สำนักกฎหมายโลกธรรม - Lokatham Law Office

สำนักกฎหมายโลกธรรม - Lokatham Law Office ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก สำนักกฎหมายโลกธรรม - Lokatham Law Office, กฎหมาย, กรุงเทพมหานคร, Bangkok

... มีเรื่อง ถูกจับ ถูกฟ้อง ได้รับหนังสือทวงหนี้ มีหมายเรียก หมายศาลมาหาถึงบ้าน ...

ติดต่อ ทนายวินัย สุมาลี
inbox สำนักกฎหมายโลกธรรม - Lokatham Law Office
โทร. 082-339-8375
Line. 082-339-8375

⚖️ ... คำให้การคดีแพ่ง เขียนอย่างไร ... ⚖️               ⚖️ ... หลายท่านที่ถูกฟ้องคดีแพ่ง และรู้สึกว่า คดีที่โจทก์ฟ้องมา...
07/08/2026

⚖️ ... คำให้การคดีแพ่ง เขียนอย่างไร ... ⚖️
⚖️ ... หลายท่านที่ถูกฟ้องคดีแพ่ง และรู้สึกว่า คดีที่โจทก์ฟ้องมานั้นไม่เป็นความจริงเลย ฟ้องแบบนี้ยังไงโจทก์ก็ต้องแพ้คดี เพราะท่านมีพยานหลักฐานหักล้างคำฟ้องของโจทก์ได้ทั้งหมด และศาลจะยุติธรรมไม่เชื่อตามคำฟ้องที่โกหกของโจทก์อย่างแน่นอน
บางท่านมั่นใจขนาดไม่ไปศาล บางท่านไปศาลเพื่อจะให้การโต้แย้งคำฟ้องของโจทก์ด้วยตนเอง ถ้าท่านคิดแบบนั้น ท่านกำลังเข้าใจผิดอยู่นะครับ ไม่ว่าคำฟ้องของโจทก์จะมีข้อบกพร่องหรือผิดไปจากความจริง
เช่นไรก็ตาม หากท่านไม่เข้าไปในคดีตามขั้นตอนและวิธีพิจารณาความของกฎหมาย ท่านมีโอกาสที่จะแพ้คดีที่โจทก์ฟ้องมาสูงครับ เพราะสิ่งสำคัญที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อสู้คดีของท่านและทำให้ท่านสามารถชนะคดีที่ถูกฟ้องได้คือ คำให้การ ถ้าจะเปรียบเทียบศักดิ์ของคำคู่ความที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแพ้ชนะคดี
ต้องบอกว่าคำคู่ความหลักของโจทก์ก็คือ คำฟ้อง
ส่วนคำคู่ความหลักของจำเลย ก็คือ คำให้การ ดังนั้น หากโจทก์ยื่นฟ้องคดีมา แต่จำเลยไม่ยื่นคำให้การต่อสู้คดีเข้าไป โจทก์มีโอกาสชนะคดี 99 เปอร์เซ็นต์ครับ เหลืออีก 1 เปอร์เซ็นต์เผื่อไว้สำหรับโจทก์สะเพร่า เช่น ลืมไปศาลวันนัด ลืมติดอากรแสตมป์ ลืมยื่นบัญชีพยาน ประมาณนี้ครับ ... ⚖️

⚖️ ... คำให้การคดีแพ่งเขียนอย่างไร ... ⚖️
⚖️... เมื่อได้เห็นความสำคัญของคำให้การในคดีแพ่งแล้ว เราจะมาว่ากันต่อว่าคำให้การในคดีแพ่งต้องเขียนอย่างไร ก่อนอื่นขอบอกว่า คำให้การในคดีแพ่งกับคำให้การในคดีอาญานั้นมีวิธีการเขียนไม่เหมือนกัน เพราะในคดีอาญานั้น หากจำเลยจะให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี จำเลยเขียนคำให้การเพียงสั้นๆก็ใช้ได้ เช่น จำเลยขอให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ขอให้การปฏิเสธทุกข้อหา ขอศาลได้โปรดพิพากษายกฟ้องโจทก์และปล่อยตัวจำเลยไปเสีย เพียงแค่นี้ก็ถือว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธแล้ว และปฏิเสธในทุกข้อหาทุกเรื่องทุกประเด็น ผลคือ จำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานรอบตัวมาใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ทั้งหมด หากเป็นอาวุธก็หยิบใช้ได้ทุกชนิด ไม่ถูกจำกัด อะไรเป็นประโยชน์กับคดีของตัวเองที่จะทำให้รอดคุกได้เอามาใช้ได้หมดครับ แต่ในทางแพ่งต่างกัน เนื่องจากกระบวนการของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการเขียนคำให้การในคดีแพ่งเอาไว้ว่าต้องทำอย่างไร หากไม่เป็นไปตามที่กฎหมายเขียนไว้ก็จะไม่เกิดเป็นประเด็นและจำเลยจะไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบต่อสู้คดีได้ ซึ่งการเขียนคำให้การในคดีแพ่งนั้นกฎหมายได้บัญญัติไว้แบบนี้ครับ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า “ ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่การนั้น ”
กฎหมายได้บัญญัติวิธีการเขียนคำให้การคดีแพ่งไว้เพียงแค่นี้ แต่สั้นๆแบบนี้คือสิ่งที่จะทำให้จำเลยแพ้หรือชนะคดีได้ครับ ซึ่งถ้าจะเขียนคำให้การให้เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้คือเขียนให้ถูกแบบ คำให้การจำเลยจะต้องมีลักษณะดังนี้
1.ต้องมีความชัดแจ้ง คือ อ่านแล้วเข้าใจได้ว่าจำเลยต่อสู้เรื่องอะไร ไม่วกวน ไม่ฟุ่มเฟือย ที่สำคัญคือ ในทุกๆประเด็นที่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ต้องไม่มีความขัดแย้งกัน เพราะถ้ามีประเด็นข้อต่อสู้ขัดแย้งกัน ถือว่าอันที่ขัดแย้งกันนั้นเสียหายใช้ไม่ได้ทั้งหมด ไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท
2.คำให้การต้องแสดงว่ายอมรับตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ในประเด็นข้อใดบ้าง อันนี้ต้องดูคำฟ้องให้ละเอียด เพราะทางแพ่งมีหลักว่า ข้ออ้างของโจทก์ข้อใดที่จำเลยไม่ให้การถึง หรือไม่ได้ให้การปฏิเสธไว้ ถือว่าจำเลยยอมรับตามข้ออ้างที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง โจทก์ก็จะไม่ต้องนำสืบพยานหลักฐานในประเด็นเรื่องนั้น เช่น โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ฟ้องคดีกู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดีแต่เพียงเรื่องกู้ยืม เช่นนี้ ต้องถือว่า จำเลยยอมรับว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ฟ้องคดีแล้ว โจทก์ไม่ต้องสืบพยานเรื่องการมอบอำนาจก็รับฟังได้ว่ามีการมอบอำนาจฟ้องคดีจริง
3.คำให้การต้องแสดงว่า จำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ข้อใดบ้าง โดยต้องแสดงเหตุผลด้วยว่า ปฏิเสธด้วยเหตุผลใด หากปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล (ปฏิเสธลอย) จะไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งส่งผลให้จำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในประเด็นนั้น เช่น โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ฟ้องคดีกู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็นเอกสารปลอม และจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ เพราะจำเลยได้โอนเงินชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้ว เช่นนี้ ประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจปลอมไม่เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท จำเลยไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างพยานโจทก์เรื่องการมอบอำนาจ เพราะจำเลยไม่ได้แสดงเหตุผลในคำให้การว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็นเอกสารปลอมอย่างไร (แต่ยังถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบในประเด็นเรื่องการมอบอำนาจฟ้องคดีอยู่) คดีจึงเหลือประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้วหรือยัง ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะนำหลักฐานการโอนเงินชำระหนี้ตามฟ้องมานำสืบต่อศาลได้
ที่กล่าวไปข้างต้นคือวิธีการเขียนคำให้การให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท เพื่อที่จำเลยจะได้มีสิทธินำพยานหลักฐานที่มีอยู่มาสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ... ⚖️

