ทนายนิติธร และ กฎหมายดังตามกระแส

ทนายนิติธร และ กฎหมายดังตามกระแส รับปรึกษากฎหมาย /รับดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่นๆ /รับทำเอกสารสัญญาต่างๆและพินัยกรรม

 #ทางภาระจำยอม คือ สิทธิในทางกฎหมายที่อสังหาริมทรัพย์หนึ่ง (เรียกว่า ภารยทรัพย์) ต้องตกอยู่ในภาระกรรม ทำให้เจ้าของที่ดิน...
06/09/2026

#ทางภาระจำยอม คือ สิทธิในทางกฎหมายที่อสังหาริมทรัพย์หนึ่ง (เรียกว่า ภารยทรัพย์) ต้องตกอยู่ในภาระกรรม ทำให้เจ้าของที่ดินนั้นต้องยอมรับการกระทำบางอย่าง หรือต้องเว้นการใช้สิทธิบางประการ เพื่อประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์อื่น (เรียกว่า สามยทรัพย์) ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 ได้วางหลักไว้
โดยทั่วไป ทางภาระจำยอมมักเกิดขึ้นเพื่อเปิดทางออกสู่ทางสาธารณะ หรือเพื่อการใช้ประโยชน์ผ่านที่ดินข้างเคียง เช่น ทางเดิน ทางรถยนต์ สายไฟฟ้า หรือท่อระบายน้ำ
การได้มาซึ่งทางภาระจำยอม
การได้มาซึ่งทางภาระจำยอมตามกฎหมายไทย มี 3 ช่องทางหลัก ดังนี้:
โดยนิติกรรมสัญญา: เกิดจากการตกลงกันระหว่างเจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่าย (เจ้าของสามยทรัพย์และภารยทรัพย์) เช่น การทำสัญญาตกลงให้ใช้ทาง หรือการซื้อขายสิทธิทางผ่าน ซึ่งกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะบริบูรณ์และใช้ยันบุคคลภายนอกได้ (ตามมาตรา 1299)
โดยอายุความ (การครอบครองปรปักษ์): หากเจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ทางผ่านที่ดินของผู้อื่นโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอม ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป สิทธินั้นจะเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายทันที แม้จะไม่ได้จดทะเบียนก็ตาม
โดยกฎหมายบัญญัติ: เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะ เช่น การแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่ทำให้ที่ดินแปลงย่อยไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ กฎหมายกำหนดให้ที่ดินแปลงที่แบ่งแยกนั้นมีสิทธิผ่านที่ดินแปลงเดิมที่แบ่งออกไปได้
ข้อควรระวังสำหรับเจ้าของที่ดิน
สำหรับเจ้าของภารยทรัพย์ (ที่ดินที่ถูกผ่าน): หากปล่อยให้ผู้อื่นใช้ทางในที่ดินของตนโดยไม่ได้ทำสัญญายินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร (เช่น อนุญาตให้ผ่านชั่วคราว) หรือปล่อยปละละเลยเกิน 10 ปี อาจเสียสิทธิในที่ดินส่วนนั้นให้กลายเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความได้ วิธีป้องกันคือการทำหนังสือยินยอมให้ใช้ทางเป็นครั้งคราว หรือปิดทางเป็นครั้งคราวเพื่อแสดงสิทธิ
สำหรับผู้ใช้ทาง (สามยทรัพย์): การใช้ทางโดยสืบเนื่องมาจาก "การขออนุญาต" เจ้าของที่ดิน (ใช้ทางโดยอาศัยสิทธิผู้อื่น) จะไม่นับระยะเวลาเข้าเกณฑ์อายุความภาระจำยอม 10 ปี เพราะไม่ได้เป็นการใช้ทางด้วยเจตนาถือเอาเป็นภาระจำยอมตั้งแต่แรก
การสิ้นสุดของทางภาระจำยอม
ทางภาระจำยอมอาจสิ้นสุดลงได้ในกรณีต่อไปนี้:
ไม่ใช้ทางติดต่อกัน 10 ปี: สิทธิภาระจำยอมจะย่อมหมดไปตามกฎหมาย (มาตรา 1399)
ภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด: เช่น ที่ดินพังทลายลงสู่ทะเลทั้งหมด
รวมเจ้าของคนเดียวกัน: หากเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลงกลายเป็นบุคคลเดียวกัน สิทธิภาระจำยอมจะระงับไป
ตกเป็นอันไร้ประโยชน์: หากภาระจำยอมนั้นไม่ให้อรรถประโยชน์แก่สามยทรัพย์อีกต่อไป เจ้าของภารยทรัพย์สามารถร้องขอให้ถอนการจดทะเบียนได้

01/09/2026
ตามนั้น✅⚖️
21/08/2026

ตามนั้น✅⚖️

ประเด็นร้อน  #กระแส วันนี้✅ผลของการยกที่ดินให้วัด⚖️⚖️⚖️คำพิพากษาฎีกาที่ 738/2557 ภ. ทำหนังสือสัญญาบริจาคที่ดินเพื่อสร้าง...
13/08/2026

ประเด็นร้อน #กระแส วันนี้✅
ผลของการยกที่ดินให้วัด

⚖️⚖️⚖️คำพิพากษาฎีกาที่ 738/2557
ภ. ทำหนังสือสัญญาบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัดต่อหน้านายอำเภอเเละเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตสร้างวัด หากทางราชการอนุญาตให้สร้างวัดเเละตั้งเป็นวัดเเล้ว ภ. จะจัดการโอนที่ดินให้เเก่วัดภายในเวลาที่นายอำเภอกำหนด ถือได้ว่า ภ. มีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัด ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของเเผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สร้างวัดตามเจตนาของ ภ. โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือเเละจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525

⚖️⚖️⚖️คำพิพากษาฎีกาที่ 9543/2551
โจทก์ที่ 2(เป็นคนอุทิศที่) ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้อื่นแล้วยกให้วัดโจทก์ที่ 1 ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส โจทก์ที่ 2 ก็ได้แสดงเจตนายืนยันว่าได้มีการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกถ้อยคำว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัดที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ตามเจตนาของผู้อุทิศทันทีโดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 เสร็จเรียบร้อย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดโจทก์ที่ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ที่ 1 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

#ที่ดินวัด
#โหนกระแส
#ยกที่ให้เป็นที่สาธารณะ
#ยึดที่คืนจากวัด
#ทนายความ

02/07/2026

5.0 ⭐ · Legal services in Bangkok, Thailand

ยื่นฟ้อง ♾️ คดี ✅ไต่สวน 1 คดี ฟังคำพิพากษา 1คดี ปรึกษาคดีติดต่อหน้าเพจ✅
26/05/2026

ยื่นฟ้อง ♾️ คดี ✅
ไต่สวน 1 คดี ฟังคำพิพากษา 1คดี
ปรึกษาคดีติดต่อหน้าเพจ✅

ที่อยู่

68 กัลปพฤกษ์/บางแค/บางบอน/ธนบุรี
Bangkok
10160

เบอร์โทรศัพท์

0825596869

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายนิติธร และ กฎหมายดังตามกระแสผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์