AP Law Office Co., Ltd.

AP Law Office Co., Ltd. We, AP Law Office Co., Ltd., are the professional lawfirm in Thailand.

22/08/2026

AP Law 144 มาตรการสกัดบัญชีม้าและทุนเทาของแบงก์ชาติ อัพเดท 2569
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 16/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน โดยเหตุที่ออกประกาศฉบับนี้ เนื่องจากธุรกรรมที่ทำโดยเงินสด ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ เป็นช่องทางสำหรับการก่ออาชญากรรม และปกปิดการเคลื่อนย้ายหรือแหล่งที่มาของเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม โดยประกาศฉบับนี้ จะบังคับใช้กับสถาบันการเงิน โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
“ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด” ตามประกาศฉบับนี้ จะหมายถึงธุรกรรมเบิกถอนเงินสด ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเช็คเงินสดที่ส่งผลให้เกิดการเบิกถอนเงิน เช่น การเบิกถอนเงินโดยขอให้สถาบันการเงินออกเป็นเช็คเงินสด การยื่นเช็คให้สถาบันการเงินใช้เงิน
โดยการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินนั้น จะเป็นไปตามข้อ 4.3.2 คือสถาบันการเงินต้องจัดให้มีการยืนยันตัวตน โดยกรณีทำธุรกรรมผ่านสาขา โดยบุคคลธรรมดาจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง หมายเลขโทรศัพท์ หรือที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตามตัวได้ รวมทั้งลายมือชื่อ กรณีไม่เคยยืนยันตัวตนมาก่อน ให้ขอข้อมูลอาชีพและสถานที่ทำงานด้วย กรณีนิติบุคคลให้ใช้หนังสือรับรองบริษัท พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ หรือที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดต่อได้
กรณีทำธุรกรรมผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ต้องให้มีการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการที่ปลอดภัยไม่ว่าจะมีการแสดงบัตรหรือไม่ก็ตาม เช่นการแสดงบัตรร่วมกับการใช้รหัสส่วนบุคคล การใช้รหัสครั้งเดียวหรือ OTP การยืนยันด้วยแอพพลิเคชั่นของสถาบันการเงิน หรือการใชข้อมูล biometrics ของลูกค้า
หน้าที่ของสถาบันการเงินคือ ต้องจัดให้มีการสอบถามหรือขอข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เช่น ขอข้อมูล เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมจากลูกค้ากรณีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดเป็นมูลค่าสูงเกินกว่า การทำธุรกรรมตามพฤติกรรมปกติของลูกค้า โดยหากลูกค้าไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมหรือไม่สามารถแสดงเอกสารประกอบวัตถุประสงค์ได้อย่างครบถ้วนเพียงพอ แต่ลูกค้ามีเหตุผล ที่เหมาะสมและได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าว ก็อาจ ให้บริการได้ตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ แต่หากลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลที่ เหมาะสมและให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าวได้ สถาบันการเงิน ต้องไม่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในครั้งนั้น
กรณีสถาบันการเงินพบการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดของลูกค้า ภายใน 1 วันตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ให้สถาบันการเงินจัดให้การทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงในระดับสูงและปรับระดับความเสี่ยงของลูกค้าให้เป็นความเสี่ยงสูง โดยนอกจากจะขอข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดแล้ว ให้หาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่นที่น่าเชื่อถือ หรือดำเนินการ ให้ลูกค้านำส่งเอกสารประกอบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม หรือให้ขอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับ กิจการ อาชีพ ชื่อและสถานที่ตั้งที่ทำงานของลูกค้า และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงของลูกค้ากรณีเป็นลูกค้านิติบุคคล ทั้งนี้ หากไม่สามารถตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นสำหรับการทำธุรกรรมดังกล่าวได้ หรือลูกค้าไม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม แต่ลูกค้ามีเหตุผลที่เหมาะสมและได้แสดงให้เห็น ถึงความจำเป็นในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าว ก็อาจให้บริการได้ตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ เช่น ขอให้ลูกค้าทำธุรกรรมด้วยวิธีการอื่นที่สามารถติดตามหรือตรวจสอบ เส้นทางการเงินได้ หรือจำกัดจำนวนเงินสดที่สามารถทำธุรกรรมได้
หากสถาบันการเงินไม่สามารถตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้นได้ และลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลที่เหมาะสมและให้เห็นถึงความจำเป็น ในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดดังกล่าวได้ สถาบันการเงินต้องไม่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดในครั้งนั้น
นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังมีหน้าที่ต้องติดตามตรวจจับ ตรวจสอบพฤติกรรมเกี่ยวกับเงินสดของลูกค้า จัดเก็บข้อมูลและเอกสารการแสดงตัวตนของลูกค้า และการแสดงวัตถุประสงค์ทำธุรกรรม รวมทั้งบันทึกพฤติกรรมและรายละเอียดการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องในสถานที่มั่นคงปลอดภัย ทั้งยังมีหน้าที่จะต้องจัดทำรายงานข้อมูลพฤติกรรมทางการเงิน หรือธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับเงินสดที่ผิดปกติ และต้องจัดส่งรายงานดังกล่าวมายังธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย
โดยประกาศฉบับนี้ ได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา
เนื้อหาโดย
กิตตินันท์ จารุกิจไพศาล
นบ.ธรรมศาสตร์
ทนายความ