⚖️ ... การเขียนคำให้การในทางปฏิบัติ ... ⚖️
⚖️ ... เมื่อรู้ว่าคำให้การต้องเขียนอย่างไรจึงจะเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือ เขียนคำให้การอย่างไรให้ชนะคดี อันนี้ขอย้ำนะครับ การชนะคดีด้วยคำให้การอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้นะครับ แต่หมายถึง จำเลยมีพยานหลักฐานครบถ้วนตามที่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ คือ จำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และเมื่อถึงชั้นสืบพยาน จำเลยก็สามารถนำสืบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ปรากฏตามที่ยื่นคำให้การไว้ได้จริง แบบนี้ จำเลยก็ชนะคดีครับ เช่น โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ฟ้องคดีกู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เป็นเอกสารปลอม และจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ เพราะจำเลยได้โอนเงินชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ไปแล้ว พอถึงชั้นสืบพยานจำเลย จำเลยได้นำสลิปโอนเงิน คำขอเปิดบัญชีธนาคารโจทก์พร้อมรายการเดินบัญชี คำขอเปิดบัญชีจำเลยพร้อมรายการโอนเงิน มาสืบในศาล (ประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจปลอม จำเลยต้องห้ามนำสืบ เพราะคำให้การไม่ได้แสดงเหตุผลว่าปลอมอย่างไร จำเลยจึงสืบประเด็นเรื่องการชำระหนี้แล้วได้ประเด็นเดียว) และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้โอนเงินชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้วจริง เช่นนี้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์

เมื่อเห็นความสำคัญของคำให้การแล้วว่ามีผลถึงขั้นแพ้ชนะคดีกัน ดังนั้น ก่อนที่จะทำคำให้การจึงต้องอ่านรายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์ให้ละเอียด ว่าโจทก์กล่าวอ้างเรื่องอะไร ข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนั้นเป็นอย่างไร จำเลยจะให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องนั้นอย่างไร มีข้อกฎหมายและพยานหลักฐานรองรับหรือไม่ เพียงใด ซึ่งหลักในการเขียนคำให้การต่อสู้คดีแพ่งที่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ พอจะสรุปย่อๆได้ดังนี้
1.ต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง เช่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ได้ลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจ
2.ต่อสู้ในประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุม คือ คำฟ้องโจทก์อ่านแล้วไม่เข้าใจ จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีโจทก์อย่างถูกต้องได้
3.ต่อสู้ในประเด็นเรื่องอายุความ เช่น คดีโจทก์ขาดอายุความ โดยแสดงในคำให้การว่า เป็นอายุความเรื่องใด เริ่มนับอายุความเมื่อใด และขาดอายุความเมื่อใด
4.ต่อสู้ในเนื้อหาคดี คือ ดูรายละเอียดข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง และให้การโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งอาจหักล้างข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ หรือกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ตามพยานหลักฐานที่จำเลยมี
5.ต่อสู้เรื่องค่าเสียหาย ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ
6.ต่อสู้เรื่องการบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องคดี
ที่กล่าวมาก็ถือเป็นข้อต่อสู้ที่สามารถเขียนในคำให้การเพื่อตั้งต้นแนวทางต่อสู้คดีได้ครับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้การต่อสู้ทุกประเด็น เช่น หากไม่มีประเด็นเรื่องคดีขาดอายุความก็ไม่ต้องเขียนไปในคำให้การ หรือหากมีประเด็นข้อต่อสู้เรื่องอื่นๆทำนองนี้ ก็สามารถใช้ในการเขียนคำให้การต่อสู้คดีได้เช่นเดียวกันครับ ... ⚖️

⚖️ ... การเขียนคำให้การต่อสู้คดีแพ่งนับว่ามีความสำคัญมากครับ เพราะคำให้การทำให้จำเลยชนะคดีไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่จำเลยสามารถนำสืบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้ตามที่ยื่นคำให้การไว้ ดังนั้น การเขียนคำให้การให้ดี สามารถต่อสู้คดีตามคำฟ้องโจทก์ได้ครบทุกประเด็น และเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ซึ่งตอนนี้ผมเห็นจำเลยหลายท่านที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่ทนายความ กำลังมีความคิดที่จะเขียนคำให้การต่อสู้คดีด้วยตนเอง ยอมรับว่าดีในแง่ของการประหยัดไม่ต้องเสียเงินค่าจ้างทนาย แต่คดีของท่านอาจจะเสียหายมากกว่าเงินค่าจ้างทนายได้ครับ และถึงแม้ท่านจะสามารถทำคำให้การต่อสู้คดีได้ ท่านก็จะไปติดขัดในกระบวนพิจารณาชั้นสืบพยานเพราะท่านสืบพยานไม่เป็นอีก ดังนั้น หากคดีของท่านเป็นคดีที่มีความสำคัญ มีทุนทรัพย์สูง หรืออาจได้รับความเสียหสายเป็นจำนวนมากเมื่อแพ้คดี แนะนำให้ท่านหาทนายความที่ท่านเชื่อใจมาดูแลคดีให้ ก็จะเป็นผลดีกับคดีของท่านครับ ... ⚖️

⚖️... เมื่ออัยการนัดส่งฟ้อง ต้องทำยังไง ... ⚖️          ⚖️ ... วันนี้จะนำความรู้และวิธีดำเนินการเมื่อถูกฟ้องเป็นจำเลยในค...
27/07/2026

⚖️... เมื่ออัยการนัดส่งฟ้อง ต้องทำยังไง ... ⚖️
⚖️ ... วันนี้จะนำความรู้และวิธีดำเนินการเมื่อถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญามาบอกครับ เริ่มที่พนักงานอัยการนัดหมายวันส่งฟ้องต่อศาลนะครับ ในวันนี้เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว จำเลยจะถูกคุมตัวไว้ในห้องควบคุมของศาล ซึ่งส่วนใหญ่ห้องควบคุมจะอยู่ใต้อาคารศาล ในส่วนของญาติหรือนายประกันที่จะทำเรื่องประกันตัวจำเลยก็ต้องไปยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อเจ้าหน้าที่ส่วนงานประกันตัวของศาล และรอฟังคำสั่งว่าศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ ในส่วนของจำเลยนั้น เมื่อศาลออกนั่งพิจารณา ศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟัง และถามคำให้การจำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะให้การได้ 2 อย่าง คือ ให้การรับสารภาพ หรือให้การปฏิเสธ กรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพและความผิดที่จำเลยถูกฟ้องนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี ศาลจะมีคำพิพากษาในวันนั้นเลย (อาจมีบางคดีที่สั่งสืบเสาะจำเลยก่อน ก็ถือว่าโชคดีไป เพราะมีโอกาสที่ศาลจะรอลงอาญา) และส่วนใหญ่จำเลยที่ให้การรับสารภาพจะติดคุก เพราะยังไม่ปรากฏเหตุบรรเทาโทษใดๆเข้าสู่สำนวนคดี ส่วนคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธศาลจะถามเรื่องทนายความว่า จำเลยจะหาทนายความต่อสู้คดีเอง หรือจะให้ศาลตั้งทนายขอแรงให้ ซึ่งหากจำเลยขอให้ศาลตั้งทนายขอแรงให้จำเลยก็ไม่ต้องเสียค่าจ้างทนาย และศาลก็จะเลื่อนคดีไปเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานต่อสู้คดีกันต่อไป ...

