ทนายความ นิติพร.

ทนายความ นิติพร. ทนายแป๊ะ , สุรพร เธียรโชติ. ; TEL. 081 452 6575. สำนักงานทนายความ นิติพร.

NITIPORN LAWYER OFFICE.
สร้างหน้า Page ชุมชนนี้ ไว้เป็นช่องทางไขข้อสงสัยในปัญหาสารพันข้อกฎหมาย และเงื่อนไขหลักเกณฑ์ในการดำเนินอรรถคดีความทั้งหลายทั้งปวง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา รวมทั้ง กระบวนวิธีพิจารณาคดีความในศาลสถิตย์ยุติธรรม.ด้วยนั้น
เพื่อนฝูงและบรรดามิตรสหายทั้งหลาย โปรด Post ความในข้อวิตกและหรือข้อสงสัยของท่านได้ ตั้งแต่ ณ บัดนี้เทอญ..
ด้วยความจริงใจ & มิตรภาพ..

ข้อกฎหมายใสๆ ที่ไว้ใช้เป็นต่อสู้คดีบัตรเครดิต..***  คดีหนี้บัตรเครดิต.นั้น  ลูกหนี้ (ผู้ใช้บัตรเครดิต) หาจำต้องยินยอมอ่อ...
09/01/2014

ข้อกฎหมายใสๆ ที่ไว้ใช้เป็นต่อสู้คดีบัตรเครดิต..***

คดีหนี้บัตรเครดิต.นั้น ลูกหนี้ (ผู้ใช้บัตรเครดิต) หาจำต้องยินยอมอ่อนข้อให้กับบริษัท (โจทก์/เจ้าหนี้) เป็นเสมอไปแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้ เนื่องจากการพิจารณาคดีความในศาลโดยที่มีทนายความ.แล้วนั้น ก็อาจทำให้ฝ่ายบริษัท (โจทก์/เจ้าหนี้) ตกม้าตายกลายกลับเป็นฝ่ายแพ้คดีชนิดแพ้ภัยตัวเองอย่างเหลือเชื่อก็เป็นไปได้ ดั่งนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11039/2553.

คดีนี้ บริษัทอเมริกัน เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (โจทก์) ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลย (ลูกหนี้/ผู้ใช้บัตรเครดิต) รับผิดชำระเงิน จำนวน 1,302,477.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี.ในต้นเงิน จำนวน 1,109,261.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ศาลยกฟ้อง.
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ.
โจทก์อุทธรณ์.ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.

โจทก์ฎีกา.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้.โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลย.ทำสัญญาเป็นสมาชิกร้านค้ากับโจทก์.เพื่อรับชำระค่าสินค้าหรือบริการจากสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์.โดยที่มีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลย.จะรับชำระค่าสินค้าหรือบริการจากสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์.แล้วนั้น จำเลย.จะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขในสัญญา ในกรณีจำเลย.รับการใช้จ่ายค่าสินค้าหรือบริการโดยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบในสัญญาโดยเคร่งครัดครบทุกข้อจำเลย.ต้องชำระเงินคืนให้แก่โจทก์. ต่อมาภายหลังปรากฏว่า จำเลย.รับชำระค่าสินค้าโดยผิดเงื่อนไขทำให้โจทก์.ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระเงินคืนจากสมาชิกบัตร. จากการบรรยายฟ้องของโจทก์.ดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลย.ผิดสัญญาในขั้นตอนก่อนการชำระเงิน ซึ่งเมื่อศาลตรวจดูสัญญาเอกสารหมาย จ.4 แล้ว มีเงื่อนไขก่อนการรับชำระเงินจากบัตรเครดิตของโจทก์อยู่สามประการ คือ (1) เรื่องการยอมรับค่าสินค้าและบริการ เป็นการกำหนดให้จำเลยตรวจสอบความถูกต้องของบัตรของลูกค้าที่นำมาใช้ซื้อสินค้า, ( 2) วงเงินซึ่งต้องมีการขออนุมัติ เป็นการกำหนดให้จำเลยตรวจสอบวงเงิน, และ (3) แบบฟอร์มบันทึกค่าสินค้าและบริการ เป็นการกำหนดแบบฟอร์มบันทึกค่าสินค้าและบริการจะต้องมีรายละเอียดตามที่ระบุไว้ในสัญญา แต่ทางนำสืบของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขดังกล่าวอย่างไร หากแต่โจทก์.กลับนำสืบว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ชี้แจงข้อร้องทุกข์และข้อสอบถามของสมาชิกบัตรซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากจำเลยได้รับชำระค่าสินค้าและบริการแล้ว แม้สัญญาตามจะเป็นเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง แต่ทางนำสืบของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างถึงการกระทำผิดข้อสัญญาของจำเลย.ซึ่งแตกต่างไปจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานอกเหนือไปจากคำฟ้อง. ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น.
ศาลฎีกา.พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับกันไป.

เรื่องนี้แหย่ให้รู้ว่า เมื่อศาลสูง.พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์.เป็นฉะนี้แล้วไซร้ โอกาสอันดีงาม.ก็ตกเป็นของจำเลย (ลูกหนี้) อีกต่อไป.. อิ อิ อิ../***

HAPPY NEW YEAR 2014.สุขสันต์รับขวัญปีใหม่ ๒๕๕๗.   	ในวาระดิถีแห่งปีใหม่นี้. ขออำนวยอวยพรให้เพื่อนพ้องน้องพี่ และมิตรสหาย...
18/12/2013

HAPPY NEW YEAR 2014.
สุขสันต์รับขวัญปีใหม่ ๒๕๕๗.