  EP.186สูบบุหรี่ในบ้านของตัวเอง แล้วควันลอยไปบ้านข้าง ๆ แบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่?สูบบุหรี่ในบ้านของตัวเอง แล้วควันลอยไปบ้...
21/08/2026

EP.186
สูบบุหรี่ในบ้านของตัวเอง แล้วควันลอยไปบ้านข้าง ๆ แบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่?

สูบบุหรี่ในบ้านของตัวเอง แล้วควันลอยไปบ้านข้าง ๆ แบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่? คำถามนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องของการอยู่ร่วมกันระหว่างเพื่อนบ้าน แต่ในความเป็นจริงกลับเกี่ยวข้องกับทั้ง สิทธิส่วนบุคคล สุขภาพ และกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อควันบุหรี่จากบ้านหนึ่งลอยไปรบกวนอีกบ้านหนึ่ง จนทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อื่น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า การสูบบุหรี่ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลมากน้อยเพียงใด การที่ควันบุหรี่ลอยไปรบกวนเพื่อนบ้านเข้าข่ายเหตุรำคาญ หรือเป็นการละเมิดตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงหากได้รับผลกระทบ ผู้เสียหายสามารถดำเนินการหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร
การสูบบุหรี่ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่?
สิทธิส่วนบุคคลคือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกๆคนมีเพื่อการใช้ชีวิตที่อิสระ ไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ในกรอบและไม่ถูกรุกล้ำ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆในชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นส่วนตัว รวมถึงการกระทำอื่นๆ แต่คำว่าใช้ชีวิตอย่างอิสระนั้นก็ยังมีกฎหมายมาจำกัด ซึ่งกฎหมายได้ให้คำนิยามและคำจำกัดความของคำว่าสิทธิส่วนบุคคลอยู่ในหลายๆมาตรา เช่น ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราที่ 420 มีเนื้อความเกี่ยวกับการฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายในยามที่ถูกทำละเมิดจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ทรัพย์สิน หรืออย่างในประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่ 309 ก็ได้มีการระบุไม่ให้ผู้ใดก็ตามบังคับขู่เข็ญ ข่มขืนใจผู้อื่นจนได้รับความกลัว จนยอมจำนน ให้ทำหรือไม่ทำในสิ่งที่เป็นสิทธิส่วนบุคคล หากใครก็ตามที่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น ก็จะถูกลงโทษโดยกฎหมาย แน่นอนว่าการสูบบุหรี่นั้นถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลอย่างไม่ต้องสงสัย ใครๆก็สามารถสูบบุหรี่ได้ถ้าหากว่าต้องการ เพราะมันคืออิสระ แต่อย่าลืมว่าอิสระของเราก็ห้ามไประรานอิสระของคนอื่นเช่นกัน
การที่ควันบุหรี่ลอยไปรบกวนเพื่อนบ้านถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่?
จากข่าวจะเห็นได้ว่า แม้ว่าผู้สูบจะอ้างว่าตนได้ทำการสูบบุหรี่อยู่ในบริเวณรั้วบ้านของตน แต่การที่ควันลอย
ไปรบกวนเพื่อนบ้านจนเกิดอาการแพ้นั้น ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ผู้สูบจะอ้างว่าการสูบบุหรี่ของตนเป็นสิทธิส่วนบุคคลไม่ได้ เพราะการกระทำของตนเองก็ไปรุกรานซึ่งสิทธิของผู้อื่นเช่นกัน ดังที่พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 25 (4) ได้บัญญัติไว้ว่า “การกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดกลิ่นความสันสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพให้ถือว่าเป็น "เหตุรำคาญ" ซึ่งในกรณีนี้ควันบุหรี่จัดอยู่ในหมวด “กลิ่น” ที่ไปสร้างความรบกวนเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น
ความผิดอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้?
นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 แล้ว ตัวผู้สูบยังมีความผิดฐานทำละเมิด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราที่ 420 ที่บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อ
บุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่ง
อย่างใด ผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน” จากกรณีนี้สามารถพิจารณาได้ว่า การที่ควันบุหรี่ซึ่งเรา
ก็ได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นสารพิษ แน่นอนว่าย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพและอนามัยของผู้ที่สูดดมเข้าไป
และอาจจะมีกฎหมายอื่นๆเพิ่มเติมอีกเช่นกัน
ถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะมีวิธีป้องกันผู้เสียหายอย่างไร?
ผู้ใดก็ตามที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสูบบุหรี่ของเพื่อนบ้าน สามารถเรียกร้องต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้
ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตราที่ 28 ในการออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ก่อเหตุ
ระงับ ป้องกัน หรือแก้ไขเหตุรำคาญนั้นภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจปฏิบัติหน้าที่ตาม
กฎหมายในการเตือนให้ผู้ที่ก่อความรบกวนหยุดทำในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนรอบข้าง หากบุคคล
นั้นยังคงเพิกเฉยและไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถือว่ามีความผิดตาม มาตราที่ 74 ที่บัญญัติไว้ว่า หากเจ้าหน้าที่ออก
หนังสือเตือนแล้ว ผู้สูบยังเพิกเฉยหรือฝ่าฝืน จะต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กล่าวโดยสรุป การสูบบุหรี่ในบริเวณบ้านของตนเองโดยทั่วไปถือเป็นการใช้สิทธิส่วนบุคคล แต่สิทธิดังกล่าวย่อมมีขอบเขต และไม่ควรนำมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างความเดือดร้อนหรือกระทบต่อสิทธิและสุขภาพของผู้อื่น หากควันบุหรี่จากบ้านหนึ่งลอยไปรบกวนเพื่อนบ้านจนเกิดความเดือดร้อน หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเหตุรำคาญ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และในบางกรณีอาจถือเป็นการ ทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งผู้ได้รับความเสียหายสามารถเรียกร้องให้มีการระงับการรบกวนหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ได้รับความเดือดร้อนยังสามารถร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับเหตุรำคาญได้
ท้ายที่สุดแล้ว การอยู่ร่วมกันในสังคมไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องละทิ้งสิทธิของตนเอง แต่หมายถึงการใช้สิทธิของตนโดย ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น เพราะแม้การสูบบุหรี่จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เมื่อควันบุหรี่ลอยออกจากพื้นที่ของเราและส่งผลกระทบต่อคนข้างเคียง เรื่องดังกล่าวก็อาจกลายเป็นเรื่องทางกฎหมาย ได้เช่นกัน

#ควันบุหรี่ #กฎหมาย #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย

-------------------------------------------
บทความโดย
นางสาวปรวิศา ปิ่นจอม
น.บ. (มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

  EP.185ข้อกฎหมายจากคดียิง นายก อบจ.นนทบุรี กับข้ออ้างป้องกันตัว ในทางอาญาจากกรณีเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ก...
11/08/2026

