JT. SUCCESS LAW ให้บริการด้านกฎหมาย

ให้บริการด้านกฎหมาย เผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาปัญหากฎหมาย ฟ้องร้อง ดำเนินคดีแพ่ง คดีกู้ยืม คดีสถาบันการเงิน คดีบัตรเครดิต คดีเช่าซื้อ คดีเช่าทรัพย์ คดีละเมิด คดีที่ดิน คดีขอจัดการมรดก คดีซื้อขาย คดีจำนอง คดีค้ำประกันคดีอาญา ถูกฟ้องคดี ยื่นคำให้การต่อสู้คดี

28/01/2026

ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง…คำพิพากษาฎีกาที่ 1714/2567 (เล่ม 4 หน้า 736) ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คู่ความฝ่ายที่ได้รับความเสียหายอาจยกขึ้นกล่าวอ้างต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 กรณีมิใช่คำสั่งศาลที่ให้คดีมีมูลอันเป็นเด็ดขาด ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 170 ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกา จำเลยที่ 1 มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นได้ และไม่ทำให้คดีในส่วนอาญาซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ถึงที่สุด
ตามคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการถูกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ส่งข้อความและสำเนาคำฟ้องมาทางแอปพลิเคชันไลน์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบและแจ้งให้เดินทางไปศาล แต่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่ามีการส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องของศาลชั้นต้นมาถึงตน กระทั่งจำเลยที่ 1 มอบหมายให้ทนายความไปตรวจสำนวนที่ศาลชั้นต้น จึงทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันที่ทนายจำเลยที่ 1 ไปตรวจสำนวนที่ศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องได้ กรณีมิใช่การขอให้พิจารณาคดีใหม่ในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 มีผลให้กระบวนพิจารณาเดิมตั้งแต่การส่งหมายนัดไต่สวนและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 ตลอดจนคำสั่งที่ให้คดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยกเลิกไป ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องใหม่เฉพาะจำเลยที่ 1 ทนายโจทก์มีหน้าที่นำพยานเข้าไต่สวนแม้จะเป็นพยานที่มาเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วครั้งหนึ่ง หากพยานไม่มาศาล ทนายโจทก์อาจแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการไต่สวน หรือแถลงขอให้ศาลชั้นต้นนำคำเบิกความของพยานที่เคยเบิกความมาแล้วในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในครั้งนี้โดยคู่ความตกลงกันก็ย่อมทำได้ แต่ทนายโจทก์กลับแถลงว่าพยานจะไม่มาเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องอีก ดังนี้ถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์เองที่ไม่มีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ฟังได้ว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 1 มีมูล จึงชอบแล้ว
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ค่าขึ้นศาลเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ต้องชำระในคดีส่วนแพ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับในคดีส่วนอาญา ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 1 ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาล แก่โจทก์จึงชอบแล้ว..!

28/12/2025

ฎีกาที่ 8003/2567 #ทางจำเป็น

ประเด็นข้อกฎหมาย: การพิจารณาสิทธิการขอเปิดทางจำเป็นระหว่างกรณีทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 กับกรณีที่ดินตาบอดอันเนื่องมาจากการแบ่งแยกที่ดินตามมาตรา 1350 โดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินเดิมเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาก่อนออกเอกสารสิทธิ

ข้อเท็จจริง:
• ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด (น.ส.3 ก. เลขที่ 2570) ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โดยมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่
• จำเลยต่อสู้ว่าเดิมที่ดินโจทก์และที่ดินแปลงข้างเคียง (เลขที่ 2602) เป็นแปลงเดียวกันมาก่อน การแบ่งแยกทำให้ที่ดินโจทก์เป็นที่ดินตาบอด จึงต้องขอเปิดทางผ่านที่ดินแปลงที่แยกออกไปนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350
• แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินมือเปล่าของบิดาโจทก์และอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งได้มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ก่อนที่จะนำไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แยกกันคนละปี
• ทางพิพาทที่โจทก์ขอเปิดผ่านที่ดินจำเลยทั้งสอง เป็นทางที่มีระยะทางใกล้ทางสาธารณะที่สุด และน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุด เนื่องจากอยู่บริเวณแนวเขตที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง และโจทก์เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567 วินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า:
1️⃣ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมที่ดินเป็นที่ดินมือเปล่าและได้มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมานานหลายสิบปีก่อนจะนำไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แยกกัน จึงต้องฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นคนละแปลงกันมาแต่เดิม ถือไม่ได้ว่ามีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนที่ดินแปลงเดียวกันจนเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350
2️⃣ เมื่อที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ และการออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทเป็นทางที่ใกล้ที่สุดและก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุด โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เปิดทางจำเป็นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349
3️⃣ การกำหนดค่าทดแทนความเสียหายจากการเปิดทางจำเป็น พิจารณาจากเนื้อที่ที่เสียประโยชน์ ประกอบกับสภาพที่ดินและการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (เช่น การปลูกพืชผลทางการเกษตร) ซึ่งการกำหนดค่าทดแทนในอัตราตารางวาละ 50 บาทต่อปี นับว่าเหมาะสมแล้ว
📌 สรุป: หากที่ดินเดิมเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันชัดเจนเป็นเวลานานก่อนจะไปออกเอกสารสิทธิแยกกัน แม้ต่อมาที่ดินแปลงหนึ่งจะไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ก็ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่ดินตาบอดจากการแบ่งแยกที่ดินตามมาตรา 1350 แต่เจ้าของที่ดินสามารถใช้สิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินแปลงอื่นที่ล้อมรอบอยู่ได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในมาตรา 1349 โดยเลือกทางที่ใกล้และก่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด พร้อมจ่ายค่าทดแทน

