Law Do ที่ปรึกษากฎหมาย และว่าความทั่วราชอาณาจักร

02/06/2026

คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ถือเป็นคำฟ้องหรือไม่
ฟ้องซ้อนหรือไม่
ถอนฟ้องเด็ดขาดหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9454/2553📌

โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544
ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544
ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ #ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

**⚠️(ฐานอื่นเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายจึงให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้แค่ในฐานที่้ป็นผู้เสียเท่านั้น)

แต่คดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปใน #ภายหลัง ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้

**⚠️(แม้โจทก์ร่วม จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ในขณะที่ยังไม่ถอนฟ้อง ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อน เพราะคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ไม่ใช่คำฟ้อง)

จึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด ย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 36 (3) และ 39 (2)

**⚠️ (เมื่อมีการถอนฟ้อง เพื่อขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ จึงไม่ใช่การถอนฟ้องโดยเด็ดขาดสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ)

02/06/2026

📌ฎีกานี้มีหลายประเด็นดีครับ📌
ได้หลักในการเขียน ไล่เรียงตอบข้อสอบได้ครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4601/2565

1. ระยะเวลาแก้ไขคำให้การ⚠️

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในความผิดข้อหาร่วมกันตั้งโรงรับจำนำโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด #ในชั้นฎีกา นั้น
จำเลยที่ 2 ไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3
⚠️การที่จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ #ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 #ยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าว

2. ถอนคำร้องทุกข์ในชั้นใดกับ พงสฯ อันการ หรือ ศาลก็ได้

ความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งการถอนคำร้องทุกข์นั้น #ผู้เสียหายย่อมถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ หรือต่อศาลก็ได้
❗️แม้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล #ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น การที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้ว สิทธิในการนำคดีในความผิดข้อหาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

3. เมื่อถอนคำร้องทุกข์ในคดีส่วนอาญา ทำให้คดีอาญาระงับไปแล้ว ย่อมทำให้คำขอส่วนแพ่งตกไปด้วย

⚠️และเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย

⚠️ยอมความล่วงหน้า!!⚠️คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4126 / 2563    การยอมความในความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง แ...
02/06/2026

⚠️ยอมความล่วงหน้า!!⚠️

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4126 / 2563

การยอมความในความผิดอันยอมความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง และมาตรา 39 (2) นั้น #ต้องเป็นการยอมความที่กระทำภายหลังจากความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว ❗️มิใช่กระทำกันไว้ล่วงหน้าก่อนการกระทำความผิดเกิด
เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนครสวรรค์ โดยจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ หากจำเลยผิดนัด จำเลยตกลงส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ #และศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาตามยอม
ภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจังหวัดนครสวรรค์ออกหมายบังคับคดี ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อจากโจทก์ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่น และไม่สามารถติดตามกลับคืนมาได้
📌เช่นนี้ การยอมความดังกล่าวข้างต้น #จึงทำขึ้นก่อน ที่จำเลยจะนำรถยนต์ที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปจำนำไว้แก่บุคคลอื่นซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องคดีนี้
⚠️ทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวก็ไม่ปรากฏข้อความว่าโจทก์จำเลยตกลงยอมความในคดีส่วนอาญา สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง #จึงไม่มีผลทำให้คดีอาญาระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

วิ.เด็กฯ คำวินิจฉัยที่ 69/2560    ความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามฟ้องจำเลยกระทำความผิดขณะอายุไม่เกิน 18 ปี จึงอยู่ในอำนา...
24/05/2026

วิ.เด็กฯ

คำวินิจฉัยที่ 69/2560
ความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามฟ้องจำเลยกระทำความผิดขณะอายุไม่เกิน 18 ปี จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 10(1)
แม้ความผิดฐานรับของโครจำเลยจะกระทำความผิดขณะอายุเกิน 18 ปีแล้ว แต่ความผิดทั้งสองฐานเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 โจทก์มีอำนาจฟ้องความผิดทั้งสองฐานต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้

⚠️ข้อสังเกต

- ความผิดคนละกรรมกัน
- หากคดีหลัง ที่กระทำความผิดขณะอายุเกิน 18 ปี มีอัตราโทษสูงกว่า จะต้องแยกฟ้อง ไม่สามารถฟ้องรวมกันไปในศาลเยาวชนฯ ได้

20/05/2026
การจำนองหนี้ในอนาคตการจำนองให้นำ มาตรา 681 มาใช้บังคับอนุโลม ตามมาตรา 707คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3124/2565       ผู้ร้องเป็น...
20/05/2026

การจำนองหนี้ในอนาคต
การจำนองให้นำ มาตรา 681 มาใช้บังคับอนุโลม ตามมาตรา 707

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3124/2565

ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ
และตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่จำเลยและผู้คัดค้านจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์มีข้อความระบุว่า “ผู้จำนองจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้รับจำนองในเวลานี้หรือ #ในเวลาหนึ่งเวลาใดภายหน้า”
ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่านอกจากจะเป็นการจำนองประกันหนี้ตามสัญญาจำนองดังกล่าวแล้ว ผู้จำนองยังตกลงจำนองประกันหนี้ของจำเลยที่จะมีขึ้นต่อผู้รับจำนองในภายหน้าด้วย