EP.185
ข้อกฎหมายจากคดียิง นายก อบจ.นนทบุรี กับข้ออ้างป้องกันตัว ในทางอาญา

จากกรณีเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 กรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ถึงแก่ความตาย และทำให้คนขับรถได้รับบาดเจ็บ ซึ่งล่าสุดพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้ทำการสอบปากคำและแจ้ง 4 ข้อหาหนัก พร้อมเตรียมนำตัวฝากขังต่อศาลจังหวัดนนทบุรีโดยคัดค้านการประกันตัวนั้น วันนี้ทางทีมกฎหมายขอสรุปประเด็นทางกฎหมาย บทลงโทษ และข้อสังเกตเกี่ยวกับ "การอ้างป้องกันตัว" ในทางคดี ดังนี้ครับ
4 ข้อหา และบทลงโทษตามกฎหมาย ได้แก่ข้อหาอะไรบ้าง?
พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา รวม 4 ข้อหา ดังนี้
1. ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)) เป็นบทลงโทษที่หนักที่สุดสำหรับการฆ่าคนตายโดยเจตนาที่มีการคิด วางแผน หรือเตรียมการไว้ก่อน มีโทษทางกฎหมายคือ ประหารชีวิต สถานเดียว
2. พยายามฆ่าผู้อื่น (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80) กรณียิงคนขับรถได้รับบาดเจ็บ มีโทษจำคุกสองในสามส่วนของโทษฆ่าคนตายธรรมดา (จำคุกตั้งแต่ 12 ปี ถึง 13 ปี 4 เดือน หรือจำคุกตลอดชีวิต)
3. พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร (มาตรา 371) มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (และอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เพิ่มเติมในชั้นสอบสวน)
4. ยิงปืนซึ่งใช้ระเบิดหรือก๊าซโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน (มาตรา 376) มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การยิงเพื่อป้องกันตัว ในทางกฎหมายฟังขึ้นหรือไม่?
ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากเห็นคนขับรถของคู่กรณีชักอาวุธปืนออกมาก่อน โดยข้อสังเกตในทางกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68) นั้น การจะอ้างว่า การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้นั้น ต้องมีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้
1. มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย
2. เป็นภยันตรายที่กระชั้นชิด เช่น คู่กรณีกำลังจะยิงหรือเล็งปืนมา และ
3. ต้องกระทำพอสมควรแก่เหตุ
ประเด็นที่ต้องพิสูจน์ในชั้นศาลต่อไปเป็นอย่างไร?
หากฝ่ายผู้ต้องหาอ้างว่าคู่กรณีชักปืนก่อน พนักงานสอบสวนและศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ เช่น วิถีกระสุน คราบเขม่าปืน ข้อเท็จจริงว่าคนขับรถมีปืนและได้ชักออกมาจริงหรือไม่ รวมถึงกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ หากฟังได้ว่าผู้ต้องหาเป็นฝ่ายเริ่มก่อเหตุก่อน หรือพกอาวุธไปเตรียมการไว้ การอ้างป้องกันตัวจะไม่สามารถนำมาใช้อดเว้นโทษหรือลดโทษได้
ขั้นตอนการฝากขังและการคัดค้านการประกันตัวจะเป็นอย่าไรต่อไป?
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อครบกำหนดควบคุมตัว 48 ชั่วโมง พนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฝากขังผู้ต้องหาต่อไป
ส่วนการคัดค้านการประกันตัว ตำรวจมีอำนาจยื่นคัดค้านการปล่อยชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลตามมาตรา 108/1 เช่น คดีมีอัตราโทษสูง (ถึงประหารชีวิต) ผู้ต้องหาอาจหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
การพิจารณาของศาล ศาลจะดุลพินิจจากพฤติการณ์แห่งคดี ความหนักเบาของข้อหา และความคุ้มครองความปลอดภัยของพยานในคดีเป็นหลัก
อนึ่ง บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนทั่วไป อ้างอิงจากข้อเท็จจริงตามปรากฏในข่าว ผลทางคดีขึ้นอยู่กับการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนและการพิจารณาพิพากษาของศาลต่อไป
#อบจนนทบุรี #ปืน #นนทบุรี #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย

-------------------------------------------
บทความโดย
พลเชฏฐ์ พันธุ์โพธิ์
ทนายความ
น.บ. (ธรรมศาสตร์)

