LexApex Law บริการงานด้านกฎหมาย ด้วยทีมงานทนายความมากด้วยประสบการณ์ LexApex Law คือคำตอบสำหรับทุกปัญหาทางกฎหมาย

ซื้อที่ดินเชื่อคำสัญญาปากเปล่า ระวังสูญเงินมัดจำฟรี การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือที่ดินเป็นเรื่องใหญ่ที่...
11/01/2026

ซื้อที่ดินเชื่อคำสัญญาปากเปล่า ระวังสูญเงินมัดจำฟรี
การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือที่ดินเป็นเรื่องใหญ่ที่มีมูลค่าสูงและมีกฎหมายกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด บ่อยครั้งที่คู่สัญญามักมีการตกลงเงื่อนไขพิเศษกันด้วยวาจา เช่น ผู้ขายรับปากว่าจะตัดถนนเข้าที่ดินให้ หรือรับปากว่าจะถมดินให้ แต่ไม่ได้ระบุข้อตกลงเหล่านั้นลงในสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อเกิดปัญหาขึ้นและต้องฟ้องร้องกันในชั้นศาล คำมั่นสัญญาปากเปล่าเหล่านั้นอาจไม่มีน้ำหนักเลยในทางกฎหมาย ดังเช่นคดีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2521/2559 ซึ่งเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับผู้ที่กำลังจะทำสัญญาซื้อขายที่ดิน
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อโจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลยในราคา 10.5 ล้านบาท โดยได้วางเงินมัดจำไว้จำนวน 500,000 บาท และกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์กันไว้ชัดเจน แต่เมื่อถึงกำหนดนัดโอน โจทก์กลับไม่ยอมไปรับโอนที่ดินและจ่ายเงินส่วนที่เหลือ โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา เนื่องจากก่อนทำสัญญาจำเลยได้ตกลงด้วยวาจาว่าจะจัดให้มีทางเชื่อมระหว่างที่ดินที่ซื้อขายกับถนนสาธารณะ แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับไม่มีทางเชื่อมดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องขอเงินมัดจำคืนพร้อมเรียกค่าเสียหาย ส่วนจำเลยก็ต่อสู้ว่าตนเองเตรียมพร้อมจะโอนแล้วแต่โจทก์ไม่มาเอง จึงขอริบมัดจำและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เช่นกัน
ประเด็นสำคัญทางกฎหมายในคดีนี้อยู่ที่ว่า โจทก์สามารถนำพยานบุคคลมาสืบพยานเพื่อยืนยันว่ามีข้อตกลงเรื่อง "ทางเชื่อม" ซึ่งเป็นข้อตกลงด้วยวาจาและขัดแย้งกับสัญญาที่เป็นหนังสือได้หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอ้างอิงหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ที่ระบุว่า “สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” เมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การนำสืบพยานบุคคลจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ซึ่งห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อความในเอกสารนั้น
ในคดีนี้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำขึ้นเป็นหนังสือไม่ได้ระบุข้อตกลงเรื่องทางเชื่อมถนนไว้ การที่โจทก์พยายามนำพยานบุคคลมาเบิกความว่ามีการตกลงเรื่องถนนด้วยวาจา ถือเป็นการนำสืบเพิ่มเติมข้อความในเอกสารซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเรื่องถนนเชื่อมผ่านตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้ ผลทางกฎหมายคือจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เป็นฝ่ายโจทก์เองที่ผิดสัญญาโดยไม่ยอมไปรับโอนที่ดินตามกำหนดโดยปราศจากเหตุผลที่กฎหมายรับรอง จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาทได้ทันที
ส่วนประเด็นเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกจากโจทก์ โดยอ้างว่ามีบุคคลอื่นมาเสนอซื้อที่ดินในราคาที่สูงกว่าคือ 12 ล้านบาท แต่จำเลยขายไม่ได้เพราะติดสัญญากับโจทก์นั้น ศาลฎีกามองว่าพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนว่าเป็นราคาที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการเสนอราคา และเมื่อพิจารณาว่าจำเลยได้รับสิทธิริบเงินมัดจำ 500,000 บาทแล้ว ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่พอสมควรแก่พฤติการณ์แล้ว ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เพิ่มเติม ผลที่สุดคือโจทก์เสียเงินมัดจำฟรีและไม่ได้ที่ดิน ส่วนจำเลยได้ริบเงินมัดจำแต่ไม่ได้ค่าเสียหายอื่นเพิ่ม
คดีนี้สอนให้เรารู้ว่า ในการทำนิติกรรมสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ "สัญญาใจ" หรือ "คำมั่นสัญญาด้วยวาจา" ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมายหากไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา ทุกเงื่อนไขที่ตกลงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน น้ำ ไฟ หรือของแถม ต้องเขียนระบุลงในสัญญาให้ชัดเจนและครบถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในภายหลัง เพราะเมื่อถึงเวลาขึ้นศาล เอกสารคือสิ่งที่สำคัญที่สุด พยานบุคคลไม่สามารถสืบหักล้างเอกสารได้ในกรณีเช่นนี้

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/3-KkevE5gCk
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

EP.51 ซื้อที่ดินเชื่อคำสัญญาปากเปล่า ระวังสูญเงินมัดจำฟรี การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือที....

