมากในช่วงต้นยก
• ถ้า Ali รับหมัดพลาดเพียงไม่กี่ครั้ง
• อาจ ถูกน็อกทันที
พูดง่าย ๆ คือ
ถ้าคำนวณผิด = จบเกม
⸻
2️⃣ ต้องใช้ร่างกายที่ทนมาก
เวลาพิงเชือกตามเทคนิคนี้ นักมวยต้อง:
• เกร็งกล้ามท้องตลอดเวลา
• ใช้แขนป้องกันศีรษะ
• รับหมัดเข้าลำตัวจำนวนมาก
หมัดระดับเฮฟวี่เวต หนักหลายร้อยกิโลกรัมของแรงกระแทก
ดังนั้นนักมวยทั่วไป รับไม่ไหว
⸻
3️⃣ ต้องอ่านคู่ต่อสู้ให้ขาด
กลยุทธ์นี้ใช้ได้ เฉพาะเมื่อรู้ว่าคู่ต่อสู้จะหมดแรง
Ali วิเคราะห์ว่า Foreman:
• ต่อยมวยหนัก
• ใช้พลังมาก
• ถ้าโดนยื้อหลายยกจะเหนื่อย
ถ้าการวิเคราะห์ผิด เช่น คู่ต่อสู้ อึดกว่าเดิม
Ali อาจหมดแรงก่อน
⸻
4️⃣ เชือกเวทีต้องช่วยดูดแรง
ในไฟต์ The Rumble in the Jungle
Ali ใช้เชือกเวทีให้ ยืดและดูดแรงหมัด
ถ้าเชือกแข็งเหมือนเวทีมวยบางแห่ง
แรงหมัดจะเข้าตัวเต็ม ๆ
⸻
✅ สรุป
กลยุทธ์นี้เหมือนการเล่นการพนัน:
ยอมโดนโจมตีก่อน
เพื่อให้คู่ต่อสู้หมดแรง
แล้วค่อยโจมตีคืน
ถ้าคำนวณถูก → ชนะอย่างฉลาด
ถ้าคำนวณผิด → โดนน็อกก่อน
⸻
จริง ๆ แล้วเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างคือ
Muhammad Ali ไม่ได้วางแผน rope-a-dope ตั้งแต่ต้นไฟต์ แต่เกิดจากสถานการณ์บนเวที ซึ่งทำให้ชัยชนะครั้งนั้นยิ่งเป็นตำนานมากขึ้น ถ้าคุณอยากรู้ ผมเล่าเบื้องหลังไฟต์นั้นได้ครับ 🥊