08/08/2026

AP Law 143 ทำความรู้จัก พรบ การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.2569 ในราชกิจจานุเบกษา โดยเป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ทั้งนี้ พระราชบัญญัติดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้
ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัตินี้ ระบุให้ใช้บังคับแก่การอนุญาต การจดทะเบียน รวมทั้งการพิจารณา การดำเนินการ และการให้บริการหรือประโยชน์อื่นใดแก่ประชาชน บรรดาที่ประชาชนต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ แต่จะไม่ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี การพิจารณาคดีของศาล การบังคับคดี และการวางทรัพย์ การดำเนินงานขององค์กรอิสระในส่วนที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติการทางทหาร การอนุญาตตามกฎหมายควบคุมยุทธภัณฑ์ และโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน
โดยในการอำนวยความสะดวกนั้น จะอยู่ในมาตรา 11 ซึ่งมีเนื้อหาที่ระบุให้หน่วยงานที่ออกกฎกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข หรือรายละเอียดในการขออนุญาตหรือขอรับบริการ ต้องไม่ออกกฎกำหนดให้ประชาชนแสดงเอกสารต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารใดที่หน่วยงานรัฐนั้นเป็นผู้ออก หรือมีเอกสารต้นฉบับในครอบครองของหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว หากมีการต้องส่งเอกสารมากกว่า 1 ชุด ให้เจ้าหน้าที่ต้องทำสำเนาให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ
ในส่วนของมาตรา 13 ก็มีการกำหนดให้หน่วยงานรัฐมีศูนย์บริการร่วมเพื่อให้บริการแบบคำขอ รับคำขอ และชี้แจงรายละเอียดการขออนุญาต การอนุญาต และบริการตามกฎหมายไว้ ณ ที่เดียวกัน ซึ่งจะต้องให้บริการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย และมาตรา 14 ก็กำหนดให้การกระทำที่ต้องได้รับอนุญาต และการอนุญาตไม่จำต้องออกกฎใด ๆ ผู้อนุญาตต้องจัดทำคู่มือประชาชนให้เสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับ
ในส่วนของการขอต่ออายุใบอนุญาต ก็สามารถทำได้โดยชำระค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาตภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแทนการยื่นคำขอต่อใบอนุญาตก็ได้
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีศูนย์รับคำขอกลางขึ้นในหน่วยงานรัฐ ตามมาตรา 30 และมีหน้าที่ตามมาตรา 32 คือ รับคำขอ ค่าธรรมเนียม อุทธรณ์ ให้ข้อมูล ชี้แจง แนะนำประชาชนให้ทราบหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการขออนุญาต ขอรับบริการ ส่งคำขอ อุทธรณ์ ไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
หากผู้ใดมีความจำเป็นเร่งด่วน ประสงค์รับอนุญาตหรือรับบริการในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าระยะเวลที่กำหนดในคู่มือประชาชน จะยื่นคำขอรับบริการพิเศษดังกล่าวได้ โดยยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ตามมาตรา 35
เนื้อหาโดย
กิตตินันท์ จารุกิจไพศาล
นบ.ธรรมศาสตร์
ทนายความ

  EP.184โทษประหารชีวิตในประเทศไทยยังมีอยู่หรือไม่ ? หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงกันในช่วงนี้ เกี่ยวกับโทษประหารชีวิต จึงเก...
04/08/2026

EP.184
โทษประหารชีวิตในประเทศไทยยังมีอยู่หรือไม่ ?