... เมื่อเราทราบกระบวนการและขั้นตอนในการส่งฟ้องแล้ว เราก็จะสามารถเตรียมตัวได้ว่าจะต้องทำอะไรหรือจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนัดส่งฟ้อง ในทางปฏิบัติก็ขอแนะนำว่า ก่อนถึงวันนัดส่งฟ้องควรเดินทางไปศาลเพื่อสอบถามที่งานประชาสัมพันธ์ศาลหรืองานประกันตัวว่าความผิดที่เราจะถูกส่งฟ้องนั้นมีวงเงินประกันตัวเท่าไร หากวงเงินประกันตัวสูงและเราไม่เงินพอ ก็ลองสอบถามที่บริษัทรับประกันอิสรภาพซึ่งจะมีอยู่ทุกศาล ว่าเขารับประกันตัวเราได้หรือไม่ ราคาเช่าหลักประกันเท่าไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง หรืออย่างน้อยก็ควรโทรศัพท์สอบถามที่ประชาสัมพันธ์ศาลเกี่ยวกับวงเงินประกันตัวไว้ล่วงหน้าก่อนครับ จะได้เตรียมเงินทัน อีกอย่างหนึ่งคือ ในขั้นตอนที่ศาลสอบคำให้การนั้น บางคดีแม้เราจะได้ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน แต่หากคดีที่เราถูกฟ้องต่อศาลเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ หรือเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้แต่มีอัตราโทษไม่สูงมากนัก และหลังจากการกระทำความผิดเรายังไม่เคยเยียวยาความเสียหายหรือชดใช้เงินคืนให้กับผู้เสียหายบ้างเลย เราควรให้การปฏิเสธไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ศาลพิพากษาคดีเลย ไม่อย่างนั้นคดีของเราจะไม่ปรากฏเหตุบรรเทาโทษ และศาลจะพิพากษาลงโทษโดยไม่รอลงอาญา และถ้าเราไม่มีทนายความหรือไม่มีเงินที่จะไปว่าจ้างทนายความ ก็ควรแถลงต่อศาลขอให้ศาลตั้งทนายความขอแรงให้ด้วย เพราะอย่างน้อยเราจะมีทนายความคอยดูแลคดีให้ดีกว่าที่เราจะดำเนินการด้วยตนเองโดยไม่มีความรู้ใดๆ การให้การปฏิเสธในลักษณะนี้จะไม่เสียสิทธิที่จะได้รับเหตุบรรเทาโทษ เพราะในนัดต่อไปซึ่งจะเป็นวันนัดพร้อมและสอบคำให้การจำเลย ศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องและสอบคำให้การจำเลยอีกครั้ง ครั้งนี้เราค่อยให้การรับสารภาพ การรับสารภาพของเราก็จะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษได้เช่นกัน ...

... ต่อกันที่หลังจากที่เราได้ให้การปฏิเสธ (บางท่านอาจได้ทนายความขอแรงจากศาลด้วย) บวกกับญาติหรือนายประกันที่ทำเรื่องประกันตัวจำเลยอยู่นั้นทำเรื่องประกันตัวเรียบร้อยและศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว เมื่อเป็นอิสระแล้ว เราก็หาวิธีเยียวยาหรือใช้เงินคืนให้กับผู้เสียหาย โดยต้องทำหลักฐานประกอบไว้ด้วย เช่น ทำบันทึกคืนทรัพย์สินให้ผู้เสียหายและมีข้อความว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ หรือ ทำบันทึกชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและมีข้อความว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ เป็นต้น นอกจากนี้ เราจะต้องเตรียมทำคำให้การใหม่เป็นให้การรับสารภาพ พร้อมทั้งทำคำร้องประกอบคำรับสารภาพ โดยในคำร้องต้องระบุเหตุต่างๆอันควรที่ศาลจะได้ปรานีรอลงอาญาแก่เรา ซึ่งบันทึกการเยียวยาหรือใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายถือเป็นเหตุบรรเทาโทษที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องอ้างถึงและแนบเอกสารประกอบคำร้องเข้าไปด้วย สิ่งที่ต้องทำเหล่านี้ ทนายความจะเป็นคนดูแลและจัดเตรียมให้แก่เรา ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้แถลงขอทนายขอแรงจากศาลไว้ครับ เพราะการที่ประชาชนธรรมดาจะเขียนคำร้องเหล่านี้ จะเขียนกันไม่เป็นหรือเขียนได้ไม่ดี ประโยชน์ที่จะได้รับในทางคดีก็จะมีน้อย ส่วนในคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง ในวันที่ศาลนัดพร้อมและสอบคำให้การจำเลย ก็สามารถที่จะใช้วิธีการเดียวกันนี้ได้เช่นกันครับ ...

⚖️... ที่นำเสนอไปนั้นก็จะเป็นวิธีปฏิบัติจริงและเทคนิคในทางคดีเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้ได้นำไปใช้ประโยชน์เมื่อถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาครับ ดังนั้น เมื่อถูกฟ้องเป็นคดีอาญาก็แนะนำให้มีทนายความหรือนักกฎหมายคอยดูแลแนะนำนะครับ ยิ่งปรึกษาได้เร็วยิ่งเป็นประโยชน์แก่คดีมาก ซึ่งถ้าติดตามข่าวเราจะเห็นเสมอว่า คนที่เขามีฐานะดีๆพอมีเรื่องมีราวเขารีบติดต่อทนายความทันที เหตุผลคือ คดีอาญามีโทษจำคุก ถ้าพลาดพลั้งอาจได้บ้านหลังใหม่ พร้อมที่นอนใหม่ทันที ...⚖️

⚖️ … เมื่อได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ต้องทำอย่างไร ... ⚖️ … เมื่อได้ยินคำว่า หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ให้ฟันธงได้เลยคร...
24/07/2026

⚖️ … เมื่อได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ต้องทำอย่างไร ... ⚖️

