24/05/2026
คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับ ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 (ภาระการพิสูจน์)
📌1. บททั่วไป: ผู้อ้างข้อเท็จจริงสนับสนุนคำคู่ความย่อมมีภาระการพิสูจน์
🔻ฎีกาที่ 10629/2551 (กู้ยืม-จำเลยสู้ว่าเอกสารปลอม/ไม่มีมูลหนี้): โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญา เมื่อจำเลยปฏิเสธเด็ดขาดว่าสัญญากู้เป็นเอกสารปลอมที่นำกระดาษลงชื่อเปล่าไปกรอกข้อความเอง ภาระการพิสูจน์เรื่องความแท้จริงของมูลหนี้และเอกสารย่อมตกอยู่แก่โจทก์ โจทก์นำสืบไม่สมฟ้องจึงแพ้คดี แม้จำเลยจะไม่นำพยานเข้าสืบเลยก็ตาม
🔻ฎีกาที่ 1206/2554 (ตั๋วเงิน-จำเลยสู้ว่าลายมือชื่อสลักหลังปลอม): โจทก์อ้างสิทธิเรียกร้องจากการสลักหลังเช็ค เมื่อจำเลยที่ 4 ปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อ โจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าลายมือชื่อนั้นเป็นของจำเลยจริง ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ต้องนำสืบว่าเป็นของปลอม
🔻ฎีกาที่ 4464/2554 (จำนอง-จำเลยสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอม): จำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยกู้เงินและไม่เคยตั้งตัวแทนไปจดจำนอง ลายมือชื่อในใบมอบอำนาจเป็นของปลอม โจทก์ไม่มีสัญญากู้มาแสดงและไม่นำสืบพยานที่เกี่ยวข้อง ทั้งศาลตรวจเทียบแล้วต่างจากลายมือชื่อจริงในสารบบ สัญญาจำนองจึงไม่ผูกพันจำเลย
🔻ฎีกาที่ 6034/2554 (ซื้อขาย-สินค้าคุณสมบัติไม่ตรงตามฉลาก): โจทก์ฟ้องเรียกราคาค่าส่งมอบยาฆ่าเชื้อที่ฉลากระบุสารสำคัญ 12.5% จำเลยสู้ว่าสารไม่ครบ โจทก์เป็นผู้ผลิตและระบุสรรพคุณย่อมมีภาระพิสูจน์ว่ายามีส่วนประกอบจริง เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ถือว่าส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้อง จำเลยมีสิทธิปฏิเสธชำระราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 369
🔻ฎีกาที่ 14919/2557 (คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา-สิทธิในการสืบพยานค่าเสียหาย): โจทก์ร่วมยื่นคำร้องส่วนแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน ย่อมมีภาระการพิสูจน์ความเสียหายตามมาตรา 84/1 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 แม้คดีอาญาจำเลยจะรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจะด่วนกำหนดค่าเสียหายให้เองโดยงดสืบพยานส่วนแพ่งไม่ได้ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดกฎหมาย
🔻ฎีกาที่ 17869/2557 (ละมิดลิขสิทธิ์-ทางนำสืบของโจทก์ไม่ชัดเจน): โจทก์อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมแบบเรียน โจทก์มีภาระพิสูจน์นำสืบให้ชัดเจนว่างานชิ้นใดถูกละเมิดและใช้อย่างไร เมื่อทางนำสืบคลุมเครือ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก (แต่จำเลยยังต้องรับผิดเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาข้ออื่น)
🔻ฎีกาที่ 722/2561 (พินัยกรรม-ข้ออ้างเรื่องสติสัมปชัญญะและกลฉ้อฉล): โจทก์อ้างว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะผู้ตายชราจนสติไม่สมบูรณ์และเกิดจากกลฉ้อฉล โจทก์มีภาระพิสูจน์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานครบถ้วนตามกฎหมาย พินัยกรรมย่อมมีผลบังคับ
🔻ฎีกาที่ 3825/2562 (อำนาจฟ้อง-ตราสารไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์): จำเลยปฏิเสธเรื่องอำนาจฟ้องของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ โจทก์ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานพิสูจน์ แต่หนังสือมอบอำนาจนั้นติดแสตมป์โดยไม่ขีดฆ่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ห้ามรับฟังเป็นพยานในคดีแพ่ง โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานมาสืบตามภาระการพิสูจน์และต้องแพ้คดี
