07/08/2026
⚖️ ... คำให้การคดีแพ่ง เขียนอย่างไร ... ⚖️
⚖️ ... หลายท่านที่ถูกฟ้องคดีแพ่ง และรู้สึกว่า คดีที่โจทก์ฟ้องมานั้นไม่เป็นความจริงเลย ฟ้องแบบนี้ยังไงโจทก์ก็ต้องแพ้คดี เพราะท่านมีพยานหลักฐานหักล้างคำฟ้องของโจทก์ได้ทั้งหมด และศาลจะยุติธรรมไม่เชื่อตามคำฟ้องที่โกหกของโจทก์อย่างแน่นอน
บางท่านมั่นใจขนาดไม่ไปศาล บางท่านไปศาลเพื่อจะให้การโต้แย้งคำฟ้องของโจทก์ด้วยตนเอง ถ้าท่านคิดแบบนั้น ท่านกำลังเข้าใจผิดอยู่นะครับ ไม่ว่าคำฟ้องของโจทก์จะมีข้อบกพร่องหรือผิดไปจากความจริง
เช่นไรก็ตาม หากท่านไม่เข้าไปในคดีตามขั้นตอนและวิธีพิจารณาความของกฎหมาย ท่านมีโอกาสที่จะแพ้คดีที่โจทก์ฟ้องมาสูงครับ เพราะสิ่งสำคัญที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อสู้คดีของท่านและทำให้ท่านสามารถชนะคดีที่ถูกฟ้องได้คือ คำให้การ ถ้าจะเปรียบเทียบศักดิ์ของคำคู่ความที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแพ้ชนะคดี
ต้องบอกว่าคำคู่ความหลักของโจทก์ก็คือ คำฟ้อง
ส่วนคำคู่ความหลักของจำเลย ก็คือ คำให้การ ดังนั้น หากโจทก์ยื่นฟ้องคดีมา แต่จำเลยไม่ยื่นคำให้การต่อสู้คดีเข้าไป โจทก์มีโอกาสชนะคดี 99 เปอร์เซ็นต์ครับ เหลืออีก 1 เปอร์เซ็นต์เผื่อไว้สำหรับโจทก์สะเพร่า เช่น ลืมไปศาลวันนัด ลืมติดอากรแสตมป์ ลืมยื่นบัญชีพยาน ประมาณนี้ครับ ... ⚖️
⚖️ ... คำให้การคดีแพ่งเขียนอย่างไร ... ⚖️
⚖️... เมื่อได้เห็นความสำคัญของคำให้การในคดีแพ่งแล้ว เราจะมาว่ากันต่อว่าคำให้การในคดีแพ่งต้องเขียนอย่างไร ก่อนอื่นขอบอกว่า คำให้การในคดีแพ่งกับคำให้การในคดีอาญานั้นมีวิธีการเขียนไม่เหมือนกัน เพราะในคดีอาญานั้น หากจำเลยจะให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี จำเลยเขียนคำให้การเพียงสั้นๆก็ใช้ได้ เช่น จำเลยขอให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ขอให้การปฏิเสธทุกข้อหา ขอศาลได้โปรดพิพากษายกฟ้องโจทก์และปล่อยตัวจำเลยไปเสีย เพียงแค่นี้ก็ถือว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธแล้ว และปฏิเสธในทุกข้อหาทุกเรื่องทุกประเด็น ผลคือ จำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานรอบตัวมาใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ทั้งหมด หากเป็นอาวุธก็หยิบใช้ได้ทุกชนิด ไม่ถูกจำกัด อะไรเป็นประโยชน์กับคดีของตัวเองที่จะทำให้รอดคุกได้เอามาใช้ได้หมดครับ แต่ในทางแพ่งต่างกัน เนื่องจากกระบวนการของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการเขียนคำให้การในคดีแพ่งเอาไว้ว่าต้องทำอย่างไร หากไม่เป็นไปตามที่กฎหมายเขียนไว้ก็จะไม่เกิดเป็นประเด็นและจำเลยจะไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบต่อสู้คดีได้ ซึ่งการเขียนคำให้การในคดีแพ่งนั้นกฎหมายได้บัญญัติไว้แบบนี้ครับ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า “ ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่การนั้น ”
กฎหมายได้บัญญัติวิธีการเขียนคำให้การคดีแพ่งไว้เพียงแค่นี้ แต่สั้นๆแบบนี้คือสิ่งที่จะทำให้จำเลยแพ้หรือชนะคดีได้ครับ ซึ่งถ้าจะเขียนคำให้การให้เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้คือเขียนให้ถูกแบบ คำให้การจำเลยจะต้องมีลักษณะดังนี้
1.ต้องมีความชัดแจ้ง คือ อ่านแล้วเข้าใจได้ว่าจำเลยต่อสู้เรื่องอะไร ไม่วกวน ไม่ฟุ่มเฟือย ที่สำคัญคือ ในทุกๆประเด็นที่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ต้องไม่มีความขัดแย้งกัน เพราะถ้ามีประเด็นข้อต่อสู้ขัดแย้งกัน ถือว่าอันที่ขัดแย้งกันนั้นเสียหายใช้ไม่ได้ทั้งหมด ไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท
2.คำให้การต้องแสดงว่ายอมรับตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ในประเด็นข้อใดบ้าง อันนี้ต้องดูคำฟ้องให้ละเอียด เพราะทางแพ่งมีหลักว่า ข้ออ้างของโจทก์ข้อใดที่จำเลยไม่ให้การถึง หรือไม่ได้ให้การปฏิเสธไว้ ถือว่าจำเลยยอมรับตามข้ออ้างที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง โจทก์ก็จะไม่ต้องนำสืบพยานหลักฐานในประเด็นเรื่องนั้น เช่น โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ฟ้องคดีกู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดีแต่เพียงเรื่องกู้ยืม เช่นนี้ ต้องถือว่า จำเลยยอมรับว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ฟ้องคดีแล้ว โจทก์ไม่ต้องสืบพยานเรื่องการมอบอำนาจก็รับฟังได้ว่ามีการมอบอำนาจฟ้องคดีจริง
3.คำให้การต้องแสดงว่า จำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ข้อใดบ้าง โดยต้องแสดงเหตุผลด้วยว่า ปฏิเสธด้วยเหตุผลใด หากปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล (ปฏิเสธลอย) จะไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งส่งผลให้จำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในประเด็นนั้น เช่น โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ฟ้องคดีกู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็นเอกสารปลอม และจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ เพราะจำเลยได้โอนเงินชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้ว เช่นนี้ ประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจปลอมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท จำเลยไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างพยานโจทก์เรื่องการมอบอำนาจ เพราะจำเลยไม่ได้แสดงเหตุผลในคำให้การว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็นเอกสารปลอมอย่างไร (แต่ยังถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบในประเด็นเรื่องการมอบอำนาจฟ้องคดีอยู่) คดีจึงเหลือประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้วหรือยัง ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะนำหลักฐานการโอนเงินชำระหนี้ตามฟ้องมานำสืบต่อศาลได้
ที่กล่าวไปข้างต้นคือวิธีการเขียนคำให้การให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท เพื่อที่จำเลยจะได้มีสิทธินำพยานหลักฐานที่มีอยู่มาสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ... ⚖️
⚖️ ... การเขียนคำให้การในทางปฏิบัติ ... ⚖️
⚖️ ... เมื่อรู้ว่าคำให้การต้องเขียนอย่างไรจึงจะเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือ เขียนคำให้การอย่างไรให้ชนะคดี อันนี้ขอย้ำนะครับ การชนะคดีด้วยคำให้การอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้นะครับ แต่หมายถึง จำเลยมีพยานหลักฐานครบถ้วนตามที่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ คือ จำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และเมื่อถึงชั้นสืบพยาน จำเลยก็สามารถนำสืบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ปรากฏตามที่ยื่นคำให้การไว้ได้จริง แบบนี้ จำเลยก็ชนะคดีครับ เช่น โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ฟ้องคดีกู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็นเอกสารปลอม และจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ เพราะจำเลยได้โอนเงินชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้ว พอถึงชั้นสืบพยานจำเลย จำเลยได้นำสลิปโอนเงิน คำขอเปิดบัญชีธนาคารโจทก์พร้อมรายการเดินบัญชี คำขอเปิดบัญชีจำเลยพร้อมรายการโอนเงิน มาสืบในศาล (ประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจปลอม จำเลยต้องห้ามนำสืบ เพราะคำให้การไม่ได้แสดงเหตุผลว่าปลอมอย่างไร จำเลยจึงสืบประเด็นเรื่องการชำระหนี้แล้วได้ประเด็นเดียว) และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้โอนเงินชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้วจริง เช่นนี้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์
