Netinara & Thomas - Labour Law Firm คดีแรงงาน

Netinara & Thomas - Labour Law Firm คดีแรงงาน ทนายแรงงาน ทนายธุรกิจ ทนายบริษัท
"ว่าความ ที่ปรึกษา ทำสัญญา วางระบบ"

ติดต่องาน/สอบถามค่าบริการ
Tel. 081-457-9214 , 084-625-9994
Line.

Nara1479 , Netinara358
[email protected] - จัดทำเอกสารทางกฎหมาย ทุกรูปแบบ
- จัดทำ ตรวจสอบ แก้ไข ระเบียบข้อบังคับพนักงาน
- รับเป็นที่ปรึกษากฎหมายบริษัท และ บุคคล
- รับเป็นที่ปรึกษาชั้นให้การต่อพนักงานตรวจแรงงาน
- รับเป็นทนายความฟ้องร้องต่อสู้คดีในชั้นศาล ทั้งคดีแรงงาน ภาษี แพ่ง อาญา
- บริการทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อ Notarial Services Attorney
- บริการจดทะเบียนจัดตั้ง เปลี่ยนแปลง เลิกบริษัท
- บริการรับรองลายมือชื่อ บริษัท จำกัด
- บริการรับรองลายมือชื่อ บริษัท มหาชน จำกัด
- บริการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร

 #น้ำท่วม #คำพิพากษาคดีแรงงาน #พนักงานไปทำงานไม่ได้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 194/2530 (แบบย่อ)คดีนี้ โจทก์ไม่ได้ไปทำงานตามปกติ...
28/09/2026

#น้ำท่วม
#คำพิพากษาคดีแรงงาน
#พนักงานไปทำงานไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 194/2530 (แบบย่อ)

คดีนี้ โจทก์ไม่ได้ไปทำงานตามปกติเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน เนื่องจากในวันแรกบุตรของโจทก์ป่วยมากจำเป็นที่โจทก์ต้องคอยดูแล ส่วนอีกสองวันต่อมานั้นปรากฏว่าฝนตกมาก น้ำท่วมถนนสายที่โจทก์จะต้องเดินทางไปทำงานและโทรศัพท์เสียหายมาก โจทก์อยู่ไกลจากสถานที่ทำงาน ไม่สามารถเดินทางไปทำงานและแจ้งให้จำเลยทราบทางโทรศัพท์ได้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ไปทำงานตามปกติเนื่องจากมีเหตุจำเป็น

ถือได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรมิใช่การละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย

เมื่อโจทก์มาทำงานแล้วได้ทราบว่า ผู้จัดการฝ่ายบุคคลมีคำสั่งให้โจทก์ไปพบ แต่โจทก์ไม่ยอมไปพบนั้น แม้จะเป็นการขัดคำสั่งของนายจ้างก็ตาม แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรง

เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เคยตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

ฝนตก น้ำท่วม แต่บริษัทเรายังคงให้บริการทุกท่านเช่นเคยครับ วันนี้เรานำฎีกาคดีแรงงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของลูกจ้างหลายๆ ท่านมาฝากกัน จะเห็นได้ว่า หากลูกจ้างมีเหตุจำเป็นในการไม่มาทำงาน ยังไงนายจ้างก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยนะครับ

แต่หากนายจ้างมีการสอบถาม ติดตามการไม่มาทำงานของลูกจ้างแล้ว แต่ลูกจ้างไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ไม่ไปเข้าพบ ไม่ตอบคำถาม แบบนี้ก็เข้ากรณีเป็นการขัดคำสั่งของนายจ้างได้

ทั้งนี้ การขัดคำสั่งอาจส่งผลมากที่สุดคือ ไม่ต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ไม่ใช่กรณีความผิดร้ายแรงแน่นอน เพราะมีเหตุจำเป็นในการหยุด ไม่มาทำงาน และไม่เคยมีการเตือนกันเป็นหนังสือไว้ ดังนั้น นายจ้างยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยนะครับ

"บริษัท เนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์ จำกัด เราคือ ทีม Outsoure ด้านกฎหมาย และ HR"

รับให้คำปรึกษากฎหมาย สอบถามงานคดีความ และรับเป็นที่ปรึกษาบริษัทในคดีแรงงาน แพ่ง องค์กรธุรกิจ อาญา และอื่นๆ โดยเนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์

สอบถามเพิ่มเติมได้เพียงทัก Inbox ที่เพจเรา หรือโทร 081-4579214 ID Line: NARA1479

#ทนายแรงงาน #ทนายธุรกิจ #ทนายบริษัท #บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย #ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท

25/09/2026


#กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ถาม-ตอบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกับ #คุณปิ่น Legal strategist จากNetinara จะมาให้ความรู้กัน

กับ EP30 บริษัทในเครือ 3 แห่ง พนักงาน 15 คน ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ หรือไม่?