… เมื่อได้ยินคำว่า หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ให้ฟันธงได้เลยครับ คดีแพ่ง ไม่มีติดคุกแน่นอน ...
วันนี้จะพูดถึงเรื่องการถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีแพ่ง
ซึ่งก็คือ คดีที่เราเห็นเอกชนหรือประชาชนฟ้องร้องกันอยู่บ่อยๆนั่นแหละครับ เช่น คดีกู้ยืมเงิน คดีฟ้องบังคับจำนอง คดีผิดสัญญาซื้อขาย คดีเช่าซื้อ คดีฟ้องขับไล่ คดีบัตรเครดิต คดีละเมิดรถชน คดีฟ้องหย่า คดีฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก เป็นต้น คดีแพ่งเหล่านี้พอโจทก์ยื่นฟ้องและวางเงินค่านำหมายแล้ว พนักงานเดินหมาย (เจ้าหน้าที่ศาล) เขาจะเอาหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องมาส่งให้จำเลยที่บ้านตามทะเบียนบ้านของจำเลย
ซึ่งถ้าไม่มีใครยอมเซ็นรับหมาย เขาจะเขียนไว้ที่ด้านหน้าของหมายเรียก (เอกสารแผ่นแรกของชุดเอกสารทั้งหมด) ที่มุมบนซ้ายมือมีข้อความว่า “ปิดหมาย วัน/เดือน/ปี” แบบนี้ถือว่าส่งหมายให้จำเลยได้โดยวิธีปิดหมาย วันที่ส่งหมายได้ก็คือวันที่ระบุไว้ ซึ่งวันส่งหมายให้แก่จำเลยได้นี้มีความสำคัญมาก เพราะมีผลต่อการดำเนินคดีต่อไปทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย คือ ถ้าเป็นการฟ้องคดีแพ่งสามัญ จำเลยจะต้องทำคำให้การยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหมาย หรือภายใน 30 วัน นับแต่วันปิดหมาย ถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การต่อศาล จำเลยมีโอกาสแพ้คดีเกือบร้อยเปอร์เซ็น
เพราะไม่มีคำให้การที่จะไปต่อสู้คดีโจทก์และ
ไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ นอกจากนี้ หากจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด โจทก์เองก็มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้อง
ต่อศาลขอให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การภายในเวลา 15 วัน นับแต่วันครบกำหนดที่จำเลยจะต้องยื่นคำให้การต่อศาลด้วย หากโจทก์ไม่ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาล ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ ผลคือโจทก์แพ้คดี ส่วนถ้าเป็นคดีจำพวกคดีมโนสาเร่ คดีไม่มีข้อยุ่งยาก คดีผู้บริโภค ที่ในหมายเรียกจะระบุว่า จำเลยสามารถยื่นคำให้การในวันนัดพิจารณาได้ โดยในหมายเรียกจะระบุว่า
“ให้ท่านไปศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน ในวันที่ .................................”
นั่นคือ หากจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดี จำเลยสามารถยื่นคำให้การในวันนัดไกล่เกลี่ยได้ ในทางปฏิบัติ คือ เมื่อถึงวันนัดจำเลยก็ยื่นคำให้การต่อศาล ส่วนศาลก็จะไกล่เกลี่ยคู่ความก่อน หากตกลงกันได้ศาลก็จะพิพากษาตามยอมให้ แต่หากตกลงกันไม่ได้ และจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว คดีก็จะถูกเลื่อนไปสืบพยานในนัดหน้าต่อไป (เหตุที่ไม่สืบพยานในวันนั้นเลยทั้งที่ในหมายระบุว่าเป็นวันสืบพยานด้วยเพราะเวลาไม่พอครับ ในศาลมีคดีต่อวันเยอะมาก) เอกสารส่วนที่อยู่ถัดจากหมายเรียกไปก็จะเป็นคำฟ้องของโจทก์และเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งในคำฟ้องเมื่ออ่านดูจะปรากฏเนื้อความว่าโจทก์เขาฟ้องเรื่องอะไรมา โดยจะมีการบรรยายฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยมีความเกี่ยวข้องกันมาอย่างไร เหตุใดโจทก์จึงต้องฟ้องคดี และโจทก์ต้องการให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดอย่างไร เช่น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 3,000 บาท ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายออกหนังสือทวงถาม จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นต้น ส่วนเอกสารท้ายฟ้องก็คือ หลักฐานประกอบข้ออ้างที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง เช่น สัญญากู้ยืม หนังสือทวงถามพร้อมใบตอบรับของทนายความ เป็นต้น ...

⚖️ โดยสรุปคือ เมื่อถูกฟ้องเป็นคดีแพ่ง จำเลยจะได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โดยในส่วนของหมายเรียกจะเป็นเอกสารแผ่นแรก มีชื่อเรียกตามประเภทของคดี เช่น หมายเรียกคดีแพ่งสามัญ หมายเรียกคดีมโนสาเร่ หมายเรียกคดีไม่มีข้อยุ่งยาก หมายเรียกคดีผู้บริโภค ส่วนที่ว่าจำเลยจะต้องทำอะไร เมื่อใด ต้องไปศาลวันไหน ก็ให้ดูเนื้อความที่ระบุไว้ในหมายเรียกแต่ละประเภทครับ ⚖️

⚖️ ย้ำว่า คดีแพ่งไม่มีติดคุก แต่อาจไร้ที่ซุกนอน หากโจทก์เขาชนะคดี แล้วเขามาบังคับคดียึดบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของเราไปขายทอดตลาด เพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่มีทรัพย์สินอะไรจริงๆ วลีที่ว่า “ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ” ยังใช้ได้เสมอครับ ดังนั้น เมื่อถูกฟ้องคดีอย่าเพิกเฉย ปรึกษาคนที่มีความรู้เพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งบางคดีก็อาจต้องหาทางออกโดยการไกล่เกลี่ยและทำยอมกับโจทก์เพื่อผ่อนใช้หนี้เขา เพราะตามที่โจทก์ฟ้องมานั้นจำเลยไม่มีข้อต่อสู้คดีเลย แต่บางคดีจำเลยมีข้อต่อสู้ เพียงแต่ต้องดำเนินการตามวิธีการและกระบวนพิจารณาคดีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงจะสามารถชนะคดีโจทก์ได้ ก็ขอจบเรื่องของหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแต่เพียงย่อๆแค่นี้ครับ ⚖️

⚖️... ติดคุกเพราะเช่าซื้อรถ ... ⚖️               ... การที่เราไปซื้อรถจะเป็นรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ก็ตาม ซึ่งไม่ใช่กรณีท...
16/07/2026

