กฎหมายไทย

กฎหมายไทย แสดงความเห็นทางกฎหมาย

ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในฐานะตำแหน่งหรือ
เงื่อนไขใดย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของแผ่นดินและอยู่ใน
อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเหมือนกันทั้งสิ้น

14/03/2026

7563/2568

• คดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ประสงค์จะฎีกาในปัญหาดังกล่าว มีหน้าที่ต้องดำเนินการ ตามมาตรา 221 คือต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา โดยระบุขอให้ผู้พิพากษาที่เคยพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เป็นผู้อนุญาต แต่ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องโดยมิได้ระบุขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวเป็นผู้อนุญาตให้ถูกต้องตามเงื่อนไข

• พฤติการณ์ที่จำเลยยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยมาตรา 221 นี้ ศาลพิเคราะห์ว่า คำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ใช่คำคู่ความ (เช่น คำฟ้อง หรือคำให้การ) ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้แก้ไขได้ตามหลักการตรวจรับคำคู่ความทั่วไป แต่เป็น "ขั้นตอนพิเศษ" ที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะเพื่อปลดล็อกข้อห้ามฎีกา เมื่อจำเลยดำเนินการไม่ครบถ้วนตามแบบแผนที่กฎหมายกำหนด ย่อมส่งผลให้คำร้องนั้นเสียไป และศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจสั่งให้จำเลยกลับไปแก้ไขข้อที่มิชอบนั้นได้เหมือนการตรวจคำฟ้องทั่วไป

• ศาลชั้นต้นมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที

24/02/2026

ฎีกาที่ 324/2568 (ป.) (อำนาจพิจารณาคดีแพ่งแม้โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนอาญา)

• คดีนี้จำเลยขับรถชนผู้ตาย แต่เนื่องจากผู้ตายมีส่วนประมาทในเหตุการณ์ด้วย ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้ภรรยา (โจทก์ร่วม) ไม่มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญาตามมาตรา 30 รวมถึงไม่มีสิทธิฎีกาในประเด็นอาญาด้วย
• อย่างไรก็ตาม ในชั้นฎีกาเกิดความผิดพลาดทางขั้นตอนเมื่อศาลชั้นต้นกลับไปอนุญาตและรับฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนอาญา ทั้งที่ตามหลักแล้วไม่สามารถทำได้ เมื่อศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาและส่งสำนวนขึ้นมาแล้ว ศาลฎีกาจึงมองว่า "คดีได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว" แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยภายหลังว่าการรับฎีกาส่วนอาญานั้นไม่ชอบก็ตาม
•สรุป เมื่อคดีส่วนอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว (แม้จะขึ้นมาโดยไม่ชอบ) ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้ โดยผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1

23/02/2026

ฎีกาที่ 2298/2564 (อำนาจฟ้องของแม่ทีมที่ถูกหลอกในคดีฉ้อโกง)
• คดีนี้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ให้ลงทุนในบริษัท ว. ซึ่งไม่มีอยู่จริง โดยอ้างผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 1 ต่อวัน โจทก์หลงเชื่อจึงร่วมลงทุนและได้ไปชักชวนคนอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มตามคำจูงใจของจำเลยเพื่อหวังรางวัล ต่อมาความแตกและโจทก์ฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกง แต่มีประเด็นว่าโจทก์ที่ไปชักชวนคนอื่นต่อนั้นถือเป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" หรือไม่
• พฤติการณ์ที่โจทก์ไปชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาลงทุนเพิ่มนั้น ศาลพิเคราะห์ว่าเกิดจากการที่โจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงมาก่อน และทำไปโดยสุจริตเพื่อหวังรางวัลตามที่จำเลยจูงใจไว้เท่านั้น มิได้มีเจตนาหลอกลวงบุคคลอื่นร่วมกับจำเลยมาแต่แรก ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการนำเงินไปลงทุนจึงเป็นความเสียหายโดยตรง โจทก์ไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงถือเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ในความผิดฐานฉ้อโกง