🔻ฎีกาที่ 5397/2553 (ประกันภัย-อ้างเหตุข้อยกเว้นจำกัดความรับผิด): โจทก์บรรยายฟ้องว่าสินค้าสูญหายเพราะจำเลยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพื่อก้าวข้ามข้อตกลงจำกัดความรับผิด โจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน จำเลยย่อมมีสิทธิยกข้อจำกัดความรับผิดขึ้นอ้าง
🔻ฎีกาที่ 2210/2563 (สัญญาจะซื้อจะขาย-ศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ชอบ): โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญา จำเลยต่อสู้ว่าสัญญาเป็นโมฆะเพราะที่ดินเป็นที่ชายตลิ่งสาธารณะ โจทก์ย่อมมีภาระพิสูจน์ให้เห็นว่าสัญญามีผลบังคับได้ตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นผลักภาระให้จำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแก้ไขได้
🔻ฎีกาที่ 131/2565 (ลาภมิควรได้-จุดนับอายุความ 1 ปี): โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าตนรู้สิทธิเรียกเงินคืนตั้งแต่เมื่อใดเพื่อเริ่มนับอายุความ เมื่อปรากฏว่าผู้ตายเคยทวงเงินก่อนตาย ถือว่ารับรู้สิทธิตั้งแต่วันนั้น เมื่อฟ้องเกิน 1 ปีคดีจึงขาดอายุความ
🔻ฎีกาที่ 907/2567 (ละเมิด-ภาระการพิสูจน์จำนวนค่าเสียหาย): ข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยทำละเมิดทุบรื้อกำแพงโครงการ แต่มีข้อพิพาทเรื่องจำนวนค่าเสียหาย ความเสียหายมีมากน้อยเพียงใดโจทก์มีภาระพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบพยานหลักฐานถึงค่าเสียหายโดยตรง ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้
📌2. ฝ่ายจำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ย่อมมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนั้น
🔻ฎีกาที่ 1446/2548 (ร้องขอคืนของกลาง-ข้ออ้างไม่รู้เห็นเป็นใจ): ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ที่ศาลสั่งริบในคดีแข่งรถ การร้องขอตาม ป.อ. มาตรา 36 เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่มีภาระพิสูจน์ว่าตนไม่รู้เห็นเป็นใจ เมื่อพฤติการณ์ชี้ว่าผู้ร้องปล่อยให้สามีนำรถไปใช้ได้ตลอดเวลา ถือว่ารู้เห็นเป็นใจแล้ว
🔻ฎีกาที่ 3215/2552 (รับขนของทางทะเล-อ้างว่าความเสียหายเกิดก่อนถึงตน): จำเลย (ผู้ขนส่ง) ต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดว่าสินค้าสูญหายตั้งแต่ขั้นตอนการบรรจุที่ท่าเรือต้นทางโดยผู้ส่ง ถือเป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธความรับผิด จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์
🔻ฎีกาที่ 6325/2552 (ซื้อขาย/ค้ำประกัน-อ้างการชำระหนี้และการบอกเลิกสัญญา): จำเลยที่ 1 รับว่าซื้อสินค้าจริงแต่สู้ว่าสถาบันการเงินจ่ายแทนไปเกินแล้ว จำเลยร่วมรับว่าค้ำประกันจริงแต่สู้ว่าบอกเลิกค้ำประกันแล้ว เมื่อยอมรับมูลหนี้เดิมแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายจำเลย
🔻ฎีกาที่ 22631/2555 (กู้ยืม-จำเลยยอมรับหนี้แต่อ้างว่าชำระแล้ว): จำเลยยอมรับว่ากู้จริงแต่สู้ว่าชำระหนี้ครบแล้ว ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย เมื่อจำเลยมีสมุดบันทึกที่โจทก์ลงชื่อกำกับ แม้ไม่ระบุว่าค่าอะไรแต่รายละเอียดสอดคล้องกับงวดหนี้ ถือเป็นหลักฐานการชำระหนี้เป็นหนังสือ จำเลยยกสู้ได้
🔻ฎีกาที่ 1518/2561 (ผู้จัดการมรดก-อ้างพินัยกรรมทำขึ้นเพราะถูกหลอก): ผู้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ผู้คัดค้านรับว่ามีการทำพินัยกรรมจริงแต่ยกข้ออ้างใหม่ว่าผู้ตายถูกหลอกและสติไม่สมบูรณ์ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้คัดค้าน เมื่อไม่มีหลักฐานหักล้าง พินัยกรรมย่อมสมบูรณ์