⚠️ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 แก่ผู้ร้อง #จึงถือได้ว่าจำเลยยังมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่
❗️แม้จำเลยจะได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ที่จำเลยและผู้คัดค้านนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ครบถ้วนแล้วก็ตาม
📌ก็หามีผลทำให้สัญญาจำนองระงับสิ้นไป ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงเป็นผู้มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองก่อน เจ้าหนี้อื่น (ป.วิ.พ.มาตรา 324)

ซื้อรถจากการประมูล แล้วจดทะเบียนไม่ได้ “ถือว่าทรัพย์ที่ซื้อขายชำรุดบกพร่อง” ซึ่งผู้ขายต้องรับผิดชอบตาม มาตรา 472 หรือไม่...
20/05/2026

ซื้อรถจากการประมูล แล้วจดทะเบียนไม่ได้

“ถือว่าทรัพย์ที่ซื้อขายชำรุดบกพร่อง”
ซึ่งผู้ขายต้องรับผิดชอบตาม มาตรา 472 หรือไม่ ?

คำพิพากษาฎีกาที่ 1877/2566

โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนรถยนต์พิพาทที่ซื้อได้จากการประมูลขายทอดตลาดของกรมศุลกากรจำเลยเนื่องจากนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมการขนส่ง มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าได้ตรวจสอบพบว่ารถยนต์คันพิพาทมีการยื่นส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์ไว้กับกรมการขนส่งทางบก เข้าข่ายเป็นรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ #ซึ่งต้องงดรับจดทะเบียน ตามกฎกระทรวงงดรับจดทะเบียนรถที่ประกอบจากชิ้นส่วนของรถที่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2556
📌ขณะที่กรมการขนส่งทางบกเป็นเพียงบุคคลภายนอกมิใช่คู่สัญญาที่มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทและจะต้องกระทำตามที่จำเป็นเพื่อให้โจทก็ได้จดทะเบียนรถยนต์พิพาท แม้จำเลยสุจริต
โดยเชื่อว่ารถยนต์พิพาทสามารถนำไปจดทะเบียนได้ จำเลยก็ยังต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทที่ขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472

⚠️ความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินที่ขาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ย่อมหมายความรวมถึง #ความชำรุดบกพร่องอันเกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สินนั้น ๆ ที่ผู้ขายจะต้องกระทำตามที่จำเป็นให้แก่ผู้ซื้อ ✅เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถใช้ทรัพย์สินนั้นให้เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาด้วยเช่นกัน

❣️จำเลยต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทและต้องกระทำตามที่จำเป็นเพื่อให้โจทก์ได้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทอันเป็นสาระสำคัญในการใช้รถนั้นด้วยและถือได้ว่าเป็นความชำรุดบุกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้วหรือมีอยู่ในขณะทำการประมูลขายทอดตลาดหรือในเวลาส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ✅จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับ ผิดชำระเงินประมูลให้แก่โจทก์และรับมอบรถยนต์พิพาทคืนไปจากโจทก์ตามฟ้อง

**ไม่ใช่คู่สัญญา มาตกลงกันจึงไม่ใช่การทำสัญญาประนีประนอม ตาม มาตรา 850    - แต่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี...
20/05/2026

**ไม่ใช่คู่สัญญา มาตกลงกันจึงไม่ใช่การทำสัญญาประนีประนอม ตาม มาตรา 850
- แต่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ มาผูกพันบังคับตามสัญญายอม
- เมื่อสัญญายอมกำหนดยกที่ดินตีใช้หนี้จึงเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมจึงระงับไป

คำพิพากษาฎีกาที่ 4574/2559

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 2,200,000 บาท และจำนวน 1,433,300 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 2 #ในฐานะกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คมีจำนวนเงินและวันถึงกำหนดตรงตามสัญญากู้สองฉบับ มอบไว้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการใช้เงิน โจทก์นำเช็คทั้งสองฉบับฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งเรียกทรัพย์สินคืนต่อศาลแขวงนนทบุรี ระหว่างการพิจารณาในคดีแพ่งของศาลแขวงนนทบุรี โจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำความตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 2 ขอถอนฟ้องในคดีแพ่งของศาลแขวงนนทบุรี ส่วนโจทก์ของถอนฟ้องในคดีอาญาของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงนนทบุรี #ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ถอนฟ้องทั้งสองคดีไปแล้ว แต่ยังไม่มีการปฏิบัติตามที่ได้ร่วมกันแถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้
คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ข้อตกลงตามที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 แถลงไว้ในรายการกระบวนพิจารณาของศาลแขวงนนทบุรีเป็นสัญญาประนีประนอมหรือไม่ ?
พิเคราะห์แล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงนนทบุรีมีความว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์แถลงร่วมกันว่า คดีนี้ตกลงกันได้แล้วและนอกจากคดีนี้ โจทก์ยังได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามเช็ค 2 ฉบับ เป็นคดีอาญาของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 35726 ให้โจทก์ โดยคิดราคาตามราคาประเมินกลาง และนอกจากนี้จำเลยที่ 2 จะนำอาคารชุดเลขที่ 235/237 ไปจำนองธนาคาร หากได้เงินมาเท่าใดจำเลยที่ 2 ยินยอมหักให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเพื่อใช้หนี้บางส่วนที่เป็นหนี้ในคดีเช็คดังกล่าว ส่วนในคดีนี้จำเลยที่ 2 ขอถอนฟ้องตามคำร้องที่ยื่นไว้ โจทก์ไม่คัดค้าน ส่วนโจทก์จะไปยื่นคำร้องของถอนฟ้องในคดีเช็คดังกล่าวเช่นกัน ดังนี้ เมื่อบุคคลที่จะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามสัญญากู้และเช็คที่สั่งจ่ายชำระเงินกู้คือจำเลยที่ 1 มิใช่จำเลยที่ 2 ซึ่งเพียงกระทำแทนจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ทำความตกลงกับโจทก์ยินยอมรับผิดแทน #จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งยอมผ่อนผันให้แก่โจทก์ผู้เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ให้เสร็จไปในอันที่จะถือว่าเป็นการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 หากแต่การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีอาญาว่าร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ทำความตกลงดังกล่าวกับโจทก์อันนำไปสู่การถอนฟ้องคดีอาญาที่จำเลยทั้งสองถูกโจทก์ฟ้องต้องถือว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 อยู่แล้วทำความตกลงกับโจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 ด้วย #ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 1 มาเป็นจำเลยที่ 2 และเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้จากการชำระหนี้ด้วยเงินมาเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนด้วย จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349, 350
ซึ่งโจทก์ชอบที่จะฟ้องบังคับคดีให้เป็นไปตามหนี้ใหม่และข้อตกลงดังว่ามานี้ มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้กับผู้กู้ยืมทำความตกลงไว้ล่วงหน้าก่อนหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง อันทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะตามมาตรา 656 วรรคสาม เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมตามสัญญากู้และเช็คจึงเป็นอันระงับสิ้นไปโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้

เปรียบเทียบ ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่

ฎีกา 5112/2552

การแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญาระหว่างคู่กรณีเพื่อระงับหนี้เดิมแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ผูกพันกันแทน หนี้เดิมเป็นอันระงับไป แม้โจทก์จะยอมรับเช็คของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อเป็นประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ก็ตาม (ชำระในนามจำเลยที่1)
ก็หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่ เพราะไม่มีการตกลงทำสัญญาแปลงหนี้กันใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ของโจทก์จากจำเลยที่ 1 ไปเป็นจำเลยที่ 2 แต่เป็นเพียงจำเลยที่ 2 เข้าไปเป็นผู้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้เดิมเท่านั้น หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ระงับ เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายไม่ได้ ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

***กรณีนี้เป็นการตีใช้หนี้ตาม มาตรา 321 เมื่อชำระเงินเป็นเช็คและยังเรียกเก็บเงินไม่ได้ หนี้จึงไม่ระงับ ตามมาตรา 321 วรรคสาม

การเอาทรัพย์ไป โดยไม่ได้มีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สิน แต่เป็นการเอาไปเพื่อทำลายหลักฐาน เป็นความผิดฐานลักทรัพย...
18/05/2026

การเอาทรัพย์ไป โดยไม่ได้มีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สิน แต่เป็นการเอาไปเพื่อทำลายหลักฐาน เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่?

ความหมาย โดยทุจริต ม.1(1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2565
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ป.อ. มาตรา 1 (1), มาตรา 335 (1), มาตรา 335 (6), มาตรา 335 (7), มาตรา 339

ตามมาตรา 1 (1) แห่ง ป.อ. กำหนดบทนิยามคำว่า "โดยทุจริต" หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำโดยทุจริตจึงมิได้จำกัดว่าต้องเป็นการแสวงหาประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า
จำเลยทั้งสามมีเจตนาเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมมีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนหรือเป็นการเอาไปเพื่อทำลายหลักฐาน จึงเป็นการเอาทรัพย์นั้นไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ และ #ถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองอันเป็นการลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตแล้ว

#ข้อเท็จจริง การที่จำเลยทั้งสามไปที่ร้านที่เกิดเหตุโดยอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขอตรวจค้นและใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลังมิได้กระทำเพื่อเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา 339 (1) ถึง (5) ในการที่จะเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไป แต่เป็นการทำเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมขัดขืนหรือหลบหนี

ดังนั้น #การลักเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปจึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในภายหลัง การใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุม อันจะเป็นความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน

แต่เป็นเพียงความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานและโดยมีหรือใช้อาวุธปืน มาตรา 335(1)(6)(7)(8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ , 83
ทำร้ายไม่เป็นอันตรายแก่กายฯ มาตรา 391,83
แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน
มาตรา 145 ,83
หน่วงเหนี่ยวกักขัง มาตรา 310 ,83
บุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ 365(2)(3) ประกอบ 364,83

ปลอมหนังสือเดินทาง โดยใช้เจ้าพนักงานเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด
17/05/2026

ปลอมหนังสือเดินทาง
โดยใช้เจ้าพนักงานเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66638914598

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Law Doผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Law Do:

แชร์