🏠💰ซื้อคอนโดไว้ โครงการขายยกตึกเปลี่ยนเจ้าของ คนใหม่ต้องรับผิดชอบสัญญาเดิม⚖️👨‍👩‍👧‍👦 ปัญหาการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ยังสร้า...
11/01/2026

🏠💰ซื้อคอนโดไว้ โครงการขายยกตึกเปลี่ยนเจ้าของ คนใหม่ต้องรับผิดชอบสัญญาเดิม⚖️👨‍👩‍👧‍👦
ปัญหาการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือที่เรียกกันว่าซื้อกระดาษนั้น มีความเสี่ยงหลายประการ หนึ่งในความเสี่ยงที่ผู้ซื้ออาจคาดไม่ถึงคือ กรณีที่โครงการก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด แล้วเจ้าของโครงการเดิมตัดสินใจขายโครงการทั้งหมด หรือขายยกตึกให้กับนายทุนรายใหม่เข้ามาดำเนินการต่อ คำถามสำคัญคือ สัญญาจะซื้อจะขายที่ผู้ซื้อรายย่อยทำไว้กับเจ้าของเดิม จะยังมีผลผูกพันเจ้าของใหม่หรือไม่ และผู้ซื้อจะสามารถเรียกร้องให้โอนห้องชุดตามสัญญาเดิมได้หรือเปล่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4484/2559 ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับเรื่องนี้
คดีนี้โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทเจ้าของโครงการเดิม (จำเลยที่ 1) และได้ผ่อนชำระเงินไปบางส่วนแล้ว แต่โครงการก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด ต่อมาเจ้าของโครงการเดิมได้ขายอาคารชุดทั้งโครงการให้กับบริษัทใหม่ (จำเลยที่ 2) โดยในสัญญาซื้อขายระหว่างกัน มีข้อตกลงระบุว่า ผู้ซื้อรายใหม่ตกลงรับโอนสิทธิและหน้าที่ที่มีต่อลูกค้าเดิมของโครงการทั้งหมด และจะดำเนินการเปลี่ยนสัญญาใหม่กับลูกค้า แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทใหม่กลับนำอาคารชุดไปปรับปรุงเป็นโรงแรม และไม่ได้เรียกโจทก์มาทำสัญญาใหม่ เมื่อโจทก์ขอให้โอนห้องชุดตามสัญญาเดิม บริษัทใหม่ก็ปฏิเสธ โดยอ้างว่าตนเองไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ และมีเงื่อนไขว่าต้องเปลี่ยนสัญญาใหม่กันก่อนจึงจะผูกพัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยวางหลักกฎหมายว่า สัญญาซื้อขายโครงการระหว่างเจ้าของเดิมกับเจ้าของใหม่ ที่ระบุให้เจ้าของใหม่รับภาระหนี้ที่มีต่อลูกค้าเดิมนั้น ถือเป็น สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ซึ่งเมื่อโจทก์ที่เป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ (เจ้าของใหม่) ชำระหนี้ได้โดยตรง ส่วนข้ออ้างของเจ้าของใหม่ที่ว่าต้องเปลี่ยนสัญญาเป็นหนังสือกันก่อนนั้น ศาลมองว่าเป็นเพียงเงื่อนไขเพื่อประโยชน์ในการแปลงหนี้ใหม่เท่านั้น ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนที่จะทำให้สิทธิของโจทก์ระงับไป เพราะหากตีความเช่นนั้นจะเป็นการเปิดช่องให้เจ้าของใหม่เลือกปฏิบัติและเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่สุจริต
นอกจากนี้ การที่เจ้าของใหม่อ้างว่าได้เปลี่ยนรูปแบบโครงการเป็นโรงแรมแล้ว สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้โอนห้องชุดได้ ศาลฎีกาก็วินิจฉัยอย่างเฉียบขาดว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อลูกค้าเดิม ดังนั้นจะยกเอาความไม่สุจริตของตนเองมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ศาลจึงพิพากษาให้เจ้าของใหม่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ตามสัญญาเดิม และหากไม่สามารถโอนได้ ก็ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย รวมถึงชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่ไม่ได้รับโอนห้องชุดตามกำหนดด้วย
บทสรุปจากคำพิพากษานี้คือ สัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้กับโครงการเดิม ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์และผูกพันไปถึงเจ้าของโครงการใหม่ที่เข้ามารับช่วงกิจการ หากในสัญญาโอนกิจการมีข้อตกลงให้รับภาระหนี้ต่อลูกค้าเดิม ผู้ซื้อรายย่อยอย่ายอมถูกเอาเปรียบ หากโครงการใหม่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมโอนห้อง สามารถฟ้องร้องบังคับคดีและเรียกค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/mtYbb3hug2Q
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

EP.50 ซื้อคอนโดไว้ โครงการขายยกตึกเปลี่ยนเจ้าของ คนใหม่ต้องรับผิดชอบสัญญาเดิม ปัญหาการซื้ออสังหาริมทรัพย์ท...

💰❌ ซื้อที่แถมบ้านแต่ได้ป่ารกทึบ ประมูลผิดแปลงใครต้องจ่าย😥 การลงทุนซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีเป็นช่องทา...
10/01/2026