🔻ฎีกาที่ 13965/2558 (ฟ้องหย่า-ศาลสั่งงดสืบพยานไม่ชอบ): โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยปฏิเสธ โจทก์มีภาระพิสูจน์และมีสิทธินำพยานเข้าสืบ คดีแพ่งสามัญกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเองทั้งหมดแล้วสั่งงดสืบพยานคู่ความ
ฎีกาที่ 9173/2558 (ครอบครองปรปักษ์-การเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน): ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์เกิน 10 ปี ผู้คัดค้านสู้ว่าอยู่โดยอาศัยสิทธิ์ของเจ้าของเดิม ผู้ร้องเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้อง
🔻ฎีกาที่ 2208-2209/2563 (ตั๋วเงิน-อ้างเหตุหักกลบลบหนี้ที่จ่ายเกิน): จำเลยยอมรับว่ากู้เงินและสั่งจ่ายเช็คจริงแต่สู้ว่าชำระหนี้ครั้งก่อน ๆ ไว้เกินจึงขอหักกลบลบหนี้ จำเลยอ้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อให้ตนพ้นผิดจึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อนำสืบไม่ชัดเจนว่าชำระเกินไว้เท่าใด ข้ออ้างจึงฟังไม่ขึ้น
🔻ฎีกาที่ 1003/2566 (กู้ยืม-จำเลยต่อสู้ว่ามูลหนี้เดิมเป็นโมฆะ): โจทก์ฟ้องตามสัญญากู้ จำเลยยอมรับว่าทำสัญญาจริงแต่สู้ว่าหนี้บางส่วนมาจากค่าแชร์ที่เป็นโมฆะตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ฯ จำเลยเป็นฝ่ายอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อปฏิเสธหนี้ จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบ
🔻ฎีกาที่ 514/2567 (กู้ยืม-ข้อจำกัดเรื่องพยานบุคคลในการชำระหนี้): จำเลยรับว่ากู้จริงแต่วางข้อต่อสู้ใหม่ว่าชำระหนี้ครบแล้ว จำเลยมีภาระพิสูจน์เรื่องการชำระหนี้ เมื่อจำเลยมีเพียงพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานชำระหนี้เป็นหนังสือ ย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย ฟังไม่ได้ว่าชำระแล้ว
🔻ฎีกาที่ 4656/2567 (กรรมสิทธิ์รวม-อ้างตนเป็นผู้ผ่อนชำระฝ่ายเดียว): คู่หย่าอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียน จำเลยต่อสู้ว่าตนเป็นผู้กู้เงินมาซื้อและผ่อนทรัพย์สินทั้งหมดเพียงผู้เดียว โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง จำเลยอ้างข้อเท็จจริงใหม่เพื่อปฏิเสธกรรมสิทธิ์รวม จำเลยมีภาระพิสูจน์
🔻ฎีกาที่ 3615/2568 (แบ่งสินสมรส):
ประเด็นที่ 1: จำเลยรับว่าเคยมีสินสมรสแต่ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว ถือเป็นข้ออ้างใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย
ประเด็นที่ 2: รถยนต์มีชื่อจำเลยขณะฟ้อง จำเลยให้การไม่ชัดแจ้งว่าจำหน่ายไปอย่างไร คำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบตามมาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง และกฎหมายถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อนำมาจัดแบ่ง
🔻ฎีกาที่ 4158/2563 (คดีอาญา-คำแถลงประกอบคำรับสารภาพถือเป็นการปฏิเสธ): จำเลยยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพว่านำเงินไปใช้ในราชการ ไม่ได้แสวงประโยชน์โดยมิชอบ เป็นการยกข้อต่อสู้ใหม่ว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด ถือเป็นคำให้การปฏิเสธ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าข้ออ้างรับฟังไม่ได้ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้
🔻3. ข้อยกเว้น: กรณีมีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายเป็นคุณแก่คู่ความ