⚖️... ติดคุกเพราะเช่าซื้อรถ ... ⚖️

... การที่เราไปซื้อรถจะเป็นรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ก็ตาม ซึ่งไม่ใช่กรณีที่ซื้อด้วยเงินสด โดยปกติเราจะชำระเงินดาวน์จำนวนหนึ่ง และค่ารถส่วนที่เหลือเราก็จะขอสินเชื่อจากไฟแนนซ์ และเข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับไฟแนนซ์โดยตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อกันเป็นงวดรายเดือน จำนวนกี่งวดก็ว่ากันไป การซื้อรถในลักษณะนี้แม้จะดูเหมือนเราเป็นเจ้าของรถ แต่ในทางกฎหมายเรายังไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถนะครับ กรรมสิทธิ์ในรถคงเป็นของไฟแนนซ์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ ส่วนเราเป็นเพียงผู้มีสิทธิครอบครองรถเท่านั้น ดังนั้น เมื่อกรรมสิทธิ์ในรถเป็นของไฟแนนซ์ เราจึงไม่สามารถที่จะจำหน่ายจ่ายโอนรถไปให้คนอื่นต่อได้ หลายท่านเช่าซื้อรถแล้วผ่อนค่างวดไม่ไหว เลยนำรถไปขายดาวน์ต่อ แล้วให้คนซื้อผ่อนค่างวดต่อไป โดยตกลงกันว่าเมื่อผ่อนเสร็จ ก็จะโอนรถให้ ซึ่งหลังขายดาวน์ปัญหาแรกที่มักเกิดขึ้นคือคนซื้อไม่ยอมผ่อนต่อ ทีนี้ไฟแนนซ์ก็จะทวงค่างวดมาที่เรา เพราะเราคือคู่สัญญาเช่าซื้อ พอค้างชำระค่าเช่าซื้อหลายๆงวด ไฟแนนซ์ก็จะมาติดตามเอารถคืน ซึ่งหากไฟแนนซ์รู้ว่าเราไม่ได้ครอบครองรถ แต่เราได้เอารถไปขายต่อแล้ว แบบนี้จากที่เราเป็นหนี้ค่างวดรถซึ่งเป็นคดีแพ่ง เราจะมีความผิดทางอาญาฐานยักยอกทรัพย์ครับ จากเรื่องที่ใหญ่อยู่แล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่มากทันที เพราะการถูกดำเนินคดีอาญาจะมีความเสี่ยงและแก้ไขยากกว่าคดีแพ่ง ดังนั้น การแก้ปัญหากรณีที่เราไม่สามารถส่งค่างวดต่อได้ เราควรขวนขวายหาเงินมาชำระค่างวดที่ค้างอยู่และนำรถส่งคืนไฟแนนซ์เสีย ซึ่งภายหน้าอาจจะมีค่าส่วนต่างที่ไฟแนนซ์เรียกร้องเข้ามาอยู่บ้าง แต่ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ในลักษณะของหนี้ในทางแพ่ง แม้จะถูกฟ้องคดีก็เป็นคดีแพ่ง ไม่มีโทษจำคุกเหมือนคดีอาญา ก็ขอแนะนำท่านที่เช่าซื้อรถกับไฟแนนซ์และอยู่ในระหว่างผ่อนค่างวด ท่านจงรักษารถให้อยู่ในความครอบครองของตน เพราะท่านจะต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อต่อไฟแนนซ์ในทางแพ่ง และหากท่านนำรถไปขายต่อ นำรถไปจำนำแล้วปล่อยขาด เหล่านี้ ถือว่าท่านเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต ท่านอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกได้ครับ ...

อุทาหรณ์ ⚖️ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ๊งเซ้งศูนย์ ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมิซูโบ๊ะโช๊ะ วันหนึ่งนายทองได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมิซูโบ๊ะโช๊ะจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ๊งเซ้งศูนย์ จำนวน 1 คัน โดยชำระเงินดาวน์ไปจำนวน 200,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระตามสัญญาเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนๆละงวด จำนวน 60 งวด เป็นเงินงวดละ 8,000 บาท หลังเช่าซื้อรถยนต์มาได้ 5 เดือน นายทองเกิดขาดสภาพคล่องทางการเงินจนไม่สามารถผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อไปได้ แต่ก็เสียดายเงินดาวน์ที่จ่ายไป นายทองจึงไปบอกขายรถให้เสี่ยเจ๋งในราคา 100,000 บาท โดยให้เสี่ยเจ๋งผ่อนชำระค่างวดที่เหลือแทนนายทอง เมื่อเสี่ยเจ๋งผ่อนชำระค่าเช่าซื้อครบจำนวน และห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ๊งเซ้งศูนย์ โอนรถเป็นชื่อนายทอง นายทองก็จะโอนรถให้เป็นชื่อเสี่ยเจ๋งต่อไป เสี่ยเจ๋งเห็นว่ารถของนายทองสภาพยังดี และตนซื้อดาวน์ในราคาถูก จึงตกลงรับซื้อรถยนต์ไว้จากนายทอง ดังนี้ นายทองมีเพียงสิทธิครอบครองในรถยนต์ที่เช่าซื้อเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังคงเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ๊งเซ้งศูนย์ การที่นายทองนำรถยนต์ไปขายให้เสี่ยเจ๋ง จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด เจ๊งเซ้งศูนย์ ไปเป็นของเสี่ยเจ๋งโดยทุจริต นายทองมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ส่วนเสี่ยเจ๋งรู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ที่ตนรับซื้อไว้จากนายทองเป็นกรรมสิทธิ์ของหุ้นส่วนจำกัด เจ๊งเซ้งศูนย์ และนายทองยักยอกมาขาย เสี่ยเจ๋งมีความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ⚖️

อ้างอิงกฎหมาย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

⚖️… โกงเจ้าหนี้ ... ⚖️ ⚖️ ... โกงเจ้าหนี้ที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเป็นหนี้แล้วไม่ใช้คืน ประเภทว่าไม่มี ไม...
11/07/2026

⚖️… โกงเจ้าหนี้ ... ⚖️

⚖️ ... โกงเจ้าหนี้ที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเป็นหนี้แล้วไม่ใช้คืน ประเภทว่าไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย นะครับ อันนั้นเป็นเรื่องทางแพ่ง แต่โกงเจ้าหนี้ที่จะพูดถึงนี้ เป็นความผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งลูกหนี้ที่โกงเจ้าหนี้แบบนี้มีสิทธิติดคุกครับ กฎหมายเขาเขียนเกี่ยวกับความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เอาไว้แบบนี้ ... ⚖️

⚖️ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติว่า ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่น ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ⚖️

ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 นี้ กฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองเจ้าหนี้และลงโทษลูกหนี้ที่จงใจยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตน เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้สืบพบและยึดอายัดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ หลักเกณฑ์ที่ถือว่าลูกหนี้กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้มีดังต่อไปนี้ครับ

1.ต้องมีหนี้ในทางแพ่งระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ และหนี้ของเจ้าหนี้ต้องเป็นหนี้ที่ฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย หากหนี้นั้นเจ้าหนี้ไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล คือ เป็นหนี้ที่ไม่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้ แม้ลูกหนี้จะได้โอนทรัพย์หนีไปเพื่อให้พ้นจากการถูกบังคับคดี ลูกหนี้ก็ไม่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ เช่น

⚖️ อุทาหรณ์ นายทองกู้ยืมเงินเสี่ยเจ๋งจำนวน 200,000 บาท โดยไม่ได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมกัน ผ่านไป 2-3 ปี นายทองไม่ยอมชำระหนี้คืน เสี่ยเจ๋งทวงถามหลายครั้ง นายทองก็บ่ายเบี่ยงและผัดผ่อนเรื่อยมา เสี่ยเจ๋งจึงขู่ว่าจะฟ้องศาล และยึดที่ดินพร้อมบ้านของนายทอง นายทองกลัวเสี่ยเจ๋งจะฟ้องและยึดที่ดินพร้อมบ้าน นายทองจึงโอนที่ดินพร้อมบ้านให้แก่นางสาวปลากริม เช่นนี้ นายทองไม่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 เพราะหนี้เงินกู้ระหว่างนายทองและเสี่ยเจ๋งมีจำนวนเกินกว่า 2,000 บาท เมื่อไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายทองมาแสดงต่อศาล เสี่ยเจ๋งจึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้ ⚖️

2.การที่จะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว เช่น เจ้าหนี้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ หรือเจ้าหนี้กำลังจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ เช่น เจ้าหนี้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้