เพียงกดดูคลิปนี้ แล้วหาคำตอบไปพร้อมกัน

"บริษัท เนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์ จำกัด เราคือ ทีม Outsoure ด้านกฎหมาย และ HR"

รับให้คำปรึกษากฎหมาย สอบถามงานคดีความ และรับเป็นที่ปรึกษาบริษัทในคดีแรงงาน แพ่ง องค์กรธุรกิจ อาญา และอื่นๆ โดยเนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์

สอบถามเพิ่มเติมได้เพียงทัก Inbox ที่เพจเรา หรือโทร 081-4579214 ID Line: NARA1479

#ทนายแรงงาน #ทนายธุรกิจ #ทนายบริษัท #บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย #ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท

 #อย่าประมาท!  #สู้คดีศาลแรงงานเองทั้งที่ทำไม่เป็นเพราะกฎหมายแรงงานไม่ได้ง่ายแค่ "อ่านออก" แต่ต้อง "สู้เป็น"หลายคนเชื่อว...
24/09/2026

#อย่าประมาท! #สู้คดีศาลแรงงานเองทั้งที่ทำไม่เป็น

เพราะกฎหมายแรงงานไม่ได้ง่ายแค่ "อ่านออก" แต่ต้อง "สู้เป็น"

หลายคนเชื่อว่าคดีแรงงานเป็นคดีที่ "ใครก็สู้เองได้" เพราะฟ้องได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมศาล ลูกจ้างสามารถไปแจ้งด้วยวาจาให้เจ้าหน้าที่ศาลบันทึกเป็นคำฟ้องได้
ศาลเองก็มีบทบาทไกล่เกลี่ยและซักถามพยานเชิงรุก บวกกับข้อมูลกฎหมายที่หาอ่านได้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต ทั้งฝั่งลูกจ้างและฝั่งเจ้าของกิจการ/ฝ่าย HR จึงมักคิดว่า "อ่านมาตราเข้าใจแล้ว ไปศาลเองก็ได้"
#แต่ความจริงที่ทนายความด้านแรงงานเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ คดีจำนวนมากไม่ได้แพ้เพราะข้อกฎหมาย แต่แพ้เพราะวางรูปคดีผิด และนำสืบพยานไม่เป็น
1. ขั้นตอนง่าย ไม่ได้แปลว่าผลคดีง่าย

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ออกแบบมาให้เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว แต่ความง่ายนั้นอยู่ที่ "ประตูทางเข้า" เท่านั้น เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาจริง ศาลยังคงตัดสินจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ในสำนวน ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าใครน่าเห็นใจกว่า
ผู้พิพากษาอาจช่วยซักถามพยานได้ แต่ศาลไม่สามารถ "สู้คดีแทน" คู่ความฝ่ายใดได้ หากท่านไม่รู้ว่าต้องพิสูจน์อะไร ก็จะไม่มีใครพิสูจน์แทนท่าน

2. จุดตายแรก: ตั้งประเด็นผิดตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างที่พบบ่อยคือการเข้าใจว่า "ค่าชดเชย" กับ "ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม" เป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ความจริงเป็นคนละฐานสิทธิ์
ค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พิจารณาว่านายจ้างมีเหตุยกเว้นตามมาตรา 119 หรือไม่ เช่น ทุจริต จงใจทำให้เสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบกรณีร้ายแรง
การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ศาลดูว่าการเลิกจ้างมีเหตุอันสมควรเพียงพอหรือไม่ ซึ่งเป็นการชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงทั้งหมด
นายจ้างอาจมีเหตุเลิกจ้างที่ "ไม่ถึงขั้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย" แต่ "เป็นธรรมแล้ว" ก็ได้ หรือกลับกัน ถ้าตั้งประเด็นไม่ครบหรือตั้งผิด ต่อให้ข้อเท็จจริงดีแค่ไหนก็อาจไม่ได้สิ่งที่ควรได้