ในวาระดิถีแห่งปีใหม่นี้. ขออำนวยอวยพรให้เพื่อนพ้องน้องพี่ และมิตรสหายอันเป็นที่รักยิ่ง. จงได้มีความสุข มีความเจริญ และมีความก้าวหน้าในกิจการงาน.อย่างดียิ่งทุกประการ.
พร้อมกันนี้ ใคร่ขอถือโอกาสขอบพระคุณมายัง บริษัท ห้าง ร้านค้า และท่านผู้มีอุปการะคุณ.ทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจแก่พวกเราและคณะทีมงานทนายความ.ได้มีโอกาสรับใช้ให้บริการงานแก่ท่าน.ด้วยดีเสมอมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเรา.ยังคงได้รับความไว้วางใจ.เป็นเช่นนี้ตลอดไป../***

ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความจริงใจ..
FROM: ทนายแป๊ะ , สุรพร เธียรโชติ.
TEL: 081 452 6575.

ข้อกฎหมายแท้ ๆ สำหรับการแก้คดีความผิดฐานฉ้อโกง.. **   คดีอาญา. ในความผิดฐานฉ้อโกง.นั้น  ที่สำคัญ.ต้องได้ความว่า ลูกหนี้ห...
17/10/2013

ข้อกฎหมายแท้ ๆ สำหรับการแก้คดีความผิดฐานฉ้อโกง.. **

คดีอาญา. ในความผิดฐานฉ้อโกง.นั้น ที่สำคัญ.ต้องได้ความว่า ลูกหนี้หรือจำเลย. จะต้องมีเจตนาทุจริตคิดร้ายและได้ตั้งใจในอันที่จะหลอกหลวงต้มตุ๋นเจ้าหนี้.มาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีก่อนแล้วเท่านั้น จึงจะถือได้ว่าเป็นความผิดในทางอาญา.ในอันที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาให้ลงโทษทางอาญาให้ถึงกับจำคุก.กันได้ มิฉะนั้น ก็คงให้ถือว่าเป็นแค่เรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง.เท่านั้น ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429/2555.

คดีนี้ พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานี (โจทก์) ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลย.ในความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พร้อมกับให้จำเลย.นั้น คืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บบ 9602 สงขลา หรือชดใช้ราคา 280,000.00 บาท แก่ผู้เสียหาย.นั้นด้วย
จำเลยให้การปฏิเสธ.
ศาลชั้นต้น. พิพากษาว่า จำเลย.มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บบ ๙๖๐๒ สงขลา หรือชดใช้ราคา 280,000.00 บาท แก่ผู้เสียหาย.
จำเลยอุทธรณ์.
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง.

โจทก์ฎีกา.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นให้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลย.ทำสัญญาซื้อขายรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บบ 9602 สงขลา.ของนายสมชาย (ผู้เสียหาย) ในราคา 430,000.00 บาท โดยชำระเงินดาวน์แก่ผู้เสียหายในวันทำสัญญา 150,000.00 บาท ส่วนที่เหลือผู้เสียหายกับจำเลย.ตกลงกันว่าจะนำรถกระบะคันดังกล่าวไปทำสัญญาเช่าซื้อกับ บริษัทเงินทุนจีอี แคปปิตอล จำกัด โดยที่จำเลย.ขอรับรถในวันทำสัญญาซื้อขาย.นั้น แต่ในเวลาต่อมา จำเลย.ก็ไม่ยอมนำรถไปตรวจสภาพจึงไม่อาจทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้บริษัท (ผู้ให้เช่าซื้อ) ได้.
คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลย.กระทำความผิดตามฟ้องในข้อหาฉ้อโกงประการใดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงได้นั้น ผู้กระทำความผิด.จะต้องมีเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายมาตั้งแต่แรกแล้วเท่านั้น แต่สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกับพวก.ติดต่อขอซื้อรถกระบะหมายเลขทะเบียน บบ 9602 สงขลา จากผู้เสียหาย.ในราคา 430,000.00 บาท ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 150,000.00 บาท ส่วนที่เหลือจำเลย.จะทำสัญญาเช่าซื้อกับ บริษัท เงินทุนจีอี แคปปิตอล จำกัด ในวันดังกล่าวจำเลย.ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ไม่ได้กรอกข้อความไว้ พร้อมมอบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการและสำเนาทะเบียนบ้านให้แก่ผู้เสียหาย นายสุรเชษฐ์. พนักงานของ บริษัทเงินทุนจีอี แคปปิตอล จำกัด นำสัญญาเช่าซื้อที่ยังไม่ได้กรอกรายละเอียดให้จำเลย.ลงลายมือชื่อในช่องผู้เช่าซื้อไว้แล้วด้วย จากพฤติการณ์แสดงว่าจำเลย.มิได้เจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์มาตั้งแต่ต้น การที่ บริษัทเงินทุนจีอี แคปปิตอล จำกัด.ได้ยกเลิกการเช่าซื้อ.ในเวลาต่อมาเนื่องจากจำเลย.ไม่นำรถไปตรวจสภาพเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลังจากที่ผู้เสียหายส่งมอบรถกระบะแล้ว มิได้เกิดจากจำเลย.หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแต่อย่างใด การที่จำเลย.มิได้ชำระราคาค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง.เท่านั้น ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดในข้อหาฉ้อโกงตามฟ้อง . ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย. ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น. ศาลฎีกาพิพากษายืน.ให้ยกฟ้องโจทก์.