💰❌ ซื้อที่แถมบ้านแต่ได้ป่ารกทึบ ประมูลผิดแปลงใครต้องจ่าย😥
การลงทุนซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีเป็นช่องทางที่หลายคนให้ความสนใจเนื่องจากมักจะได้ทรัพย์สินในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด แต่ความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามคือความถูกต้องของข้อมูลทรัพย์สิน โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตั้งและสภาพทรัพย์ ดังเช่นคดีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4579/2560 ที่วางบรรทัดฐานสำคัญเรื่องความรับผิดชอบของเจ้าหนี้ผู้นำยึดทรัพย์ เมื่อเกิดความผิดพลาดในข้อมูลที่นำเสนอต่อผู้ซื้อ
ข้อเท็จจริงในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ได้เข้าร่วมประมูลซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดี โดยในประกาศขายทอดตลาดระบุรายละเอียดพร้อมแนบแผนที่สังเขปและภาพถ่ายว่าที่ดินดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเดี่ยว โจทก์ได้ไปตรวจสอบสถานที่ตามแผนที่ที่ปรากฏในประกาศแล้วเห็นว่ามีบ้านจริงและทำเลดีจึงตัดสินใจสู้ราคาจนชนะการประมูล แต่เมื่อโอนกรรมสิทธิ์และนำช่างรังวัดไปตรวจสอบที่ดินจริง ปรากฏว่าที่ดินที่ประมูลได้นั้นกลับตั้งอยู่ห่างออกไปจากจุดที่ระบุในแผนที่ถึงหนึ่งกิโลเมตร และมีสภาพเป็นป่ารกทึบไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ แตกต่างจากข้อมูลในประกาศอย่างสิ้นเชิง โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นผู้นำยึดทรัพย์แปลงนี้
ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างว่าในประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีข้อความเตือนระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อด้วยตนเอง และถือว่าผู้ซื้อทราบสภาพทรัพย์นั้นโดยละเอียดแล้ว ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์เองที่ไม่ตรวจสอบให้ดี แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยวางหลักกฎหมายไว้อย่างน่าสนใจว่า การยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดนั้น จำเลยในฐานะเจ้าหนี้เป็นผู้มีหน้าที่สืบหาทรัพย์และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึด โดยจำเลยเป็นผู้จัดทำแผนที่และถ่ายภาพทรัพย์สินส่งมอบให้เจ้าหน้าที่เพื่อใช้ประกอบการประกาศขาย ทั้งยังมีการทำบันทึกรับรองความถูกต้องและยอมรับผิดหากเกิดความเสียหายไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย
ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยจัดทำแผนที่และภาพถ่ายผิดไปจากความจริง ถือเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยในการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนนำยึด และเมื่อโจทก์ได้ไปดูที่ดินตามแผนที่ที่จำเลยทำขึ้นแล้ว ถือว่าโจทก์ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว การที่โจทก์หลงเชื่อและซื้อทรัพย์ไปในราคาสูงกว่าความเป็นจริงย่อมเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย การอ้างข้อความเตือนในประกาศไม่สามารถปัดความรับผิดชอบของจำเลยได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นละเมิด ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เท่ากับส่วนต่างราคาและความเสียหายที่เกิดขึ้น
บทสรุปจากคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องมีความรอบคอบระมัดระวังในการนำยึดทรัพย์สิน หากนำข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่ผิดพลาดมาแสดงจนทำให้บุคคลภายนอกที่สุจริตหลงเชื่อและได้รับความเสียหาย เจ้าหนี้จะต้องรับผิดชอบในฐานะผู้กระทำละเมิด ส่วนผู้ซื้อทรัพย์แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองแต่การตรวจสอบพิกัดระวางที่ดินกับสำนักงานที่ดินให้ชัดเจนก่อนประมูลก็ยังเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/vZEcbQX3bAM
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

EP.49 ซื้อที่แถมบ้านแต่ได้ป่ารกทึบ ประมูลผิดแปลงใครต้องจ่าย การลงทุนซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของกรมบั....

🏠💰ซื้อบ้านเอื้ออาทรผ่อนไม่ไหวระวังโดนยึดคืนทันทีโดยไม่รู้ตัว โครงการบ้านเอื้ออาทรเป็นโครงการที่ภาครัฐจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู...
10/01/2026