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงกันในช่วงนี้ เกี่ยวกับโทษประหารชีวิต จึงเกิดคำถามสำคัญตามมาว่า ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่หรือไม่ ความผิดประเภทใดที่อาจได้รับโทษประหาร และเหตุใดการลงโทษดังกล่าวจึงยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันทั้งในมิติของกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และความรู้สึกของสังคม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า โทษประหารชีวิตในประเทศไทยมีสถานะอย่างไรในปัจจุบัน มีการใช้โทษประหารครั้งล่าสุดเมื่อใด และการใช้โทษดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสังคมและแนวคิดเรื่องความยุติธรรมอย่างไร
โทษประหารในไทยยังมีอยู่หรือไม่?
กฎหมายไทยในปัจจุบันยังคงมีพูดถึงการใช้โทษประหารชีวิตอยู่ซึ่งมีกำหนดไว้หลักๆในระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีประหารชีวิตนักโทษ และมีกำหนดไว้เป็นบทลงโทษในหลายๆฐานความผิดในประมวลกฎหมายอาญา อย่างในมาตรา 288 และ 289 ประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดโทษประหารไว้ในฐานความผิดที่ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุฉกรรจ์ หรืออย่างในมาตราที่ 107, 109 และ 113 ที่วางโทษประหารไว้สำหรับฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีระบุไว้เช่นกันทั้งในและนอกเหนือประมวลกฎหมายอาญา แต่ก็จะมีข้อยกเว้นอยู่เช่นกันในมาตราที่ 18 วรรคสองที่ห้ามมิให้ใช้โทษประหารสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 แต่จะเปลี่ยนไปให้จำคุกประมาณ 50 ปีแทน จะเห็นได้ว่ากฎหมายเองก็ได้มีการวางรากฐานให้ครอบคลุมในทุกๆกรณีไม่เว้นแม้แต่เด็ก แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้นเป็นไปได้น้อยมากๆที่จะใช้การประหารชีวิต ส่วนใหญ่แล้วจะเปลี่ยนเป็นการจำคุกตลอดชีวิตแทน
โทษประหารในไทยมีล่าสุดเมื่อไหร่?
สำหรับโทษประหารในไทยนั้นมีล่าสุดเมื่อปี 2561 โดยนักโทษรายล่าสุดที่ถูกประหารในคดีดังกล่าวมีอายุ 26 ปี มีฐานความผิดในการฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายอย่างที่เราเห็นกันในข่าวคือ ตัวนักโทษได้ทำการก่อเหตุโดยใช้อาวุธมีดแทงเด็กอายุ 17 ปี เป็นจำนวน 24 บาดแผลเพื่อที่จะชิงทรัพย์ โดยถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561
ผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออะไร?
แน่นอนว่าเมื่อมีการใช้โทษประหารย่อมต้องมีเสียงแตกออกเป็นหลายฝ่าย อย่างที่ได้กล่าวว่าในปัจจุบันมุมมองที่มีต่อโทษประหารนั้นมองว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง และด้วยการที่ประเทศไทยตัดสินใจใช้โทษประหารในครั้งล่าสุดทำให้โอกาสในการที่เป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารหายไป เนื่องจากประเทศไทยได้มีการเว้นว่างการใช้โทษประหารมานานจนเกือบจะครบ 10 ปี อีกทั้งยังทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนออกมาเคลื่อนไหวอีกเช่นกัน
กล่าวโดยสรุป แม้ประเทศไทยจะยังคงบัญญัติโทษประหารชีวิตไว้ในกฎหมาย และกำหนดให้เป็นบทลงโทษสำหรับความผิดร้ายแรงบางประเภท แต่ในทางปฏิบัติการบังคับใช้โทษดังกล่าวเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยการประหารชีวิตครั้งล่าสุดของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 และนับแต่นั้นมายังไม่มีการประหารชีวิตนักโทษรายใหม่ ดังนั้น ประเด็นเรื่องโทษประหารชีวิตจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลงโทษผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับความหมายของความยุติธรรม ขอบเขตอำนาจของรัฐ และคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่สังคมต้องร่วมกันพิจารณาต่อไปว่า ในท้ายที่สุดแล้ว การคงไว้ซึ่งโทษสูงสุดเช่นนี้ยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทยเพียงใด

#โทษประหาร #ไอ้ป๋อง #กฎหมาย #ทนายความ #ที่ปรึกษากฎหมาย

-------------------------------------------
บทความโดย
นางสาวปรวิศา ปิ่นจอม
น.บ. (มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