เรื่องนี้.ย้ำเตือนให้รู้ว่า กระบวนการทางกฎหมายนั้น ทนายความ.ก็ยังเป็นส่วนสำคัญยิ่ง.อยู่ครับท่าน../ **

ข้อกฎหมายดีๆ ที่ใช้สำหรับการแก้คดีอุบัติเหตุรถชน.ในคดีอาญาอุบัติเหตุรถชนกัน. ที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและ...
23/07/2013

ข้อกฎหมายดีๆ ที่ใช้สำหรับการแก้คดีอุบัติเหตุรถชน.

ในคดีอาญาอุบัติเหตุรถชนกัน. ที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและหรือได้รับอันตรายสาหัสและหรือถึงแก่ความตาย.นั้น ก็มิได้หมายความว่า จำเลย.จะต้องเป็นฝ่ายผิดตามข้อกล่าวหา หรือเสียเปรียบในเชิงคดีเสมอไป แต่ประการใดไม่ ซึ่งศาลสูงสุด.ก็เคยมีคำพิพากษายืนยันเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว ตามนัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2147/2553.

คดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (โจทก์) ยื่นฟ้องจำเลย.ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่รถยนต์โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังและน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สิน จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160..
จำเลยให้การปฏิเสธ..
ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น.นั้น นางยินดี (ภริยาของนายเดชา ผู้ตาย) ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์. ศาลอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291..
ศาลชั้นต้น. พิพากษายกฟ้อง..
โจทก์และโจทก์ร่วม.อุทธรณ์..
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลย.มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น..

จำเลยฎีกา. โดยโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาคา 8.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ถนนเกิดเหตุมี 2 ช่องเดินรถ รถแล่นสวนทางกัน ที่เกิดเหตุเป็นบริเวณสามแยกติดตั้งสัญญาณจราจรไฟ ขณะเกิดเหตุสัญญาณจราจรไฟเป็นสัญญาจราจรไฟสีเขียวให้เลี้ยวขวา จำเลย.ขับรถโดยสารล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถเพื่อจะเลี้ยวขวา.เข้าสู่ทางแยกไปอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเหตุให้ด้านหน้าข้างขวาของรถโดยสารชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายเป็นคนขับแล่นสวนทางมาโดยฝ่าฝืนสัญญาจราจรไฟสีแดง ผู้ตายถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78, 160 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปนั้น คู่ความมิได้อุทธรณ์ ความผิดตามข้อหาดังกล่าวเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8. โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาว่าผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท..
คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย.เพียงว่า จำเลย.เป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวให้เลี้ยวขวา รถทุกคันที่จะเลี้ยวขวาย่อมเคลื่อนที่แล่นเข้าสู่ทางร่วมทางแยกผ่านช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาไปได้ การที่จำเลย.ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาก็เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเลี้ยวขวา.แล่นผ่านช่องเดินรถของรถที่แล่นสวนทางมาเท่านั้น แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องมาจากการกระทำของผู้ตายที่ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงแล่นเข้าชนรถโดยสารโดยที่ไม่ว่าจำเลยหรือผู้ใดก็ไม่อาจคาดคิดได้ การกระทำของจำเลยหากจะเป็นความผิดก็คงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่ขับรถล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถเท่านั้น จำเลย.จึงไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น...
อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายเป็นฝ่ายประมาท ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย นางยินดี (ภริยาของผู้ตาย) จึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายด้วย ดังนั้น นางยินดี.จึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลล่างทั้งสองก็ฟังข้อเท็จจริงต้องกันมาดังกล่าวจึงชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางยินดี.เสีย..
ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ” พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์..

ดังนั้น เมื่อศาลฎีกา.มีคำพิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง. คดีนี้ ถือว่าจำเลย.ไม่มีความผิด จึงต้องปล่อยตัวพ้นข้อกล่าวหาคดีนี่ไป.ตามกฎหมาย.../

ข้อกฎหมายไว้ให้คิด  สำหรับพิชิตคดี.ลักวิ่งชิงทรัพย์..  เจ้าหนี้.นั้น ย่อมดูดีมีภาษีกว่าลูกหนี้.เป็นไหน ๆ  แต่ถ้าวันใดเกิ...
25/06/2013

ข้อกฎหมายไว้ให้คิด สำหรับพิชิตคดี.ลักวิ่งชิงทรัพย์..

เจ้าหนี้.นั้น ย่อมดูดีมีภาษีกว่าลูกหนี้.เป็นไหน ๆ แต่ถ้าวันใดเกิดทวงหนี้อย่างบ้าเลือดแบบฉบับคนเจ้าอารมณ์. ทวงผิดที่ผิดทางหรือผิดเวลา.ไม่ดูสถานะการณ์กันแล้ว เจ้าหนี้.ก็อาจกลายกลับตกเป็นผู้ร้ายต้องคดีอาญาแผ่นดินในความผิดฐานบุกรุกลักวิ่งชิงทรัพย์.แบบโจรห้าร้อยก็เป็นได้น๊ะ โฮ..กว่าจะรอดก็ใช้เวลาก็หลายปีวิ่งคดีก็หลายครา..จนต้องไปว่ากันถึงศาลสูงสุดเชียวหล๊ะ. ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2279/2551.

พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี (โจทก์) ฟ้องว่าจำเลย.กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ และบุกรุกเคหะสถานในเวลากลางคืน.อันเป็นความผิดหลายกรรมหลายกระทงความผิด กล่าวคือ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของนางกมลทิพย์ (ผู้เสียหาย) โดยทุบประตูบ้าน ดึงกระชากประตูบ้านจนเปิดออก อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข แล้วลักเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง ราคา 13,970.00 บาท เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่อง ราคา 4,000.00 บาท ของผู้เสียหายไปและได้ผลักผู้เสียหายจนล้มลง เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่อง.เป็นของกลางซึ่งผู้เสียหายรับคืนแล้ว ในชั้นจับกุม.จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โจทก์.ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมทุกกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 339, 362, 364, 365,91.
ชั้นศาลจำเลยให้การปฏิเสธ.
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลย.มีความผิดฐานบุกรุกและชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 339 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน.
จำเลยอุทธรณ์.
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

จำเลยฎีกา.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องจำเลย.เข้าไปในบ้านของผู้เสียหายเพื่อทวงหนี้ราคาค่าโทรศัพท์ที่ได้ขายให้นายสำราญ.ผู้เป็นของสามีของนางกมลทิพย์ (ผู้เสียหาย) แล้วจำเลย.ก็ได้เอาเครื่องรับโทรทัศน์สี 1 เครื่อง , เครื่องเสียงสเตอริโอ 1 เครื่องของกลางของผู้เสียหายไปด้วย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 23 นาฬิกา พยานได้ยินเสียงก้อนหินขว้างประตูบ้านเสียงเคาะประตูบ้าน แล้วจำเลยถีบประตูพังเข้ามา แล้วก็ได้กระชากแขนพยาน และจำเลย.ก็ได้พูดว่าไอ้ราญหน้าตัวเมียขอให้ชดใช้เงิน ซึ่งพยาน.บอกแก่จำเลยว่า นายสำราญ.นั้นไม่อยู่ จำเลย.ก็ได้ทวงค่าโทรศัพท์ที่นายสำราญ.ซื้อไปจากจำเลย.ที่ยังค้างชำระค่าบริการ 1,100.00 บาท. แต่ผู้เสียหายบอกว่าไม่มีเงิน จำเลย.ได้ยกเครื่องรับโทรทัศน์สีและเครื่องเสียงสเตอริโอของกลาง ซึ่งผู้เสียหายและบุตรของผู้เสียหายเข้าไปขัดขวางห้ามไม่ให้จำเลยเอาของกลางนั้นไป จำเลย.ก็ปัดมือบุตรของผู้เสียหายและผลักผู้เสียหายจนผู้เสียหายล้มลง ศาลฎีกาพิจารณาแล้วพบว่า หลังจากเกิดเหตุแล้ว ในวันรุ่งขึ้นร้อยตำรวจโทชนะชัย (พนักงานสอบสวน) ไปตรวจที่เกิดเหตุ และถ่ายรูปประตูบ้านดังกล่าวไว้ตามภาพประกอบสำนวนการสอบสวน ซึ่งตามภาพถ่ายดังกล่าว ประตูบ้านของผู้เสียหายเปิดออกไปทางนอกบ้านและผู้เสียหายเบิกความว่าไม่สามารถดันประตูเข้าไปข้างในได้เพราะติดสันขอบวงกบประตู ปรากฏว่าประตูดังกล่าวยังคงอยู่ในสภาพปกติ ไม่พังดังผู้เสียหายเบิกความส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยใช้มือกระชากประตูโดยจำเลยใช้เท้ายันที่ผนังปูน ทำให้กลอนประตูง้างออกนั้น ผู้เสียหายก็เบิกความว่า เป็นความเข้าใจของผู้เสียหายเท่านั้นประกอบกับได้ความว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ในบ้าน ส่วนจำเลยอยู่นอกบ้านมีประตูบ้านซึ่งเป็นประตูไม้ทึบปิดอยู่ ผู้เสียหายจึงมองไม่เห็นว่าจำเลยทำอะไรบ้าง นอกจากนี้จ่าสิบตำรวจประยุทธ (เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลย) เป็นพยานโจทก์เบิกความว่าคืนเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งความว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย และยึดเอาเครื่องรับโทรทัศน์สีและเครื่องเสียงสเตอริโอของกลางไป ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายแจ้งข้อเท็จจริงเรื่องจำเลยพังประตูบ้านหรือกระชากประตูบ้าน และตามบันทึกการจับกุม ก็ไม่มีข้อเท็จจริงดังกล่าวเช่นกัน ส่วนที่ผู้เสียหายอ้างว่ากลอนประตูง้างออก ทำนองว่าจำเลยดึงจนประตูเปิดออกนั้น ตามสภาพประตูดังกล่าวข้างต้นเมื่อลงกลอนแล้ว ถ้าจะดึงจนประตูเปิดออกได้กลอนประตูน่าจะหลุดออกไปจากบานประตู หรือมีร่องรอยฉีกขาดที่วงกบประตูแต่ตามภาพถ่ายกลอนประตูยังคงติดอยู่ที่บานประตู และไม่ปรากฏร่องรอยฉีกขาดที่วงกบประตู พยานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควร ว่าจำเลยดึงประตูจนเปิดออกหรือไม่ประกอบกับผู้เสียหายรู้จักจำเลย.มาก่อน และจำเลยก็เคยไปทวงหนี้ค่าโทรศัพท์ที่ขายให้นายสำราญ (สามีของผู้เสียหาย) เป็นหลายครั้ง ผู้เสียหาย.เองก็ยอมรับว่าสามีของผู้เสียหาย.นั้น มีหนี้เกี่ยวกับโทรศัพท์.นั้นจริง เพียงแต่ผู้เสียหายเห็นว่าจำเลยยึดโทรศัพท์คืนไปจากนายสำราญ (สามีผู้เสียหาย) นั้นแล้ว ผู้เสียหาย.ก็ไม่ต้องชำระหนี้ให้จำเลย.นั้นอีก ข้อเท็จจริงมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่า ในวันเกิดเหตุ.จำเลยไปทวงหนี้จากนายสำราญ (สามีของผู้เสียหาย) ที่บ้านของผู้เสียหาย และผู้เสียหายเปิดประตูบ้านให้จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายดั่งจำเลยนำสืบหักล้างข้อกล่าวหานั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก. ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยปัดมือบุตรของผู้เสียหายและผลักผู้เสียหายจนผู้เสียหายล้มลงก่อนที่จะเอาทรัพย์ของกลางไปนั้น คงมีแต่ผู้เสียหายเบิกความเท่านั้น แต่บุตรของผู้เสียหายไม่ได้มาเบิกความต่อศาล ทั้งผู้เสียหายยังเบิกความด้วยว่า จำเลย.ไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินอย่างอื่นเสียหาย คงยกเอาทรัพย์ของกลางไปเท่านั้น โดยจำเลย.ยังบอกว่าถ้าอยากได้คืน ก็ให้นายสำราญ (สามีผู้เสียหาย) เอาเงินไปไถ่ของคืน ซึ่งในวันรุ่งขึ้น เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านของจำเลย.ก็ได้พบกับจำเลยและทรัพย์ของกลางดังกล่าว และจ่าสิบตำรวจประยุทธ (เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลย) ซึ่งเป็นพยานโจทก์.ก็เบิกความว่า จำเลย.นำของกลางไปจากบ้านของผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายเป็นหนี้จำเลย ศาลฎีกาเชื่อว่า จำเลย.เอาทรัพย์ของกลางของผู้เสียหายไปเพื่อให้นายสำราญหรือผู้เสียหายไปติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อกัน ตามพฤติการณ์และการกระทำของจำเลย.นั้น มิได้ถือว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น.จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลย.จึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีพิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยตามศาลชั้นต้น.มานั้น ศาลฎีกา.ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และปล่อยตัวจำเลยให้พ้นข้อกล่าวหา.นั้นไป..

เรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า การทวงหนี้แบบผิดที่ผิดทางและผิดเวลา.นั้น กว่าจะรอดมาได้ ฮ้อ.ก็จ่ายค่าทนายความ.กันหลายชั้นศาล พูดได้คำเดียวว่า คุก คุก คุก.../

ข้อกฎหมายเน้น ๆ  ใช้เป็นข้อต่อสู้.คดีเช่าซื้อกับบริษัทไฟแนนซ์..ถึงแม้ว่า บริษัทไฟแนนซ์ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์.จะมีลูกเล่นมา...
07/06/2013

ข้อกฎหมายเน้น ๆ ใช้เป็นข้อต่อสู้.คดีเช่าซื้อกับบริษัทไฟแนนซ์..

ถึงแม้ว่า บริษัทไฟแนนซ์ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์.จะมีลูกเล่นมากมายหรือมีลูกไม้หลายเชิงชั้นขนาดไหน.ก็ตามที ถ้าหากฝ่ายจำเลย.ผู้เช่าซื้อและหรือผู้ค้ำประกัน.เกิดใจถึงเข้าพึ่งพาอาศัยทนายความ.แล้ว โอกาสที่เขาจะได้เห็นถึงความถูกต้องหรือได้พบแสงทองของความเป็นธรรม. จนทำให้คดีนั้น.สลับลายกลายกลับให้ฝ่ายจำเลย.ชนะรวดเดียวทั้งสามยก.สยบในคราวเดียวทั้งสามศาล.ก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2551.

คดีนี้ บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด (โจทก์) ฟ้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาบังคับให้ จำเลยที่ 1 (ผู้เช่าซื้อ) และจำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) ให้ร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์.ฐานที่ผิดสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน. สำหรับค่าขาดประโยชน์ใช้สอยรถยนต์ จำนวน 165,000.00 บาท , ค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ จำนวน 237,962.00 บาท และค่าใช้จ่ายในการยึดรถยนต์คืนเป็นเงิน จำนวน 9,000.00 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 411,962.00 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง.
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์.
โจทก์อุทธรณ์. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์.