🏠💰ซื้อบ้านเอื้ออาทรผ่อนไม่ไหวระวังโดนยึดคืนทันทีโดยไม่รู้ตัว
โครงการบ้านเอื้ออาทรเป็นโครงการที่ภาครัฐจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยมักจะมีโครงสร้างสัญญาที่ซับซ้อนกว่าการซื้อขายบ้านทั่วไป กล่าวคือ ผู้ซื้อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายกับหน่วยงานเจ้าของโครงการ (เช่น การเคหะแห่งชาติ) และทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร โดยมีเจ้าของโครงการเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ผู้ซื้อ ซึ่งความสัมพันธ์สามเส้านี้เองที่ทำให้เกิดประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4565/2561 เมื่อผู้ซื้อผิดนัดชำระหนี้ธนาคาร และเจ้าของโครงการในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แทนไปแล้ว เจ้าของโครงการจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและขับไล่ผู้ซื้อได้ทันทีหรือไม่
คดีนี้เริ่มต้นจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อบ้านเอื้ออาทร ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยที่ 1 (เจ้าของโครงการ) และทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 2 (ธนาคาร) เพื่อนำเงินมาชำระค่าบ้าน โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้กู้ยืมนั้น ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันระบุว่า หากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ติดต่อกัน 3 งวด ให้ถือว่าผิดสัญญาและหนี้ถึงกำหนดชำระทันที โดยผู้ค้ำประกันยินยอมชำระหนี้แทน ปรากฏว่าโจทก์ขาดส่งเงินงวดติดต่อกัน 3 งวด ธนาคารจึงเรียกให้เจ้าของโครงการชำระหนี้แทน เมื่อเจ้าของโครงการชำระหนี้ให้ธนาคารแล้ว จึงถือว่าโจทก์ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เจ้าของโครงการจึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน
ประเด็นที่โจทก์หยิบยกขึ้นต่อสู้คือ โจทก์อ้างว่าก่อนที่ธนาคารจะให้เจ้าของโครงการชำระหนี้แทน หรือก่อนที่เจ้าของโครงการจะบอกเลิกสัญญา ควรต้องมีการแจ้งเตือนหรือบอกกล่าวให้โจทก์แก้ไขการผิดสัญญาก่อน ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2544
ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า สัญญาค้ำประกันระบุเงื่อนไขไว้ชัดแจ้งแล้วว่า หากลูกหนี้ผิดนัด 3 งวดติดต่อกัน ให้ถือว่าหนี้ถึงกำหนดชำระทันทีและผู้ค้ำประกันต้องรับผิด โดยไม่มีข้อตกลงใดระบุว่าผู้ค้ำประกันต้องแจ้งให้ลูกหนี้ทราบก่อนชำระหนี้แทน ดังนั้น เมื่อโจทก์ผิดนัด 3 งวด ธนาคารย่อมมีสิทธิเรียกให้เจ้าของโครงการชำระหนี้ได้ทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้เมื่อลูกหนี้ผิดนัด
ส่วนข้ออ้างเรื่องประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญานั้น ศาลฎีกาชี้แจงว่า ประกาศดังกล่าวมีไว้ควบคุมสัญญาเงินกู้ระหว่างสถาบันการเงินกับผู้บริโภคเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกัน (เจ้าของโครงการ) กับธนาคาร หรือระหว่างเจ้าของโครงการกับผู้ซื้อในส่วนของสัญญาจะซื้อจะขาย ดังนั้น การที่ธนาคารเรียกให้เจ้าของโครงการชำระหนี้จึงไม่ต้องบอกกล่าวให้โจทก์แก้ไขการผิดสัญญาก่อน
เมื่อเจ้าของโครงการได้ชำระหนี้แทนโจทก์ไปแล้ว ย่อมส่งผลให้โจทก์ตกเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านเอื้ออาทรตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 9 ที่ระบุผลของการที่ผู้ขายต้องรับผิดชำระหนี้แทนผู้ซื้อ ทำให้เจ้าของโครงการมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และมีอำนาจฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทได้ตามฟ้องแย้ง
บทสรุปจากคำพิพากษานี้คือ ผู้ซื้อบ้านในโครงการลักษณะนี้ต้องตระหนักว่า หากขาดผ่อนชำระค่างวดเกินกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญา (ในคดีนี้คือ 3 งวด) สถานะของท่านจะเปลี่ยนจากการเป็นลูกหนี้ธนาคาร กลายเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายกับโครงการทันที ซึ่งเจ้าของโครงการมีสิทธิทางกฎหมายที่จะยกเลิกสัญญาและดำเนินการขับไล่ได้โดยไม่ต้องแจ้งเตือนให้แก้ไข เพราะถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ชัดเจนแล้วในสัญญา

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/kabCipjDsxU
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

EP.48 ซื้อบ้านเอื้ออาทรผ่อนไม่ไหวระวังโดนยึดคืนทันทีโดยไม่รู้ตัว โครงการบ้านเอื้ออาทรเป็นโครงการที่ภาครั.....

📒💰สัญญาประนีประนอมยอมความ ตกลงราคาทรัพย์สินล่วงหน้าได้หรือไม่ (ฎ.1201/2565) 💢✏️ ในการเจรจาประนอมหนี้ ลูกหนี้และเจ้าหนี้ม...
04/01/2026

📒💰สัญญาประนีประนอมยอมความ ตกลงราคาทรัพย์สินล่วงหน้าได้หรือไม่ (ฎ.1201/2565) 💢✏️
ในการเจรจาประนอมหนี้ ลูกหนี้และเจ้าหนี้มักจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อยุติข้อพิพาทและหาทางออกร่วมกัน ซึ่งข้อตกลงหนึ่งที่นิยมทำกันคือ การให้ลูกหนี้โอนทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน หรือบ้าน ให้แก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้แทนการจ่ายเงินสด โดยมักจะมีการกำหนดราคาทรัพย์สินนั้นไว้ล่วงหน้าเพื่อความชัดเจน แต่ปัญหาที่มักตามมาคือ หากในอนาคตราคาทรัพย์สินในท้องตลาดเปลี่ยนแปลงไป เช่น ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นมากลูกหนี้จะสามารถอ้างว่าข้อตกลงกำหนดราคานั้นไม่เป็นธรรมและขอเพิกถอนสัญญาได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2565 ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจและเป็นบรรทัดฐานสำคัญ
คดีนี้เริ่มต้นจากโจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินกู้จากจำเลยกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ต่อมาทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลมีคำพิพากษาตามยอม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ จำเลยได้รับโอกาสขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอีกกว่าสามปี และหากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ จำเลยตกลงจะโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการจัดสรรของจำเลยให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ โดยกำหนดราคาทรัพย์สินที่จะโอนไว้ล่วงหน้าเท่ากับราคาประเมินของธนาคารหรือราคาปลอดจำนอง ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วมีมูลค่าประมาณหกสิบกว่าล้านบาท ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี จำเลยจึงมาร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการบังคับคดี โดยอ้างว่าราคาทรัพย์สินที่ตกลงกันไว้นั้นต่ำกว่าราคาตลาดในปัจจุบันมาก ซึ่งจำเลยอ้างว่าราคาตลาดสูงถึงสี่ร้อยกว่าล้านบาท การกำหนดราคาล่วงหน้าแบบนี้ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 ที่ห้ามตกลงราคาทรัพย์สินล่วงหน้าในสัญญาตีใช้หนี้
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่สัญญาตีใช้หนี้ตามปกติ แต่เป็นการระงับข้อพิพาทที่ทั้งสองฝ่ายต่างยอมผ่อนปรนให้แก่กัน โจทก์ยอมขยายเวลาให้จำเลยมีโอกาสขายที่ดินเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ส่วนจำเลยก็ยอมตกลงโอนที่ดินหากหาเงินมาไม่ได้ ซึ่งในขณะทำสัญญา ทั้งสองฝ่ายต่างพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นธรรมและคุ้มค่า ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบ ดังนั้น การที่จำเลยจะมาอ้างในภายหลังว่าราคาที่ดินสูงขึ้นและขอให้ตีราคาใหม่ตามราคาตลาดปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว ย่อมเป็นการเอาเปรียบโจทก์ เพราะหากราคาที่ดินลดต่ำลง โจทก์ก็ไม่สามารถขอให้ตีราคาใหม่เพื่อให้จำเลยชำระหนี้เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ศาลยังมองว่าคำพิพากษาตามยอมนั้นมีผลผูกพันคู่ความ เมื่อจำเลยไม่ได้คัดค้านหรืออุทธรณ์ในขณะทำสัญญา ก็ไม่อาจมาขอเพิกถอนในชั้นบังคับคดีได้ และการดำเนินการบังคับคดีของโจทก์ก็เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่เหลือ แต่เมื่อหนี้ยังขาดอยู่ โจทก์ก็มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยมาขายทอดตลาดได้ ศาลจึงพิพากษายกคำร้องของจำเลย ให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้
บทสรุปจากคำพิพากษานี้คือ สัญญาประนีประนอมยอมความที่มีการตกลงโอนทรัพย์สินชำระหนี้และกำหนดราคาไว้ล่วงหน้า มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องเคารพข้อตกลงที่ทำไว้ จะมาอ้างราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในภายหลังเพื่อล้มล้างสัญญาไม่ได้ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงความเสี่ยงในอนาคตก่อนลงนาม เพราะเมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยาก

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/Eh5FJWqxn3I
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

สัญญาประนีประนอมยอมความ ตกลงราคาทรัพย์สินล่วงหน้าได้หรือไม่ (ฎ.1201/2565) ในการเจรจาประนอมหนี้ ลูกหนี้และเจ้าห.....

💰ซื้อที่ดินหลังฟ้องหย่าแต่ยังไม่จดทะเบียนหย่า เป็นสินสมรสหรือไม่ 💔⚖️(ฎ.3029/2566) ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าร้าง คู่...
04/01/2026

💰ซื้อที่ดินหลังฟ้องหย่าแต่ยังไม่จดทะเบียนหย่า เป็นสินสมรสหรือไม่ 💔⚖️(ฎ.3029/2566)
ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าร้าง คู่สมรสมักจะมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินที่ได้มาในช่วงคาบเกี่ยวกับการฟ้องหย่า ซึ่งประเด็นนี้มักสร้างความสับสนว่าทรัพย์สินชิ้นนั้นจะตกเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งคนละครึ่ง หรือเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3029/2566 ได้วางบรรทัดฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพิจารณาสินสมรสในกรณีที่มีการฟ้องหย่า ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรส
คดีนี้เริ่มต้นเมื่อโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาจำเลยได้ฟ้องหย่าโจทก์ และศาลมีคำพิพากษาให้หย่า ซึ่งจำเลยได้ไปจดทะเบียนหย่าในภายหลัง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อโจทก์มาฟ้องขอแบ่งสินสมรส โดยอ้างว่าที่ดินหลายแปลงที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น จำเลยได้มาในระหว่างที่ยังมีสถานะสมรสอยู่ จึงถือเป็นสินสมรสที่โจทก์ควรได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่ง แต่จำเลยต่อสู้ว่าที่ดินเหล่านั้นตนเองเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนมารดาและพี่ชาย และที่สำคัญคือตนได้รับโอนที่ดินมาหลังจากที่ได้ยื่นฟ้องหย่าโจทก์ไปแล้ว
ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อเท็จจริงพบว่า แม้จำเลยจะจดทะเบียนรับโอนที่ดินมาในขณะที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แต่จำเลยได้รับโอนที่ดินเหล่านั้นภายหลังจากวันที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์ไปแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) บัญญัติไว้ว่า ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า
หลักกฎหมายนี้หมายความว่า การพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ในกรณีที่มีการหย่าโดยคำพิพากษา ต้องดูที่ วันฟ้องหย่า เป็นหลัก หากทรัพย์สินนั้นได้มาหลังจากวันฟ้องหย่า แม้สถานะทางกฎหมายจะยังถือว่าเป็นสามีภริยากันอยู่เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด แต่ในแง่ของการแบ่งทรัพย์สิน ให้ถือว่าความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ยื่นฟ้องแล้ว ทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากนั้นจึงไม่ถือเป็นสินสมรส เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่านำเงินสินสมรสไปซื้อมา
ในคดีนี้ จำเลยประมูลซื้อที่ดินและชำระเงินส่วนที่เหลือจนครบถ้วน รวมถึงจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ ล้วนเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่จำเลยยื่นฟ้องหย่าโจทก์ทั้งสิ้น และโจทก์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยนำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินเหล่านั้น ดังนั้น ที่ดินพิพาททั้งหมดจึงถือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาหลังจากวันฟ้องหย่า ไม่เป็นสินสมรส โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินเหล่านั้น
บทสรุปจากคำพิพากษานี้คือ วันฟ้องหย่า มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตัดแบ่งกองสินสมรส ทรัพย์สินใดที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้มาหลังจากวันที่ยื่นฟ้องหย่าแล้ว โดยไม่ได้ใช้เงินจากกองสินสมรสเดิมไปซื้อ ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของฝ่ายนั้น ไม่ต้องนำมาแบ่งเป็นสินสมรสให้อีกฝ่ายหนึ่ง แม้ว่าในทางทะเบียนจะยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันก็ตาม

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/ZTL0k7FIe0g
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

ซื้อที่ดินหลังฟ้องหย่าแต่ยังไม่จดทะเบียนหย่า เป็นสินสมรสหรือไม่ (ฎ.3029/2566) ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าร้...

