09/01/2014
ข้อกฎหมายใสๆ ที่ไว้ใช้เป็นต่อสู้คดีบัตรเครดิต..***
คดีหนี้บัตรเครดิต.นั้น ลูกหนี้ (ผู้ใช้บัตรเครดิต) หาจำต้องยินยอมอ่อนข้อให้กับบริษัท (โจทก์/เจ้าหนี้) เป็นเสมอไปแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากการพิจารณาคดีความในศาลโดยที่มีทนายความ.แล้วนั้น ก็อาจทำให้ฝ่ายบริษัท (โจทก์/เจ้าหนี้) ตกม้าตายกลายกลับเป็นฝ่ายแพ้คดีชนิดแพ้ภัยตัวเองอย่างเหลือเชื่อก็เป็นไปได้ ดั่งนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11039/2553.
คดีนี้ บริษัทอเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (โจทก์) ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลย (ลูกหนี้/ผู้ใช้บัตรเครดิต) รับผิดชำระเงิน จำนวน 1,302,477.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี.ในต้นเงิน จำนวน 1,109,261.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ศาลยกฟ้อง.
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ.
โจทก์อุทธรณ์.ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
โจทก์ฎีกา.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้.โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลย.ทำสัญญาเป็นสมาชิกร้านค้ากับโจทก์.เพื่อรับชำระค่าสินค้าหรือบริการจากสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์.โดยที่มีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลย.จะรับชำระค่าสินค้าหรือบริการจากสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์.แล้วนั้น จำเลย.จะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขในสัญญา ในกรณีจำเลย.รับการใช้จ่ายค่าสินค้าหรือบริการโดยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบในสัญญาโดยเคร่งครัดครบทุกข้อจำเลย.ต้องชำระเงินคืนให้แก่โจทก์. ต่อมาภายหลังปรากฏว่า จำเลย.รับชำระค่าสินค้าโดยผิดเงื่อนไขทำให้โจทก์.ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระเงินคืนจากสมาชิกบัตร. จากการบรรยายฟ้องของโจทก์.ดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลย.ผิดสัญญาในขั้นตอนก่อนการชำระเงิน ซึ่งเมื่อศาลตรวจดูสัญญาเอกสารหมาย จ.4 แล้ว มีเงื่อนไขก่อนการรับชำระเงินจากบัตรเครดิตของโจทก์อยู่สามประการ คือ (1) เรื่องการยอมรับค่าสินค้าและบริการ เป็นการกำหนดให้จำเลยตรวจสอบความถูกต้องของบัตรของลูกค้าที่นำมาใช้ซื้อสินค้า, ( 2) วงเงินซึ่งต้องมีการขออนุมัติ เป็นการกำหนดให้จำเลยตรวจสอบวงเงิน, และ (3) แบบฟอร์มบันทึกค่าสินค้าและบริการ เป็นการกำหนดแบบฟอร์มบันทึกค่าสินค้าและบริการจะต้องมีรายละเอียดตามที่ระบุไว้ในสัญญา แต่ทางนำสืบของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขดังกล่าวอย่างไร หากแต่โจทก์.กลับนำสืบว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ชี้แจงข้อร้องทุกข์และข้อสอบถามของสมาชิกบัตรซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากจำเลยได้รับชำระค่าสินค้าและบริการแล้ว แม้สัญญาตามจะเป็นเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง แต่ทางนำสืบของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างถึงการกระทำผิดข้อสัญญาของจำเลย.ซึ่งแตกต่างไปจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานอกเหนือไปจากคำฟ้อง. ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น.
ศาลฎีกา.พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับกันไป.
เรื่องนี้แหย่ให้รู้ว่า เมื่อศาลสูง.พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์.เป็นฉะนี้แล้วไซร้ โอกาสอันดีงาม.ก็ตกเป็นของจำเลย (ลูกหนี้) อีกต่อไป.. อิ อิ อิ../***