3. กับดักที่นายจ้างมักไม่รู้: เขียนหนังสือเลิกจ้างผิด แพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นศาล

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 17 วรรคท้าย กำหนดว่า หากนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้
หมายความว่า เจ้าของกิจการที่มีหลักฐานการทุจริตของลูกจ้างครบทุกชิ้น อาจยังต้องจ่ายค่าชดเชยเต็มจำนวน เพียงเพราะหนังสือเลิกจ้างเขียนว่า "บริษัทขอเลิกจ้างตั้งแต่วันที่..." โดยไม่ระบุเหตุ นี่คือเหตุผลที่คดีแรงงานเริ่มแพ้หรือชนะตั้งแต่ "ก่อนเกิดคดี"

4. รู้ข้อกฎหมาย ≠ รู้วิธีนำสืบ

การนำสืบพยานคือหัวใจของคดี และเป็นจุดที่คนสู้คดีเองพลาดมากที่สุด เช่น
ไม่รู้ว่าภาระการพิสูจน์อยู่ที่ใคร จึงเสียเวลาพิสูจน์เรื่องที่ไม่จำเป็น แต่ละเลยเรื่องที่ตนต้องพิสูจน์
ยื่นเอกสารไม่ครบถ้วนตามวิธีพิจารณา เช่น ไม่ได้ระบุพยานไว้ ไม่มีต้นฉบับมาแสดง เอกสารภาษาต่างประเทศไม่มีคำแปล

ใช้แชต LINE หรืออีเมลเป็นหลักฐานโดยไม่เตรียมพิสูจน์ที่มา เมื่ออีกฝ่ายโต้แย้งว่าไม่ใช่ข้อความจริง น้ำหนักพยานก็ลดลงทันที

#ถามค้านไม่เป็น หลายคนใช้การถามค้านเพื่อ "ทะเลาะ" กับพยานอีกฝ่าย แทนที่จะใช้เพื่อชี้ความขัดแย้งในคำเบิกความ บางครั้งยิ่งถามยิ่งทำให้พยานฝ่ายตรงข้ามมีโอกาสอธิบายจนน่าเชื่อขึ้น
พยานบุคคลของตัวเองเบิกความไม่ตรงประเด็น เพราะไม่ได้เตรียมว่าพยานแต่ละคนมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องใด

5. แพ้ในข้อเท็จจริง = แทบไม่มีโอกาสแก้ตัว

นี่คือข้อที่ต้องเน้นที่สุด คดีแรงงานมีหลักว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานทำได้เฉพาะในข้อกฎหมาย (มาตรา 54 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ) ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานรับฟังแล้วถือเป็นอันยุติ
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าท่านนำสืบพลาดในศาลชั้นต้น แล้วศาลฟังข้อเท็จจริงไปในทางที่เป็นโทษแก่ท่าน การจ้างทนายเก่งแค่ไหนมาทำอุทธรณ์ภายหลังก็แทบแก้ไม่ได้ สนามจริงมีรอบเดียว

6. การไกล่เกลี่ยก็ต้องมีกลยุทธ์

ศาลแรงงานให้ความสำคัญกับการไกล่เกลี่ยมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่คนที่ไม่รู้ "มูลค่าที่แท้จริงของคดี" มักตัดสินใจพลาดได้สองทาง คือ รับข้อเสนอต่ำเกินไปเพราะกลัวแพ้ หรือปฏิเสธข้อเสนอที่สมเหตุสมผลเพราะมั่นใจเกินจริง ทั้งยังอาจลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือหนังสือสละสิทธิ์ที่ปิดทางเรียกร้องสิทธิอื่นไปทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว

#เมื่อไหร่ควรปรึกษาทนายความ

ก่อนออกหนังสือเลิกจ้าง ลงโทษทางวินัย หรือให้ลูกจ้างเซ็นเอกสารใด ๆ (สำหรับนายจ้าง)

ก่อนเซ็นหนังสือลาออก หนังสือสละสิทธิ์ หรือรับเงินก้อนใด ๆ (สำหรับลูกจ้าง)

ทันทีที่ได้รับหมายศาลหรือคิดจะยื่นฟ้อง เพื่อวางรูปคดีและแผนการนำสืบตั้งแต่วันแรก

#เมื่อมูลค่าข้อพิพาทสูง หรือเป็นเรื่องที่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้ลูกจ้างคนอื่นในองค์กร
#สรุป
กฎหมายแรงงานอ่านได้ทุกคน แต่การชนะคดีต้องอาศัยความเข้าใจว่าศาลรับฟังพยานอย่างไร ภาระพิสูจน์อยู่ที่ใคร และต้องวางหมากตั้งแต่ก่อนเกิดข้อพิพาท การประหยัดค่าทนายในวันนี้ อาจกลายเป็นความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ในวันพรุ่งนี้



#ใครเคยมีประสบการณ์ฟ้องคดีเอง #ต่อสู้คดีเอง #แล้วของจริงไม่เหมือนกับที่คิดไว้ #มาร่วมแบ่งปันกันประสบการณ์กันครับ

 #คำพิพากษาคดีแรงงาน #พนักงานแอบติดกล้องวงจรปิด #เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที...
24/09/2026

#คำพิพากษาคดีแรงงาน
#พนักงานแอบติดกล้องวงจรปิด
#เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้า

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 3280/2567 (แบบย่อ)

คดีนี้ เป็นกรณีเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน โดยพนักงาน ระดับผู้จัดการฝ่าย IT ของบริษัทแห่งหนึ่ง แอบนำกล้องวงจรปิดส่วนตัวมาติดตั้งในห้องทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยหันกล้องไปทางพนักงานที่เดินเข้าออก ถ่ายเอกสาร และพนักงานหญิงที่เดินผ่านเพื่อเข้าห้องน้ำ

โดยก่อนหน้านี้ พนักงานเคยถูกบริษัท "ตักเตือนด้วยวาจา (มีการบันทึกไว้)" เรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อพนักงานหญิงมาแล้ว พอเรื่องแอบติดกล้องถูกเปิดเผย พนักงานหญิงจึงรวมตัวกันร้องเรียน

บริษัทจึงสั่งเลิกจ้างทันทีโดยไม่จ่ายเงินใด ๆ ให้ลูกจ้างจึงไปร้องพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้บริษัทจ่ายทั้ง ค่าชดเชย และ ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ต่อมา บริษัทจึงนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานเพื่อขอเพิกถอนคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้คำสั่ง ให้บริษัทจ่ายเพียงค่าชดเชย แต่ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เนื่องมาจาก การที่ลูกจ้างเป็นถึง "ผู้จัดการฝ่าย IT" ย่อมรู้ดีว่ามีระเบียบห้ามเชื่อมต่อหรือติดตั้งอุปกรณ์สารสนเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

การแอบติดตั้งกล้องวงจรปิดส่วนตัว ถือว่าเป็นการ "กระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583

แต่ที่ยังต้องจ่าย "ค่าชดเชย" ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 เพราะ

1. ไม่ใช่กรณีผิดซ้ำคำเตือนเป็นหนังสือ การตักเตือนครั้งก่อนนั้นเป็นการ "ตักเตือนด้วยวาจา" แม้จะมีการบันทึกไว้ แต่ตามระเบียบบริษัทถือเป็นโทษคนละสถานกับการ "ตักเตือนเป็นหนังสือ" จึงนำมาอ้างว่ากระทำผิดซ้ำคำเตือนไม่ได้ และ

2. ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง เพราะเมื่อตรวจสอบไฟล์ภาพแล้ว พนักงานแต่งชุดทำงานปกติ ไม่ได้ส่อไปในทางคุกคามทางเพศ และยังไม่ได้นำไปเผยแพร่เกิดความเสียหาย จึงยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิดร้ายแรงตามมาตรา 119

นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันทีโดย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย

"บริษัท เนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์ จำกัด เราคือ ทีม Outsoure ด้านกฎหมาย และ HR"

รับให้คำปรึกษากฎหมาย สอบถามงานคดีความ และรับเป็นที่ปรึกษาบริษัทในคดีแรงงาน แพ่ง องค์กรธุรกิจ อาญา และอื่นๆ โดยเนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์