📚✏️เซ็นชื่อแบ่งมรดกแล้วเบี้ยวไม่ได้ ศาลสั่งคืนที่ดินพี่น้อง👨‍👩‍👧‍👦 เมื่อความตายมาเยือนผู้นำครอบครัว ทรัพย์สินที่เหลืออยู...
03/01/2026

📚✏️เซ็นชื่อแบ่งมรดกแล้วเบี้ยวไม่ได้ ศาลสั่งคืนที่ดินพี่น้อง👨‍👩‍👧‍👦
เมื่อความตายมาเยือนผู้นำครอบครัว ทรัพย์สินที่เหลืออยู่ย่อมกลายเป็นมรดกที่ทายาทต่างเฝ้ารอคอย แต่ในหลายครอบครัว ความขัดแย้งกลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่ไม่เป็นกลาง หรือมีการพยายามรวบอำนาจจัดการทรัพย์สินไว้เพียงผู้เดียว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3886/2566 เป็นตัวอย่างคดีที่น่าสนใจ เมื่อพี่น้องต้องมาฟ้องร้องกันเองเนื่องจากพ่อซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของแม่ ได้โอนที่ดินมรดกไปให้ลูกคนหนึ่งเพียงคนเดียว โดยขัดแย้งกับข้อตกลงที่เคยทำกันไว้
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนางสว่างผู้เป็นแม่เสียชีวิต ทิ้งที่ดินมรดกไว้สามแปลง สามีของผู้ตายหรือพ่อของโจทก์และจำเลย ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาทายาททุกคนประกอบด้วยพ่อและลูกๆ ทั้งห้าคน ได้ไปพบผู้ใหญ่บ้านและทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกัน โดยระบุชัดเจนว่าที่ดินแปลงไหนใครจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ ทุกคนลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน แต่หลังจากนั้น พ่อในฐานะผู้จัดการมรดกกลับโอนที่ดินแปลงหนึ่งให้ลูกคนสุดท้อง (จำเลยที่ 2) เพียงคนเดียว และโอนอีกแปลงให้ตนเองแล้วโอนต่อให้ลูกคนสุดท้อง ซึ่งลูกคนสุดท้องก็นำไปจำนองต่อทันที พี่น้องคนอื่น (โจทก์) จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอนและขอให้แบ่งที่ดินตามสัญญา
คดีนี้สู้กันถึงศาลฎีกา โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่สถานะของ บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก ที่ทำไว้ต่อหน้าผู้ใหญ่บ้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง ที่วางหลักว่า “การแบ่งปันทรัพย์มรดกหากได้ทำโดยสัญญาจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด”
ศาลพิจารณาเห็นว่า บันทึกดังกล่าวมีการระบุรายละเอียดการแบ่งที่ดินชัดเจน และทายาททุกคนรวมถึงพ่อและลูกคนสุดท้องได้ลงลายมือชื่อไว้ จึงถือเป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกที่มีหลักฐานเป็นหนังสือและมีผลผูกพันตามกฎหมาย ทายาททุกคนต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ จะมาอ้างภายหลังว่าไม่ได้ตกลงหรือจะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงฝ่ายเดียวไม่ได้

ส่วนที่ดินแปลงที่สอง (โฉนดเลขที่ 62649) ซึ่งตกลงกันให้เป็นของพ่อและลูกคนสุดท้อง เมื่อพ่อโอนให้ตัวเองแล้วโอนต่อให้ลูกคนสุดท้อง จึงถือว่าเป็นไปตามสิทธิของพวกเขา โจทก์คนอื่นไม่มีสิทธิมาขอเพิกถอน แม้จะมีการจำนองไปแล้วก็ตาม และสำหรับที่ดินแปลงที่สาม (โฉนดเลขที่ 49023) ที่ตกลงแบ่งให้โจทก์ที่ 3 กับลูกคนสุดท้องคนละครึ่ง ศาลก็พิพากษารับรองสิทธิตามนั้น แต่เนื่องจากพ่อ (ผู้จัดการมรดก) เสียชีวิตไประหว่างคดี ศาลจึงไม่อาจบังคับให้แบ่งแยกโฉนดได้ ทำได้เพียงพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ที่ 3 มีกรรมสิทธิ์ร่วมหนึ่งในสองส่วน
บทสรุปของคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า สัญญาแบ่งปันมรดก เป็นเอกสารสำคัญที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หากทายาทได้ตกลงและลงนามกันแล้ว ผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการตามนั้น จะใช้อำนาจจัดการตามอำเภอใจไม่ได้ การทำบันทึกข้อตกลงที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นเกราะป้องกันความขัดแย้งและรักษาสิทธิของทายาททุกคนได้อย่างดีที่สุด

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/tbUXWHSoKbw
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

เซ็นชื่อแบ่งมรดกแล้วเบี้ยวไม่ได้ ศาลสั่งคืนที่ดินพี่น้อง เมื่อความตายมาเยือนผู้นำครอบครัว ทรัพย์สินที่...