01/08/2026

AP Law 142 คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีไม่สุจริต
ในการดำเนินคดีอาญา ซึ่งเป็นคดีที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลเป็นอย่างยิ่ง จะต้องมีการฟ้องคดีที่สุจริต แต่หลายครั้ง ก็มีการฟ้องคดีที่ไม่สุจริตเกิดขึ้น เช่น ฟ้องกลั่นแกล้ง เป็นต้น จึงมีการออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาขึ้น โดยมีเนื้อหาดังนี้
การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย ตามมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ปรากฎในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในเรื่องนี้ จะหมายความรวมถึง การฟ้องคดีที่เป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรม สร้างความยากลำบากในการต่อสู้คดีเกินสมควร, การฟ้องคดีที่เป็นการกดดันให้จำเลยกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย, หรือการฟ้องคดีที่จงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น
ทั้งนี้ ตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกาดังกล่าว พฤติการณ์การฟ้องคดีที่เป็นเหตุควรสงสัยว่าฝ่าฝืนต่อมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่น การฟ้องคดีทีในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาจำเลย โดยไม่ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี, การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนรณรงค์ เรียกร้อง แสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน, ฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติมิชอบ, การฟ้องคดีพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่พิจารณาความผิดโจทก์ ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด, การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันหลายคดีโดยไม่มีเหตุอันสมควร, การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง
ซึ่งหากศาลเห็นว่าการฟ้องคดีเป็นไปตามพฤติการณ์ข้างต้น ศาลย่อมสั่งให้โจทก์ชี้แจง แสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นๆ มาประกอบการไต่สวนได้ หากปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนมาตรา 161/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้ โดยการใช้ดุลพินิจของศาลในกรณีนี้ ศาลจะต้องคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะ ความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการุติธรรม
เนื้อหาโดย
กิตตินันท์ จารุกิจไพศาล
นบ.ธรรมศาสตร์
ทนายความ

25/07/2026

AP Law 141 Lemon Law
Lemon Law หรือในชื่อไทยคือ ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ...... ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะช่วยคุ้มครองเราเมื่อซื้อของใหม่แล้วพบว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่อง ใช้งานไม่ได้ตามปกติ หรือซ่อมแล้วไม่หาย ซึ่งคำว่า Lemon หมายถึงสินค้าที่ภายนอกดูสวยงาม แต่ภายในคุณภาพต่ำ ใช้แล้วพัง โดยสาเหตุของการตรากฎหมาย lemon law มาจากปัญหาที่หลายคนเคยพบเจอ เช่น “ซื้อของใหม่แต่เสียตั้งแต่วันแรก” “ซ่อมแล้วซ่อมอีกไม่จบ” หรือ “สินค้ามีตำหนิแต่ร้านไม่รับผิดชอบ” ทั้งนี้ จุดประสงค์ของ Lemon law คือ คุ้มครองกรณีสินค้ามีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่ต้น หรือมีปัญหาจนกระทบต่อการใช้งานตามปกติ โดยให้สิทธิผู้บริโภคมากกว่าการซ่อมเพียงอย่างเดียว เช่น ขอเปลี่ยนสินค้า ลดราคา หรือเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไข
สำหรับสินค้าทั่วไป หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่ต้น ส่วนรถยนต์กำหนดระยะเวลา 1 ปี หรือ 10,000 กิโลเมตร ขณะที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยา 4 รูปแบบ ได้แก่ การซ่อมแซม การเปลี่ยนสินค้า การลดราคา หรือการเลิกสัญญา ตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดกรอบเวลาการซ่อมแซมที่ชัดเจน โดยสินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อม หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคา บอกเลิกสัญญา หรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้
ในกรณีที่พบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันทีกรณีที่พบข้อบกพร่องในสาระสำคัญ โดยสินค้าทั่วไปสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 7 วัน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้สิทธิได้ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า ขณะที่รถยนต์ซึ่งมีข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ
ทั้งนี้ Lemon law มีความพยายามในการผลักดันมานานกว่า 10 ปี ก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า
เนื้อหาโดย
กิตตินันท์ จารุกิจไพศาล
นบ.ธรรมศาสตร์
ทนายความ

Strengthening School Governance Through Legal ExcellenceOn 3 July 2026, our lawyer from AP Law Office Co., Ltd., acting ...
22/07/2026

Strengthening School Governance Through Legal Excellence

On 3 July 2026, our lawyer from AP Law Office Co., Ltd., acting as legal counsel to Assumption College Thonburi, attended a legal meeting with Dr. Weerawut Bunprame, Director of the School, together with members of the School Board Committee.

The meeting focused on reviewing and revising the school's regulations concerning teacher and employee welfare. These discussions reflect the shared commitment of the School and its legal counsel to ensuring that internal policies remain fair, transparent, legally compliant, and supportive of the wellbeing and quality of life of all school personnel.