อ่าน(เว็บไซต์): ในคอมเมนต์

#ฎีกาศึกษา

23/12/2025
02/12/2025

ประเด็นนี้พึงระวัง….ไม่มีต้นฉบับเอกสารมาแสดง ศาลยกฟ้อง…คำพิพากษาฎีกาที่ 1157/2565 (หน้า 357 เล่ม 2) คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารท้ายคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ร.และ ส.ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจขณะมอบอำนาจไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ หนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องเป็นเพียงสำเนา ไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ผู้รับมอบอำนาจช่วงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เท่ากับจำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตาม ป.วิ.พ.มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เมื่อต้นฉบับเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานนั้นอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตามมาตรา 122
ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบโดยอ้างส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารท้ายคำฟ้องและต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยาน โดยต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องไม่ได้นำมาส่งศาล โดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้เพราะถูกทำลาย โดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นอันมิใช่เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ จึงรับฟังข้อความตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้องไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 93(2) มาตรา 122 และมาตรา 125 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ดังนี้ ไม่อาจรับฟังว่า ร.กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์มอบอำนาจให้ ส.เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ที่ ส.มอบอำนาจช่วงให้ ว.ฟ้องคดีนี้แทนตามหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นการมอบอำนาจช่วงโดยไม่ชอบ ว.ไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีนี้แทนโจทก์
หมายเหตุ : ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภค วินิจฉัยว่า กรณีนี้มิใช่ถือเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นพิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินตามฟ้อง ศาลฎีกามีคำวินิจฉับดังกล่าวข้างต้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง..!!!

27/11/2025
18/11/2025

.....คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2568🎯เมื่อมีการตกลงประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความย่อมได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยถือว่าคู่ความสละข้อเรียกร้องหรือคำขออื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. ดังนั้น เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุเพียงว่าโจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความที่อยู่ทิศเหนือเส้นสีน้ำเงินให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และตกลงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรังวัดและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ฝ่ายละครึ่ง หากโจทก์จำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความแต่ละฝ่าย โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้ด้วย เช่นนี้ถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความคือ นำเอาคำพิพากษาตามยอมไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะส่วนทางด้านทิศใต้ที่ล้ำไปในที่ดินโจทก์พื้นที่ใต้เส้นสีน้ำเงินของจำเลยเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิขอหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ตอนท้าย ระบุว่าหากจำเลยไม่จ่ายเงินภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจในที่ดินส่วนที่จำเลยจะได้รับตามแผนที่พิพาทก็ตาม เนื่องจากเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทุกข้อแล้ว ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างมีเจตนาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแผนที่พิพาทให้แก่กันและกันทั้งสองฝ่าย โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากโจทก์และจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามที่ตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของแต่ละฝ่าย ดังนั้น ข้อตกลงตอนท้ายสัญญา ข้อ 1 ดังกล่าว จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาในเรื่องการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันแต่อย่างใด การที่โจทก์ขอหมายบังคับคดีเพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัตินอกเหนือและผิดไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่อาจกระทำได้.....

11/11/2025

แก้ไขรายการงบการเงินมีความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ…คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 904/2568 (เล่ม 4 หน้า 870) จำเลยมีเจตนานำงบการเงินที่มีรายการแก้ไขงบการเงินปี 2556 จากบริษัทมีกำไรกลายเป็นขาดทุนส่งผลให้งบการเงินรอบปี 2557 ขาดทุนสะสมอันเป็นเท็จ ยื่นแสดงต่อสำนักงาน ทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วใช้เป็นหลักฐานประกอบคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายอย่างโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ผลเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
จำเลยแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนำส่งงบการเงินเท็จ เป็นความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ หาใช่เอกสารมหาชนไม่
ตามหลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 1(8), มาตรา 90, มาตรา 267

ที่อยู่

สรงประภา
Bangkok
10210

เบอร์โทรศัพท์

+66655916416

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ JT. SUCCESS LAWผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง JT. SUCCESS LAW:

แชร์