23/02/2026

ฎีกาที่ 210/2566 (อำนาจฟ้องของผู้รับจ้างในความผิดฐานแจ้งความเท็จ)
• คดีนี้เริ่มจากโจทก์ (ผู้รับจ้าง) ฟ้องจำเลย (ผู้ว่าจ้าง) ว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยจำเลยระบุในคำร้องขอกักขังลูกหนี้ว่า "ไม่พบเอกสารการขอกักขังเดิมที่ศาล" ทั้งที่โจทก์ได้ดำเนินการให้แล้ว โจทก์อ้างว่าจำเลยแกล้งแจ้งเท็จเพื่อเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เพื่อจะไม่จ่ายค่าจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
• แม้หากข้อความที่จำเลยอ้างในคำร้องจะเป็นความเท็จจริง แต่ศาลพิเคราะห์ว่า "เจตนารมณ์ของกฎหมาย" ในเรื่องการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานนั้น มุ่งคุ้มครองกระบวนการยุติธรรมและผู้ที่ถูกพาดพิงโดยตรงในคำร้องนั้น เมื่อเนื้อหาคำร้องของจำเลยมุ่งหมายให้เจ้าพนักงานรายงานศาลเพื่อ "จับกุมลูกหนี้" ผลกระทบโดยตรงจึงตกอยู่ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ได้มีข้อความใดที่กล่าวหาหรือพาดพิงถึงการทำหน้าที่ของโจทก์โดยตรง
• โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 28

23/02/2026

ฎีกาที่ 3578/2564 (อำนาจฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของผู้ยืม)
• คดีนี้เริ่มจากผู้เสียหายได้ยืมรถจักรยานยนต์จากเพื่อนรุ่นน้อง (ซึ่งเพื่อนรุ่นน้องก็ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง แต่เป็นของ ล.) มาใช้งาน แล้วรถคันดังกล่าวถูกจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความร้องทุกข์และมีการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงเรียกค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้ค่าซ่อมรถ แต่ทางเจ้าของรถ (ล.) ไม่ได้เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ด้วยตนเอง
• แม้ผู้เสียหายจะเป็นผู้ครอบครองรถในขณะเกิดเหตุ แต่เป็นการยืมต่อกันมาโดยไม่ปรากฏว่าเจ้าของทรัพย์ (ล.) ได้มอบหมายโดยตรงให้ผู้เสียหายเป็นผู้ดูแลรักษาตามสิทธิของเจ้าของ การครอบครองของผู้เสียหายจึงไม่มี "จุดเกาะเกี่ยวทางอำนาจ" ที่จะถือว่าเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว) เมื่อผู้เสียหายที่แท้จริง (ล.) ไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และผู้เสียหายไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง

19/02/2026

ฎีกาที่ 1664/2565
• คดีนี้เริ่มจากจำเลยทั้งสามบุกเข้าไปในร้านของโจทก์ร่วมในเวลากลางคืน โดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ขอทำการตรวจค้น และได้ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมเพื่อไม่ให้ขัดขืนหรือหลบหนี แต่ในระหว่างนั้นจำเลยได้ลักเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายหลักฐานการกระทำความผิดของพวกตน โจทก์ร่วมจึงฟ้องในข้อหาปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน

• พฤติการณ์การเอาฮาร์ดดิสก์ไปเพื่อทำลายหลักฐาน ถือเป็นการกระทำ "โดยทุจริต" ตามมาตรา 1 (1) แม้จำเลยจะไม่ได้ต้องการเอาทรัพย์ไปขายหรือแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สิน แต่การเอาไปเพื่อมิให้มีหลักฐานลงโทษตน ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองแล้ว จึงครบองค์ประกอบฐานลักทรัพย์โดยทุจริต

• ศาลพิเคราะห์ว่าการใช้กำลังประทุษร้าย (ใส่กุญแจมือ) กระทำไปเพื่อควบคุมตัวโจทก์ร่วมไม่ให้ขัดขืนการตรวจค้นในฐานะเจ้าพนักงานกำมะลอ มิได้กระทำเพื่อความสะดวกในการเอาฮาร์ดดิสก์ไปแต่แรก เจตนาลักทรัพย์จึงเกิดขึ้น "ภายหลัง" การประทุษร้ายสิ้นสุดลง เมื่อการประทุษร้ายกับการลักทรัพย์ขาดตอนจากกัน จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ (ซึ่งต้องมีการประทุษร้ายเพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์ไป)

• จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน และโดยมีอาวุธปืน

17/02/2026

📌ภาระจำยอมระงับตามมาตรา 1399 โดยไม่มีการจดทะเบียนระงับทรัพยสิทธิ VS บุคคลภายนอกผู้ซื้อทรัพย์(สามยทรัพย์)โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13747/2558
• ภาระจำยอมในทางพิพาทได้ระงับสิ้นไปแล้วตามกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ใช้งานติดต่อกันเกินกว่าสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนระงับต่อเจ้าพนักงานก็ตาม
• ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง บัญญัติคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ บุคคลภายนอกนั้นต้องได้มาซึ่ง "ทรัพยสิทธิอันเดียวกัน" กับสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนั้น
• ในคดีนี้ จำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดิน (สามยทรัพย์) ซึ่งได้รับประโยชน์จากภาระจำยอม การที่จำเลยอ้างว่าตนซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เพื่อจะให้ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ (ภารยทรัพย์) ยังคงอยู่ตามที่จดทะเบียนไว้นั้นทำไม่ได้ เพราะสิทธิที่จำเลยได้มาคือ "กรรมสิทธิ์ในที่ดิน" ไม่ใช่ "สิทธิในภาระจำยอม" ที่แยกต่างหากออกไป
• เมื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ จำเลยย่อมต้องสืบสิทธิและรับหน้าที่มาจากเจ้าของเดิม เมื่อภาระจำยอมระงับไปแล้วในมือเจ้าของเดิม โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์ย่อมมีสิทธิอ้างการระงับนั้นต่อจำเลยได้เสมอ

🔻คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2413/2566 (ประชุมใหญ่)
• แม้ทางภาระจำยอมจะระงับไปตามกฎหมายจากการไม่ได้ใช้งานเกินสิบปีตามมาตรา 1399 แต่ตราบใดที่จำเลย (เจ้าของภารยทรัพย์) ยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนระงับสิทธินั้นในทะเบียนที่ดิน ข้อมูลในสารบัญจดทะเบียนยังคงปรากฏว่ามีภาระจำยอมอยู่
• โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดิน (สามยทรัพย์) โดยตรวจสอบทะเบียนแล้วเห็นว่ามีทางภาระจำยอม และจำเลยไม่ได้โต้แย้งทรัพยสิทธินั้นในขณะโอน จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพยสิทธิโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริต
• ตามมาตรา 1299 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1301 จำเลยจะยกเอาการระงับแห่งภาระจำยอมที่ไม่ได้จดทะเบียน (ซึ่งเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม) ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตไม่ได้
• เมื่อกฎหมายคุ้มครองความสุจริตตามทะเบียนของโจทก์ ภาระจำยอมจึงยังคงมีอยู่และผูกพันที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิปิดกั้นทางและต้องรื้อถอนรั้วเหล็กออกไปจากทางพิพาท

📌ความเห็นส่วนตัว

• ฎีกา 13747/2558 : มองว่าภาระจำยอมเป็น "อุปกรณ์" ของที่ดิน เมื่ออุปกรณ์ระงับไปตามกฎหมายแล้ว (ม.1399) ย่อมระงับสิ้นไปทันที การซื้อที่ดินไม่ใช่การซื้อภาระจำยอมโดยตรง จึงไม่เข้าเงื่อนไข "สิทธิอันเดียวกัน" ใน ม.1299 วรรคสอง

• ฎีกา 2413/2566 (ประชุมใหญ่) : ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานใหม่เพื่อคุ้มครอง "ความศักดิ์สิทธิ์ของทะเบียน"
เมื่อโจทก์ตรวจสอบทะเบียนแล้วเชื่อโดยสุจริตว่าสิทธินั้นยังมีอยู่ (เพราะไม่มีการจดทะเบียนระงับ) ความสุจริตนี้ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง
หากศาลปล่อยให้ทรัพยสิทธิที่ปรากฏในทะเบียนซึ่ง "ตายไปแล้วแต่ชื่อยังอยู่" (ระงับนอกทะเบียน) สามารถนำมาใช้ยันผู้ซื้อที่สุจริตได้ย่อมส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผู้ซื้อที่สุจริต และทำให้ระบบทะเบียนของรัฐขาดความน่าเชื่อถือ