💰 เช่าที่ดินยาวเก้าสิบปีจ่ายเงินก้อนเดียวทำไม่ได้ ศาลฎีกาชี้เจตนาเลี่ยงกฎหมายตกเป็นโมฆะ 💢❌ ในการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพ...
03/01/2026

💰 เช่าที่ดินยาวเก้าสิบปีจ่ายเงินก้อนเดียวทำไม่ได้ ศาลฎีกาชี้เจตนาเลี่ยงกฎหมายตกเป็นโมฆะ 💢❌
ในการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว โดยเฉพาะที่ดินเพื่อการพาณิชย์หรืออยู่อาศัย คู่สัญญามักมีความต้องการที่จะผูกพันกันให้นานที่สุดเพื่อความคุ้มค่าในการลงทุน แต่กฎหมายไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 540 ได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้เช่ากันเป็นกำหนดเวลาเกินกว่าสามสิบปี หากทำสัญญากันไว้นานกว่านั้นก็ให้ลดลงมาเหลือสามสิบปี และแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ต่อสัญญาได้ แต่ก็ต้องทำเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงและต่อได้อีกไม่เกินคราวละสามสิบปี ข้อจำกัดนี้ทำให้เกิดความพยายามในการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยการทำสัญญาซ้อนหรือชำระเงินล่วงหน้าเพื่อหวังผลในการเช่าระยะยาวถึงเก้าสิบปีหรือหนึ่งร้อยปี ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2566 ได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในเรื่องนี้
ข้อเท็จจริงในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินและบ้านมีกำหนดสามสิบปี โดยมีการจดทะเบียนการเช่าถูกต้อง แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง ทั้งสองฝ่ายได้ทำบันทึกข้อตกลงและสัญญากันเพิ่มอีกฉบับหนึ่ง ระบุว่าเมื่อครบกำหนดสามสิบปีแรกแล้ว โจทก์ให้คำมั่นว่าจะให้จำเลยเช่าต่ออีกสองคราว คราวละสามสิบปี รวมเป็นระยะเวลาเช่าทั้งหมดเก้าสิบปี ที่สำคัญคือจำเลยได้จ่ายเงินค่าเช่าสำหรับระยะเวลาเก้าสิบปีนั้นให้แก่โจทก์ครบถ้วนทั้งหมดแล้วตั้งแต่วันทำสัญญาฉบับแรก รวมเป็นเงินกว่าสองล้านเจ็ดแสนบาท เมื่อเวลาผ่านไปจนครบสามสิบปีแรก โจทก์ไม่ยอมจดทะเบียนเช่าต่อและฟ้องขับไล่ จำเลยจึงต่อสู้คดีว่าตนเองมีสิทธิตามสัญญาที่ทำไว้และได้จ่ายเงินไปหมดแล้ว
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยวางหลักกฎหมายว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 540 ที่ห้ามเช่าเกินสามสิบปีนั้น เพื่อป้องกันมิให้คู่สัญญาผูกพันกันยาวนานเกินไปจนไม่อาจคาดหมายสภาพเศรษฐกิจหรือมูลค่าทรัพย์สินในอนาคตได้ การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาเช่าสามสิบปี และทำสัญญาต่ออายุล่วงหน้าอีกหกสิบปี โดยชำระค่าเช่าทั้งหมดรวมเก้าสิบปีตั้งแต่วันแรก เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนว่าคู่สัญญาต้องการหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมายมาตรา 540 การกระทำดังกล่าวจึงถือว่ามีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย
ผลทางกฎหมายคือ ข้อตกลงในการต่อสัญญาเช่าอีกสองคราว คราวละสามสิบปีนั้น ตกเป็นโมฆะ คือเสียเปล่าและไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายทันที ไม่สามารถบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนเช่าต่อได้ แม้จำเลยจะจ่ายเงินไปแล้วก็ตาม เมื่อครบกำหนดสามสิบปีแรก สัญญาเช่าจึงสิ้นสุดลง การที่จำเลยยังครอบครองที่ดินอยู่ถือเป็นการละเมิด โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้
บทสรุปจากคำพิพากษานี้คือ การทำสัญญาเช่าที่ดินที่มีเงื่อนไขต่อสัญญาอัตโนมัติหรือสัญญาเช่าระยะยาวเกินสามสิบปีโดยมีการชำระค่าตอบแทนล่วงหน้าครอบคลุมระยะเวลาทั้งหมดในคราวเดียว มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกศาลตีความว่าเป็นเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายและตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาไม่สามารถอ้างความเป็นธรรมจากการจ่ายเงินแล้วมาลบล้างบทบัญญัติของกฎหมายได้ ดังนั้นการทำสัญญาเช่าควรระมัดระวังให้เป็นไปตามกรอบที่กฎหมายกำหนด คือเช่าได้สูงสุดสามสิบปี และการต่อสัญญาควรเป็นเรื่องที่ตกลงกันใหม่เมื่อสัญญาเดิมใกล้สิ้นสุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/8Ll4_h1Jm9g
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

เช่าที่ดินยาวเก้าสิบปีจ่ายเงินก้อนเดียวทำไม่ได้ ศาลฎีกาชี้เจตนาเลี่ยงกฎหมายตกเป็นโมฆะ ในการทำสัญญาเช่....