ฎีกาที่ 1090/2558 (สิทธิครอบครองปรปักษ์ปะทะบุคคลภายนอกสุจริต): บุคคลภายนอกซื้อที่ดินจดทะเบียนถูกต้อง ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานกฎหมายว่ากระทำการโดยสุจริต จำเลยอ้างว่าบุคคลภายนอกรับโอนโดยไม่สุจริตเพราะรู้ว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์อยู่ก่อน จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ เมื่อนำสืบไม่ได้จำเลยแพ้คดี
🔻ฎีกาที่ 6150/2558 (ข้อสันนิษฐานทางทะเบียนที่ดิน): โจทก์มีชื่อในทะเบียนที่ดิน ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย จำเลยกล่าวอ้างครอบครองปรปักษ์หักล้างทะเบียน ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย
🔻ฎีกาที่ 6454/2558 (เพิกถอนนิติกรรม-ข้อสันนิษฐานความสุจริตทั่วไป): โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินเนื่องจากทำใบมอบอำนาจปลอม จำเลยสู้ว่ารับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน กฎหมายสันนิษฐานว่าทุกคนกระทำโดยสุจริต จำเลยได้รับประโยชน์ โจทก์ผู้กล่าวอ้างความไม่สุจริตจึงมีภาระพิสูจน์
🔻ฎีกาที่ 3558/2553 และ 12476/2553 (ครอบครองปรปักษ์ปะทะโฉนดที่ดิน): โจทก์มีชื่อในโฉนดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานทางทะเบียนตามมาตรา 1373 หน้าที่นำสืบหักล้างตกแก่จำเลยที่อ้างครอบครองปรปักษ์ แม้จำเลยจะมีคำสั่งศาลเดิมในคดีไม่มีข้อพิพาทมาแสดง ก็ต้องนำสืบพิสูจน์หักล้างในคดีใหม่นี้ให้ได้ความจริง
🔻ฎีกาที่ 1167/2562 (ตั๋วเงิน-ข้อสันนิษฐานการเป็นผู้ทรงโดยชอบ): โจทก์ถือเช็คที่จำเลยลงชื่อสั่งจ่าย โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้ทรงโดยชอบตามกฎหมาย จำเลยอ้างว่าโจทก์แอบหยิบเช็คไปลงวันที่เองโดยไม่ชอบ จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์หักล้าง
🔻ฎีกาที่ 1478/2565 (ที่ดินโฉนดเป็นเอกสารมหาชน): โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชน ให้สันนิษฐานว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง โจทก์มีชื่อได้รับประโยชน์ จำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าออกอุบายยกที่ดินให้เพื่อหลบเจ้าหนี้ จำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้าง
🔻ฎีกาที่ 2451/2567 (สัญญาจำนองระบุรับเงินเสร็จแล้ว): สัญญาจำนองทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเอกสารมหาชน สันนิษฐานว่าถูกต้อง จำเลยสู้ว่ายังไม่ได้รับเงินจริง จำเลยมีภาระพิสูจน์ การที่โจทก์ไม่นำสืบหลักฐานการจ่ายเงินยังไม่พอให้ฟังว่าการกู้ยืมไม่บริบูรณ์
🔻ฎีกาที่ 3615/2568 (ประเด็นพระเครื่อง-ข้อสันนิษฐานสินสมรส): โจทก์ฟ้องแบ่งสินสมรส จำเลยสู้ว่าพระเครื่องเป็นสินส่วนตัว กฎหมายมีข้อสันนิษฐานว่าถ้าสงสัยให้ถือว่าเป็นสินสมรส โจทก์ได้รับประโยชน์ จำเลยอ้างเป็นสินส่วนตัวจำเลยมีภาระพิสูจน์หักล้าง เมื่อนำสืบเพียงพยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้รู้เห็นการได้มา จึงหักล้างไม่ได้
📌4. ข้อยกเว้นตามกฎหมายพิเศษ และข้อสันนิษฐานตามปกติของเหตุการณ์
ฎีกาที่ 2065/2563 และ 454/2567 (คดีผู้บริโภค-ข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะฝ่าย): โจทก์ฟ้องผู้ประกอบการเรื่องถมดินต่ำเป็นแอ่งกระทะและไม่ตรงตามแบบ ข้อเท็จจริงเรื่องสภาพธรณีวิทยาและการปรับถมที่ดินอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของจำเลยที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา 29
🔻ฎีกาที่ 2624/2568 (คดีผู้บริโภค-ระบบความปลอดภัยบัตรเครดิต): ธนาคารฟ้องลูกค้าให้ชำระเงินเนื่องจากมีผู้ลักบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้า ประเด็นระบบปลอดภัยของบัตรอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของธนาคารผู้ประกอบธุรกิจ ธนาคารจึงมีภาระพิสูจน์ตามมาตรา 29 เมื่อธนาคารไม่พิสูจน์ให้ชัดเจน จำเลยไม่ต้องรับผิด