In addition, we discussed an upcoming legal knowledge-sharing session initiated by Dr. Weerawut in his capacity as Chairman of the Activity, Justice and Peace Committee of the Saint Gabriel Foundation. Under this initiative, AP Law Office has been entrusted to provide legal guidance on key issues affecting educational institutions and foundation members, particularly in the areas of Thai Labour Law and the Personal Data Protection Act (PDPA), with the aim of promoting legal awareness, good governance, and compliance.

We sincerely appreciate the trust and confidence placed in our team by Dr. Weerawut Bunprame and the School Board. It is our privilege to contribute our legal expertise in supporting educational institutions through practical legal solutions, effective governance, and knowledge sharing for the benefit of administrators, teachers, and staff.

AP Law Office Co., Ltd. remains committed to delivering practical legal counsel and fostering a culture of compliance and good governance within the education sector.

Where is the Hottest Seat? – Exploring the Future of International ArbitrationOn 23 June 2026, AP Law Office Co., Ltd. h...
21/07/2026

Where is the Hottest Seat? – Exploring the Future of International Arbitration

On 23 June 2026, AP Law Office Co., Ltd. had the privilege of attending the seminar "Where is the Hottest Seat?", jointly organized by Rajah & Tann and the Thailand Arbitration Center (THAC).

The seminar brought together distinguished arbitration practitioners and legal professionals from leading arbitral seats around the world to discuss one of the most significant questions in international arbitration: What makes an ideal seat of arbitration in today's global legal landscape?

The discussion offered valuable insights into the strengths, competitiveness, and evolving role of major arbitration hubs, including Bangkok, Singapore, Hong Kong, London, Paris, Kuala Lumpur, and Beijing. The exchange of perspectives highlighted the importance of legal infrastructure, judicial support, neutrality, efficiency, and accessibility in shaping the future of cross-border dispute resolution.

The event also featured outstanding speakers and moderators from across the international arbitration community, whose expertise and practical experience provided valuable perspectives for legal practitioners and businesses engaged in cross-border transactions.

Following the seminar, we had the pleasure of attending a welcome dinner with the distinguished speakers and participants. It was an excellent opportunity to exchange views, build professional relationships, and discuss current developments and practical challenges in international arbitration within a friendly and collaborative atmosphere.

We sincerely thank Rajah & Tann and THAC for organizing such an insightful and engaging event, and we look forward to participating in future initiatives that promote excellence in international arbitration.

Reinventing ADR in the Digital Age: AP Law Office at THAC x Weerawong, Chinnavat & Partners SeminarOn 19 June 2026, our ...
20/07/2026

Reinventing ADR in the Digital Age: AP Law Office at THAC x Weerawong, Chinnavat & Partners Seminar

On 19 June 2026, our lawyers of AP Law Office Co., Ltd. had the privilege of attending the seminar "Reinventing ADR in the Digital Age," jointly hosted by the Thailand Arbitration Center (THAC) and Weerawong, Chinnavat & Partners (WCP).

The seminar brought together an exceptional group of legal professionals, general counsel, business executives, government representatives, academics, and members of the alternative dispute resolution (ADR) community to explore how artificial intelligence (AI), digital technology, and innovation are reshaping arbitration, mediation, and modern dispute resolution.

One of the key takeaways from the seminar was that although AI and digital technologies are transforming the way disputes are managed and resolved, human judgment, professional ethics, trust, and sound legal reasoning remain the foundation of effective dispute resolution. Technology should serve as an enabler—not a replacement—for legal expertise.

The discussions also reinforced that the future of ADR lies in embracing innovation while preserving the fundamental principles of fairness, efficiency, due process, and access to justice. As legal practice continues to evolve, lawyers must remain adaptable and committed to delivering practical, technology-driven, and client-focused solutions.

We extend our sincere appreciation to Thailand Arbitration Center (THAC) and Weerawong, Chinnavat & Partners (WCP) for organizing this insightful and forward-looking seminar, and for creating a valuable platform for knowledge sharing and meaningful discussions on the future of alternative dispute resolution.

ที่อยู่

14 Phet Kasem 38 Alley, Bang Chak, Phasi Charoen
Bangkok
10160

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66841479451

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AP Law Office Co., Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง AP Law Office Co., Ltd.:

ทางลัด

แชร์