สอบถามเพิ่มเติมได้เพียงทัก Inbox ที่เพจเรา หรือโทร 081-4579214 ID Line: NARA1479

#ทนายแรงงาน #ทนายธุรกิจ #ทนายบริษัท #บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย #ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท

 #ละเมิดลูกจ้าง #คำพิพากษาคดีแรงงาน #กรณีนายจ้างไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของทรัพย์สินอุปกรณ์ อาคาร ที่ทำงานไม่ปลอดภัย นายจ้า...
23/09/2026

#ละเมิดลูกจ้าง
#คำพิพากษาคดีแรงงาน
#กรณีนายจ้างไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของทรัพย์สิน

อุปกรณ์ อาคาร ที่ทำงานไม่ปลอดภัย นายจ้างต้องรับผิด!

และการรับผิด อาจไม่ใช่หน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น

หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า อันตรายที่เกิดขึ้นแก่ตัวลูกจ้าง เกิดจากการปล่อยปละละเลยของนายจ้างที่ไม่ดูแลหรือตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ทรัพย์สิน หรือสถานที่ทำงานให้มีความปลอดภัยให้ดี

เช่นนี้ ลูกจ้างย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และถือเป็นกรณีนายจ้างกระทำละเมิดได้นะครับ

ลองมาอ่านตัวอย่างคำพิพากษานี้กัน

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 218/2564 (แบบย่อ)

คดีนี้ นายจ้างปล่อยละเลยให้มีการใช้เครื่องจักรที่ไม่มีความพร้อมในการใช้งาน จนทำให้ลูกจ้างหญิงทำงานควบคุมเครื่องปั๊มชิ้นส่วนโลหะ อายุ 27 ปี ถูกเครื่องจักรดังกล่าวบีบกดทับนิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางของมือขวาข้างถนัดจนละเอียด แพทย์จึงต้องตัดออกกลายเป็นผู้พิการ

แม้ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนจากสำนักงานประกันสังคมก็ตาม แต่ไม่ตัดสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากกรณีถูกกระทำละเมิด

การที่ศาลแรงงานพิพากษาให้นายจ้างจ่าย

1. ค่าเสียหายจากการทุกข์ทรมานกลายเป็นคนพิการ 1,000,000 บาท

2. ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ให้ 2,000,000 บาท

3. ค่าใช้จ่ายและค่าจ้างคนพาไปกายภาพบำบัด 25,000 บาท

รวมเป็นเงิน 3,025,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

"บริษัท เนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์ จำกัด เราคือ ทีม Outsoure ด้านกฎหมาย และ HR"

รับให้คำปรึกษากฎหมาย สอบถามงานคดีความ และรับเป็นที่ปรึกษาบริษัทในคดีแรงงาน แพ่ง องค์กรธุรกิจ อาญา และอื่นๆ โดยเนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์

สอบถามเพิ่มเติมได้เพียงทัก Inbox ที่เพจเรา หรือโทร 081-4579214 ID Line: NARA1479

#ทนายแรงงาน #ทนายธุรกิจ #ทนายบริษัท #บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย #ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท

 #นัดไกล่เกลี่ย #ศาลแรงงานภาค6 (นครสวรรค์)ทนายจ๋า ภัทราพร และทนายเชอรี่ พัศยารับหน้าที่ทนายโจทก์ ให้แก่บริษัท ฟ้องเพิกถอ...
22/09/2026

#นัดไกล่เกลี่ย
#ศาลแรงงานภาค6 (นครสวรรค์)

ทนายจ๋า ภัทราพร และทนายเชอรี่ พัศยา
รับหน้าที่ทนายโจทก์ ให้แก่บริษัท
ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จังหวัดพิษณุโลก

คดีสามารถตกลงกันได้ เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย
เป็นอันจบคดี

#ทนายคดีแรงงาน #ทนายธุรกิจ #เลิกจ้าง #เพิกถอนคำสั่ง

22/09/2026

#การหยุดดำเนินธุรกิจไม่ได้หมายความว่าหนี้สินจะสิ้นสุดลง และการปิดบริษัทก็ไม่ใช่แค่การจดทะเบียนเลิกบริษัทเท่านั้น
ให้ Netinara & Thomas Law เป็นทีมกฎหมายที่ช่วยคุณวางทางออกอย่างเป็นระบบ