โจทก์ฎีกา.
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ. วินิจฉัยว่า.พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1.ได้เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน เซฟิโร หมายเลขทะเบียน 3 ธ-2305 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์.ในราคา 535,770.00 บาท ตกลงผ่อนชำระ 30 งวดๆ ละ 17,959.00 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2538 และทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2.เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อประมาณ 2 สัปดาห์ จำเลยที่ 1.ขายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่นายศุภชัย.เป็นการขายเงินดาวน์ และเมื่อเดือนกันยายน 2538 นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) มาขอซื้อรถคันที่เช่าซื้อจากนายศุภชัย.โดยนายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) จะต้องไปผ่อนชำระค่าเช่าซื้อกับโจทก์. นายศุภชัย.ได้ติดต่อขอวงเงินกู้จากโจทก์และได้นัดให้จำเลยที่ 1.ไปทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อให้แก่นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) แล้ว ต่อมีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2538. โจทก์.จึงบอกเลิกสัญญาและติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ.กลับคืนมา.
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลย.ทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ ประการใด จำเลยทั้งสอง.ก็มีจำเลยที่ 1 , นายศุภชัยและนายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) เข้าเบิกความสอดคล้องกันได้ความว่า.เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1.ได้ทำคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) ที่บริษัทโจทก์.โดยมีพนักงานของโจทก์ลงชื่อเป็นพยาน โจทก์.ได้มอบเช็คที่จำเลยที่ 1.ชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าคืนให้แก่จำเลยที่ 1. และโจทก์ให้นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) กับผู้ค้ำประกันลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันใหม่.ในวันรุ่งขึ้นหลังทำคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อ.นั้น พนักงานของโจทก์.ได้แจ้งกับนายศุภชัย.ที่โทรศัพท์สอบถามว่าสามารถส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อให้แก่นายขนิษฐ์.นั้นได้ นายศุภชัย.จึงมอบรถยนต์ให้แก่นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) นั้นไป ซึ่งนายขนิษฐ์(ผู้เช่าซื้อรายใหม่) ก็ได้ชำระค่าเช่าซื้อต่อมาถึงงวดที่ 4 และงวดที่ 5 จากนั้นไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลย และโจทก์.นั้น ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ แต่นายกฤต (ผู้รับมอบอำนาจโจทก์) กลับเบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1.มาทำคำเสนอขอโอนสิทธิการเช่าซื้อให้นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) นั้น โดยได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อ.นั้นจริง และโจทก์.ได้ให้นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) ลงชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อ.นั้นด้วย อันเจือสมข้อนำสืบของจำเลยทั้งสอง. ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ตามคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อจะระบุว่าคำขอยังไม่มีผลผูกพันโจทก์จนกว่าจะทำการตรวจสอบหลักฐานของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันรายใหม่และอนุมัติให้มีการโอนสิทธิการเช่าซื้อ.นั้นก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ที่โจทก์.ได้คืนเช็คที่จำเลยที่ 1.ชำระเป็นค่าเช่าซื้อไว้ล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1.นั้น และให้นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) กับผู้ค้ำประกัน.ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อ. และได้ยอมให้นายศุภชัย.มอบรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) รวมทั้งรับเงินค่าเช่าซื้อจากนายขนิษฐ์.มาถึงสี่งวด และงวดที่ 5 บางส่วนแสดงว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายแล้ว โดยถือว่านายขนิษฐ์ (ผู้เช่าซื้อรายใหม่) รับรถคันที่เช่าซื้อไปแทนโจทก์ สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นั้น จึงสิ้นผลผูกพัน จำเลยทั้งสอง.ไม่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาต่อโจทก์.อีกต่อไป ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์.เป็นข้อปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป.จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย. ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกา.พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์. จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน.จึงไม่ต้องรับผิดชอบใช้หนี้เงิน จำนวน 411,962.00 บาท.แก่โจทก์ ตามฟ้องคดีนี้แต่อย่างใด.

เรื่องนี้บอกให้รู้ว่า. ทนายความ.เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการยุติธรรมไทย. มีไว้ได้เป็นศรี มีคดีได้ปรึกษา../

ข้อกฎหมายดีเด่น เมื่อตกเป็นจำเลย.ในคดีฐานลักทรัพย์..ในคดีความผิดฐานลักทรัพย์.นั้น  เมื่อศาลฟังเป็นยุติว่า จำเลย.มิได้มีเ...
28/05/2013

ข้อกฎหมายดีเด่น เมื่อตกเป็นจำเลย.ในคดีฐานลักทรัพย์..

ในคดีความผิดฐานลักทรัพย์.นั้น เมื่อศาลฟังเป็นยุติว่า จำเลย.มิได้มีเจตนาทุจริตประสงค์ต่อทรัพย์มาก่อน ลำพังแต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุม.ก็นำมาเหตุลงโทษจำเลยมิได้ ดั่งนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5616/2550.

พนักงานอัยการ (โจทก์) ฟ้องว่า จำเลย.กับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีก 1 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานการตลาดของ บริษัทแอดว๊านซ์ อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด (ผู้เสียหาย) ได้บังอาจร่วมกันลักเอาบัตรโทรศัพท์ใบละ 50 บาท จำนวน 9,400 ใบ เป็นเงิน 470,000.00 บาท และบัตรโทรศัพท์ใบละ 100 บาท จำนวน 7,700 ใบ เป็นเงิน 770,000.00 บาท รวมเป็นเงิน 1,240,000.00 บาท.ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลย.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 และให้จำเลย.คืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,240,000.00 บาท แก่ผู้เสียหาย.นั้น
จำเลย.ให้การปฏิเสธ.
ระหว่างพิจารณา บริษัท แอดว๊านซ์ อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด (ผู้เสียหาย) ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต.
ศาลชั้นต้น.พิพากษายกฟ้องโจทก์.
โจทก์และโจทก์ร่วม.อุทธรณ์คำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ว่าจำเลย.มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 4 ปี และปรับ 9,000 บาท ในชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพ.เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 6,000.00 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30, 30/1, 30/2, 30/3 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,240,000.00 บาท แก่ผู้เสียหาย.

จำเลย.ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์.
ศาลฎีกา.พิจารณาแล้วเห็นว่า องค์ประกอบเบื้องต้นในความผิดฐานลักทรัพย์.นั้น ย่อมต้องได้ความว่า จำเลย.เอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วม.นำสืบแต่เพียงว่า จำเลย.เป็นพนักงานของโจทก์ร่วมนำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วม.ไปให้นายรัตติศักดิ์หรือพรมเรศ.นำไปจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 ถึงมีนาคม 2543 เป็นเงิน 1,240,000.00 บาท แล้วไม่นำเงินส่งคืนให้แก่โจทก์ร่วม. โดยไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลย.นำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วม.ไปให้นายรัตติศักดิ์.จัดจำหน่ายนั้น จำเลย.มีเจตนาทุจริตหรือได้สมคบกับนายรัตติศักดิ์.กระทำการทุจริตอย่างใดบ้าง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลย.ได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากการกระทำดังกล่าว นางสาวสมิตา.ที่เป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชีของโจทก์ร่วม ได้เบิกความยอมรับว่า จำเลย.นำบัตรโทรศัพท์ของโจทก์ร่วม.ไปให้ใครจำหน่ายก็ได้ โดยไม่จำต้องขออนุญาตโจทก์ร่วม.ก่อน เว้นแต่บัตรโทรศัพท์ที่นำไปจำหน่ายมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าจำนวนเท่าใดจึงต้องขออนุญาตโจทก์ร่วมก่อน อย่างไรก็ดี แม้จะฟังว่าการที่จำเลย.นำบัตรโทรศัพท์ไปให้นายรัตติศักดิ์.จัดจำหน่ายโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ร่วม.นั้น ก็เป็นเพียงแต่การปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบที่โจทก์ร่วม.วางเอาไว้เท่านั้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลย.นั้นมีเจตนาทุจริต แต่หากโจทก์ร่วม.ได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่จำเลย.ปฏิบัติงานไม่ถูกต้องหรือนายรัตติศักดิ์.นำบัตรโทรศัพท์ไปจำหน่ายแล้วไม่ส่งเงินคืนให้นั้น ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วม.จะต้องว่ากล่าวในทางอื่นกับบุคคลทั้งสองต่อไป พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลย.กระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกา.ไม่เห็นพ้องด้วย ถือว่าฎีกาของจำเลย.นั้นฟังขึ้น ศาลฎีกา.พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และปล่อยตัวจำเลย.พ้นข้อกล่าวนั้นไป..

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจทางและอย่าวางใจตำรวจ. เมื่อถูกจับกุมในคดีอาญา.../

วิธีป้องกันโจรขโมย.โดยขึงเส้นลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ตามหน้าต่างบ้าน. แม้มันได้ไม่คุ้มเสีย.. เพราะเจ้าบ้าน.อาจติดคุกเสีย...
15/02/2013

วิธีป้องกันโจรขโมย.โดยขึงเส้นลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ตามหน้าต่างบ้าน. แม้มันได้ไม่คุ้มเสีย.. เพราะเจ้าบ้าน.อาจติดคุกเสียเอง.ก็ได้ครับท่าน ดั่งนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7650/2553..
พนักงานอัยการ (โจทก์) ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2543 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลย.มีเจตนาฆ่า ด.ช.กองสินธิ์ หรือ กองสินธ์ สนม โดยที่ใช้เส้นลวด 1 เส้น ต่อปลายด้านหนึ่งของเส้นลวดเข้ากับสายไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านเลขที่ 73 หมู่ที่ 5 ซึ่งสายไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านดังกล่าวมีแรงดันของกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ สามารถทำอันตรายแก่ชีวิตได้ และจำเลย.ใช้ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งของเส้นลวดดังกล่าว ซึ่งไม่มีฉนวนห่อหุ้มจี้ไปที่เนื้อตัวร่างกายของ ด.ช.กองสินธ์ (ผู้ตาย) นั้น ทำให้ ด.ช.กองสินธ์.ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตทำลายระบบการทำงานของอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย.เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และหลังจากที่จำเลย.กระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลย.ยังนำศพของ ด.ช.กองสินธ์.บรรจุใส่ไว้ในกระสอบ 1 ใบ แล้วนำไปทิ้งไว้ภายในถังเก็บสิ่งปฏิกูลซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตบ้านดังกล่าว แล้วจำเลย.ได้ปิดฝาถังสำหรับเก็บสิ่งปฏิกูลนั้นไว้อันเป็นการลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย ทำลายศพ ส่วนของศพ.เพื่อปิดบังการตาย เหตุแห่งการตายของเด็กชายกองสินธ์. ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 199, 288
จำเลยให้การปฏิเสธ.
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลย.นั้น มิได้มีเจตนาฆ่าตามฟ้องของพนักงานอัยการ (โจทก์) แต่จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และการกระทำของจำเลย.นั้น เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำคุก 4 ปี ฐานซ่อนเร้น ทำลายศพ จำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ศาลลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน. คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก.
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยตามศาลล่าง.
จำเลยฎีกา. คัดค้านโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์.
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยในข้อ 3 ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุ ที่จะไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือไม่ประการใด ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ได้ยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222.
ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลย.นั้น ได้ขึงเส้นลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้บริเวณหน้าต่างห้องพักของจำเลยเพื่อป้องกันขโมยเข้ามาลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลย จึงเป็นเหตุให้เด็กชายกองสินธ์ (ผู้ตาย) บุตรเลี้ยงของจำเลย.ที่ซึ่งลักลอบปีนหน้าต่างเพื่อเข้าไปลักทรัพย์ในห้องพักของจำเลย.ถูกกระแสไฟฟ้าช๊อตถึงแก่ความตาย ซึ่งหลังเกิดเหตุนั้น จำเลย.ได้นำศพของเด็กชายกองสินธ์.ใส่ไว้ในกระสอบป่านแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ในบ่อสิ่งปฏิกูล (ถังส้วม) หลังบ้าน.
การกระทำของผู้ตาย.พอจะถือได้ว่าเป็นการประทุษร้ายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมายและต่อทรัพย์สินของจำเลย.ซึ่งมีสิทธิที่จะป้องกันทรัพย์สินของตนได้แล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลย.ที่ได้ต่อและปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงถึง 220 โวลต์ ไปตามเส้นลวดที่ไม่มีฉนวนหุ้มนั้นย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพที่สามารถทำให้ผู้อื่นที่ไปสัมผัสถูกถึงแก่ความตายได้. ศาลฎีกาเห็นว่า.การกระทำของจำเลยเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ฎีกาของจำเลยจึงฟังขึ้นบางส่วน.
ศาลฎีกา. พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลย.มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดฐานซ่อนเร้นทำลายศพแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ทุกประการ..
เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า คิดจะจับขโมยขโจร.นั้น ต้องลงทุนให้มากกว่านี้อีกหน่อย. อิอิๆๆๆ../