เมื่อเห็นความสำคัญของคำให้การแล้วว่ามีผลถึงขั้นแพ้ชนะคดีกัน ดังนั้น ก่อนที่จะทำคำให้การจึงต้องอ่านรายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์ให้ละเอียด ว่าโจทก์กล่าวอ้างเรื่องอะไร ข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนั้นเป็นอย่างไร จำเลยจะให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องนั้นอย่างไร มีข้อกฎหมายและพยานหลักฐานรองรับหรือไม่ เพียงใด ซึ่งหลักในการเขียนคำให้การต่อสู้คดีแพ่งที่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ พอจะสรุปย่อๆได้ดังนี้
1.ต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง เช่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ได้ลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจ
2.ต่อสู้ในประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุม คือ คำฟ้องโจทก์อ่านแล้วไม่เข้าใจ จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีโจทก์อย่างถูกต้องได้
3.ต่อสู้ในประเด็นเรื่องอายุความ เช่น คดีโจทก์ขาดอายุความ โดยแสดงในคำให้การว่า เป็นอายุความเรื่องใด เริ่มนับอายุความเมื่อใด และขาดอายุความเมื่อใด
4.ต่อสู้ในเนื้อหาคดี คือ ดูรายละเอียดข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง และให้การโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งอาจหักล้างข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ หรือกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ตามพยานหลักฐานที่จำเลยมี
5.ต่อสู้เรื่องค่าเสียหาย ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ
6.ต่อสู้เรื่องการบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องคดี
ที่กล่าวมาก็ถือเป็นข้อต่อสู้ที่สามารถเขียนในคำให้การเพื่อตั้งต้นแนวทางต่อสู้คดีได้ครับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้การต่อสู้ทุกประเด็น เช่น หากไม่มีประเด็นเรื่องคดีขาดอายุความก็ไม่ต้องเขียนไปในคำให้การ หรือหากมีประเด็นข้อต่อสู้เรื่องอื่นๆทำนองนี้ ก็สามารถใช้ในการเขียนคำให้การต่อสู้คดีได้เช่นเดียวกันครับ ... ⚖️
⚖️ ... การเขียนคำให้การต่อสู้คดีแพ่งนับว่ามีความสำคัญมากครับ เพราะคำให้การทำให้จำเลยชนะคดีไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่จำเลยสามารถนำสืบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้ตามที่ยื่นคำให้การไว้ ดังนั้น การเขียนคำให้การให้ดี สามารถต่อสู้คดีตามคำฟ้องโจทก์ได้ครบทุกประเด็น และเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ซึ่งตอนนี้ผมเห็นจำเลยหลายท่านที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่ทนายความ กำลังมีความคิดที่จะเขียนคำให้การต่อสู้คดีด้วยตนเอง ยอมรับว่าดีในแง่ของการประหยัดไม่ต้องเสียเงินค่าจ้างทนาย แต่คดีของท่านอาจจะเสียหายมากกว่าเงินค่าจ้างทนายได้ครับ และถึงแม้ท่านจะสามารถทำคำให้การต่อสู้คดีได้ ท่านก็จะไปติดขัดในกระบวนพิจารณาชั้นสืบพยานเพราะท่านสืบพยานไม่เป็นอีก ดังนั้น หากคดีของท่านเป็นคดีที่มีความสำคัญ มีทุนทรัพย์สูง หรืออาจได้รับความเสียหสายเป็นจำนวนมากเมื่อแพ้คดี แนะนำให้ท่านหาทนายความที่ท่านเชื่อใจมาดูแลคดีให้ ก็จะเป็นผลดีกับคดีของท่านครับ ... ⚖️