🔻ฎีกาที่ 9813-9817/2560 (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน): เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำผิดมูลฐาน กฎหมายฟอกเงินให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายผู้คัดค้าน (จำเลยและญาติ) ที่ต้องนำสืบหักล้างว่าได้มาโดยสุจริต
🔻ฎีกาที่ 8718/2554 (กฎหมายพิเศษ-ข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นฝ่ายเดียว): รัฐเรียกเก็บค่าใช้น้ำบาดาลอัตราสูงสุดเพราะจำเลยไม่ติดเครื่องวัด ปริมาณการใช้น้ำเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว รัฐได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานทางกฎหมายนี้ โจทก์ (รัฐ) ไม่มีหน้าที่ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยใช้น้ำจริงหรือไม่
🔻ฎีกาที่ 5416/2560 (ข้อสันนิษฐานปกติธรรมดา-ทรัพย์มรดกตกแก่ทายาท): บุตรฟ้องรับมรดก จำเลยอ้างพินัยกรรมที่ทำขึ้นในเงื่อนไขผิดปกติวิสัยขณะป่วย ตามปกติมรดกย่อมตกแก่บุตร โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามปกติเหตุการณ์ โจทก์พิสูจน์เพียงว่าเป็นทายาทพอ ส่วนจำเลยมีภาระพิสูจน์ว่าพินัยกรรมไม่ใช่เอกสารปลอม
🔻ฎีกาที่ 1320/2559 และ 4238/2564 (ข้อสันนิษฐานปกติธรรมดา-ความรับผิดของต้นเพลิง/ผู้ครอบครอง): ไฟเริ่มไหม้จากบ้านจำเลยลามไปบ้านโจทก์ หรือไฟไหม้รถขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานปกติธรรมดาของเหตุการณ์ว่าผู้ครอบครองดูแลไม่ดี ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่ต้องนำสืบหักล้างว่าไม่ใช่ความประมาทของตน (หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าไฟไหม้จากระบบตัวรถเอง จำเลยพ้นผิด)
🔻ฎีกาที่ 5925/2562 (ทางสาธารณประโยชน์-อ้างเหตุธรรมชาติกัดเซาะ): จำเลยยอมรับที่ดินอยู่ในเขตโฉนดโจทก์ แต่สู้ว่าตกเป็นทางสาธารณะเพราะน้ำกัดเซาะกลายเป็นคลอง ถือเป็นข้ออ้างใหม่ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยังคงหวงกันและไปดูแลที่ดินทุกปี ที่ดินจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์
📌5. ข้อจำกัดและข้อยกเว้นการใช้นำสืบ (ป.วิ.พ. มาตรา 84)
🔻ฎีกาที่ 2008/2567 (วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย): โจทก์ฟ้องว่าไฟไหม้รถเพราะจำเลยประมาทไม่ดับไฟ ศาลอุทธรณ์ยกข้อสันนิษฐานมาตรา 84/1 เรื่องทรัพย์อันตราย (กระแสไฟฟ้าลัดวงจร) มาวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดเองโดยที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมา ถือเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
🔻ฎีกาที่ 13076/2558 (ข้อกฎหมายที่ศาลรู้ได้เองตามมาตรา 84): จำเลยแนบกฎกระทรวงท้ายอุทธรณ์เพื่อสู้คดีเรื่องขอบเขตความรับผิดโดยไม่ได้นำสืบในชั้นพิจารณา กฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับเช่นเดียวกับกฎหมาย ศาลย่อมรู้ได้เองตามมาตรา 84 แม้จำเลยไม่ได้นำสืบตามมาตรา 84/1 ศาลก็ยกขึ้นมาวินิจฉัยได้
🔻ฎีกาที่ 2278/2565 (พฤติการณ์สมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย): โจทก์ส่งงานช้าแต่จำเลยอนุมัติจ่ายเงินโดยไม่โต้แย้ง แสดงว่าไม่ถือกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่จ่ายงวดถัดไปโจทก์มีสิทธิหยุดงาน การที่ต่างฝ่ายต่างเพิกเฉยและจำเลยไปจ้างบุคคลภายนอก ถือเป็นพฤติการณ์สมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย ศาลรับฟังจากพฤติการณ์ได้เอง คู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม