Law Do ติวเตอร์ สอนกฎหมายออนไลน์

28/08/2026

ข้อ 4. แพ่ง.

นายหนึ่งทำสัญญาจะซื้อจะขายเครื่องจักรผลิตบรรจุภัณฑ์จากนายสองในราคา 3,000,000 บาท ตกลงให้นายหนึ่งชำระเงินมัดจำ 500,000 บาทในวันทำสัญญา ส่วนเงินที่เหลือ 2,500,000 บาทจะชำระในวันที่นายสองส่งมอบและติดตั้งเครื่องจักรให้สามารถใช้งานได้ ซึ่งกำหนดไว้วันที่ 1 กันยายน 2569

ก่อนถึงกำหนดส่งมอบ นายสองแจ้งให้นายหนึ่งนำเงินส่วนที่เหลือมาชำระทั้งหมดก่อน มิฉะนั้นจะไม่ส่งมอบเครื่องจักร นายหนึ่งปฏิเสธโดยอ้างว่ายังไม่ต้องชำระจนกว่านายสองจะส่งมอบและติดตั้งเครื่องจักรตามสัญญา

ถึงวันที่ 1 กันยายน 2569 นายสองมิได้นำเครื่องจักรมาส่งมอบ นายหนึ่งจึงมีหนังสือลงวันที่ 2 กันยายน 2569 กำหนดให้นายสองส่งมอบและติดตั้งเครื่องจักรให้เสร็จภายใน 15 วัน มิฉะนั้นจะเลิกสัญญา

ก่อนครบกำหนด 15 วัน โรงงานของนายสองเกิดเพลิงไหม้เนื่องจากฟ้าผ่า ทำให้เครื่องจักรซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับส่งให้นายหนึ่งถูกทำลายทั้งหมด โดยไม่มีฝ่ายใดมีส่วนก่อให้เกิดเพลิงไหม้ และเครื่องจักรดังกล่าวเป็นเครื่องจักรที่ผลิตขึ้นตามคุณลักษณะเฉพาะสำหรับนายหนึ่ง ไม่สามารถหาเครื่องอื่นมาทดแทนได้

นายสองแจ้งว่า ตนไม่ต้องรับผิดเพราะการส่งมอบกลายเป็นพ้นวิสัยจากเหตุสุดวิสัย แต่ขอริบเงินมัดจำ 500,000 บาทไว้ นายหนึ่งจึงบอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกเงิน 500,000 บาทคืนพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้เครื่องจักรมาใช้ประกอบกิจการ

ให้วินิจฉัยว่า

1. ก่อนถึงกำหนดส่งมอบ นายหนึ่งมีสิทธิปฏิเสธการชำระเงิน 2,500,000 บาทจนกว่านายสองจะเสนอชำระหนี้ของตนหรือไม่
2. เมื่อการส่งมอบเครื่องจักรกลายเป็นพ้นวิสัยโดยมิใช่ความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใด นายสองยังมีสิทธิเรียกหรือยึดถือค่าตอบแทนตามสัญญาไว้หรือไม่
3. หนังสือกำหนดเวลา 15 วันของนายหนึ่งมีผลอย่างไรต่อสิทธิเลิกสัญญา และเมื่อมีการเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมเพียงใด
4. นายหนึ่งมีสิทธิเรียกเงิน 500,000 บาทคืนพร้อมดอกเบี้ยและเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้หรือไม่

พยานแพ่ง ลองตอบไล่หลักดูครับ ฝึกเขียน ข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย ให้สัมพันธ์กัน
27/08/2026

พยานแพ่ง ลองตอบไล่หลักดูครับ
ฝึกเขียน ข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย ให้สัมพันธ์กัน

25/08/2026
24/08/2026

มาฝึกทำข้อสอบกันครับ
ผมจะให้โจทย์ทิ้งไว้ แล้วลองเขียนตอบกันดูนะครับ
แล้วผมจะมาเฉลยให้อีกทีครับ

ฝึกทำไปด้วยกันวันละข้อครับ😁

ข้อที่ 1(24/8/69)

นายหนึ่งตกลงขายเครื่องจักรผลิตอาหารให้นายสอง ราคา 2,000,000 บาท โดยกำหนดส่งมอบและติดตั้งให้พร้อมใช้งานในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายหนึ่งทราบตั้งแต่ก่อนทำสัญญาว่า นายสองซื้อเครื่องจักรเพื่อนำไปผลิตสินค้าให้บริษัทสามตามสัญญาซึ่งกำหนดเริ่มผลิตวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 และหากส่งสินค้าไม่ทัน นายสองจะต้องเสียค่าปรับวันละ 50,000 บาท

ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายหนึ่งไม่ส่งมอบเครื่องจักร นายสองมีหนังสือทวงถามให้นายหนึ่งส่งมอบภายใน 7 วัน แต่นายหนึ่งก็ยังไม่ดำเนินการ

ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายหนึ่งนำเครื่องจักรมาส่งและติดตั้ง แต่เครื่องจักรมีสมรรถนะต่ำกว่าที่ตกลงไว้ ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าในปริมาณตามสัญญากับบริษัทสามได้ นายสองจึงว่าจ้างบริษัทอื่นปรับปรุงเครื่องจักรเป็นเงิน 300,000 บาท และต้องชำระค่าปรับแก่บริษัทสามอีก 500,000 บาท

นายสองฟ้องขอให้ศาลบังคับนายหนึ่งรับผิด ค่าปรับปรุงเครื่องจักร 300,000 บาท และค่าปรับที่ชำระแก่บริษัทสาม 500,000 บาท

ให้วินิจฉัยว่า

(ก) นายหนึ่งตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด การที่สัญญากำหนดวันส่งมอบไว้แน่นอนมีผลต่อการเตือนให้ชำระหนี้อย่างไร

(ข) การส่งมอบเครื่องจักรที่มีสมรรถนะไม่ตรงตามที่ตกลง ถือเป็นการชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้หรือไม่ และนายสองมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือไม่

(ค) ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเครื่องจักร 300,000 บาท กับค่าปรับตามสัญญากับบริษัทสาม 500,000 บาท มีหลักในการพิจารณาขอบเขตความรับผิดแตกต่างกันอย่างไร

01/07/2026

ครุฑสีไหนดีสุด?
ครุฑแต่ละสี...ไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใคร
แต่กำลังบอกว่า "คุณมีสิทธิอะไรกับที่ดินแปลงนั้น"
ดังนั้น ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่
"สิทธิในการใช้ประโยชน์" มากกว่ารูปแบบของเอกสาร
หลายคนมองว่าเอกสารสิทธิที่ดินมีแค่ "โฉนด" กับ "ไม่ใช่โฉนด" แต่ในโลกอสังหาฯ จริง ๆ แล้ว ครุฑแต่ละสีสะท้อนสิทธิ ความเสี่ยง และโอกาสในการลงทุนที่แตกต่างกันอย่างมาก
✅ ครุฑแดง (น.ส.4 หรือโฉนดที่ดิน)
สิทธิสมบูรณ์ที่สุด ซื้อขาย โอน จำนอง พัฒนาโครงการได้เต็มรูปแบบ สภาพคล่องสูงสุด เหมาะทั้งผู้ซื้ออยู่อาศัยและนักลงทุน
✅ ครุฑฟ้า (ทรัพย์อิงสิทธิ)
ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เป็นสิทธิในการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวที่จดทะเบียนตามกฎหมาย สามารถโอนและใช้เป็นหลักประกันได้ตามเงื่อนไข เหมาะกับผู้ที่ต้องการเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงโดยไม่ต้องถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยตรง
✅ ครุฑเขียว (น.ส.3 ก.)
มีการรังวัดค่อนข้างชัดเจน สามารถพัฒนาและยกระดับเป็นโฉนดได้ในอนาคต จึงเป็นที่ดินที่นักลงทุนสาย Value-Add มักจับตามอง
⚠️ ครุฑดำ (น.ส.3 / น.ส.3 ข.)
ซื้อขายและโอนได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องแนวเขตและการพัฒนา ต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
⚠️ ครุฑน้ำเงิน (ส.ป.ก.)
มีวัตถุประสงค์เพื่อการเกษตร ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เต็มรูปแบบ การซื้อขายและการใช้ประโยชน์มีข้อจำกัดตามกฎหมาย จึงไม่เหมาะกับการลงทุนเชิงพาณิชย์ทั่วไป
📍 สำหรับคนทั่วไป
เลือกเอกสารสิทธิให้ตรงกับเป้าหมายการใช้งาน คือสิ่งสำคัญกว่าการมองแค่ "สีของครุฑ" หรือราคาที่ดินถูก
📍สำหรับนักลงทุน
การเข้าใจข้อจำกัดและศักยภาพของเอกสารแต่ละประเภท คือจุดเริ่มต้นของการประเมิน "โอกาส" และ "ความเสี่ยง" ของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาในอนาคต
โดยเฉพาะ "ทรัพย์อิงสิทธิ" ที่กำลังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจ เพราะเพิ่มทางเลือก (ยกระดับสิทธิ) การใช้ประโยชน์จากที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบที่แตกต่างจากการถือกรรมสิทธิ์แบบดั้งเดิม สนใจอ่านต่อได้ในลิ้งค์ใต้
Author : Golf ThinkofLiving

28/06/2026

คดีเช่าซื้อรถ ผู้เข่าซื้อบอกเลิกโดยยังไม่เคยผิดนัด ต้องชำระค่าขาดราคาหรือไม่?

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๓/๒๕๖๕
🖊️ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๑ จำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ ๑๐ ประจำวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ แล้ว โดยจำเลยชำระล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑ และ 📍 #โจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใด #หรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แต่อย่างใด
⚠️กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๒ ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ ๑๓ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัย 📍 #เนื่องจากการแสดงเจตนาคืนรถอันจะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อนั้น ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๒ ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์...และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที...”
ดังนั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์ 📍 #แต่เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีดังกล่าว #จึงถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๓ ⚠️สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ 📌 #เมื่อสัญญาเลิกกันโดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๕๗๓ ดังกล่าว
⚠️โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาค่าเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย และแม้จำเลยได้ตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๓ ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยเอกสารหมาย จ.๘ แผ่นที่ ๑ ดังที่โจทก์แก้ฎีกาก็ตาม 📍 #แต่เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ #เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน และจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่าหากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์
⚠️ซึ่งเอกสารดังกล่าว 📌 #หามีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในเอกสารไม่ #เพราะกรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกันแล้ว จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้

02/06/2026

คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ถือเป็นคำฟ้องหรือไม่
ฟ้องซ้อนหรือไม่
ถอนฟ้องเด็ดขาดหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9454/2553📌

โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544
ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544
ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ #ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

**⚠️(ฐานอื่นเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายจึงให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้แค่ในฐานที่้ป็นผู้เสียเท่านั้น)

แต่คดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปใน #ภายหลัง ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้

**⚠️(แม้โจทก์ร่วม จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ในขณะที่ยังไม่ถอนฟ้อง ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อน เพราะคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ไม่ใช่คำฟ้อง)

จึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด ย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 36 (3) และ 39 (2)

**⚠️ (เมื่อมีการถอนฟ้อง เพื่อขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ จึงไม่ใช่การถอนฟ้องโดยเด็ดขาดสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ)

02/06/2026

📌ฎีกานี้มีหลายประเด็นดีครับ📌
ได้หลักในการเขียน ไล่เรียงตอบข้อสอบได้ครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4601/2565

1. ระยะเวลาแก้ไขคำให้การ⚠️

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในความผิดข้อหาร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด #ในชั้นฎีกา นั้น
จำเลยที่ 2 ไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3
⚠️การที่จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ #ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 #ยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าว

2. ถอนคำร้องทุกข์ในชั้นใดกับ พงสฯ อันการ หรือ ศาลก็ได้

ความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งการถอนคำร้องทุกข์นั้น #ผู้เสียหายย่อมถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือต่อศาลก็ได้
❗️แม้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล #ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น การที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้ว สิทธิในการนำคดีในความผิดข้อหาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

3. เมื่อถอนคำร้องทุกข์ในคดีส่วนอาญา ทำให้คดีอาญาระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอส่วนแพ่งตกไปด้วย

⚠️และเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย

⚠️ยอมความล่วงหน้า!!⚠️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4126 / 2563    การยอมความในความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง แ...
02/06/2026

⚠️ยอมความล่วงหน้า!!⚠️

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4126 / 2563

การยอมความในความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง และมาตรา 39 (2) นั้น #ต้องเป็นการยอมความที่กระทำภายหลังจากความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว ❗️มิใช่กระทำกันไว้ล่วงหน้าก่อนการกระทำความผิดเกิด
เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนครสวรรค์ โดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ หากจำเลยผิดนัด จำเลยตกลงส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ #และศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาตามยอม
ภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจังหวัดนครสวรรค์ออกหมายบังคับคดี ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อจากโจทก์ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่น และไม่สามารถติดตามกลับคืนมาได้
📌เช่นนี้ การยอมความดังกล่าวข้างต้น #จึงทำขึ้นก่อน ที่จำเลยจะนำรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่นซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้
⚠️ทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ไม่ปรากฏข้อความว่าโจทก์จำเลยตกลงยอมความในคดีส่วนอาญา สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง #จึงไม่มีผลทำให้คดีอาญาระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66638914598

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Law Doผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Law Do:

ทางลัด

แชร์