เราพร้อมให้บริการ
✅ ตรวจสอบสถานะหนี้สินและภาระผูกพันของบริษัท
✅ เป็นตัวแทนเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้
✅ วางแผนเลิกจ้างพนักงานและจัดการสิทธิประโยชน์
✅ ให้คำปรึกษาการเลิกบริษัทและการชำระบัญชี
✅ ประเมินแนวทางตามกฎหมายล้มละลาย หากบริษัทมีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว
#มีหนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีทางออก แต่ต้องเลือกวิธีจัดการให้เหมาะสมกับสถานะของบริษัท

ให้เราช่วยวิเคราะห์ วางแผน และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้คุณจัดการภาระทางธุรกิจได้อย่างรอบคอบ

#ทนายคดีธุรกิจ #ทนายบริษัท #ทนายคดีแพ่งและพาณิชย์ #ปิดบริษัท #ชำระบัญชี #เจรจาหนี้

 #คำพิพากษาคดีแรงงาน #ทำข้อตกลงสละสิทธิแล้ว #เรียกร้องเงินเพิ่มเติมอีกได้ไหม?ช่วงสภาวะเศรษฐกิจพัง หลายหน่วยงานหรือบริษัท...
20/09/2026

#คำพิพากษาคดีแรงงาน
#ทำข้อตกลงสละสิทธิแล้ว
#เรียกร้องเงินเพิ่มเติมอีกได้ไหม?

ช่วงสภาวะเศรษฐกิจพัง หลายหน่วยงานหรือบริษัทเริ่มทยอยเลิกจ้างพนักงานตามความจำเป็น

แต่ใครจะรู้ว่า ในภายหลังบริษัทหรือหน่วยงานจะถูกตามฟ้องร้องด้วยคดีต่างๆ ในภายหลัง และหนึ่งในการเรียกร้องยอดฮิต คือ

"การกล่าวอ้างว่า ถูกบังคับให้รับข้อตกลงสละสิทธิฟ้องร้อง ไม่ใช่ความสมัครใจ"

ผลคือ เงินอื่นใดที่พนักงานยังไม่ได้รับหรือได้รับแต่ไม่เต็มจำนวนตามกฎหมาย พนักงานก็มีสิทธิมาฟ้องร้องเพิ่มเติมได้ตามระเบียบ เช่น เรียกค่าชดเชยเพิ่มเติม ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อมีข้อตกลงสละสิทธิฟ้องร้องเกิดขึ้นแล้ว หากสมัครใจลงลายมือชื่อยินยอม ย่อมมีผลพิจารณาตามกฎหมายต่อไป

หมายความว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญไม่ใช่ "ข้อตกลงสละสิทธิทำได้หรือไม่?" แต่เป็น "ข้อตกลงสละสิทธิเกิดขึ้นโดยความสมัครใจ ตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่?"

หากเกิดจากความยินยอม 2 ฝ่าย ยังไงก็ใช้ได้ และถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างหนึ่งครับ

เรื่องราวที่ต้องพิสูจน์กันอย่างชัดเจนจึงมีเพียง พิสูจน์ความยินยอมในขณะทำนั่นเอง

ความยินยอมที่ว่า พิจารณาได้หลายแง่มุม เช่น มีพยานเห็นการพูดคุยเจรจาระหว่างทำข้อตกลงหรือไม่? หรือในการเจรจามีโอกาสให้พนักงานได้ใช้เวลาไตร่ตรองไหม? หรือแม้แต่ในขณะที่ทำ พนักงานอยู่ในสถานะลูกจ้างของบริษัทไหม?

ซึ่งจากคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ที่ผมนำมายกตัวอย่าง เป็นกรณียังอยู่ในฐานะพนักงานจริง แต่! พนักงานทราบอยู่แล้วว่าจะต้องถูกเลิกจ้าง

ดังนั้น จึงไม่ใช่คู่สัญญาที่อำนาจเจรจาต่อรองด้อยกว่ากันแล้ว แต่พนักงานถือได้ว่า มีอำนาจตัดสินใจจะรับหรือไม่รับได้ โดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจ จึงไม่ใช่กรณีถูกบังคับขู่เข็ญให้ลงลายมือชื่อครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8372/2559 (แบบย่อ)

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้าย รักษาการหัวหน้าฝ่ายโลจิสติกส์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด ขอบังคับให้จำเลยจ่าย ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เงินสมทบส่วนของนายจ้างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะได้สละสิทธิดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้างแล้ว

ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้วเห็นว่า ในหนังสือเลิกจ้างมีข้อความว่า

"ข้าพเจ้าฯ รับทราบและขอสละสิทธิฯ ในการดำเนินการฟ้องร้องหรือเรียกร้องผลประโยชน์อื่นใดอันพึงมีตามกฎหมายกับบริษัทต่อไป" และโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้อีกว่า " ข้าฯ ตกลงด้วยความสมัครใจว่าบริษัทไม่มีความผูกพันหรือหนี้อื่นใดที่จะต้องจ่ายให้แก่ข้าฯ อีกแล้วในเรื่องการจ้าง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และตกลงสละสิทธิที่ข้าฯ มีอยู่ในขณะนี้ หรือจะเกิดขึ้นในการเรียกร้องเงินจากบริษัท ข้าฯ ยอมรับและยืนยันว่าบริษัทไม่มีหนี้อื่นใดที่จะต้องชำระให้แก่ข้าพเจ้าจากเหตุที่ข้าฯ เคยเป็นพนักงานของบริษัทฯ"

ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่เป็นโมฆะ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้าง มีข้อความเป็นเรื่องพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างนับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2554 และบันทึกของโจทก์เป็นการรับเงินจากจำเลยสำหรับค่าจ้างและค่าเสียหายและเงินอื่นทั้งปวงที่ถึงกำหนดต้องจ่ายหรือที่จำเลยตกลงจ่ายเมื่อถูกเลิกจ้างเป็นเงิน 145,948 บาท

โดยโจทก์ยืนยันตามหนังสือทั้งสองฉบับว่าตกลงสละสิทธิที่มีอยู่และจะเกิดขึ้น แม้ขณะนั้นโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยอยู่ก็ตาม แต่ขณะทำหนังสือดังกล่าวโจทก์ก็ทราบแล้วว่าได้ถูกเลิกจ้าง ย่อมมีอิสระที่จะตัดสินใจได้โดยไม่อยู่ในภาวะที่จะต้องเกรงกลัวจำเลยแต่อย่างใด เพราะจำเลยไม่มีฐานะเป็นนายจ้างแล้ว หนังสือที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ย่อมผูกพันโจทก์ การทำหนังสือย่อย่อมไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายืน

"บริษัท เนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์ จำกัด เราคือ ทีม Outsoure ด้านกฎหมาย และ HR"

รับให้คำปรึกษากฎหมาย สอบถามงานคดีความ และรับเป็นที่ปรึกษาบริษัทในคดีแรงงาน แพ่ง องค์กรธุรกิจ อาญา และอื่นๆ โดยเนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์

สอบถามเพิ่มเติมได้เพียงทัก Inbox ที่เพจเรา หรือโทร 081-4579214 ID Line: NARA1479

#ทนายแรงงาน #ทนายธุรกิจ #ทนายบริษัท #บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย #ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท

 #จ้างคนพิการเท่าไหร่ถึงพอ ?  #สิ่งที่เจ้าของกิจการและHRต้องรู้หลายคนอาจเคยได้ยินว่ากฎหมายไทยบังคับให้บริษัทต้อง "จ้างคน...
19/09/2026

#จ้างคนพิการเท่าไหร่ถึงพอ ?
#สิ่งที่เจ้าของกิจการและHRต้องรู้

หลายคนอาจเคยได้ยินว่ากฎหมายไทยบังคับให้บริษัทต้อง "จ้างคนพิการ" แต่ไม่แน่ใจว่าใช้กับกิจการตัวเองหรือไม่ และถ้าต้องทำจริงจะต้องทำอย่างไร บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจง่าย พร้อมฐานกฎหมายที่ถูกต้องครบถ้วน

#กิจการแบบไหนที่ต้องปฏิบัติตาม

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33 กำหนดไว้ชัดเจนว่า สถานประกอบการที่มี ลูกจ้างทั่วไป (ไม่นับคนพิการ) ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จะต้องรับคนพิการที่สามารถทำงานได้เข้าทำงาน โดยกฎกระทรวงปี 2554 กำหนดอัตราส่วนไว้ที่ ลูกจ้าง 100 คน ต่อคนพิการ 1 คน
#พูดง่ายๆ คือ ถ้าบริษัทมีพนักงาน 100–199 คน ต้องจ้างคนพิการอย่างน้อย 1 คน ถ้ามี 200–299 คน ต้องจ้าง 2 คน เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนนี้ไปเรื่อยๆ และถ้าจำนวนลูกจ้างส่วนเกินจากอัตราส่วนมีมากกว่า 50 คน
กฎหมายให้ปัดขึ้นและต้องจ้างเพิ่มอีก 1 คนด้วย

สำหรับธุรกิจที่มีหลายสาขา ต้องนับรวมจำนวนลูกจ้างของทุกสาขาเข้าด้วยกันเป็นฐานคำนวณ ไม่ใช่นับแยกรายสาขา

#กิจการที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 100 คน ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายนี้

#ถ้าจ้างคนพิการไม่ได้จริงๆ ทำอย่างไร

เข้าใจได้ว่าบางกิจการอาจหาคนพิการที่เหมาะกับลักษณะงานไม่ได้ กฎหมายจึงเปิดทางเลือกไว้ให้ 2 ทาง

#ทางเลือกที่ 1: ส่งเงินเข้ากองทุน (มาตรา 34)
หากไม่สามารถจ้างคนพิการได้ตามจำนวนที่กำหนด นายจ้างต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทน โดยคำนวณจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุดของประเทศ (ของปีก่อนหน้า) คูณ 365 วัน คูณจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน เช่น หากค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 328 บาท จะคิดเป็นประมาณ 119,720 บาทต่อปี ต่อคนพิการ 1 อัตราที่ไม่ได้จ้าง

#ทางเลือกที่ 2: ช่วยเหลือทางอ้อมแทนการจ้างตรง (มาตรา 35)
แทนที่จะรับเข้าทำงานหรือส่งเงินเข้ากองทุน บริษัทสามารถเลือกให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จ้างเหมาช่วงงานให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการทำ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นตามที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติกำหนดไว้ได้ ซึ่งหลายบริษัทเลือกทางนี้เพราะยืดหยุ่นกว่าและยังเป็นการช่วยเหลือคนพิการในเชิงเศรษฐกิจได้จริง

#ไม่ทำตามกฎหมายมีผลอย่างไร

หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน กฎหมาย (มาตรา 36 และ 39) กำหนดให้อาจถูกปรับ ถูกอายัดทรัพย์สิน หรือถูกประกาศชื่อต่อสาธารณะ ซึ่งนอกจากผลทางกฎหมายแล้ว ยังกระทบภาพลักษณ์องค์กรในสายตาพนักงานและสังคมด้วย
#สรุปสั้นๆ ให้ HR เช็กตัวเอง
นับจำนวนลูกจ้างทั่วไปทั้งหมด (ทุกสาขารวมกัน) — ถ้าต่ำกว่า 100 คน ยังไม่ต้องทำอะไร
ถ้า 100 คนขึ้นไป ให้คำนวณอัตราส่วน 100:1 แล้วเลือก 1 ใน 3 ทาง: จ้างคนพิการตรง / ส่งเงินเข้ากองทุน / ใช้สิทธิตามมาตรา 35
ทบทวนจำนวนพนักงานทุกปี เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตข้ามหลัก 100 คน หน้าที่ตามกฎหมายนี้จะเริ่มทันที

#กฎหมายแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน #ที่ปรึกษากฎหมายแรงงานและธุรกิจ

18/09/2026

#แผนพัฒนาศักยภาพ #หรือเกมก่อนเลิกจ้าง

โดย นราธิป ฤทธินรารัตน์
ทนายความและกรรมการบริษัท เนตินรา แอนด์ โทมัส ลอว์ จำกัด

จะมาให้ความรู้ เกี่ยวกับ แผน PIP

#ทนายความคดีแรงงาน #ที่ปรึกษาบริษัท #ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน

ที่อยู่

98/6 หมู่ที่ 17 ต. บึงคำพร้อย อ. ลำลูกกา ปทุมธานี
Bangkok
12150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66814579214

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Netinara & Thomas - Labour Law Firm คดีแรงงาน โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Netinara & Thomas - Labour Law Firm คดีแรงงาน:

แชร์