⚖️ อุทาหรณ์ นายชิโร่ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทชนโทนขณะกำลังเดินข้ามถนนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมานายโทนได้ยื่นฟ้องนายชิโร่ต่อศาลแขวงพระนครฟิมล์ให้นายชิโร่ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท เมื่อนายชิโร่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง นายชิโร่จึงได้นำรถจักรยานยนต์ไปขายที่เต็นท์รถมือสอง เพราะกลัวว่าเมื่อนายโทนชนะคดี นายโทนจะมายึดรถจักรยานยนต์ไปขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ ซึ่งนอกจากรถจักรยานยนต์แล้วนายชิโร่ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก ดังนี้ นายชิโร่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ เพราะการที่นายชิโร่ขับรถชนนายโทนโดยประมาทนั้น มูลหนี้ละเมิดได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนายโทนยื่นฟ้องคดีต่อศาลจึงเป็นกรณีที่นายโทนเจ้าหนี้ในมูลหนี้ละเมิดได้ใช้สิทธิทางศาลแล้ว แม้ศาลจะยังไม่มีคำพิพากษาและกำหนดจำนวนค่าเสียหายก็ตาม เมื่อนายชิโร่โอนขายรถจักรยานยนต์ เพื่อมิให้นายโทนมาบังคับชำระหนี้ นายชิโร่ย่อมมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 ⚖️

⚖️ อุทาหรณ์ นายโหนทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายห้อย จำนวน 300,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน 1 ปี เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ นายโหนเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ นายห้อยจึงมอบหมายให้ทนายเหี่ยวมีหนังสือทวงถามให้นายโหนชำระหนี้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม ปรากฏว่า หลังจากที่นายโหนได้รับหนังสือทวงถามของทนายเหี่ยวเพียง 2 วัน นายโหนได้โอนที่นาซึ่งเป็นทรัพย์สินติดตัวเพียงชิ้นเดียวให้กับนายเฮงเพื่อนรัก โดยนายเฮงเต็มใจรับโอนที่นาไว้ เพื่อไม่ให้นายห้อยมาบังคับคดียึดที่นาออกขายทอดตลาดได้ ดังนี้ นายโหนกับนายเฮงมีความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 เนื่องจากการโอนที่นาเกิดขึ้นหลังจากที่นายห้อยได้มอบหมายให้ทนายเหี่ยวมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้นายโหนชำระหนี้ จึงเป็นกรณีที่นายห้อยเจ้าหนี้จะใช้สิทธิทางศาลให้นายโหนชำระหนี้แล้ว ⚖️

3.วิธีการที่ถือว่าเป็นการโกงเจ้าหนี้ คือ การย้ายไปเสีย การซ่อนเร้น หรือการโอนทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้อื่นไป หรือการแกล้งให้ตนเป็นหนี้อันไม่เป็นความจริง เช่น

⚖️ อุทาหรณ์ นายงงเป็นหนี้นายมึนจำนวน 500,000 บาท ต่อมานายมึนยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้นายงงชำระหนี้และศาลได้มีคำพิพากษาให้นายงงชำระหนี้ตามฟ้อง หลังศาลมีคำพิพากษา นายมึนได้สืบหาทรัพย์สินของนายงงเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษา จนพบว่านายงงมีที่ดินอยู่เพียง 1 แปลง ราคาประมาณ 500,000 บาท แต่ปรากฏว่า ในระหว่างที่นายมึนกำลังประกาศหาคนมารับจ้างทำงานบังคับคดีให้ตนนั้น นายงงได้สมรู้ร่วมคิดกับนายมั่วโดยตกลงกันว่า ให้นายงงทำสัญญากู้ยืมเงินนายมั่วจำนวน 500,000 บาท โดยไม่มีการกู้ยืมเงินกันจริง จากนั้นนายมั่วก็ได้นำสัญญากู้ฉบับดังกล่าวไปยื่นฟ้องนายงงต่อศาล เพื่อให้นายงงชำระหนี้เงินกู้ยืม เมื่อฟ้องคดีแล้วนายงงกับนายมั่วก็พากันไปทำยอมที่ศาล โดยนายงงตกลงเอาที่ดิน 1 แปลง ที่มีอยู่ตีใช้หนี้ให้กับนายมั่ว ดังนี้ ถือว่านายงงแกล้งให้ตนเป็นหนี้นายมั่วอันไม่เป็นความจริง การที่นายงงโอนที่ดินตีใช้หนี้นายมั่ว เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อไม่ให้นายมึนเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ นายงงและนายมั่วมีความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 ⚖️

4.การที่ลูกหนี้ย้ายทรัพย์สินหนี หรือเอาไปซ่อนเร้นไว้ หรือโอนทรัพย์สินไปให้คนอื่น หรือแกล้งเป็นหนี้อันไม่เป็นความจริง ต้องเป็นการกระทำโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ แต่ถ้าเจ้าหนี้ยังสามารถที่จะบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ได้อยู่ แม้ลูกหนี้จะโอนทรัพย์สินไปให้บุคคลอื่น ลูกหนี้ก็ไม่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ เช่น

⚖️ อุทาหรณ์ นายถึกเป็นหนี้นายทุยจำนวน 50,000 บาท ต่อมานายทุยยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้นายถึกชำระหนี้ ระหว่างการพิจารณาคดี ปรากฏว่านายถึกได้ขายควายไป 1 ตัว มูลค่า 50,000 บาท นายทุยจึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายถึกในข้อหาโกงเจ้าหนี้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายถึกยังเหลือควายที่เลี้ยงไว้อีก 1 ฝูง จำนวน 12 ตัว ซึ่งมีราคาตัวละประมาณ 50,000 บาท ดังนี้ การที่นายถึกขายควายไปเพียง 1 ตัว จึงมิใช่เป็นการย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใด เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ เพราะนายทุยเจ้าหนี้ยังสามารถบังคับคดีเอากับควายจำนวนที่เหลือของนายถึกได้อยู่ นายถึกจึงไม่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ⚖️

⚖️ ... ในความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ก็ขอพูดถึงแต่เพียงย่อๆแบบเข้าใจง่ายๆเพียงเท่านี้ ก่อนจากกัน ขอฝากข้อคิดไว้หน่อยครับ โปรดระวังคำว่า “โกง” คำๆนี้ จะโพสต์ลงสื่อสาธารณะประจานใครต่อว่าใคร อาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้นะครับ จากที่ท่านอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ ท่านอาจจะต้องแถมเงินเพิ่มให้กับลูกหนี้ไปอีก ด้วยรักและห่วงใยครับ ... ⚖️

⚖️… ฉ้อโกง ... กับ ... ฉ้อโกงประชาชน ... ⚖️          ... ยุคแห่งความเจริญทางการสื่อสารและการทำธุรกรรมที่ง่ายดายเพียงปลาย...
30/06/2026

⚖️… ฉ้อโกง ... กับ ... ฉ้อโกงประชาชน ... ⚖️

... ยุคแห่งความเจริญทางการสื่อสารและการทำธุรกรรมที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ก่อให้เกิดผลดีในการติดต่อทำธุรกรรมระหว่างกันให้สำเร็จลงได้โดยไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเห็นตากันว่าคู่ค้าของเราหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ผลกระทบที่ตามมาคือ การถูกหลอกลวงโดยบุคคลที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ข่าวคราวการถูกหลอกถูกโกงมีไม่เว้นแต่ละวัน วันนี้ก็เลยจะนำสาระเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกง และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนมาเล่าสู่กันฟังครับ อธิบายกันแบบบ้านๆ เอาพอรู้เรื่อง ไม่ลงลึกมาก เดี๋ยวเครียด ... ซึ่งความผิดทั้งสองฐานมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา โดยกฎหมายเขียนไว้แบบนี้ครับ