💔👨‍👩‍👧‍👦ผัวตาย เมียแอบขายที่ดินมรดก ไม่แบ่งลูก แถมเอาไปจำนอง สุดท้ายต้องคืนที่และใช้ค่าเสียหาย (ฎีกา 1649/2567) ในคดีข้อ...
28/12/2025

💔👨‍👩‍👧‍👦ผัวตาย เมียแอบขายที่ดินมรดก ไม่แบ่งลูก แถมเอาไปจำนอง สุดท้ายต้องคืนที่และใช้ค่าเสียหาย (ฎีกา 1649/2567)
ในคดีข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก ปัญหาที่ซับซ้อนและพบบ่อยที่สุดมักเกิดขึ้นเมื่อทรัพย์มรดกนั้นเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งคู่สมรสมักจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวมและแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่ทายาททุกคน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้จัดการมรดกบางรายกลับอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและอำนาจที่มี ดำเนินการโอนย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรืออ้างสิทธิต่างๆ เพื่อกีดกันทายาทอื่น ดังเช่นคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1649/2567 ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก การทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ และสิทธิของเจ้าของรวม
ข้อเท็จจริงในคดีนี้เริ่มต้นเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทิ้งทรัพย์สินไว้คือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีสถานะเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ผู้เป็นภรรยา ดังนั้นในทางกฎหมาย ที่ดินแปลงนี้จึงต้องแบ่งครึ่ง โดยครึ่งหนึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยาในฐานะสินสมรส ส่วนอีกครึ่งหนึ่งตกเป็นกองมรดกของผู้ตายที่จะต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาททุกคน ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสามที่เป็นบุตรของผู้ตายด้วย ต่อมาศาลได้ตั้งให้ภรรยาเป็นผู้จัดการมรดก แต่แทนที่เธอจะดำเนินการแบ่งมรดก เธอกลับใช้อำนาจโอนขายที่ดินทั้งแปลงไปให้กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของตนเอง แล้วนำไปจำนองกับธนาคารเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย จากนั้นจึงมีการไถ่ถอนและโอนขายต่อไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่น้องของผู้ตาย โดยที่โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกแต่อย่างใด
ประเด็นข้อกฎหมายแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ เรื่องการสละมรดกของผู้เยาว์ จำเลยต่อสู้ว่ามารดาของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในขณะนั้น ได้ทำบันทึกข้อตกลงสละมรดกแทนโจทก์ทั้งสามไปแล้ว แต่ศาลฎีกาชี้ขาดว่า การทำนิติกรรมใดๆ ที่มีผลให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์สิ้นสุดลง หรือการสละมรดกนั้น เป็นนิติกรรมสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เมื่อปรากฏว่ามารดาของโจทก์ทำบันทึกสละมรดกโดยไม่ได้ขออนุญาตจากศาล บันทึกดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสาม และไม่ถือว่าโจทก์ทั้งสามได้สละมรดกแต่อย่างใด
ประเด็นต่อมาคือ ความชอบด้วยกฎหมายของการขายที่ดิน ศาลพิจารณาพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดก ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วนำไปจำนองเพื่อนำเงินมาเข้าบัญชีตนเอง และต่อมาโอนให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อแลกกับการถอนฟ้องคดีอาญาส่วนตัว พฤติการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เป็นการจัดการมรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตนของผู้จัดการมรดก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาท หรือเพื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบและไม่สุจริต ผู้รับโอนคือจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 ซึ่งรู้อยู่แล้วถึงที่มาที่ไป ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นมรดกนั้น ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินในส่วนที่เป็นมรดกของผู้ตาย คือกึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งหมด และให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการไถ่ถอนจำนองเพื่อให้ที่ดินส่วนนี้ปลอดภาระผูกพันกลับคืนสู่กองมรดก
ประเด็นสุดท้ายคือ ค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ระหว่างที่ถือครองที่ดิน จำเลยที่ 1 ได้นำบ้านบนที่ดินไปปล่อยเช่าและเก็บค่าเช่าไว้เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมไปหาประโยชน์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทอื่นที่เป็นเจ้าของรวม ถือเป็นการละเมิดสิทธิและก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในรูปของค่าขาดประโยชน์หรือค่าเช่าที่ควรได้รับ คืนกลับเข้าสู่กองมรดก เพื่อนำมาจัดสรรแบ่งปันให้กับทายาททุกคนตามสิทธิต่อไป
บทสรุปของคดีนี้ยืนยันหลักการที่ว่า ผู้จัดการมรดกต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเพื่อประโยชน์ของกองมรดกเท่านั้น การใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อยักย้ายทรัพย์สิน แม้จะมีการจดทะเบียนโอนกันหลายทอด แต่หากต้นทางไม่สุจริต ปลายทางก็ไม่อาจอ้างสิทธิได้ และทรัพย์มรดกนั้นย่อมต้องถูกติดตามนำกลับคืนมาแบ่งปันให้ถูกต้องตามกฎหมาย

บทความนี้อธิบายแบบเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางป้องกันไม่ให้คุณต้องขึ้นศาล!
ดูคลิปต่อคลิก : https://youtu.be/REMiWXTIHeE
ปรึกษากฎหมายโทร 080-3955536 , 02-0749954
หรือ แอดไลน์ หรือ คลิก https://lin.ee/n4kThwh
ติดตามช่อง YouTube : LexApexLaw
หรือกดลิ้ง : www.youtube.com/
#กฎหมายผู้บริโภค #ฟ้องผู้รับเหมา #สร้างบ้านผิดสัญญา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ทนายใกล้ตัว

ผัวตาย เมียแอบขายที่ดินมรดก ไม่แบ่งลูก แถมเอาไปจำนอง สุดท้ายต้องคืนที่และใช้ค่าเสียหาย (ฎีกา 1649/2567) ในคดีข้อ...

ที่อยู่

Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ LexApex Lawผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง LexApex Law:

แชร์