17/02/2026

📌การครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่มีชื่อเจ้าของรวม โดยไม่ต้องแจ้งเปลี่ยนลักษณะการยึดถือ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2566

• ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อมาจาก ล. (บิดา) ซึ่งได้รับมอบมาจาก ช. และ พ. ตามลำดับ โดยมีการปลูกสร้างบ้านลักษณะมั่นคงถาวรและทำประโยชน์ในพื้นที่เฉพาะส่วนอย่างชัดเจนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการนำสืบถึงที่มาของการได้มานั้นเป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาในการเริ่มเข้าครอบครองทรัพย์สิน
• พฤติการณ์ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์เฉพาะเนื้อที่ส่วนที่ตนครอบครองทำประโยชน์ โดยไม่ได้ยึดถือที่ดินตามสัดส่วนของเจ้าของรวม และไม่ทราบมาก่อนว่าผู้คัดค้านมีชื่อเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดิน เป็นเครื่องชี้ชัดว่าผู้ร้องมีเจตนาครอบครองที่ดินโดยไม่ได้รับรู้หรือยอมรับถึงสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น ๆ มาแต่ต้น
• การที่ ล. บิดาของผู้ร้องย้ายบ้านมาปลูกสร้างในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้บอกกล่าวหรือขอความเห็นชอบจากเจ้าของรวมคนอื่น และผู้ร้องครอบครองสืบต่อมาโดยยึดถือเอาเป็นของตนเอง มิได้ยึดถือแทนผู้อื่น กรณีนี้จึงมิใช่การครอบครองทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมที่จะต้องบังคับตามหลักเกณฑ์เรื่องการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังเจ้าของรวมคนอื่นตามมาตรา 1381
• เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ (โดยเข้าใจว่าเป็นของตนเองมาตลอด) เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสิบปี ผู้ร้องทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนที่ครอบครองนั้นโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

🔻คำวินิจฉัยนี้วางบรรทัดฐานสำคัญในเรื่อง "รากเหง้าแห่งการครอบครอง" ว่าหากผู้นำสืบแสดงให้เห็นได้ว่าตนเข้ายึดถือทรัพย์สินโดย "ไม่รับรู้" ถึงสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นมาตั้งแต่ต้น เจตนาการยึดถือย่อมเป็นการยึดถือเพื่อตนเอง (Animus Possidendi) ไม่ใช่การยึดถือแทนเจ้าของรวมคนอื่น จึงไม่ต้องนำสืบเรื่องการบอกกล่าวเปลี่ยนเจตนาครอบครอง

17/02/2026

📌การให้เช่าทรัพย์มรดกที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมถือเป็นการก่อภาระติดพัน ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2938/2559

• เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดก ทายาททุกคนย่อมเป็นเจ้าของรวมในกองมรดกนั้น การจัดการทรัพย์สินจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง
• การที่ทายาทคนหนึ่ง (จ.) ตกลงให้จำเลยเช่าบ้านพิพาท แม้จะเป็นการตกลงโดยลำพังหรืออ้างว่าเป็นมติเสียงข้างมากของทายาท ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการให้เช่าถือเป็นการ "ก่อให้เกิดภาระติดพัน" ในตัวทรัพย์สิน ซึ่งมาตรา 1361 วรรคสอง บัญญัติชัดเจนว่าต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวม "ทุกคน"
• เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นทายาทอีกคนหนึ่งยืนยันว่าไม่ได้ให้ความยินยอม สัญญาเช่าระหว่าง จ. กับจำเลยจึงไม่มีผลใช้บังคับและไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในบ้านพิพาทและต้องขนย้ายบริวารออกไป

📌 การยินยอมโดยปริยายในการเช่าทรัพย์ส่วนรวม และข้อจำกัดของมติเสียงข้างมากในการก่อภาระติดพัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19427/2557

• โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมรู้เห็นการที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เช่าที่ดินทำที่จอดรถมานานกว่า 20 ปี โดยไม่โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าโจทก์ได้ให้ "ความยินยอมโดยปริยาย" แล้ว การเช่าในช่วงแรกจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดในช่วงเวลานั้นได้
• จุดตัดเกิดขึ้นเมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายออก (บอกเลิกการยินยอม) แต่จำเลยที่ 1 กลับจัดประชุมเจ้าของรวมและใช้มติเสียงข้างมาก (5 ใน 6 ส่วน) เพื่อให้สัตยาบันและต่อสัญญาเช่าให้จำเลยที่ 2 ต่อไปโดยโจทก์ไม่ยินยอม
• ศาลวินิจฉัยว่าการเช่าเป็นการ "ก่อภาระติดพัน" ตามมาตรา 1361 วรรคสอง ไม่ใช่การ "จัดการทรัพย์สินตามธรรมดา" ตามมาตรา 1358 วรรคสอง ดังนั้นจะใช้มติเสียงข้างมากมาบังคับทายาทส่วนน้อยที่คัดค้านไม่ได้ สัญญาเช่าที่ต่อใหม่จึงไม่สมบูรณ์และไม่ผูกพันโจทก์
• จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม (ผู้รับเงินค่าเช่า) จึงต้องร่วมกันรับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์ นับแต่วันที่ครบกำหนดตามหนังสือแจ้งของโจทก์เป็นต้นไป

17/02/2026

📌ขอบเขตการใช้สิทธิทางจำเป็นตามมาตรา 1349 และ 1350 กับหลักเกณฑ์การเรียกค่าทดแทน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2564

• ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แม้ที่ดินของโจทก์และจำเลยจะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาก่อนในอดีต (ที่ดินของ ห.) แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์แบ่งแยกหรือแบ่งโอนมาจากที่ดินของจำเลยโดยตรง กรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่จะบังคับให้เปิดทางผ่านที่ดินที่แบ่งแยกได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทน
• เมื่อไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1350 โจทก์ทั้งสี่จึงมีเพียงสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยในฐานะทางจำเป็นตามมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือโจทก์ทั้งสี่ต้องใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยสำหรับความเสียหายที่เกิดจากการที่มีทางผ่านนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1349 วรรคท้าย
• ในประเด็นเรื่องค่าทดแทน แม้โจทก์จะไม่ได้เสนอให้และจำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกมา แต่ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การที่ศาลจะกำหนดจำนวนเงินได้นั้น คู่ความจะต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้เพียงพอเกี่ยวกับสภาพทำเลที่ตั้ง และราคาของที่ดินพิพาท เพื่อให้ศาลใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม
• เมื่อทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้นำสืบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้ชัดเจนเพียงพอ แต่กลับฎีกาโต้แย้งกันเพียงจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมา ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดค่าทดแทนที่ถูกต้องให้ได้ในคดีนี้ จึงพิพากษาให้คู่ความไปว่ากล่าวสิทธิเรื่องค่าทดแทนกันใหม่เป็นอีกคดีต่างหาก

🔻คำวินิจฉัยนี้วางบรรทัดฐานสำคัญว่า มาตรา 1350 เป็นบทบัญญัติที่ตัดสิทธิเจ้าของที่ดินผู้รับภาระ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด จะตีความโดยอนุโลมให้รวมถึงที่ดินที่เคยเป็นแปลงใหญ่เดียวกันแต่ไม่ได้แบ่งแยกกันโดยตรงไม่ได้ และหน้าที่ในการนำสืบราคาที่ดินเพื่อกำหนดค่าทดแทนเป็นสิ่งสำคัญที่คู่ความจะละเลยไม่ได้หากต้องการให้ศาลกำหนดให้เสร็จสิ้นในคดีเดียว

17/02/2026

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1450/2566
• ในประเด็นพยานเอกสาร เมื่อโจทก์นำสืบสำเนาแปลนอาคารโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้านว่าไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับภายในกำหนดเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ย่อมต้องห้ามมิให้คัดค้านในภายหลัง ศาลจึงมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ตามมาตรา 93 (4) โดยไม่จำต้องไต่สวนเรื่องความถูกต้องอีก

• ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์เป็นการปรับปรุงมาจากลิฟต์เดิมของโรงแรมที่มีการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินพิพาทมาตั้งแต่แรก โดยโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำมาจากการขายทอดตลาด และจำเลยก็ซื้อที่ดินส่วนที่ถูกรุกล้ำมาจากการขายทอดตลาดเช่นกัน เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ก่อสร้างขึ้นเองแต่ซื้อมาโดยสุจริต จึงต้องถือว่าเป็นการรุกล้ำโดยสุจริตซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้บังคับตามมาตรา 4 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้โจทก์รื้อถอนลิฟต์ส่วนที่รุกล้ำได้ จำเลยทั้งสองคงมีสิทธิเรียกค่าใช้ที่ดินและจดทะเบียนสิทธิในที่ดินส่วนที่ก่อสร้างโครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์รุกล้ำเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินแปลงที่ก่อสร้างโครงสร้างหรือทางเข้าลิฟต์ของโจทก์เท่านั้น แต่เมื่อจำเลยทั้งสอง มิได้ฟ้องโดยใช้สิทธิดังกล่าวบังคับ จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองได้รับค่าใช้ที่ดินแก่จำเลยทั้งสองได้

• อย่างไรก็ตาม สำหรับ "กำแพงกั้นแนวเขต" ซึ่งโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างขึ้นใหม่ภายหลังจากซื้อที่ดินมาแล้ว มิใช่สิ่งปลูกสร้างที่มีมาแต่เดิมและมิใช่โรงเรือน กรณีนี้จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามหลักการสร้างโรงเรือนรุกล้ำตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 แม้โจทก์จะเชื่อโดยสุจริตว่าสร้างในเขตที่ดินของตน แต่เมื่อปรากฏว่ารุกล้ำที่ดินจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้ที่ดินนั้นและต้องรื้อถอนกำแพงออกไป

• สำหรับการขอแก้ไขคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้ศาลสั่งบังคับบุคคลภายนอกรื้อถอนหากโจทก์ไม่ทำตามนั้น เป็นกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 358 ให้อำนาจพนักงานบังคับคดีดำเนินการได้อยู่แล้วในขั้นตอนการบังคับคดี จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย และการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการรื้อถอนนั้นทำไม่ได้ เพราะการรื้อถอนมิใช่วัตถุแห่งหนี้ที่เป็นการทำนิติกรรมตาม ม.213 วรรคสอง

17/02/2026

📌ผลของการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบด้วยขั้นตอนกฎหมาย (มาตรา 387)กับการแสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยาย และสิทธิในโรงเรือนที่ไม่ใช่ส่วนควบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4605/2565

• โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยจำเลยผ่อนชำระหนี้บางงวดไม่ครบและบางงวดล่าช้า แต่พฤติการณ์ที่โจทก์ยังคงยอมรับชำระหนี้ตลอดมานั้น ถือว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป หากโจทก์ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุผิดนัด โจทก์มีหน้าที่ต้องกำหนดระยะเวลาอันสมควรและบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ภายในกำหนดนั้นก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
• เมื่อโจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยโดยทันทีโดยไม่ได้ให้ระยะเวลาพอสมควร การบอกเลิกสัญญานั้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแม้จะล่วงเลยเวลามาอีก 3 เดือนก่อนฟ้อง ก็ไม่ทำให้การบอกเลิกสัญญาที่เสียไปแล้วกลับมาชอบด้วยกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม การฟ้องคดีของโจทก์ถือเป็น "คำเสนอ" ขอเลิกสัญญาโดยปริยาย และเมื่อจำเลยให้การพร้อมฟ้องแย้งเรียกเงินคืน ย่อมถือเป็นการ "สนองรับ" เจตนาเลิกสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายจึงสิ้นสุดลงนับแต่นั้น
• ในส่วนของบ้านที่จำเลยปลูกสร้าง แม้จะปลูกโดยสุจริตในระหว่างที่สัญญายังมีผลบังคับ แต่เป็นการปลูกสร้างโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซึ่งจำเลยเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นในขณะนั้น บ้านจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามมาตรา 146 และไม่ถือเป็นกรณีการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามมาตรา 1310 ที่จะทำให้เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนโดยชดใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้น
• เมื่อบ้านไม่เป็นส่วนควบและสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิในตัวบ้านและไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้ราคาบ้านให้จำเลย แต่จำเลยในฐานะเจ้าของบ้านย่อมหมดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และมีหน้าที่ต้องรื้อถอนบ้านของตนออกไปจากที่ดินของโจทก์เพื่อให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะเดิม

ที่อยู่

Bangkok
10530

เบอร์โทรศัพท์

+66858011180

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กฎหมายไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์