⚖️ความผิดฐานฉ้อโกง⚖️

มาตรา ๓๔๑ ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

⚖️ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน⚖️

มาตรา ๓๔๓ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๔๑ ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา ๓๔๒ อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

⚖️เริ่มที่ความผิดฐานฉ้อโกงหรือที่เราเรียกกันว่า ฉ้อโกงธรรมดาก่อนครับ ความผิดฐานนี้มีหลักเกณฑ์แบบนี้ครับ

1.ต้องมีการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

-การหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ก็คือ พูดโกหก นั่นเอง เช่น

นายหมีขาวเอาทองปลอมมาหลอกขายให้เสี่ยเจ๋ง โดยโกหกว่าเป็นทองคำแท้ เสี่ยเจ๋งหลงเชื่อจึงซื้อไว้ ดังนี้ ถือว่านายหมีขาวหลอกลวงเสี่ยเจ๋งด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อหลอกขายทองปลอมให้เสี่ยเจ๋ง นายหมีขาวมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

-การปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ก็คือ การปิดบังความจริงเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเขาควรจะได้รู้ แต่กลับไม่ยอมบอกให้เขารู้ความจริงในเรื่องนั้น เช่น

นายทองไปขอกู้ยืมเงินคุณนายมินนี่จำนวน 200,000 บาท โดยมีนางสาวปลากริมไปช่วยพูดขอร้องคุณนายมินนี่ให้ยอมให้นายทองกู้ยืมเงิน แต่ปรากฏว่าก่อนหน้านี้ 3 เดือน นายทองถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายไปแล้ว ซึ่งทั้งนายทองและนางสาวปลากริมรู้เรื่องนี้ แต่เก็บงำความจริงไม่ยอมบอกให้คุณนายมินนี่ทราบ ทำให้คุณนายมินนี่เข้าใจว่านายทองยังสามารถทำนิติกรรมกู้ยืมเงินได้ดังเช่นบุคคลทั่วไป จึงยอมให้นายทองทำสัญญากู้ยืมเงิน และมอบเงินที่กู้ยืมจำนวน 200,000 บาท ให้กับนายทองไป ดังนี้ ถือว่านายทองและนางสาวปลากริมร่วมกันปิดบังข้อความจริงซึ่งควรบอกให้คุณนายมินนี่ทราบ นายทองและนางสาวปลากริมมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 (มาตรา 83 คือ ตัวการร่วม)

2.การหลอกลวงหรือการปกปิดความจริงนั้น ทำให้ผู้กระทำความผิดได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ

หลักเกณฑ์ข้อนี้ หมายความว่า เมื่อผู้กระทำความผิดหลอกลวงหรือปกปิดความจริงแล้ว ผู้กระทำความผิดได้ไปซึ่งเงินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หากได้อย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อนี้ เช่น หลอกให้ทำงานให้แล้วไม่จ่ายค่าจ้าง หลอกให้รักและยอมมีความสัมพันธ์แล้วไม่รับผิดชอบ การหลอกแบบนี้ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง การหลอกลวงอีกอย่างหนึ่งที่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง คือ การหลอกลวงให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ลองดูตัวอย่างประกอบในแต่ละกรณีนะครับ

กรณีหลอกลวงแล้วได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงโดยตรง เช่น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อสอบแข่งขันเข้ารับราชการในตำแหน่งพนักงานสอบสวนเป็นกรณีพิเศษโดยผู้สมัครสอบต้องมีคุณสมบัติเป็นเนติบัณฑิตไทย นายโทนหนุ่มน้อยหน้ามนเพิ่งสอบไล่ได้เนติบัณฑิตไทยหมาดๆ อยากเป็นพนักงานสอบสวนกับเขาบ้าง จึงไปสมัครสอบ นายชิโร่ทราบเรื่องจึงมาบอกกับนายโทนว่า ตนสามารถช่วยเหลือนายโทนให้เข้ารับราชการเป็นพนักงานสอบสวนได้โดยที่นายโทนไม่ต้องกังวลว่าจะสอบได้คะแนนเท่าไร ซึ่งความจริงแล้วนายชิโร่ไม่สามารถช่วยเหลือนายโทนให้เข้ารับราชการในตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามที่กล่าวอ้างได้เลย แต่ปรากฏว่าการหลอกลวงของนายชิโร่ทำให้นายโทนหลงเชื่อและมอบเงินจำนวน 700,000 บาท ให้กับนายชิโร่ไปเพื่อเป็นค่าดำเนินการให้ตนเองได้เข้ารับราชการเป็นพนักงานสอบสวน ดังนี้ นายชิโร่มีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

กรณีหลอกลวงแล้วได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลที่สาม เช่น

นายเทาต้องการขอยืมเงินนายห้อยจำนวน 100,000 บาท จึงได้เอาโฉนดที่ดินที่ทำปลอมชื่อว่านายเทาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาให้นายห้อยดูและบอกว่าหากนายห้อยให้ยืมเงิน นายเทาจะมอบโฉนดที่ดินให้นายห้อยยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ นายห้อยหลงเชื่อเข้าใจว่าเป็นโฉนดที่ดินจริงและมีชื่อนายเทาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ปรากฏว่านายห้อยไม่มีเงิน นายห้อยจึงได้บอกกับนายโหนผู้เป็นพ่อว่า ให้เอาเงินให้นายเทายืมหน่อย นายโหนจึงได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายเทาและส่งมอบเงินกู้จำนวน 100,000 บาท ให้กับนายเทาไป ดังนี้ แม้นายเทาจะไม่ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากนายห้อย แต่นายห้อยเป็นผู้ถูกนายเทาหลอกลวง นายห้อยจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนนายโหนแม้จะไม่ได้ถูกนายเทาหลอกลวง แต่นายโหนเป็นเจ้าของเงินกู้และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้กู้ในสัญญากู้เงิน นายโหนจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงด้วยอีกคนหนึ่ง

การหลอกลวงอันสุดท้าย คือ การหลอกลวงให้ผู้ถูกหลอกหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ เช่น
อุทาหรณ์ที่ 1 นายเซทำสัญญากู้ยืมเงินนายเซ่อไป 100,000 บาท ไม่คิดดอกเบี้ยกัน พอครบกำหนดชำระหนี้ นายเซเขียนเช็คสั่งจ่ายเงินให้นายเซ่อจำนวน 100,000 บาท และบอกนายเซ่อว่าชำระหนี้เงินที่กู้ยืมไป อีก 2 วันให้เอาเช็คไปขึ้นเงิน ซึ่งนายเซรู้อยู่แล้วว่าเช็คจะต้องเด้งเพราะตนเองไม่มีเงินในบัญชีพอที่จะจ่ายตามเช็คได้ ฝ่ายนายเซ่อ เมื่อนายเซส่งมอบเช็คให้แล้ว นายเซ่อก็นำสัญญากู้ยืมมาฉีกทิ้งต่อหน้านายเซเพื่อแสดงให้เห็นว่าหนี้ระงับด้วยการชำระหนี้ด้วยเช็คแล้ว เช่นนี้ ถือว่านายเซหลอกลวงนายเซ่อให้ทำลายสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นเอกสารสิทธิ นายเซมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