บัตรเครดิต.สูญหาย..ลูกหนี้.มิต้องรับผิดในหนี้.ที่มิได้ก่อขึ้น..ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่  1989/2552  มีบรรทัดฐานแล้วว่า ข้อ...
23/01/2013

บัตรเครดิต.สูญหาย..ลูกหนี้.มิต้องรับผิดในหนี้.ที่มิได้ก่อขึ้น..
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1989/2552 มีบรรทัดฐานแล้วว่า ข้อตกลงในการใช้บัตรเครดิต. ที่กำหนดให้ผู้ถือบัตร.ต้องรับผิดต่อธนาคาร. ในกรณีที่บัตรเครดิตสูญหาย ถูกลักขโมย หรือถูกใช้โดยบุคลอื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้ถือบัตร ทั้งที่ ได้แจ้งข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวนี้ให้แก่ศูนย์บัตรเครดิตของธนาคาร.ทราบแล้ว เพื่อให้ได้ระงับการใช้บัตรเครดิต และกำหนดให้ภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นก่อนมีการแจ้ง และก็ในจำนวนเงินที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของผู้ถือบัตร ซึ่งถูกนำไปใช้โดยมิชอบนั้น ในภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นหลังจากแจ้งให้ธนาคารทราบแล้วไม่เกิน 5 นาที.นั้น...
เงื่อนไขข้อสัญญาดังกล่าวนี้ ถือเป็นข้อสัญญาที่ทำให้ผู้ถือบัตร (จำเลย) ต้องรับภาระในหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต.ที่ไม่ได้ก่อขึ้นและไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถือบัตร ทั้งที่ธนาคาร.ยังมีทางแก้ไขความเสียหายนั้นได้ โดยการตรวจสอบลายมือชื่อผู้ใช้บัตรเครดิตในเซลสลิป.ที่ไม่ตรงกับลายมือชื่อของผู้ถือบัตร. ธนาคาร.ก็ยังสามารถเรียกเงินที่ได้จ่ายไปคืนจากร้านค้า.นั้นอยู่ได้อีก...
ฉะนั้น เมื่อธนาคาร.ทีซึ่งได้รับแจ้งจากผู้ถือบัตรแล้วว่า บัตรเครดิต.นั้น ได้สูญหายไป และได้ขอให้ธนาคาร.ระงับการใช้บัตรเครดิต.นั้นแล้ว ธนาคาร.จะต้องรีบดำเนินการให้ผู้ถือบัตร.ซึ่งเป็นผู้บริโภคนั้นโดยเร็ว แต่เมื่อธนาคาร.มิได้ทำเช่นว่านี้ โดยที่ยังเห็นว่ามีข้อตกลงการใช้บัตร. ที่ให้ผู้ถือบัตร.ต้องรับผิดต่อธนาคาร.อยู่แล้ว ก็ย่อมถือได้ว่า เป็นการเอาเปรียบผูถือบัตรบัตร.นั้น เกินสมควรและเป็นการผลักภาระให้ผู้ถือบัตร.ต้องรับผิดเกินกว่าวิญญูชนทั่วไปจะคาดหมายได้ตามปกติ อันเข้าลักษณะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม..
ข้อตกลงการใช้บัตรเครดิตในข้อดังกล่าวมานี้ จึงไม่มีผลใช้บังคับจำเลย (ผู้ถือบัตรเครดิต ) จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้ธนาคาร (โจทก์) ให้เป็นยกฟ้องโจทก์..
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การไม่มีบัตรเครดิต.เป็นลาภอันประเสริฐ../

ที่อยู่

บ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า, คลองสองต้นนุ่น, ลาดกระบัง
Bangkok
10520

เบอร์โทรศัพท์

0814526575

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายความ นิติพร.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายความ นิติพร.:

แชร์