อุทาหรณ์ที่ 2 นายซวยแจ้งความดำเนินคดีกับนางซิ่มโบ๊ะในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา คดีอยู่ระหว่างการสอบสวน นางซิ่มโบ๊ะจึงได้มาหลอกลวงนายซวย โดยขอให้นายซวยไปถอนแจ้งความที่โรงพัก แล้วนางซิ่มโบ๊ะจะมอบเงินเป็นค่าเสียหายให้จำนวน 30,000 บาท นายซวยหลงเชื่อและคิดว่านางซิ่มโบ๊ะจะมอบเงินค่าเสียหายให้จริง จึงไปถอนแจ้งความ ดังนี้ คำแจ้งความร้องทุกข์ไม่ใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิ นางซิ่มโบ๊ะไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ⚖️

⚖️ต่อกันที่ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343ครับ ความจริงความผิดฐานนี้ก็คือความผิดฐานฉ้อโกงครับ เพียงแต่ความผิดฐานนี้กฎหมายกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักขึ้นกว่าความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดที่มีความมุ่งหมายกระทำต่อประชาชนโดยทั่วๆไป ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งวิธีที่จะแยกว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จึงต้องพิจารณาจากวิธีการหลอกลวงและเจตนาของผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญว่า ผู้กระทำความผิดมีเจนาที่จะหลอกลวงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง หรือมีเจตนาที่จะหลอกลวงประชาชนทั่วๆไปโดยไม่เลือกว่าเป็นผู้ใด ซึ่งหากผู้กระทำความผิดใช้วิธีการอันแสดงให้เห็นว่า มีเจตนาที่จะหลอกลวงประชาชนโดยทั่วไป แม้ว่าจะมีคนหลงเชื่อเป็นจำนวนน้อยหรือมีผู้เสียหายดำเนินคดีเพียงไม่กี่คน ก็ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แล้วครับ ลองดูอุทาหรณ์ต่อไปนี้

อุทาหรณ์ที่ 1 นายเยี่ยมส่งข้อความทางโทรศัพท์ (massage) ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลอื่นๆจำนวน 3,000 หมายเลข โดยไล่กดส่งทีละหมายเลข ข้อความที่ส่งมีเนื้อหาว่าตนเป็นคนในสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รู้เลขล็อค 3 ตัวท้าย ที่จะออกรางวัลในงวดถัดไป หากผู้ใดประสงค์จะได้ตัวเลขที่จะออกรางวัล ให้โอนเงินเข้าบัญชีนายเยี่ยมจำนวน 3,000 บาท ซึ่งความจริงนายเยี่ยมไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใดๆในสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีการล็อคเลขในการออกรางวัลแต่อย่างใด หลังจากที่นายเยี่ยมส่งข้อความทางโทรศัพท์ (massage) ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลอื่นๆจำนวน 3,000 หมายเลขแล้ว ปรากฏว่า มีคนหลงเชื่อและโอนเงินคนละ3,000 บาทให้แก่นายเยี่ยมเป็นจำนวนมากถึง 2,000 คน ดังนี้ แม้นายเยี่ยมจะหลอกลวงประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นการหลอกลวงโดยการส่งข้อความทางโทรศัพท์ (massage) ไปให้บุคคลต่างๆทีละคน ไม่ใช่วิธีการหลอกลวงประชาชนโดยทั่วไป จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 การกระทำของนายเยี่ยมคงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เท่านั้น

อุทาหรณ์ที่ 2 นายเฮงโพสต์ข้อความโฆษณาผ่านเฟสบุ๊กซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยนายเฮงลงประกาศว่า ตนเพิ่งเปิดบริษัทใหม่เพื่อประกอบธุรกิจค้าขายไข่มดแดงอบแห้ง และเชิญชวนบุคคลทั่วไปให้มาสมัครทำงานเป็นพนักงานในบริษัทเจ๊งเซ้งสูญ ซึ่งมีนายเฮงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยกำหนดอัตราเงินเดือนพนักงานไว้เดือนละ 70,000 บาท รับไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้ ผู้สมัครแต่ละคนจะต้องโอนเงินเป็นค่าสมัครคนละ 2,000 บาท ให้กับนายเฮงก่อน บริษัทจึงจะรับเข้าเป็นพนักงาน ซึ่งความจริงนายเฮงมีอาชีพขายเต้าฮวยตามตลาดนัด ไม่ได้เปิดบริษัททำธุรกิจแต่อย่างใด หลังจากที่นายเฮงได้โพสต์ข้อความรับสมัครพนักงาน ปรากฏว่า ได้มีบุคคลเข้าไปอ่านโพสต์ของนายเฮงและให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายมีเพียงนายงง นายทึ่ม นายมึน นายมั่ว นายเมา และนายแกว่ง หลงเชื่อตามที่นายเฮงหลอกลวง และได้โอนเงินคนละ 2,000 บาท ให้แก่นายเฮงไป ต่อมานายงง นายทึ่ม นายมึน นายมั่ว นายเมา และนายแกว่ง จึงได้รู้ว่าถูกนายเฮงหลอกลวงให้โอนเงิน เพราะเจอนายเฮงเปิดร้านขายเต้าฮวยอยู่ที่ตลาดนัด หลังทราบความจริงมีเพียงนายทึ่มกับนายแกว่งเท่านั้นที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายเฮง ดังนี้ การกระทำของนายเฮงที่ลงโฆษณาประกาศรับสมัครพนักงานผ่านทางเฟสบุ๊ก โดยข้อความที่ลงประกาศนั้นไม่เป็นความจริง ถือว่านายเฮงมีเจตนาที่จะหลอกลวงประชาชนทั่วไปให้โอนเงินคนละ 2,000 บาท ให้แก่ตน ซึ่งแม้จะมีคนหลงเชื่อและโอนเงินให้เพียง 6 คน คือ นายงง นายทึ่ม นายมึน นายมั่ว นายเมา และนายแกว่ง และแม้จะมีเพียงนายทึ่มกับนายแกว่งเพียงสองคนที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีก็ตาม นายเฮงย่อมมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ⚖️

⚖️ ...ข้อสังเกต... ⚖️

1.ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ หากผู้เสียหายไม่แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน หรือฟ้องดำเนินคดีภายในเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่อง และรู้ตังผู้กระทำความผิด คดีจะขาดอายุความ

2.ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายจึงสามารถถอนแจ้งความ หรือตกลงยอมความกับจำเลยในชั้นพิจารณาคดีของศาลก่อนคดีถึงที่สุดได้

3.ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ ผู้เสียหายจึงไม่สามารถถอนแจ้งความได้ และไม่สามารถยอมความในชั้นพิจารณาคดีกับจำเลยได้ การที่จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย จึงเป็นเพียงเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลยเท่านั้น เว้นแต่ กรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง ผู้เสียหายจึงมีสิทธิถอนฟ้องคดีได้ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษา

⚖️ ... ก็ขอจบในเรื่อง ... ความผิดฐานฉ้อโกง กับ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ... ไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ ⚖️

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10160

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สำนักกฎหมายโลกธรรม - Lokatham Law Office โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์